"เขตอภัยทาน" แนวทางสำเร็จลุ่มน้ำคลองยัน


คลองยัน 1 ใน 4 คลองสาขาของลุ่มน้ำตาปี

ปุ๋ยและสารเคมีในร้านค้าชุมชนบ้านปากหาร

กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรีบเร่ง ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใช้อย่างขาดความระมัดระวัง เพียงไม่กี่ปีทำให้หลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยแทบไม่เหลือความอุดมสมบูรณ์ เหมือนครั้งในอดีต ที่ "ดินงาม น้ำดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชาวไทยมีความสุขสุขภาพดี อาหารดี อากาศดี อารมณ์ดีและเอื้ออาทรกัน" เหล่านี้คือบุคลิกคนไทยที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายพอเพียงและอยู่กับธรรมชาติ มานาน

ชุมชนลุ่มน้ำคลองยันตลอดพื้น ตำบลบ้านยาง และตำบลท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่อาศัยและพึ่งพิงสายน้ำคลองยัน คลองสาขาของแม่น้ำตาปี ซึ่งหากย้อนกลับไป 10 กว่าปี ให้หลัง ชุมชนแห่งนี้ ยังคงแวดล้อมด้วยป่า สัตว์ป่า ปลาหลากพันธุ์มากมายในลำคลอง เนื่องจาก การคมนาคมที่ทุรกันดาน ห่างไกลจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ร่วม 60 กิโลเมตร ทำให้ชุมชนแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ แต่เมื่อมีนายทุนหัวใส เจ้าหน้าที่รัฐเห็นแก่ได้และนโยบายที่ผิดพลาด เปิดให้มีการสัมปทานป่าไม้ และเร่งรัดขยายแนวคิดการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวและพึ่งตลาดเป็นหลัก ทำให้ผืนป่ามหาศาลหายไป ปลาที่เคยหลากหลายสูญพันธุ์และลดจำนวนลง ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเหือดหาย หมดสิ้น ภาคการเกษตรก็เร่งใส่ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อให้มีผลิตผลออกมามาก จนทำให้ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ที่สำคัญคือทำให้ร่างกายและสุขภาพของคนในชุมชน เริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น เมื่อรวมกับปัญหาหนี้สิน จากผลผลิตราคาต่ำและต้นทุนสูงขึ้น ชุมชนที่เคยดำรงวิถีอย่างปกติสุขก็เริ่มเผชิญปัญหามากมาย มาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี

ทีมงาน thaingo สื่อทางเลือกเพื่อนักพัฒนา ได้เดินทางลงพื้นที่เก็บเรื่องราวคนทำงานพัฒนาและมุมมองประสบการณ์ปราชญ์ชาวบ้าน ถึงบทเรียนของชุมชน บ้านปากหาร ต.บ้านยาง อ.คีรีรัฐนิคม ที่นำชุมชนผ่านมรสุมความวิกฤติด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยมี นายประวีณ จุลภักดี ผู้ประสานงานโครงการป่า-ทะเลเพื่อชีวิต ซึ่งทำงานร่วมกับชาวบ้านผลักดันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชุมชน ตลอดลุ่มน้ำคลองยัน ซึ่งนายประวีณกล่าวถึงกิจกรรมที่ผ่านๆ มาของโครงการตนว่า "โครงการนี้ทำอยู่ 4 ลักษณะงานซึ่งเกี่ยวพันกันกับวิถีชีวิตชาวบ้าน งานแรกคือ งานการทำเขตอภัยทาน ซึ่งก็คือรูปแบบการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ อีกแบบหนึ่ง ที่เราได้ผลักดันรณรงค์ให้ชาวบ้านตั้งแต่ต้นน้ำคลองยันถึงปลายน้ำคลองยัน ช่วยกันทำเขตอนุรักษ์ปลาขึ้น งานที่ 2 คือ งานชุมชนซึ่งก็มี 2 งานย่อยๆคือ งานพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและงานสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชน ซึ่งในพื้นที่แถบนี้ ก็จะมีเครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำคลองยันทั้งหมด 19 หมู่บ้าน ที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองยัน และทุกองค์กรจะมีกิจกรรม ประชุมสัมมนาร่วมกันเป็นระยะๆ โดยเฉพาะทุกวันที่ 15 ของเดือน ที่ชาวบ้านจะมีการมานั่งสรุปปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน งานที่ 3 คือ งานการจัดการกองทุนชุมชน เพราะเราเชื่อว่าทุกชุมชนจะต้องมีกองทุนของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน หรือกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งจะมีกองทุนไหนก่อนก็คงแล้วแต่ความพร้อมของชุมชน และงานที่ 4 คือ ธุรกิจชุมชน ก็จะมีอยู่ 2 รูปแบบเช่นกหัน รูปแบบแรกคือ ธุรกิจชุมชนขององค์กรชาวบ้านเอง และรูปแบบที่สอง คือร้านค้าชุมชน ซึ่งจะมีประมาณ 8-9 หมู่บ้าน ที่มีร้านค้าชุมชน ส่วนทุนก็ได้มาจากการรวมกลุ่มกันของสมาชิกทั้ง ที่ลงหุ้นกันครับ
ส่วนกิจรรมอื่นๆ ก็คงจะเป็นการเสริมอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน
กลุ่มเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ผักพื้นบ้านเป็นต้น
นี่คือกิจกรรมที่เราทำงานร่วมกับชาวบ้านในส่วนลุ่มน้ำ และยังมีส่วนต้นน้ำอีกด้วย
ที่ต้องทำร่วมกับต้นน้ำก็เพราะว่า เรามองกิจกรรมในด้านการรักษาป่า
การฟื้นฟูทรัพยากร การปลูกต้นไม้ ก็เป็นหัวใจที่สำคัญเช่นกัน

วิธีการทำงานของโครงการนั้น ระยะแรกคือการเลือกพื้นที่ก่อนทำโครงการ โดยเราจะมาร่วมประชุมหารือกับชาวบ้าน ศึกษาปัญหาร่วมกัน ซึ่งที่นี่ก็ประชุมร่วมกันไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง จึงจะดำเนินโครงการได้ จากการศึกษาปัญหาตลอดลุ่มน้ำคลองยันในขณะนั้น ก็จะมีอยู่ 3-4 ปัญหาหลักๆอย่างแรก ก็คือ มีการทำลายป่าสูงมาก ที่ทำลายมีทั้งชาวบ้านและนายทุน ปัญหาที่สองคือ เรื่องการใช้สารเคมีในการเกษตรสูงมาก ปัญหาที่สามคือ เรื่องทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงสูงมาก แทบจะหากินไม่ได้เลย เรื่องสุดท้ายคือ ชาวบ้านแถบนี้ยังไม่เคยมีองค์กรชุมชนที่ชัดเจน และปัญหาย่อยๆ เหล่านี้เองคือต้นตอมาสู่ปัญหาเรื่องรายได้ และคุณภาพชีวิตที่แย่ลงมาก นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มทำงานที่นี่ครับ ซึ่งโครงการเราดำเนินมาตั้งแต่ปี 2542 และจะเสร็จสิ้นหมดโครงการประมาณ เดือนธันวาคม 2545 ผลงานที่เกิดขึ้นอย่างแรกคือ ชาวบ้านมีเขตอภัยทานตลอดสายน้ำคลองยัน ซึ่งที่เห็นผลได้ชัดเจนมีอยู่ 3 เขต ที่ทำให้สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำการศึกษาว่า มีปลา หรือสัตว์น้ำอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ครับ

ประวีณ จุลภักดี

ผลงานที่สองเรื่องของการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรนั้น ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาก มีกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกเกิดขึ้น เช่น กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกบ้านบางจำ กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกบ้านปากหาร ซึ่งเป็นการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีเลย " นายประวีณกล่าวก่อนจะสรุปถึงผลงานและความเปลี่ยนแปลงจากโครงการป่า-ทะเลเพื่อชีวิต ว่า

" ความเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันนี้ คือชาวบ้านสามารถกลับไปหาปลาในคลองยันกินได้อีก รวมทั้งปลูกอะไรกินเองในครอบครัว ด้วย ที่สำคัญทำให้ชาวบ้านได้เข้าไปเป็นกรรมการชุดต่างๆ ร่วมกับภาครัฐ ซึ่งทำให้ชาวบ้านกล้าเสนอ กล้าพูดกล้าคิดมากขึ้น มีการเข้าไปร่วมงานจังหวัด และเงินทุน เงินออมทรัพย์ของชุมชน ก็ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินและดอกเบี้ย ให้กับชาวบ้านได้มาก" นายประวีณกล่าวสรุป

นายจำนงค์ ประวิทย์ ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำคลองยัน ได้เสนอแนวคิดการสร้างชุมชนเข้มแข็งว่าต้องสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน และสรุปถึงบทเรียนการพัฒนาชุมชนแห่งนี้ให้ฟังว่า " ชาวบ้านทุกคนดีใจที่มีองค์กรต่างๆ มาให้ความสำคัญ มาเรียนรู้ดูงาน ที่นี่ ซึ่งเยอะมาก ทำให้ชาวบ้าน ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ดูงาน เชื่อมกันเป็นเครือข่าย และที่สำคัญ ทำให้ชุมชนเราได้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกศูนย์หนึ่งของมหาวิชชาลัยชุมชนปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นฐานถ่ายทอดองค์ความรู้ของชุมชนปักษ์


จำนงค์ ประวิทย์
ผมทำงานขับเคลื่อนผลักดันชุมชนอย่างจริงๆ จังๆ และต่อเนื่อง มาตั้งแต่ ปี 2539 สิ่งที่เห็นว่าได้เกิดขึ้นแล้ว และดีขึ้นเรื่อยๆ คือ ความสมดุลกันอย่างมีดุลยภาพ ในท่ามกลางกระแสยุคโลกาภิวัตน์ เพราะกระแสนี้มันแรงมาก เชี่ยวมาก เราจึงพยายามทัดทานยืนขึ้นให้ได้ แม้ว่ายุคแรกๆ เราจะถูกกล่าวหาว่า สติไม่ดีที่คิดและทำอย่างนี้ แต่วันนี้ ต่างก็ได้เห็นแล้ว ว่า เป็นความจริงและพิสูจน์ได้ เพราะว่ายิ่งนานวันเข้า คนยิ่งขาดแคลนอาหารที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด เพราะคนเราเริ่มเจ็บป่วยบ่อยๆ จากอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ในคลองก็ไม่มีปลา แต่วันนี้ก็เริ่มมีแล้ว การกำจัดหญ้าที่ใช้สารเคมี ก็เริ่มหมดไปแล้วหันมาใช้เครื่องตัดหญ้าแทน คนในชุมชนรู้สึกรักธรรมชาติมากขึ้น ฝนฟ้าก็ตกถูกต้องดีขึ้น ถึงที่สุดก็คือ ชุมชนเกิดสำนึกหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดในชุมชนตัวเองมากขึ้น ด้วย ครับ

วันนี้ ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรจะต้องตอบได้แล้วว่า
ตัวเองไม่มีหลักประกันชีวิตเลย เพราะว่าเงินทอง ทรัพยากร
ของเกษตรกรนั้นถูกดูดเอาไปจนหมดแล้ว
วันนี้ชาวบ้านจึงเดินตามแนวทางพระราชดำรัสของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
รู้จักดูแลตัวเอง ดูแลชุมชน ทำเพื่ออยู่พอกิน เราเอื้ออาทรต่อกันแบ่งปันกัน
และทำอย่างไรที่จะให้ลุกหลานของเรามีจิตสำนึกท้องถิ่น
และคิดว่าเราจะมีการเขียนประวัติศาสตร์ของชุมชนขึ้น เพื่อปลุกสำนึกคนรุ่นใหม่ ด้วย" นายจำนงค์ กล่าว ก่อนจะวิเคราะห์ถึงความก้าวของเครือข่ายชุมชนคลองยันว่า

"ชุมชนใดจะทำสำเร็จหรือไม่นั้น มันเกิดจากโครงสร้าง ว่าโครงสร้างที่สัมพันธ์กันเป็น แบบชุมชนหรือแบบหมู่บ้าน ที่รัฐแบ่งแยกให้ เพราะ 2 อย่างนี้ ความสัมพันธ์แตกต่างกัน ถ้าเป็นแบบชุมชน ก็จะมีเรื่องราวเดียวกันในละแวกนั้น มีวิถีชีวิตคล้ายกัน มาร่วมกันพัฒนาชุมชน ซึ่งแตกต่างจากหมู่บ้าน มันตัดออกไปเลย เป็นหมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน ตัดความสัมพันธ์อื่นๆหมด เอาพื้นที่เป็นหลัก อีกอย่างคือเรื่องบริบทของชุมชน มันมีทั้งแตกต่างกันและเหมือนกันอยู่มาก คนในชุมชนจึงคิดเหมือนกัน มีเป้าหมายเหมือนกัน ตรงนี้เองที่เราต้องจัดคน จัดระบบ ให้สอดคล้องกัน เช่น ทุกคนต้องการเป็นผู้นำ ทุกคนต้องการทำงานที่ตัวเองรัก เราก็ให้เขาตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มทำขนม กลุ่มทอผ้า กลุ่มทำแชมพูยาสระผม เป็นต้น ซึ่งเป็นการพยายามนำความหลากหลายในชุมชนมาทำให้เกิดความเป็นเอกภาพขึ้น มีกิจกรรมมากขึ้น ทุกคนมีบทบาทร่วมกันมากขึ้น เหล่านี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งครับ

การจะสร้างพลังแก้วิกฤติให้สังคมไทยได้ นั้น คือ เราต้องสร้างปัญญาก่อนครับ ดังนั้น ตอนนี้เราจึงพยายามสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ มีคุณธรรม ต่อสังคมต่อส่วนรวม ซึ่งวันนี้เราวิเคราะห์ได้แล้วว่า นโยบายของรัฐที่ต้องการปราบปราม ยาเสพติด หรือคอรร์รัปชั่น ก็ดี มันเป็นแค่ภาพภาพหนึ่งของสังคมเท่านั้น ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และถ้ายิ่งรัฐโยนเงินให้ชุมชน ก็ยิ่งทำให้ชุมชนแตกแยกกัน มากขึ้น ดังนั้น การจัดกระบวนการของชุมชนเพื่อรองรับนโยบายนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่พออยากจะให้ก็ให้พร้อมๆ กัน ทีเดียวทั่วประเทศ โดยไม่คัดสรรว่าชุมชนนั้นแข็ง หรือไม่แข็ง พร้อมหรือไม่พร้อม อย่างไร" นายจำนงค์กล่าวสรุป

ปลาที่ปริมาณทวีขึ้นมากในเขตอภัยทานคลองยัน

 

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน