เปิดวาทะ"4ทัศนะ คิดยังไงกับสมัชชาคนจน"

สังคมไทยจับตามองสถานการณ์การเมืองภาคประชาชน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน อย่างมีคำถามและอย่างสงสัยมาโดยตลอด มีทั้งเห็นด้วย เข้าใจ รำคาญ และคัดค้านซึ่ง เป็น 4 กระแสหลักๆ มานาน หลายปี หลายรัฐบาล แต่เรื่องราวมุมคิดจากนักพัฒนาเอกชนและจากที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กลับไม่เป็นที่เผยแพร่มากนัก อีกทั้งยังไม่เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะจากปากคำของคนทำงานพัฒนา หรือ NGOs ด้วยกัน ซึ่งบางคนบางองค์กร ไม่ได้เข้าร่วมขบวนงานเคลื่อนไหวเลย คนเหล่านั้นคิดอย่างไร แต่ทุกคนที่มอง รับฟัง ติดตามข่าวและหาคำอธิบายให้สังคมรับฟังเสมอ แม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ และมุมมองแตกต่าง แต่ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ ก็สนใจและหยิบมุมมองจากคนทำงานเพื่อสังคมในบทบาทต่างๆเหล่านั้น ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นไว้ ในสถานการณ์งานเคลื่อนไหว ที่คุกรุ่นร้อนแรง ผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนของทีมงานไทยเอ็นจีโอหรือ กระดานข่าวของ www.thaingo.org มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบางคน คอยทำงานให้ข้อมูลสาธาณชนอยู่ห่างๆ อย่างไม่เคยเหนื่อยหล้า ตั้งแต่ก่อตั้งทีมงานมา

หลังการกลับบ้านไปอย่างเจ็บปวดของพี่น้องสมัชชาคนจน โดยการออกคำสั่งไล่รื้ออย่างไม่ปราณี จากนายสมัคร สุนทราเวช ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อต้นปี 2546 นี้เอง ซึ่งแน่นอน เหตุการณ์อย่างนี้หากไม่ได้ไฟเขียวจากรัฐบาลทักษิณ ย่อมไม่สะดวกดายเช่นนี้ และเมื่อสถานการณ์เงียบ จากกระแสสังคม เรื่องเล่าและมุมคิดที่เคยแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้นน่าสนใจ จึงถูกนำมาเปิดเผยอีกครั้ง ว่าใครคิดอย่างไรกับสมัชชาคนจนบนสถานการณ์การเคลื่อนไหว อย่างยาวนาน ของเส้นทางการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาคนจน


การเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาลของสมัชชาคนจน



วีรศักดิ์ บริบูรณ์

กวิน ชุติมา

สังคม สัญจร

บารมี ชัยรัตน์

"ผมว่านั่นเป็นกระบวนการเติบโตทางปัญญา และวุฒิภาวะ ของประชาชน โดยการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างลูกหลานผู้ได้รับการศึกษากับชาวไร่ชาวนา
ผู้ทุกข์ยาก การเรียนรู้เพื่อปลดปล่อยตนเองยังไม่สิ้นสุด ขอให้กำลังใจให้ลองผิดลองถูก และปรับปรุงต่อไป เพราะยุคสมัยของการต่อสู้ของคนจน ที่ต้องลุกขึ้นยกมือถือปืนมันผ่านไปแล้ว สังคมและระบบถูกเปิดขึ้นมากแล้ว ผมเห็นว่าการรวมตัวของประชาชนเป็นความชอบธรรมและเป็นอารยธรรมของประชาคมไทย
โดยพื้นฐานที่สุดก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ "

วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข เลขาธิการมูลนิธิเยาวชนชนบท


การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนหรือองค์กรชาวบ้านอื่นๆ ที่เป็นข่าวออกมานั้นร้อยทั้งร้อย เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านได้ใช้ช่องทางตามระบบราชการในการร้องเรียนจนหมดสิ้นแล้ว แต่ปัญหาไม่ได้รับความสนใจแก้ไขให้ดีขึ้น หรือแม้แต่ตอบสนอง สาธารณชนทั่วไปไม่ได้รับรู้ ความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมชาติ ชาวบ้านจึงต้องค้นหาวิธีการต่างๆ ในการเรียกร้องความสนใจ และชาวบ้านได้ประสบการณ์ว่า เมื่อออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์แล้ว จะได้ผลในแง่ที่อย่างน้อยที่สุด นักการเมืองก็ต้องออกมาตอบสนองอะไรบางอย่าง แต่ชาวบ้านก็คิดค้นวิธีการอยู่ตลอดเวลานะครับ ขณะนี้ก็พยายามใช้ช่องทางหรือกลไกที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 มากขึ้นๆ และพยายามสร้างกลไกการสื่อสารกันเอง และสื่อสารกับสาธารณชนใหม่ๆ เช่น การ
ใช้อินเตอร์เน็ต วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น แม้แต่ ThaiNGO ก็ถือว่าเป็นการเปิดเป็นเวที หรือช่องทางการสื่อสาร อีกช่องทางหนึ่งครับ"

กวิน ชุติมา รองผู้อำนวยการฝ่ายระดมทุน มูลนิธิกองทุนไทย


"เอาเป็นว่า บางเรื่องผมเข้าใจสมัชชาคนจน แต่ก็มีคำถามอยากให้สมัชชาคนจนตอบ
1) เรื่องเครื่องแบบคนจน ผ้าข้าวม้าพาดคอ หนวดเครารุงรัง กางเกงยีนส์หลุดก้น(เก่าๆ) สิ่งที่พวกเขาถกกันคือ "เครื่องแบบ" หรือ "สัญญลักษณ์" หรือ "วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม" ตรงนี้ เป็นทั้ง จุดอ่อน จุดแข็ง ไม่แน่ใจว่า "ตั้งใจ" หรือ "เหตุบังเอิญ"

2) งานวิจัย 127 ปัญหาสมัชชาคนจน เป็นเอกสาร 127 เล่ม จัดทำโดย สำนักนายกรัฐมนตรี มี อ.พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ในนามสมาคมพัฒนาสังคม ผมเห็นข้อเสนอหลายชิ้นใน 127 เล่ม ปรากฎใน มติ ครม. ซึ่งผมเคยถามสมัชชาคนจน(บางคน) ว่าทำไม ไม่รวบรวมเก็บไว้ เพื่อจะได้รู้ว่า ภาครัฐ ศึกษาปัญหาสมัชชาคนจนอย่างไร และเสนออย่างไร และผมก็ได้ทราบว่า สมัชชาคนจน ไม่มีเอกสารชุดดังกล่าว ซึ่งน่าจะมีเก็บไว้ จะได้รู้ว่าภาครัฐมองอย่างไร เสนออย่างไร และบางข้อเสนอดีมากทีเดียว

3) ต่อเนื่องจาก 2) ในแวดวงคนร่างกฎหมาย เขามองว่า ข้อเสนอหลายข้อ ได้รับการตอบสนองไปแล้ว มีเป็นมติ ครม. (หรือในเชิงนโยบายสาธารณะตอบสนองไปแล้ว) แต่เป็นปัญหาที่กลไกปฏิบัติ ดังนั้นข้อเรียกร้องที่ต่อเนื่อง จึงไม่ใช่ ข้อเสนอเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่ต้องเป็น "มาตรการในเชิงปฏิบัติ" หรืออีกนัยยะหนึ่ง ต้องระบุว่า "ใครควรทำอย่างไร ด้วยทรัพยากรอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร"

4) ในด้านการเรียกร้อง กฎหมาย กับการร่างกฎหมายประกอบ การผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภาฯ นั้น จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก แต่บางทีสมัชชาคนจน จะต้องเลือกว่าจะใช้ "กลไกล๊อบบี้" หรือ "วิธีการปะทะ" เพื่อให้ บรรจุร่างกฎหมายกฎหมายฉบับนั้นเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ซึ่งแต่ละวิธี มีจุดอ่อน จุดแข็ง แตกต่างกัน แต่ ถ้าต้องการรักษาระยะห่างกับนักการเมือง กฎหมายก็จะผ่านช้า แต่เป็นประเด็นสาธารณะ หรือให้การศึกษาสาธารณะ ซึ่งจะทำให้การหวังผลในแง่ของการผ่านร่างกฎหมาย เป็นไปได้ยากมาก อันนี้ผมถือว่าเป็นสิทธิของการเคลื่อนไหว ที่จะเลือกวิธีการ

5)ภาษาอังกฤษสีแดงที่ว่า "assembly of the poor" และอื่น ๆ คือจุดโจมตีสำคัญ(ของบางคน) ว่า ต้องการสื่อสารกับแหล่งทุนต่างประเทศ...

6) เงินจากภาครัฐ มีมาก กองทุนชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ฯลฯ มี อาจารย์มหาลัยท่านหนึ่ง ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า เป็นโอกาสที่ ชุมชนทั่วประเทศจะเข้าถึงได้โดยง่าย แต่น่าแปลกที่ สมัชชาคนจน เข้าถึง เงินก้อนนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ส่วนเรื่องการเคลื่อนไหวของ "องค์กรประชาชน" ในปัจจุบันกระแสสังคมมองว่า เป็นคล้าย "คนเมายาบ้า" กล่าวคือจะใช้ความเดือดร้อนของสาธารณชนเป็นเครื่องต่อรอง โดยสิ่งที่เสนอจะเป็นเหตุผลเฉพาะหน้า และไม่ซับซ้อน ขาดการวิเคราะห์ พิจารณาอย่างเป็นระบบ ลองนึกภาพคนเมายาบ้า ที่เอามีดวางบนคอตัวประกัน ก็จะแหกปากร้องว่า มีคนมาทำร้าย ขอกลับบ้าน ขอกลับไปหาแม่ อะไรทำนองนี้ นี่คือกระแสภาพลักษณ์ของการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชน(ไม่ได้หมายถึงสมัชชาคนจนอย่างเดียว) ดังนั้นภายใต้ภาพลักษณ์ดังกล่าว ผลก็คือเกิด ประชาชนทั่วไปจะแบ่งเป็นคน 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก เห็นใจ(เหมือนใจคนเมายาบ้า) คือเห็นใจในความด้อยโอกาส เห็นว่าคนพวกนี้น่าสงสาร เห็นคนพวกนี้เป็นคนไข้ น่าจะเอาไปรักษา แต่แค่เห็นใจนะ แต่ไม่ยอมมาเป็นพวกคนเมายาบ้าแน่ ๆ ดังนั้น คนกลุ่มแรกมักคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เหมือนกับการเกลี้ยกล่อม คนเมายาบ้า ให้ปล่อยตัวประกัน ให้สัญญาไปอย่างนั้นแหละ ไม่ทำตามก็ไม่มีใครว่า ไม่มีใครตำหนิรัฐบาล

กลุ่มสอง เพิกเฉย เนื่องจากมันเยอะมาก ที่เมายาบ้าแล้วจับตัวประกัน คนกลุ่มนี้ ไม่สนใจความเป็นตายขององค์กรประชาชนอยู่แล้ว คนกลุ่มสองคาดหวังให้รัฐบาลเพิกเฉย ไม่ต้องให้อะไรทั้งนั้น เพราะยิ่งให้ จะทำให้เกิดการประท้วงตามมาเยอะแยะ

กลุ่มสามรังเกียจ ก็เหมือนคนเมายาบ้า ที่เป็นอันตรายต่อสังคม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไป จะวิสามัญทิ้งสักคนสองคนก็ไม่ว่า (อันนี้เรื่องจริงนะ) คนกลุ่มนี้คาดหวังให้รัฐบาลจัดการกับพวกชุมนุมโดยเด็ดขาด ดังนั้นหากรัฐบาลจะสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง จนผู้เรียกร้องตายไปสักคนสองคน (เหมือนชาวนากำแพงเพชร) คนทั่วไปก็ไม่ติดใจเอาความรัฐบาล

ความเห็นส่วนตัวของผม การเคลื่อนไหวภาคประชาชนคือการช่วงชิงทางวาทกรรม แต่ก็ไม่อาจทานสื่อกระแสหลักได้ เพราะสื่อกระแสหลักสนใจที่จะทำข่าวในกรณีที่มีการเคลื่อนไหวแบบรุนแรง ดังนั้น เมื่อองค์กรประชาชน "ต้องการเป็นข่าว" จึง "ตอบสนองความต้องการของสื่อมวลชน" โดยกระทำการที่รุนแรงเช่น เผาหุ่น ปาโคลน ปีนทำเนียบ ปิดถนน ฯลฯ แน่นอน เข้าทางสื่อมวลชนที่ต้องการขายข่าว ดังนั้นภาพลักษณ์ ความรุนแรง ไร้เหตุผล จึงตราติดกับองค์กรประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรประชาชน จะต้องคิดค้นวิธีรุนแรงใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดข่าว ภาพลักษณ์เมายาบ้า กับ ภาพลักษณ์ ของการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชนจึงคล้ายคลึงกัน

จึงอยากบอกว่า พวกทีมวิเคราะห์การเมืองของรัฐบาลหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา เขาชี้จุดอ่อนของสมัชชาคนจนตรงนี้ว่า "ข้อเสนอบางอย่างมีมติ ครม. ออกมาแล้ว หากจะเรียกร้องอีก ต้องยกระดับเป็นรูปธรรมของการปฏิบัติ เช่น กลไกการทำงาน ทรัพยากรที่ใช้ การติดตามประเมินผล หรือ ลึกไปในเรื่องของการจัดการและบริหารโครงการ เพราะเวลาที่สมัชชาคนจนเรียกร้องมา ทางฝ่ายการเมืองก็ให้ไปในเชิงนโยบายกว้าง ๆ แล้วจะไปติดแหงกในเรื่องของการปฏิบัติเอง และเมื่อมีปัญหาในเชิงปฏิบัติก็ใช้วิธีบริหารความขัดแย้งต่อ ซึ่งฟันธงได้เลยว่า สมัชชาคนจน "โดนครบ"ไม่ว่าจะเป็น ดองเรื่อง, ทำให้ช้า, อ้างสถานการณ์ , อ้างระเบียบ , หาแพะรับบาป และ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาปัดสวะ ฯลฯ ยังมีอีกเยอะมากที่เป็นวิธีการหรือ สูตรของฝ่ายการเมืองในจัดการกับสมัชชาคนจน

อย่างเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยเล่มหนึ่งสำรวจเรื่อง "คุณภาพชีวิตของผู้ชุมนุม" เขาหอบ print out มาให้ผมอ่านค่าสถิติให้ปึกหนึ่ง เลยทำให้ผมรู้เรื่อง สมัชชาคนจนทันสมัยขึ้นมาอีกนิด เช่น ต้องอาบน้ำวัดเบญจมบพิตรกับหน้ายูเอ็น แถมห้องน้ำของ กพ. ก็โดนยามไล่ ส่วนห้องน้ำ ปปช.ก็เข้าไม่ได้ ส่วนห้องน้ำของ กทม. น้ำมักไม่พอตอนเช้า น้ำดื่มบางวันก็กลิ่นคลอรีนแรง บางวันก็กลิ่นตุ ๆ ส่วนปลาที่ตกได้ริมคลองก็ตัวเล็ก แต่ข้อดีของงานวิจัยเล่มนี้คือ ผู้ที่มาชุมนุมส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไม่ได้ถูกจ้างมา แต่เหตุที่มานั้นมีหลายเหตุ อาทิ ตามเพื่อนมา ไม่อยากแปลกแยกจากเพื่อนบ้าน ต่อสู้ร่วมกันมานานทิ้งกันไม่ได้ เป็นเสี่ยวกัน และเห็นว่า การต่อสู้แบบนี้จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด เป็นต้น ส่วนผู้นำในดวงใจชาวบ้านที่งานวิจัยชิ้นนี้ สรุปคือคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เกินกึ่งหนึ่งชี้ว่าอย่างนั้นนะครับ


หากให้วิเคราะห์ถึง"สื่อ" นั้น ผมเชื่อว่า องค์กรประชาชนที่ขาดประสบการณ์ จะคำนึงถึงการเป็น "ข่าว" ดังนั้น วิธีการที่เขาคิดก่อน คือ สร้างคามเดือดร้อนให้สาธารณะ เพื่อเกิดข่าวหากมีพี่เลี้ยงแบบที่ปรึกษาสมัชชาคนจน รูปแบบอาจจะสร้างสรรค์ขึ้นมาก แต่นั่นอีกแหละ พี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ก็ไม่สามารถแยกร่างไปดูแลได้ทั่วถึง (ไม่เช่นนั้นชาวนากำแพงเพชร คงไม่ถูกตีจนสมองกระทบกระเทือนและเสียชีวิตในที่สุด)

อย่างไรก็ตาม ผมอาจจะมองผิดไปก็ได้ นั่นเป็นมุมมองของ "ภาพลักษณ์" ต่อไปบทบทของพี่เลี้ยง ทางกลุ่มที่ผมกล่าวถึง มีการพูดถึงการซื้อตัวแกนนำ (บางคน) มีการประเมินว่า คนไหนซื้อได้ คนไหนซื้อไม่ได้ คนไหนซื้อมาแล้ว (ขอไม่ระบุชื่อนะว่า มีใครในกลุ่มนี้อยู่แล้ว ซึ่งที่ปรึกษาสมัชชาฯ ก็ทราบดี) เรื่องนั่นส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องเล็ก (ปฏิบัติเป็นวิถี) ซึ่งต่างจากสมัชชาคนจน จะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ (ทรยศต่ออุดมการณ์) สิ่งที่พวกเขาชี้เปรียงไปเลยคือ ส่วนใหญ่(แน่นอนรวมที่ปรึกษาสมัชชาคนจนด้วย) มีบทบาทในลักษณะของ "การเลี้ยงไข้ปัญหา" ซึ่งตรงนี้สมัชชาคนจนต้องไปกลับไปทบทวนครับ"

สังคม สัญจร นักเขียนอิสระ และเว็บมาสเตอร์ไทยท้อปปิค วิจารณ์



"พี่น้องสมัชชาคนจนเดือดร้อน ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการกระทำของเขา แต่รัฐต่างหากที่เป็นคนยัดเยียดความจนให้เขา เช่นครั้งหนึ่งเขาเป็นชาวประมง จับปลาในลำน้ำมูลเมื่อรัฐเข้ามาสร้างเขื่อนปากมูลกั้น ไม่ให้ปลาจากน้ำโขงเข้ามาได้เขาก็ไม่สามารถหาปลาได้อีกต่อไป หรือเขาทำมาหากินอยู่ดี ๆ รัฐก็มาประกาศว่า นี่เป็นเขตป่าแล้วก็อพยพขับไล่เขาออกมา แล้วจะให้เขาไปอยู่ที่ไหนครับ เขาเกิดที่นั่น พ่อแม่ปู่ย่าตายายเขาเกิดที่นั่น เขาจะอยู่และจะตายที่นั่นครับ เขาเป็นคนไทย เขามีสิทธิที่จะอยู่และทำกินในที่ดินของบรรพบุรุษของเขา โดยชอบธรรมมาไล่เขาทำไมครับ นี่เป็นเพียงเหตุผลเล็กน้อยเท่านั้นที่ผมขออธิบาย ถ้าคุณอยากรู้จริง ๆ ลงไปศึกษาด้วยตัวเองจะดีที่สุดเลยครับ ผมเชื่อว่า ถ้าคุณไปเห็นความจริงแล้วคุณจะยินดีเป็นปากเป็นเสียงให้เขาแน่นอนครับ
กรณีเรื่องปาขี้ เมื่อนานมาแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า เรื่องปาขี้ไม่ใช่พวกเราพี่น้องสมัชชาคนจนแน่นอน ผมคิดว่าคุณสามารถเช็คข่าวย้อนหลังกลับไปดูได้นะครับ

กลับมาเรื่องที่ดิน ที่ว่าเราไปบุกรุกป่าแล้วเรียกร้อง เพราะขายที่ให้นายทุนไปแล้วนั้น เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวครับ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีในสมัชชาคนจน และที่ว่าเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวก็คือ ไม่ใช่อยู่ ๆ ชาวบ้านเขาอยากจะขายที่ดินแต่อาจจะเป็นเพราะเขาทำการผลิตแล้วขาดทุนจนต้องเอาที่ไปจำนอง/ ขายฝาก/ ค้ำประกัน หรือเป็นหนี้สิน กับนายทุนแล้วก็ขาดทุน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องถูกยึด/ขาย ที่ดินไป ซึ่งการผลิตที่เขาทำส่วนใหญ่ก็มาจากการส่งเสริมของรัฐในนามโครงการสี่ประสานบ้าง โครงการปรับระบบโครงสร้างการผลิตตการเกษตรบ้าง (เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือหลายฝ่าย เช่น ธ.ก.ส. บริษัทธุรกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร โดยทำสัญญาให้เกษตรกรทำโครงการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพื่อซื้อพืชและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรจากบริษัทเป็นผู้จัดหามาให้ และกรมส่งเสริมฯ จะเป็นผู้ให้คำแนะนำทางวิชาการ เมื่ออนุมัติสัญญาแล้วชาวบ้านจะไม่ได้เงิน แต่จะได้เป็นพืชและเคมีภัณฑ์เป็นงวด ๆ ไป เมื่อทำการผลิตตามคำแนะนำของกรมส่งเสริม ฯ ไปแล้ว ไม่ได้ผล เช่น มะม่วงหิมพานต์ หรือได้ผลแต่ไม่ได้ราคา เช่น ข้าวฟ่างลูกผสม หรือได้ผล ได้ราคาแต่ไม่ได้คุณภาพ เช่น เป็ดเชอรี่ ไก่สามสายเลือด ธ.ก.ส. บริษัทและกรมส่งเสริม ก็ไม่ได้มาร่วมขาดทุนด้วย มีแต่ได้กำไร จากดอกเบี้ย จากสินค้า และคอมมิชชั่น โดยสรุปคือรัฐ ร่วมมือกับนายทุน ฉ้อโกงชาวบ้านนั่นเอง ชาวบ้านทำโดยสุจริตครับ(ไม่ใช่ประเภทไปตั้งบริษัทแล้วโกงเงินบริษัทตัวเองจนเจ๊ง แล้วมาร้องขอให้รัฐช่วยจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเมืองนอกมาจนประเทศจะล้มละลายหรอกครับ) และเมื่อที่ดินหลุดมือไปแล้วเขาก็ไม่ได้ไปบุกรุกป่าทั้งหมดหรอกครับ หลายคนเข้ามาอยู่ในเมือง อาศัยอยู่ตามสลัม ริมคูคลองใต้สะพานหรือท้องสนามหลวงที่ผู้ว่าฯ กทม.ขับไล่ออกไปเมื่อไม่นานมานี้แหละ

ประกอบอาชีพ เก็บขยะ กวาดขยะ (ให้ กทม.สะอาด) ขายผลไม้ ข้าวแกงรถเข็น หาบเร่ แผงลอยหลายสิ่งหลายอย่างที่เวลาพวกคนชั้นกลางไปซื้อแล้วคอยต่อว่า ว่าแพง ขอให้ลดนิดแถมหน่อยนั่นแหละครับ บ้างก็เป็นแรงงานก่อสร้าง ซึ่งถ้าไม่มีคนพวกนี้กรุงเทพฯ ก็ไม่มีทางที่จะทันสมัยแบบนี้หรอกครับ พวกที่อยู่ในชนบทก็เป็นเกษตรกรรับจ้างหรือเช่าที่ดินเก่าของตนเองทำกินก็มาก ที่ไปบุกรุกป่าจริง ๆ คงเป็นส่วนน้อยมากครับ เพราะพวกเราดูแลรักษาป่าอยู่ครับเราไม่ยอมให้ใครเข้ามาบุกรุกหรอกครับ

ที่สำคัญ ผมขอคำแนะนำในเรื่องของสมัชชาคนจน ซึ่งยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ขบวนการรับจ้าง แต่ถ้าคุณถามถึงขบวนการรับจ้างส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็ตอบไม่ได้นะครับ ขออภัยด้วย ถ้าคิดต่อหัวคำนวนอย่างที่โดนโจมตีจริง ใช้เงินเป็นล้าน (แต่ 600 วัน นี่เกินหนึ่งปีนะครับ) คุณว่าใครที่ไหนเขาจะเอาเงินมาลงทุนขนาดนี้ล่ะครับ เห็นแต่ก่อนว่าพรรคความหวังใหม่ให้ แล้วตอนนี้ ควม.เป็นรัฐบาลซึ่งยุบพรรคไปอยู่ ทรท.แล้ว แล้วเขาจะออกมาด่าทำไมเข้าเนื้อตัวเอง หรือ ปชป. หรือไม่ใช่พรรคการเมือง แล้วเป็นใคร ต่างประเทศให้หรือให้อย่างไรครับ เงินสนับสนุนเอ็นจีโอจากต่าง ประเทศนั้นถ้าเขียนไปเพื่อขอเงินมาทำงานเคลื่อนไหว ไม่มีใครให้หรอกครับ คุณกวิน ชุติมา คงช่วยยืนยันได้ ถ้าเงินมากมาย โอนเข้าปัญชี ตอนนี้มี ป.ป.ง.ตรวจสอบได้ และจริง ๆ แล้วการรับเงินของเอ็นจีโอนั้นรัฐบาลรู้อยู่ตลอดเวลานะครับเพราะรับผ่านกรมวิเทศสหการสำนักนายกฯ ซึ่ง กรมป่าไม้สปก.หรือหน่วยงานอื่น ๆของรัฐก็รับเงินจากแหล่งทุนเดียวกันก็มีมากมาย เพียงแต่พวก ปชป.สร้างเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาเท่านั้นเอง ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะ นายชวน หลีกภัย เป็นคนเปิดประเด็นนี้มาก่อน ชาวบ้านที่มาชุมนุมไม่ใช่นั่ง ๆ นอนๆ อยู่หรอกครับ เวลามาอยู่หน้าทำเนียบเขาก็เตรียมข้าวปลาร้า อาหารแห้งบางอย่างมาเอง แล้วหาทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ หรือหาเก็บขยะ ฯลฯ ตอนเย็นถึงจะกลับมาประชุมและนอนที่หน้าทำเนียบ เมื่อจะมีกิจกรรมครั้งหนึ่งจึงจะหยุดงานเสียทีหนึ่ง จึงมีเงินใช้จ่ายครับ

ผมจะเล่าให้ฟังเรื่องการกินอยู่ของพี่น้องสมัชชาคนจน จะได้เห็นภาพชาวบ้านชัดเจน คือพี่น้องสมัชชาคนจนกินข้าวเหนียวเมื่อมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ ก็จะขนข้าวเหนียวมาด้วย แต่เมื่อข้าวหมดก็จะหันมากินข้าวเจ้าแทนเพราะข้าวเจ้าราคาถูกกว่าข้าวเหนียวมาก ส่วนกับข้าวก็เป็นน้ำพริก (ที่ส่วนใหญ่ทำจากพริกเม็ดใหญ่ และหัวหอมคั่วไฟแล้วมาตำป่นผสมน้ำปลา ถ้ายังมีปลาร้าอยู่ก็ใส่ลงไปด้วย คล้าย ๆ น้ำพริกหนุ่มทางเหนือนั่นแหละครับ) มีผักจิ้มตามที่หาได้ ทำทีละมากๆ กินทีละหลายคนจะประหยัดมาก ไม่เคยคิดเป็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าเท่าไร รู้แต่ว่าถ้ามีข้าวสารและมีเงิน 100 บาท อยู่กินด้วยกัน 5 - 6 คนก็อยู่ได้อย่างน้อย 2 วัน แต่ถ้าอยู่คนเดียว แม้จะมีข้าวสารก็ยังเปลืองกว่า ไม่แน่ใจว่าอยู่ได้กี่วัน แต่ถ้าอยู่คนเดียวไม่มีข้าวสารมีแต่เงิน 100บาทต้องซื้อกินอยู่ได้ไม่เกินสองวันหรอกครับ ผมไม่แน่ใจว่า อธิบายแล้วเข้าใจหรือไม่ ถึงอยากให้เข้าไปดูไปรู้ไปเห็นด้วยตาตัวเองไงครับ เงินที่ได้มาจากไหนก็มาจากการทำงาน เก็บขยะ รับจ้าง ขายของ ฯลฯคนที่อยู่ประจำไม่ได้ไปทำงานส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่ ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าลูกเฝ้าหลาน ส่วนคนรุ่นหนุ่มสาวที่ไม่ได้ทำงาน ก็เพราะบางวันไม่มีงานรับจ้างหรือในที่ชุมนุมมีกิจกรรมก็ขอหยุดงาน รายได้ที่ได้มาบางกลุ่มก็มาการแบ่งไว้เป็นส่วนกลางของกลุ่มก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของส่วนตัวมากกว่า อีกอย่างหนึ่งที่อยู่ได้เป็นปีก็คือ มีการสลับสับเปลี่ยนกัน เช่น กลุ่มปากมูนมีสมาชิก 3,000 คน ก็มาอยู่ครั้งละ 500 คน เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วก็มีชุดใหม่มาเปลี่ยนทำให้มีเวลาเพียงพอที่จะทำมาหากินได้เพราะ กว่าจะครบรอบตนเองก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้วครับ

เรื่องเกี่ยวพันพรรคการเมือง ผมขอยืนยันว่า เราไม่เคยไปรับใช้พรรคการเมือง หรือรับจ้างนักการเมืองในนามสมัชชาคนจนและไม่เคยระดมมวลชนในนามสมัชชาคนจนมาเคลื่อนไหวเพื่อรับใช้พรรคการเมือง แต่การที่ชาวบ้านเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมือง ก็เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสมัชชาคนจน เพราะสมัชชาคนจนไม่ได้สนับสนุนพรรคไหน ดังนั้นในฤดูการเลือกตั้ง ชาวบ้านที่สนับสนุนใครก็แยกไปหาเสียงต่างหาก จะเห็นได้ว่าช่วงเลือกตั้งสมัชชาคนจนพยายามที่จะลดบทบาทตัวเองเพื่อไม่ต้องการให้ไปกระทบกับพรรคการเมืองพรรคไหน ที่จะเรียกร้องก็ในเชิงนโยบาย ให้แก้ไขปัญหาให้คนจนเท่านั้น และถึงแม้จะมีพรรคไหนประกาศว่า จะแก้ไขปัญหาให้ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไปสนับสนุนพรรคนั้นเพราะชาวบ้านทุกคนมีอิสระในการเลือกอย่างเสรีครับ

อีกอย่างสมัชชาคนจนเป็นเพียงคนจนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทนคนจนทั้งหมดครับและ "คนจนในที่นี้ก็มีความหมายในเชิงโครงสร้าง"นะครับ อยากรู้รายละเอียดก็ไปหาดูในเว็บของสมัชชาคนจนหรือดูในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ได้มีนิยามไว้อยู่ครับ ผมเองก็ไม่ใช่คนจนเป็นคนชั้นกลางก็ว่าได้ ที่มาช่วยงานสมัชชาคนจนเพราะเคยไปออกค่ายสมัยเป็นนักศึกษาแล้วเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านเลยอยากเข้ามาช่วยเหลือ เดิมทีเป็นเอ็นจีโอที่ทำงานเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและการพัฒนาครับ ไม่เคยทำงานเคลื่อนไหวเลยแต่เมื่อในพื้นที่ที่ทำงานมีความเดือดร้อ นและชาวบ้านเข้ามาปรึกษาก็แนะนำไปและในที่สุดก็โดดลงมาคลุกคลีกับเขาเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้แหละครับ

ขอตอบคำถามคำวิจารณ์อื่นๆ รวมๆ เลย ว่า ผมอยู่ในสมัชชาคนจนมาตั้งแต่ก่อตั้ง ยืนยันได้ว่า ไม่มีเครื่องแบบ แต่ยอมรับว่า มีหลายคนแต่งกาย และทำตัวแบบที่คุณว่า( ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ไว้หนวด ผม ยาว เป็นต้น ) ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลนะครับ ไมใช่เครื่องแบบ และในเวลานี้ก็มีคนแต่งอย่างที่คุณว่าน้อยมากครับ แต่ที่สำคัญ คือคงไมใช่เรื่องเสียหายอะไรนะ แม้เราจะไม่เคยไว้หนวดไว้เครา แต่ผมก็เคยเห็นคนอื่นๆ เอาผ้าขาวม้าคล้องคอเหมือนกัน สมัยเรียนที่รามคำแหง คนก็แต่งตัวแบบที่คุณว่ามากมายเหมือนกัน ในชมรมบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ ทำไมไม่สอบถามเขาบ้างว่า เป็นเครื่องแบบมหาวิทยาลัยหรือไม่


สำหรับข้อเรียกร้องของสังคมว่าให้เสียสละนั้น คนจนให้มาตลอดครับ พวกเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม คนกลุ่มนี้ให้ที่สร้างเขื่อนและ ทุกวันนี้ พวกเขายังอยู่อย่างยากลำบาก บางที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ บางที่ถูกอพยพไปอยู่ในอุทยาน แล้วก็โดนอุทยานไล่ออกมาอีก เพื่อให้คนทั้งประเทศได้ใช้ไฟฟ้าจากเขื่อนเหล่านี้ พวกโรงไฟฟ้าแม่เมาะ นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ คนที่อยู่ในชุมชนเหล่านั้น ต้องเจอกับมลพิษมากมายขนาดไหน เพื่อให้คนในชาติมีของอุปโภคบริโภค โดยเขาจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีเงิน เงินที่เคยมีก็ต้องนำไปรักษาพยาบาลตัวเอง และครอบครัวจนหมด รัฐไม่เคยเหลียวแล ต้องถามกลับไปว่าแล้วสังคมที่เรียกร้องพวกเขาเคยให้อะไรคืนกลับมาบ้าง ให้เราไปอยู่บ้านคุณแล้ว คุณมาอยู่บ้านเราดีไหม ให้เขื่อนไปสร้างแล้วน้ำท่วมบ้านคุณโดยไม่ได้รับค่าชดเชยดีไหม เอากองขยะไปไว้ข้างบ้านคุณดีไหม เอานิคมอุตสาหกรรมไปไว้ข้างบ้านคุณดีไหม

การเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชนไม่ได้ถูกกำหนดโดยสื่อครับ การเคลื่อนไหวของบ้านกรูด บ่อนอกในช่วงหลังก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไร แถมมีประเด็นเป็นเชิงวิชาการมากขึ้นด้วย การเดินเท้าทางไกลของชาวเขื่อน ในสมัชชาคนจนก็มีข่าวคราวเป็นระยะ และที่ผ่านมาสื่อก็ไม่เคยมากำหนดให้เราเคลื่อนไหว โดยวิธีการที่รุนแรง คอลัมนิสต์ที่พวกเรารู้จักก็มีหลายคน แต่อาจจะไม่รู้จักพวกที่เขียนคอลัมน์การเมืองหรือพวก 18 อรหันต์เท่านั้นเอง ที่พูดอย่างนี้ผมเองก็เกรงใจ ว่าสื่อจะมีบทบาทมากขึ้นอีก คือมีบทบาทที่สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้านได้เท่านั้นเอง"

บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

 

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
( หมายเหตุ : คัดลอกจาก webbord ของ www.thaingo.org )