พลังประชาชนจันจว้าลุกขับ" อิทธิพลสีเหลือง "

เหตุเกิดเมื่อทุ่งเลี้ยงสัตว์อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งพลเมืองใช้ร่วมกัน และออกตามกฎหมายประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ.2515 ถูกบุกรุกก่อสร้างเป็น สำนักสงฆ์ "วัดพระธาตุศรีโยนก(ร้าง)" โดยไม่ผ่านมติหรือการยินยอมพร้อมใจของชุมชนมาก่อน เลยอีกทั้งยังมีการสั่งห้ามชุมชนเข้ามารุกล้ำทำประโยชน์บนเนื้อที่ป่าสาธารณะแห่งนี้ และ เมื่อชุมชนร้องขอให้ย้ายออกไปกลับถูกข่มขู่จากบุคคลซึ่งเรียกว่า"พระ" พอร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการ กระบวนการเตะถ่วงเวลาและไม่สนใจรับใช้ราษฎรก็เริ่มต้น

เวียงหนองหล่ม (ล่ม)


ชาวบ้านออกเลี้ยงควาย
เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2540 เมื่อมีพระธุดงเข้ามาปักกลด นั่งกัมมัฏฐาน บริเวณที่ปลูกป่าและแจ้งกับชาวบ้านว่า จะปักกลดอยู่อย่างสงบ ไม่ก่อสร้างถาวรวัตถุใดๆ ในพื้นที่นี้ แต่พอหมดวาระดำรงตำแหน่ง ของกำนันทอง พระรูปนี้กลับเริ่มสร้างถาวรวัตถุขึ้น แล้วก็ออกกฎ ระเบียบห้ามชาวบ้านเข้าไปยุ่งเกี่ยวในพื้นที่ ห้ามตัดไม้ ห้ามจับปลา ห้ามหาของป่า ซึ่งนำมาสู่ข้อพิพาท ระหว่างชาวบ้านกับพระ ที่ต้องการ ให้รื้อถอนย้ายวัดออก จากพื้นที่สาธารณะของชุมชนบ้านห้วยน้ำราก จนถึงปัจจุบัน 2545 นับรวม 6 ปี หน่วยงานราชการที่เกี่ยวยังปราศจากคำตอบ ว่าทำไมถึงปล่อย ให้มีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ของชุมชนทำวัด โดยเจ้าทุกข์คือผู้ดูแล ที่สาธารณประโยชน์ไม่ดำเนินการ และการตั้งวัดร้าง(พระธาตุศรีโยนก) ให้เป็นวัดมีพระสงฆ์โดย ไม่ผ่านกระบวนการ ลงมติจาก ฆราวาสหรือไม่เป็นไปตามขั้นตอน ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนั้น เป็นไปได้อย่างไรอีกทั้งเป็นวัดที่ไม่เคยทำกิจกรรมทางศาสนา ร่วมกับชุมชน เลย และชุมชนเองก็มีวัดเดิมประจำอยู่แล้ว อะไรคือเงื่อนงำ ?

ทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ หรือที่สาธารณประโยชน์บ้านห้วยน้ำราก ต.จันจว้า อ.แม่จัน เชียงราย เดิมทีเป็นพื้นที่ว่างเปล่า อยู่ในเวียงหนองหล่ม ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์ของชาวเมืองเชียงแสนในอดีต ก่อนที่จะประสบเหตุพายุถล่ม กลายเป็นหนองน้ำใหญ่และที่ราบลุ่มกว่า 64 ตร.กม.ชื่อเวียงหนองล่ม ในปัจจุบัน กินรอยต่ออำเภอเชียงแสน แม่จัน จ.เชียงราย เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ วัว-ควาย นับหมื่นตัว เก็บของป่าหาฟืน และในอดีตเป็นเตาเผาถ่านของพ่อปา สุตะวงศ์ ปัจจุบันอายุ 80 ปี และพ่ออุด แก้วรากมุข เสียชีวิตแล้ว จนปี 2528 สมัยนาย สุดใจ ภิระบรรณ เป็นกำนันได้ยื่นขอเอกสารสิทธิ์ที่สาธารณประโยชน์ รวมเนื้อที่ 799 ไร่ 3 งาน 41 ตร.ว.และมาจนถึงสมัยนายทอง มูลแจ่ม เป็นกำนันได้นำเนื้อที่ 220 ไร่ เข้าโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเพื่อพระราชกุศลและเพื่อเป็นแหล่งไม้ทำฟืนใช้สอย

25 ตุลาคม 2545 ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้ตีแผ่ข้อเท็จจริงบางด้านจากแกนนำชุมชนห้วยน้ำราก ซึ่งออกมายืนยันกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ ถึงข้อเท็จจริงกรณีมีสำนักสงฆ์ธรรมยุต บุกรุกและยึดครองพื้นที่สาธารณประโยชน์ชองชาวบ้านหมู่ที่ 4, 5 และ 9 ต.จันจว้า อ.แม่จัน เชียงราย เมื่อชาวบ้านเรียกร้องต่อสู้ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครั้งแล้วครั้งเล่าจากอำเภอ สู่จังหวัด จากจังหวัดสู่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่มีท่าทีจากรัฐที่ กล้าพอจะแก้ไขปัญหาเดือดร้อนนี้ให้กับชาวบ้าน นอกจากการเตะถ่วงซื้อเวลา ท่ามกลางสถานการณ์ดึงเครียด ระหว่างผู้นับถือศาสนาและผู้สืบทอดศาสนาในฐานะพุทธบริษัทเดียวกัน

แหล่งข่าวจากพื้นที่ ได้กล่าวย้อนอธิบายอย่างแจ่มชัดว่า สาเหตุที่กระบวนการแก้ไขปัญหาวัดบุกรุกที่ดินมันล่าช้ามาตลอดระยะ 6 ปีนั้น เพราะว่าหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่ายนั้นเกี่ยงงานและเตะถ่วงไม่รับผิดชอบปัญหานี้

"ที่ดินที่โดนบุกรุกจริงๆ นั้น มีเนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ แต่ปัญหาก็คือที่ดินเหล่านี้มีเอกสารสิทธิ์ เป็นที่สาธารณประโยชน์ ให้พลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องดูแลรับผิดชอบตามกฎหมายสำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ นั้นมีอยู่ 3 หน่วยงานและเป็นหน้าที่ตามพระราชบญัญัติ ด้วย คือ พระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ผู้ดูแลรับผิดชอบคือ ท่านนายอำเภอและกำนันในท้องที่ กรณีมีการบุกรุกทำลาย พื้นที่สาธารณประโยชน์ หน่วยงานที่ 2 คือเทศบาลตามพระราชบัญญัติเทศบาล โดยมีเทศมนตรีเป็นผู้เข้าจัดการดูแลประโยชน์ให้ชุมชน ทั้ง 2 หน่วยงานนี้คือโจทก์ที่มีหน้าที่คอยฟ้องร้อง คอยปกป้องที่สาธารณประโยชน์ของชาวบ้านหรือชุมชน และหน่วยงานที่ 3 คือตำรวจ ผู้รับเรื่องการทุกข์ร้องกล่าวโทษตามกฎหมายอาญา ปัญหาที่ผ่านมาคือชาวบ้านได้ไปแจ้งความเนื่องจากเดือดร้อน ก็มีปัญหาว่า คนที่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนชาวบ้าน ก็ไม่เข้าไปร้องทุกข์กล่าวโทษใคร หากชาวบ้านแจ้งความว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในแง่กลไกอำนาจการปกครองเอง ก็ทำได้ยากเพราะผู้กำกับอยู่ภายใต้อำนาจของนายอำเภอ สุดท้ายการแก้ปัญหาที่กลไกรัฐพึงทำได้คือการใช้หลักรัฐศาสตร์ ประนีประนอมและเตะถ่วงเวลากลับไปกลับมา โดยมักอ้างว่า ยังไม่มีคำสั่ง ยังไม่มีการตรวจสอบ และรอการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ หรือรอผลตรวจสอบ

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมล่าช้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา และทำไมชาวบ้านเริ่มมองหาวิธีการที่รุนแรง และ สิ้นความหวังจากการแก้ปัญหาของรัฐ และที่ทำไมไม่ได้ผลหรือ ให้คำตอบแก่ชาวบ้านไม่ได้เสียที นั้นเพราะว่าผู้ดูแลผลประโยชนย์กลายมาเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง

แหล่งข่าวกล่าวก่อนจะย้อนถึงที่มาเรื่องวัด ขั้นตอนที่ถูกต้องและประเด็นที่อ้างเรื่องสร้างจากวัดร้างเดิมนั้น ชาวบ้านยืนยันไม่จริง
"ประเด็นการตั้งวัดนั้น ถ้าทำให้ถูกต้องแต่ที่แรกนั้นก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะขั้นตอนแรกของการสร้างวัดนั้น คือต้องผ่านมติชุมชน โดยเฉพาะการรื้อฟื้นวัดร้าง ให้เป็นสถานประกอบกิจกรรมทางศาสนานั้น กฎหมายเขากำหนดให้มีขั้นตอนการตั้ง คือ 1.ฝ่ายฆราวาสเห็นชอบว่าสามารถตั้งเป็นวัดได้ ก็ให้เสนอผ่านไปยังศึกษาธิการอำเภอ เสนอไปจังหวัด 2.ฝ่ายศาสนาหรือฝ่ายสงฆ์เช่นกันก็เสนอไปยังคณะสงฆ์อำเภอ เสนอไปคณะสงฆ์จังหวัด เพื่อให้เห็นชอบซึ่งถ้าเขาทำขั้นตอนเหล่านี้ ชาวบ้านเขารู้ตั้งแต่ยกวัดร้างเป็นวัดที่มีสงฆ์ แต่นี่เขาไม่ทำตามขั้นตอน ไม่รู้ว่าเขาลัดขั้นตอนตรงไหนอย่างไร แต่ที่ผมอธิบายนี้ คือกระบวนการยกวัดร้างให้เป็นสำนักสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ฉบับแก้ไข 2539 และประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนที่ชาวบ้านจับโกหกคำโตได้ ที่อ้างว่า เป็นวัดร้างสมัยเชียงแสนล่มโดยยืนยันภาพถ่ายดาวเทียมนั้น มันเป็นแค่เตาเผาอิฐเก่าๆ ซึ่งชาวบ้านยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า ไม่ใช่วัดร้างแน่นอน เพราะตำแหน่งวัดร้างที่ว่านั้น ชาวบ้านรู้จักกันดีอีกทั้งเจ้าของเตาเองก็ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งคือนายปา สุตะวงส์ ส่วนที่เป็นวัดร้างจริงๆ นั้น ชาวบ้านกำลังทำการขุดค้นสำรวจหาฐานพระเพื่อฟื้นฟูใหม่อยู่ ซึ่งห่างออกมาทางใต้จากวัดพระธาตุศรีโยนกที่กล่าวอ้างนี้ประมาณ 1 กม. และชาวบ้านกล้ายืนยันพิสูจน์ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมจีพีเอสด้วย " แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว และระบุสาเหตุที่วัดไม่ยอมย้ายออกจากที่สาธารณประโยชน์ชาวบ้านว่า

"ที่ยังยืนยันดึงดันที่จะอยู่นั้น เนื่องเพราะว่า ได้มีการสร้างเสนาสนะไปแล้ว และกว่าชาวบ้านจะรู้ก็ 2-3 ปี ที่สำคัญคือได้เปิดรับศรัทธาจากกรุงเทพฯ จากศิษยานุศิษย์ข้างนอกชุมชนจำนวนมาก อาทิ เงินผ้าป่า ซองกฐิน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์ ส่วนชาวบ้านไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดเลย และผมเชื่อว่านี่คือการบริหารจัดการของสายธรรมยุต ที่มักเรียกการศรัทธามาจากข้างนอก เป็นหลัก สุดท้ายชุมชนเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัดนี้เลย กิจกรรมทางศานาระหว่างวัดกับชุมชนก็ไม่เคยมีร่วมกัน ด้วย

ถาวรวัตถุประหนึ่งคฤหาสถ์

บรรยากาศอันรืนรมย์ของรีสอร์ทสงฆ์
พาหนะสงฆ์

และที่เราเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการรักษาที่สาธารณะเกือบ 800 ไร่ ไว้ ซึ่งมันมีปัญหามาก บนพื้นที่ตรงนี้ และเพราะเกี่ยวพันกับกฎหมายถึง 3 ฉบับ คือกฎหมายที่ดิน กฎหมายปกครองท้องที่และกฎหมายโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้เข้ามาขุดค้นเจอวัตถุโบราณ มันจึงจัดการแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ และถึงวันนี้ชาวบ้านก็ไม่อยากให้หน่วยงานรัฐซื้อเวลา ต่อไปอีกแล้ว ไม่ใช่ไปถามที่ดินอำเภอแม่จันตอบว่าไม่รู้ ไปถามที่ดินอำเภอเชียงแสนก็ตอบว่ายังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งผมคิดว่า ข้าราชการตอบคำถามอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะข้อมูลที่ผมได้มา ก็มาจากสำนักงานที่ดินอำเภอแม่จันทั้งนั้น การทำงานแบบนี้จะให้ชาวบ้านเข้าใจว่าอย่างไรครับ ทั้งๆที่ร้องเรียนมา 4-5 ปีแล้ว หนังสือร้องเรียนก็ทำไปหมดแล้ว แต่ตอบได้คำเดียว คือไม่รู้

เรื่องวัดเอง ความจริงชาวบ้านไม่เคยขัดขวางพระพุทธศาสนาหรอก ถ้าขั้นตอนทั้งหมด มันผ่านการตกลงของชาวบ้าน แต่ที่ผ่านๆ มาวัด ไม่เคยเข้ามาถาม มาตกลงกับชาวบ้าน พอเดือดร้อนขึ้นมา หันไปพึ่งกฎหมายพึ่งข้าราชการ ก็กลับมากดดันชาวบ้านอีก หน่วยงานรัฐไม่ทำงาน แถมสร้างสถานการณ์ตึงเครียดให้ชาวบ้าน สุดท้ายก็รอให้ชาวบ้านใช้ความรุนแรง ซึ่งก็เคยทำมาแล้วด้วย จนมีข้อตกลงล่าสุดว่า ห้ามไม่ให้วัดมีสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติม จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินตรงนี้คือวัด วัดร้างที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ครับ" แหล่งข่าวกล่าว

สรุปกระบวนการต่อสู้

1.ทำหนังสือถึงนายอำเภอแม่จัน จนได้ข้อไกล่เกลี่ยว่า ห้ามวัดก่อสร้างถาวรวัตถุใดๆ และห้ามชาวบ้านก่อกวนวัด แต่วัดกลับละเมิดข้อตกลงของที่ประชุมจนมาสู่
2.การร้องเรียนถึงเทศบาลตำบลจนจว้า และร้องเรียนไปทางอำเภอแม่จันอีกครั้ง แต่กลับเงียบไม่มีคำตอบ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาของหน่วยงานทั้งสอง
3.ชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนไปหน่วยงานจังหวัดที่รับผิด อีกหลายครั้ง ก็ไม่ได้ความสนใจที่เข้ามาแก้ไข แต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันนี้ รวมระยะเวลา 6 ปี

วัตถุประสงค์ของการเรียกร้องของชาวบ้านมี 3 ข้อ คือ

1. วัดพระธาตุศรีโยนก จะต้องถอนออกไปจากพื้นที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนและตรวจสอบขั้นตอน การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มี พระสงฆ์ว่า ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่มีกฎหมายกำหนด หรือไม่ และหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษให้จงได้
3. หากทางราชการเพิกเฉยและละเลยอีกเป็นเวลานานเกินสมควร ชาวบ้านจะแก้ไขโดยวิธีการของชาวบ้านเอง

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน