มหา'ลัย!!
"จำเลยใหม่ของคนจน"

2 ฝั่งสิทธิ์ บ้านชาวบ้านกับตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อ.กันทรวิชัย มหาสารคาม |
กระแส การก่อตั้งมหาวิทยาลัยกำลังมาแรงมากในปัจจุบัน
กลายเป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งที่แข่งขันกันดุเดือด โดยเฉพาะล่าสุดนายวิจิตร
ศรีสะอ้าน ปลดทบวงมหาวิทยาลัยได้ประกาศจะก่อตั้งมหาวิทยาเพิ่มอีก
2 แห่ง ในขณะที่มหาวิทยาลัยเดิมได้เร่งขยายวิทยาเขตกันมากมาย จนครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด
ซึ่งการพัฒนาและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่สังคมไทยใฝ่ฝันมานาน
เพื่ออนาคตลูกหลาน แต่นั่นจำเป็นเพียงใดที่ต้องจัดสร้างไปเกือบทุกๆ
จังหวัด และที่สำคัญเกือบทุกมหาวิทยาลัย ่ได้ก่อสร้างไปบนเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก
ทั้งๆ ประชาชนชาวไทยในปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินกันมากและที่ดินทำกินโดยเฉพาะพื้นราบและทุ่งโล่ง
หาไม่มีแล้วที่ไม่มีประชาชนเข้าไปทำกิน ดังนั้นการก่อตั้งมหาวิทยาลัย
จะเข้าไปก่อสร้างอย่างไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชน ที่หาอยู่หากินในพื้นที่นั้นมานาน
ไม่ได้ และควรจะต้องขอมติ รับรับอนุญาตจากประชาคมในพื้นที่แห่งนั้นเสียก่อนด้วย
เปิดศักราชใหม่มหาวิทยาลัยไทยโดยเฉพาะในยุคธุรกิจการศึกษาเฟื่องฟู
จนรัฐบาลต้องมีนโยบายให้ออกนอกระบบนั้น เริ่มตั้งแต่ มหาวิทยาลัยสุรนารี
ม.นเรศวร ม.มหาสารคาม(วิทยาเขตใหม่) ม.แม่ฟ้าหลวง ม.ทักษิณ(วิทยาเขตควนขนุนพัทลุง)
ม.พายัพ ม.วลัยลักษณ์ และอีก ฯลฯ ล้วนผุดขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันขายโอกาสชิงอนาคตจากเยาวชนไทยทั้งสิ้น
อนาคตที่ประกันไม่ได้เลยในปัจจุบัน และที่น่าสนใจแทบทุกมหาวิทยาลัยที่กล่าวถึง
ล้วนสร้างบนเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล ใหญ่โตอลังการ และกระจายไปทั่วประเทศไทย
และถ้าหากถ้าย้อนมอง หรือตั้งคำถามถึงกระบวนการเวนคืนที่ดิน
กระทำผ่านขั้นตอนอย่างไร บนพื้นฐานการคิดถึงสิทธิของประชาชนเพียงใด
ปัญหาและข้อเท็จจริงเหล่านี้กลับเงียบหาย ไร้ข่าวสารข้อมูลออกมาเผยแพร่
จนเป็นที่น่าสงสัยว่า ท่ามความขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกรไทยอย่างหนัก
มหาวิทยาลัยไทยเอาที่ดินมาอย่างไรจึงไพศาลเช่นนี้
บ้านนายนิราศ การะนัด ติดกับตึกอธิการบดี |
กรณีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต.ไทยบุรี อ.ท่าศาลา นครศรีธรรมราช
บนเนื้อที่ปลูกสร้างซึ่งเป็นทุ่งนาและทุ่งเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน
2 ตำบลคือไทยบุรีและตะพานหิน รวมแล้ว 10,000 หมื่นไร่เศษ ในตอนต้น
ปัจจุบันเหลือเพียง 9,000 ไร่เศษเนื่องจากถูกแบ่งจัดสรรออกไป ตลอดช่วงปี
2537-2539 หลังการอนุมัติของกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2534 ในปี 2537
ก็เริ่มดำเนินการแจ้งย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ ทันทีกว่า 200 ครัวเรือน
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มการต่อสู้เงียบๆ แต่ยืดเยื้อยาวนานเพราะความขัดแย้งเข้าใจ
ผิดเรื่องเขตแดนและหลักกรรมสิทธิ์ของตน ตราบวันนี้ เข้าสู่ปีที่
6 ของการเปิดมหาวิทยาลัย ก็ยังมีชาวบ้านยืนยันต่อสู้ขอสิทธิและความเป็นธรรม
ท่ามกลางสภาวะที่ไร้ผู้เหลียวแล
ในขณะที่มีการอพยพโยกย้าย ทางมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ ไม่ได้เตรียมการที่ดีพอ
ในการอพยพเคลื่อนย้ายราษฎร ทำให้การอพยพแบบเร่งด่วน สร้างความเดือดร้อนตามมาแก่ราษฎรอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะค่าชดเชย เรื่องที่ดินอยู่อาศัยในระยะแรกกำหนดให้เพียง
1 ไร่ แต่ต่อมาได้เพิ่มขึ้นเป็น ครอบครัวละ 5ไร่ เนื่องจากชาวบ้านนร่วมกันเรียกร้องและไม่ยินยอม
แต่ยังมีชาวบ้านอีกกว่า 40 ครัวเรือน ที่ยังยืนยันว่าตนมีสิทธิที่จะอยู่บนที่ดินของตน
แม้ว่าหลายรายจะโดนรื้อถอนบ้านเรือน โดนไถไร่สวนทิ้งหมดก็ตาม
แต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ยัง ยืนยันต่อสู้และรอคำสั่งศาลตัดสินชี้ชัดปัญหาเขตแดนที่ทางมหาวิทยาลัยกล่าวอ้าง
จนเป็นเหตุให้เกิด กรณีพิพาทตามมา ในขณะที่หมู่บ้านชุมชนสาธิตวลัยลักษณ์ตั้งขึ้นรองรับผู้อพยพมา
ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรไว้ชดเชยให้ชาวบ้าน ยังมีกรณีพิพาทกับเจ้าที่ดินเดิม
ที่ไม่ยอมสละสิทธิ์ยกให้มหาวิทยาลัย เพื่อชดเชยให้ผู้อพยพ ทำให้ทวีปัยหาซับซ้อน
และไม่รวมปัญหาอื่นๆ อีกมาก

นายนิราศ การะนัด อายุ 80 ปี ที่ยืนยันสู้เอาความจริงของสิทธิ์และเขตแดนตน
ยังคงดำเนินชีวิตในบ้านหลังเดิมที่มีรั้วติดอาคารอธิการบดี เพื่อรอให้คำสั่งศาลพิพากษาชี้ความถูกต้องมา
และได้ชี้แจงถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า
"สาเหตุเบื้องต้น ทางมหาวิทยาลัย
อ้างที่นี่คือที่สาธารณะของตำบลไทยบุรี ทั้งที่ความจริงมันคือพื้นที่ของตำบลหัวตะพาน
หรือเป็นที่ทำกินเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านตำบลหัวตะพาน รวมแล้ว
มีจำนวนหลายพันไร่มาก เราทำนาทำกินที่นี่นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ปู่ย่ามาเป็นมรดกตกถึงเรา
แล้วทำไมเราจะไม่รู้เขตแดนที่ดินแถบนี้ ว่า 2 ตำบลนี้กั้นด้วยอะไรบ้าง
ทั้ง คลองปุด คลองวังดาน และหลักเขตของตำบล ล้วนเป็นแนวเขตกั้น
2 ตำบล ซึ่งอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัย ผมสามารถพาไปชี้ดูได้ หลักเขตนั้นปักไว้ตั้งแต่สมัยนายผัน
จันทรปาน เป็นอธิบดีกรมที่ดิน
นิราศ การะนัด |
เหตุการณ์มันเริ่มเมื่อปี 2535 เขามาประกาศ
เอาที่แถบนี้เป็นของมหาวิทยาลัยเลย เราก็พยายาม ต่อต้าน
ซึ่งในตอนนั้นก็มีตำรวจมานับร้อยนาย ไม่รู้กี่โรงพักมาบังคับข่มขู่เรา
เพื่อไม่ให้ชาวบ้านขัดขวางการก่อสร้าง แต่ชาวบ้านได้ประชุมกันแล้วว่าเราไม่ยอม
เพราะเราไม่ได้อยู่ที่สาธารณะ ที่เรามีเอกสารสิทธิ์ มี น.ส.3
มี สค.1 มีใบเยียบย่ำเราเสียภาษีและ เราอยู่ที่นี่นับร้อยปีมาแล้ว
ทั้งที่บ้านเรา ที่ทำกิน เรามีเอกสารสิทธิ์หมด เราเคยไปเรียกร้อง
และ อ้างถึงเอกสารสิทธิ์ แต่หน่วยงานที่ดินเขาไม่รับฟัง
เขาสั่งถอนเอกสารสิทธิ์เรา โดนไม่แจ้งเราเลย รวมทั้งหมด
4 แปลงใน 4 หมู่บ้าน คือ บ.คลองปุด บ.หาดทรายขาว บ้านทุ่งบ้านไผ่
ต.ตะพานหิน และบ.บ่อนิ่ง ต.ไทยบุรี ผู้ใช้อำนาจถอนสิทธิ์เราในขณะนั้นคือ
นายสุชาญ พงษ์เหนือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งดำรงตำแหน่งในสมัยนั้น
ความจริงที่ที่นำมาสร้าง มหาวิทยาลัยนั้น เป็นของต.ตะพานหินทั้งหมด
แต่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งมาว่า ที่ที่จะสร้างมหาวิทยาลัย
เป็นของต.ไทยบุรี ซึ่งตรงนี้เองมันขัดแย้งกับชาวบ้าน และเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ยอม
|

การอพยพบ้านชาวบ้านและการไถถมที่ระหว่างปี 2537-2539 |

ความหรูหราของอาคารเรียนได้มาจากคราบน้ำตาชาวบ้าน |
|
จนชาวบ้านที่ต่อสู้ ทั้งโดนข่มขู่ และผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นแกนนำโดนลอบยิงเสียชีวิตคนหนึ่ง
เมื่อปี 2537 ต่อมาชาวบ้านธรรมดาโดนยิงบาดเจ็บอีก 2 คนในปี 2538
และโดนจับดำเนินคดีอีก 2-3 คน ข้อหาคือขัดขวางเจ้าพนักงาน นี่คือผลได้รับที่ชาวบ้านเขาสู้กัน
ในขณะนั้นเราได้ไปร้องเรียนแทบทุกหน่วยงาน เราไปกรุงเทพฯ ไป ร้องเรียนกับท่านนากยกรัฐมนตรี
ไปถวายฎีกากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หัวหิน ทำเป็นหนังสือไปหน่วยงานอื่นๆ
อีก แต่ผลที่ออกมาคือเงียบ ไม่มีคำตอบให้ชาวบ้าน เคยยื่นไปถึงศาลกฤษฎีกาตีความ
ในคำร้องเรียนเราแจ้งไปว่า มีหน่วยงานรัฐเข้ามาทำลายทรัพย์สิน
และผลอาสินของเรา ซึ่งในระยะแรกๆ ชาวบ้านร่วมกันต่อสู้กันกว่า
200 ครัวเรือน แต่ทางมหาวิทยาลัยข่มขู่มาว่า คนที่สู้เขาคัดค้าน
ทางมหาวิทยาลัยจะไม่ให้อะไรเลย คือโดนย้ายออกเปล่าๆ ไม่มีการชดใช้ใดๆ
ทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านทยอยยินยอมไปมาก ไม่คัดค้านอีกเพื่อแลกกับที่ดิน
5 ไร่ ที่จะชดเชยให้ สุดท้ายเหลือครอบครัวที่ไม่ยอมย้ายเพียง 40
กว่าครัวเรือน อย่างที่เห็นในปัจจุบัน" นายนิราศกล่าวย้อนหลังและสำทับว่าชาวบ้านส่วนที่เหลือไม่ยอมย้ายนั้น
มันไม่คุ้มค่ากันกับสิ่งที่สูญเสีย
"เรื่องค่าชดใช้ มหาวิทยาลัยเขาจะจ่ายให้เฉพาะผลอาสิน
ซึ่งอย่างของผมนี้มีผลอาสินมากมายเหลือเกิน ทั้งข้าวในนา สวนยาง
ไม้ผล ซึ่งรวมๆ แล้ว ถ้าผมยอมเอาตอนนั้นก็ได้ร่วม 2 แสนกว่าบาท
แต่ผมไม่เอา ไม่รับ ผมมีที่ตรงนี้ร่วม 61 ไร่ ตกทอดมาแต่ปู่ย่า
อย่างสวนยางพาราก็ 25 ไร่ 1,700 ต้น ซึ่งกรีดได้แล้ว ปลูกตั้งแต่ปีพ.ศ.2530
โดนทางมหาวิทยาลัยไถทิ้งหมดแล้วเมื่อปี 2537 คือบริเวณศูนย์อาหารข้างบ้านพักเจ้าหน้าที่
ในปัจจุบัน
ถึงวันนี้เมื่อมหาวิทยาลัยมาตั้งและดำเนินการสอนไปแล้ว ร่วม 5-6
ปี เริ่มเปิดเมื่อปี 2541 ก็ได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปมาก ข้าวในนาที่เราปลูกไว้โดนไถกลบทิ้งหมด
ทั้งที่กำลังออกรวงจะได้เกี่ยวอยู่แล้ว ผลหมากรากไม้ จำพวกมะพร้าวโดนโค่นทิ้งหมด
ที่นาไม่เหลือเลย ถูกถมก่อสร้างเป็นอาคารเรียน ไม่เหลือทุ่งนาทุ่งเลี้ยงสัตว์ให้เห็นแล้ว

หย่อมบ้านหลายหลังที่ยังอยู่ปกติในมหา'ลัย |

บางหลังหน้าทางเข้าสำนักวิชาการ |
|
เหลียวมองมหาวิทยาลัยเขาก็ไม่สนใจเราเลย
โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ห้ามไม่ให้ทำอะไรบนเนื้อที่มหาวิทยาลัยเลย
จะเลี้ยงวัวปลูกสร้างอะไรก็ไม่ได้ โดนปิดกั้น โดนห้ามทั้งหมด
แต่ปัจจุบัน เมื่อความจริงมันเผย ซึ่งเราอยู่อย่างนั้นไม่ได้
เราต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องเหมือนกัน เลี้ยงจึงวัวบ้างเลี้ยงหมูบ้าง
เพราะส่วนใหญ่เราซื้อข้าวเขากิน หรืออาจจะไปเช่านาเขาทำบ้าง
มันลำบากครับ" นายนิราศเผยและสรุปถึงความหวังสุดท้ายที่ตนรออยู่คือคำพิพากษาศาล
"การดำเนินในปัจจุบันนี้
ก็อยู่ที่ศาล
ซึ่งสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ทางศาลจะลงพื้นที่มาตรวจสอบดูหลักฐานต่างๆ
ในขณะที่ชีวิตเรากับมหาวิทยาลัย ก็ต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวกันเลย
เพราะเขาทำกับเราเกินไป แม้แต่ลูกหลานเราก็ไม่รับไปเป็นลูกจ้าง
กดดันให้เราออกจากที่นี่อย่างเดียว
และเท่าที่ผมสอบถามกลุ่มคนที่ย้ายออกไปอยู่ที่ชุมชนสาธิต
ก็ไม่ค่อยสุขสบาย
และลำบากเหมือนกัน ไม่ได้รับการเอาใจใส่มากนักจากมหาวิทยาลัย
แม้ว่าเขาจะให้ที่ดินชดเชยกับชาวบ้านไปครัวเรือนละ 5 ไร่
ไปแล้ว |
วันนี้ผมรอแค่คำสั่งศาลว่าท่านจะพิจารณาพิพากษาออกมาอย่างไร
ถ้าผมถูกต้อง ผมขอค่าชดเชยผลอาสินทั้งหมดที่เสียหายไปทั้งข้าวในนา
ที่ไม่ได้ทำมากี่ปี ยางพาราที่ได้ผลแล้ว และไม้ผลอื่นๆ ของผมพร้อมทั้งค่าทนายด้วย
และต้องย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2535 ที่โดนทำลายไปด้วย แต่ทั้งหมดขอให้ศาลตัดสินลงมาก่อน
เพื่อให้ชาวบ้านอย่างเรามีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยจากมหาวิทยาลัย
ได้ตามกำหมาย" นายนิราศกล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
26 สิงหาคม 2546
|