เดินป่าสันทราย หอมกลิ่นกระเช้าสีดาริม'เล

แดดยามบ่ายแผดร้อนจัด ทำให้ทีมงานสื่อมวลชน ยืนปาดเหงื่อเบาๆ ก่อนจะนั่งลงใต้ร่มไม้รกทึมอันรื่นรมย์ ขณะที่บางคนก็เงี่ยหูฟังคำบรรยายดังฉาดฉานพร้อมจดบันทึก ส่วนบางคนก็วนเวียนเก็บภาพ สมาชิกผื่นไพรอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็แว่วยินเสียงอธิบายถึงสรรพคุณของตัวยาจากพืชแต่ละชนิด ยังดังเป็นภาษาไทยสำเนียงสะกอมจากหญิงสาวชาวบ้าน วัยกลางคน ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นเพียงหญิงผู้ศรัทธาและดำเนินรอยตามพระอัลเลาะฮ์ เป็นแม่ที่ดีของลูกและเป็นภรรยาที่ดีของสามี หรืออย่างอาจหาญก็ออกทะเลหาปลาเคียงข้างสามี แต่วันนี้ของเธอและเพื่อนหญิงอีกหลายๆ คน ต้องสละเวลา จากบทบาทที่คุ้นชินนั้นมา เพื่อร่วมกันต่อสู้พิทักษ์แผ่นดินที่เป็นบ้าน มีทะเลที่เป็นอาหารอันสมบูรณ์และมีผื่นไพร ที่เป็นยาและอาหารสารพัด

เปิดตำนานป่าสันทราย 5,000 ปีของการสั่งสมอายุขัย เพื่อเป็นป่าสมบูรณ์ริมทะเล ระบบนิเวศที่ยังรอการค้นพบ ซึ่งเป็นจุดขึ้นท่อก๊าซแห่งที่ 3 ที่รัฐบาลเลือกไว้สำหรับตั้งโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ห่างจากจุดที่ 1 และจุดที่ 2 ไม่กี่ร้อยเมตร แต่ก็ได้รับการคัดค้านอย่างเหนียวแน่นจากชาวบ้านทั้งหมด

มีอะไรในป่าสันทราย ป่าโปร่งริมทะเลที่ไม่ธรรมดาแห่งนี้ ซึ่งเกิดจากคลื่นและลมทะเล ที่พัดทรายมาทับถมจนเป็นเนินดินและก่อเกิดพืชพันธุ์เติบโตสืบมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นผื่นป่า ที่มีแหล่งน้ำจืดอยู่ใต้ดิน เพื่อรักษาสภาพความชุ่มชื้นของป่า เป็นตำนานป่า ที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมไปด้วยสัตว์ป่าและการพึ่งพิงจากมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ ป่าสันทรายก็ยังคงพิทักษ์ตนเองดำรงอยู่ได้เงียบๆ แม้ว่าระยะหลังๆ จะมีมนุษย์เมืองผู้โลภมาก เข้าไปบุกเบิกจับจองเป็นเจ้าของแทบทั้งหมด แต่สภาพป่าสันทรายก็ยังมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก พืชหายากหลายชนิดยังคงมีอยู่ชูช่อสวยงาม สมุนไพรหายากยังคงอุดมเป็นยารักษาชีวิตชาวบ้านกว่า 2 ตำบล คือตำบลตลิ่งชันและตำบลนาทับ อ.จะนะ สงขลา ได้ใช้สอยตลอดมา


เอื้องอลิสา กล้วยไม้ชนิดหนึ่ง

แปรงสีฟัน อยู่ในตระกูลเฟิร์น

นางอลิสา หมานละ อายุ 40 ปี ชาวบ้านในไร่ ต.ตลิ่งชัน อ.จะนะ ได้เล่าย้อนถึงที่มาและคุณประโยชน์ของป่าสันทรายที่ชาวบ้านใช้สอยพึ่งพาอยู่ ขณะนำพาทีมงานไทยเอ็นจีโอ เดินชมพื้นที่ป่าสันทราย ว่า

"ตอนนี้ป่าผื่นนี้มีเหลืออยู่ประมาณ 200-300 ไร่ เพราะมันถูกขายไปเป็นที่ของเอกชนในเมืองหาดใหญ่นานแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเข้ามาใช้สอยปกติ ซึ่งถ้าโครงการท่อก๊าซมาลงจุดนี้ เจ้าของที่เขาคงจะขายที่ตรงนี้ไป ไม่เก็บไว้แน่นอน ถึงตอนนั้นป่าสันทรายก็คงจะหมดไป จึงอยากจะเปิดภาพให้กว้างๆ เพื่อให้ป่าผื่นนี้ยังคงอยู่ไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้ศึกษาบ้าง เราอยากให้เก็บป่าผื่นที่ไว้เป็นสถานศึกษา ทั้งด้านสมุนไพรของคนในชุมชนและคนทั่วไป และอื่นๆ อีกหลายอย่าง เพราะคนบ้านในไร่เองก็คงจะไม่มีปัญญาซื้อที่ตรงนี้เก็บไว้ ให้ลูกหลานหรอกค่ะ " นางอลิสาเปิดเผย และเล่าย้อนถึงวิถีชีวิตชุมชนกับการพึ่งพาป่าสันทราย ป่าผื่นสุดท้ายนี้ ว่า

"ชาวบ้านใช้ป่าชุมชนผื่นนี้ ทั้งในแง่สมุนไพรและไม้ใช้สอย สำหรับเรื่องสมุนไพรนั้นเนื่องจากในสมัยก่อน ชาวบ้านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลมาก ทำให้ชาวบ้านในไร่มองเห็นคุณค่าของป่าผื่นนี้มาก จึงพยายามออกมาพิทักษ์รักษากัน อย่างต้นหนามดัดนี้ ใช้รักษาโรคกลากเกลื้อนได้ โดยใช้น้ำยางของมัน ส่วนต้นนี้ คือเสม็ดแดง ในอดีตใช้ประโยชน์ได้เยอะมาก โดยเฉพาะการทำอวนตาเล๊ะ หรือทำผ้าใช้สอย ก็เอาเปลือกเสม็ดนี่แหละ ย้อมสีผ้า หรืออวน ส่วนอันนี้เอื้องแปรงสีฟัน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่น่าอัศจรรย์มาก ที่มันสามารถมาเกิดอยู่ในป่าแบบนี้ได้


อลิสา หมานละ

ส่วนนั่นคือ กระแต หรือว่าวป่า ถ้าสรรพคุณทางยา จะใช้รักษาจำพวกเริ่ม หรืองูสวัด หรือทางซ้ายคือมือนี้คือเอื้องอลิสา ดิฉันตั้งเอง เนื่องจากไม่สามารถค้นหาชื่อได้ว่า คือพันธุ์อะไร เลยเอาชื่อตัวเองตั้งให้ไปก่อนค่ะ ส่วนเห็นไกลๆ ก็เป็นเอื้องมาวิ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นไม้หายาก และต้นสุดท้ายอยากแนะนำคือเอื้องตาสานหรือชิสเซีย ซึ่งเป็นพืชที่เกิดจากซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ค่ะ

การใช้ประโยชน์ของชุมชนในด้านอื่น ก็มี อาทิ การเข้ามาเอาไม้ที่ตายแล้วไปทำฟืน ทำเครื่องมือหาปลา ทำสมุนไพร ยิ่งเมื่อก่อนย้อนไปสัก 15 ปี ซึ่งยังไม่มีการทำถนนตัดเข้ามาในป่าแห่งนี้นั้น ที่นี่ยังมีสัตว์ป่าอยู่มาก หรือยิ่งถ้าย้อนไปสัก 50 ปี ในรุ่นคุณแม่เรายังเด็กๆ ด้วยแล้ว ป่าแถบนี้มีเสือ ชุมมากตกดึกๆ จะเข้ามาลากวัวไปกินกัน นั่นคือคำบอกเล่าจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่เล่าถึงป่าสันทรายในอดีต ซึ่งต่อมาเพียงไม่กี่ปี จนถึงปัจจุบัน มีคนเข้ามาอาศัยอยู่มากก็ยิ่งทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นหายไป ทั้งลิง มูสัง (ชะมด) ก็หายไปหมด

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาดูและแจ้งว่า ป่าแบบนนี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก หรืออาจจะมีที่นี่ที่เดียวแล้วด้วย ดิฉันจึงอยากเก็บป่าผื่นนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้ดู จึงอยากจะฝากทางสื่อมวลชนว่า ป่าผื่นนี้มีคุณค่ามากสำหรับชาวบ้านในไร่และชาวตำบลตลิ่งชัน เพราะในอนาคต เราอาจจะมีเพียงภาพบางภาพเท่านั้น ที่จะรับรู้ได้ว่า เคยมีป่าสันทรายผื่นนี้อยู่ในประเทศนี้ แล้วทำไมคนไทยทุกคน ไม่เก็บรักษาป่านี้ไว้ ให้มันคู่ควรกับประเทศของเราหล่ะค่ะ" นางอลิสาเล่ายาวก่อนจะสรุปทิ้งท้ายถึงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียว่า


ต้นเชสเซีย ไม้หายากที่สุด

กระเช้าสีดา ไม้ตระกูลเฟิร์น

ถ้าหากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เข้ามาวางท่อจุดนี้ ซึ่งรัฐบาลทักษิณประกาศว่าจะเป็นจุดที่ 3 ไม่รู้ว่ามันจะมีผลกระทบต่อป่าผื่นนี้แค่ไหน แม้ว่าขณะนี้โครงการจะยังไม่มา แต่ก็มีการตัดถนนเข้ามาขุดเอาดินแถบนี้ไปใช้กันบ้างแล้ว ซึ่งนั่นเป็นการทำลายสันทราย อันเป็นปราการธรรมชาติ และทำลายระบบนิเวศป่าที่มันพัฒนาการตัวมันเองมานานมาก กว่าจะได้สภาพป่าสมบูรณ์ขนาดนี้ และถ้าโครงการเข้ามาแน่นอนว่าต้องมีการกันพื้นที่แถบนี้ไว้สำหรับตั้งโครงการ นี่เองคือสาเหตุทำให้หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือชาวบ้าน เริ่มเข้ามาให้ความสนใจ ประเด็นเรื่องป่าสันทรายกันมากขึ้นและ พยายามสื่อให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องป่าสันทราย อีกทั้ง ป่าสันทรายมันมีระบบนิเวศเฉพาะของมันด้วย ซึ่งไม่เหมือนป่าแบบที่อื่นๆ แม้ว่าอาจจะดูเหมือนป่าละเมาะเตี้ยๆ แต่ความจริงมันคือป่าปฐมภูมิ ของป่าชายหาดเลยค่ะ " นางอลิสาสรุป


สุริยา หว่าลำ
นายสุริยา หว่าหลำ หนึ่งในคณะชาวบ้านที่พาทีมงานสื่อมวลชน เดินสำรวจพื้นที่ตั้งโครงการท่อก๊าซ และโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย ได้อธิบายถึงความหวาดวิตกด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นใน ชุมชนตำบลสะกอมและตำบลตลิ่งชันว่า "ปัญหาถ้ามีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขึ้นมามานั้น ผลที่ได้รับคือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และมลพิษ จากอากาศ โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมี ที่ชาวบ้านกลัว ว่าอาจจะก่อให้เกิดฝนกรดได้ นั่นแหละครับ ที่ชาวบ้านกลัวที่สุด เพราะจำให้เสียหายภาคเกษตร ในอำเภอจะนะ ที่มีอาชีพทำนา ทำสวน กันอยู่มาก ผลกระทบเหล่านี้เอง ที่จะมาทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านต.ตลิ่งชันและต.สะกอม ความเจริญที่จะมาทำให้คนที่นี่ ค้ายา ค้าประเวณี อาชญากรรมอาจจะมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นความกังวลของเราชาวบ้านที่นี่

ชุมชนต้องล่มสลายแน่ครับ เพราะชาวบ้านที่เคยไปดูงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งมาแล้ว ต่างก็ตอบตรงกันว่า คงต้องอพยพย้ายออกจากที่นี่แน่ ถ้ามีโรงงานแยกก๊าซเข้ามา เพราะเขาคงทนกลิ่นเหม็นเหล่านั้นไม่ได้

วิถีชีวิตเราจริงๆ แล้วหากินกับธรรมชาติ กับทะเล ดังนั้น ธรรมชาติคือความั่นคงของชุมชน ซึ่งถ้าทะเลถูกทำลาย ทำให้น้ำเสีย ความมั่นคงชุมชนเราถูกทำลายเช่นกัน ถึงวันนั้นเราคงลำบากขึ้น ดังนั้น การพูดถึงวิถีชีวิตต้องมอง ให้เข้าใจว่าวิถีชีวิตคืออะไร คือใคร เพราะนั่นคือชุมชน มีความผูกพันธ์กับแผ่นดิน กับทะเล แต่อีกกลุ่ม ต้องการเพียงเงินเดือน " นายสุริยากล่าวบ้าง

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน