NGOs !! คนขายชาติ หรือ ผู้วางรากฐานงานพัฒนา


พิสิษฐ์ ชาญเสนาะ ผู้จัดการสมาคมหยาดฝน
.... แนวคิดในการทำงานจากประสบการณ์หลายสิบปี มันทำให้ผมได้ตกผลึกทางความคิดว่า ความรู้ ที่แท้จริงที่จะนำมาสร้างสรรค์ให้กับชุมชนนั้น เราจะต้อง ไปเรียนรู้จาก เขาเหล่านั้น เมื่อเรียนรู้เสร็จแล้วก็ค่อยๆ คิด แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียนว่า เราจะทำอะไร อย่างไร ในการแก้ปัญหาในชุมชนนี้แบบยั่งยืนได้บ้าง" ....

.... "สังคมนี้มียังปัญหาอยู่มาก เพราะคนที่มีอำนาจก็จะใช้แต่อำนาจ คนมีกำลังก็มักจะใช้แต่กำลังในการแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่ปัญหา เหล่านี้ มาจากนโยบาย และกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐเอง ที่ครอบงำ ประชาชนมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ เรียนรู้ ใน การแก้ปัญหาของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงกระแสโลกาภิวัตน์และการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ที่รัฐนำมาครอบงำประชาชนนั้น ได้ก่อให้เกิด ปัญหา เกิดความขัดแย้งมากมายในสังคม ในขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจในระบอบประชาธิปไตยบ้านเรายังคงมีนิสัย แบบเก่าๆ เดิมๆ คือ ไม่ค่อยอดทนในการรับฟังคนอื่นที่มองอะไรแตกต่างจากตน" .....

(พิสิษฐ์ ชาญเสนาะ "คนดีของแผ่นดินจากเหนือจรดใต้ หัวใจเดียวกัน , 1 มิ.ย.2545,www.thaingo.org)

---------------------------

NGOs หรือ Non Goverment Organizations คือใคร ทำงานอะไร เริ่มต้นอย่างไร ในสังคมไทย และ NGOs ขายชาติ รับเงินต่างชาติ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ในสังคมไทย หรือเปล่า เหล่านี้คือคำถามที่ปะทุดังกระหึ่มสังคมไทยเป็นระยะๆ สร้างความสงสัย อยากรู้ ต้องการการคำตอบ ว่าใครคือ NGOs หน้าตาเป็นอย่าง มีแนวคิด แนวทางและจุดกำเนิดมาอย่างไร

แม้ว่า NGOs จะหมายถึง องค์การที่ไม่ใช่ของรัฐ หรือนอกเหนือจากรัฐ หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า องค์กรพัฒนาเอกชน ก็ตาม แต่สังคมก็ยังไม่สิ้นความสงสัย หวาดระแวงหรือเคลือบแคลง บทบาทและที่มาที่ไป

นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ นักอนุรักษ์รางวัลโกลด์แมน ด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2545 ซึ่งเป็นผู้จัดการ สมาคมหยาดฝน จ.ตรัง คือหนึ่งในคณะทำงานยุคแรกๆ ที่บุกเบิกการทำงานแบบองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เรียกว่า NGOs ในนามมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนรายแรก ที่ทำงานในพื้นที่ชนบทแถบจังหวัดชัยนาทและสิงห์บุรี เมื่อปี ๒๕๑๒ กว่า 34 ปี จนปัจจุบันนี้ NGOs คือใคร มีบทบาท แนวคิดการทำงานอย่างไร ได้รับการเปิดเผยผ่านเรื่องราวจากยุค โดดเด่นสำคัญและเข้าใจกัน มาสู่ยุคสงสัยและก่อสงครามวาทกรรมกับรัฐ ผ่านสื่อมวลในปัจุบันนี้ได้อย่างไร รายงานโดยทีมงาน thaingo สื่อทางเลือกเพื่อคนทำงานพัฒนา

"ถ้ามองแนวคิดมูลนิธิบูรณะชนบท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ที่เราไปสัมผัสนั้น เขามีแนวคิดหลักคือเรื่อง การทำงานที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแนวคิดนี้ทันสมัยมากในยุคนั้น การทำงานแบบบูรณาการ และการทำงาน bottom up คือการทำงานจากล่างขึ้นสู่บน แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ

ดังนั้นถ้าเรา ถามว่ามูลนิธิบูรณะชนบท ถ้าแปลให้ถูกต้องจริงๆ คืองานที่เบ็ดเสร็จในตัวของมันเอง 4 ด้าน คือ 1. มองการพัฒนาอาชีพ คือการเพิ่มศักยภาพทางการผลิต คือทำงานยังไงให้ชาวบ้านพออยู่พอกิน ทั้งการปลูกพืช ทั้งเลี้ยงสัตว์ การจัดการทั่วไป สรุปคือด้านอาชีพ 2.ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสาธารณสุข คือทำอย่างไรให้คนสุขภาพดี มีอนามัย มีอาหาร มีโภชนาการ มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคภัย รวมทั้งเรื่องเด็ก รวมทั้งเรื่องพ่อแม่ รวมทั้งเรื่องวางแผนครอบครัว งานนี้มาประสานกันด้านสาธารณสุข เรียกว่าด้าน healht 3.มองไปทางด้าน education คือด้านการศึกษา ซึ่งคำที่เราใช้ในสมัยนั้น informal education คือด้านการศึกษานอกระบบ ศึกษาเพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ การศึกษาที่หนุนหรือพัฒนาเด็กเล็ก เด็กก่อนวัยเรียน การศึกษาที่ทำให้เกิดการ อ่านออก เขียนได้ literacy การศึกษาโดยทั่วไปคือการยกระดับโลกทัศน์ของคน ทำให้คนตื่นตัว 4.ด้านการปกครองตนเอง self goverment คือการที่ประชาชนรวมกลุ่มเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง ทั้ง ในรูปของสหกรณ์ ในรูปของกลุ่ม ในรูปของชมรม ความร่วมไม้ร่วมมือต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา ที่นี้ ถ้าเราจับ 4 เป้าหมาย มาวางให้ทับซ้อนกัน ก็เห็นอุดมการณ์ของคนทำงานพัฒนาในยุคแรกเริ่มสมัยนั้นได

ความลุ่มลึกในการแปลคำว่า ศักยภาพด้านการผลิต ด้านอาชีพนั้น เราจะมองการผลิตว่าผลิตแบบไหน เช่น ผลิตแบบเกษตรสมัยใหม่ หรือเกษตรแบบยั่งยืน เกษตรแบบกึ่งๆ หรือว่าเกษตรแบบหล้าหลัง อย่างไรก็ตาม แนวความคิดตรงนี้ถ้าเรานำมาเปรียบเทียบกัน ในแต่ละทศวรรษตลอด 3 ทศวรรษ ที่ผมทำงานมานั้น ในเรื่องการแปลคำนั้นมันละเอียดอ่อนมาก และมากขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ตามกระแสการเรียนรู้ของสังคม สมัยก่อนเราอาจจะตีความหมายแคบๆ ตื้นๆ เราจะอยู่ในกระแสของ Green Revolution หรือการปฏิวัติเขียว แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้ 3 ทศวรรษ ครึ่ง แนวความคิดอันนี้ โดยหัวข้อยังอยู่ เพียงแต่รายละเอียดมันเปลี่ยนไป ในเชิงคุณภาพความคิดที่ละเอียดอ่อนขึ้น มีวิธีการผลิต วิธีคิด เรื่องความยั่งยืนไม่ยั่งยืน เมื่อก่อนการผลิตข้าว จะเป็นข้าวพันธุ์ กข.1 กข.2 กข.3 กข.5 จนมาสู่ปัจจุบันเป็น ระบบ GMOs เป็นเรื่อง genetical engineering ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปมาก

.... "เอ็นจีโอให้ความสำคัญในเรื่องให้ประชาชน
ตระหนักในคุณค่าความเป็นคนของตัวเอง
คือการพัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นคน
การที่เอ็นจีโอบอกว่าเราลงไปทำปัญหา
เรื่อง โง่ จน เจ็บ แล้วสร้างกิจกรรม
เพื่อที่จะขจัดความโง่ ความจน ความเจ็บ
แท้ที่จริงแล้วก็เพื่อที่จะพัฒนาความมั่นใจ
ในความเป็นมนุษย์ของเขา ดังนั้นกิจกรรมในการพัฒนา
ในทัศนะของเอ็นจีโอคือ เครื่องมือในการพัฒนาคน
ซึ่งวันนี้เราเห็นถึงความสำเร็จ
แต่ถามว่าสิ่งนี้จะเป็นความสำเร็จที่สุดหรือไม่
ผมบอกไม่ใช่เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนแปลง
คนก็เปลี่ยนแปลง แต่ทั้งหมดนี้
คือสิ่งที่เอ็นจีโอกำลังทำงานกันอยู่" .....

( คัดจาก "ทำไมรัฐเกลียดเอ็นจีโอ"
http://www.consumerthai.org)

เราเคย debate ถกเถียง พูดคุยกัน พัฒนาความรู้ ของพวกเราเอ็นจีโอขึ้น เป็นคู่ขนานไปกับการเกษตรแผนใหม่ของรัฐ ซึ่งอาชีพอันนี้ มันไม่ใช่เฉพาะเกษตรกร แต่เราทำงานกับเกษตรกร เพราะส่วนใหญ่ ประเทศเราเป็นเกษตรกร นอกจากนั้น เรายังพูดถึง อาชีพเชิงงานฝีมือ ถักร้อย เชิงวัฒนธรรม งานแบบนี้ก็มีอาชีพเสริม งานทำตาลโตนด ออมทรัพย์ อะไรเหล่านี้ เป็นต้นอย่างสาธารณสุข หยูกยาอาหาร โภชนาการ สุขอนามัย ในสมัยนั้น ที่เราคิดและทำงานกัน เรามีหมอเคลื่อนที่ มาทำการรักษาโรคระบาดอย่างคุดทะราด ก็ยังมี อย่างชัยนาท ที่ผมทำงานนั้น ตัวผมจบสัตวบาลมา ก็ลงไปทำการป้องกันโรคระบาด วัวควาย การปรับปรุงพันธุ์ควาย ซึ่งเราทำอะไรไว้เยอะมาก แม้แต่ส้วมในสมัยนั้นเราก็ลงไปทำ ถือว่ามีหมู่บ้านเดียวในสมัยนั้น คือที่ชัยนาท ที่มีส้วมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นส้วมแบบทำกันเอง ใช้เงินทุนน้อยมาก" นายพิศิษฐ์กล่าว

"หลายๆ เรื่อง รัฐเองเขาก็ทำเหมือนกัน แต่ทำต่างกัน เราทำบนพื้นฐานที่ต่าง เราทำบนพื้นฐานความพร้อมของประชาชนมากกว่า เราพยายามประหยัดและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นหลัก ใช้แรงงานชุมชนช่วยกัน แต่รัฐในสมัยนั้นใครจะเอาก็แจกให้ ที่สำคัญ อยากที่ผมจะพูดมากคือเรื่องการศึกษา อันเป็นหัวหอกของการทำงาน กับเรื่องอรรถสุขาภิบาล ที่เรามาเรียกกันตอนหลังว่า Good Governance คือทำยังไงให้ประชาชนเข้มแข็ง จึงมาสู่การรวมตัวกัน เป็นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มวัฒนธรรม ดนตรีพื้นเมือง และพื้นที่ทำงานของเราในสมัยนั้นคือ มีชัยนาท อ.สรรคบุคี อ.หันคา อ.วัดสิงห์และที่สิงห์บุรี เท่าที่จำได้นะครับ" นายพิศิษย์เล่าย้อน พร้อมมองถึงบทบาท NGOs ว่า

"ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจว่าแนวคิดการทำงานของ NGOs ก็เหมือนกับวงล้อ ที่ใหญ่เทอะทะ มายุคหลังๆ มีการปฏิวัติใส่เนื้อหา ใส่ความเข้าใจ ให้มันทันสมัยมากขึ้น เอาข้อบกพร่องของวิธีคิด ที่อาจจะเป็นเรื่องเก่าๆ มาแปลใหม่ แปลรากศัพท์ใหม่ ทำให้เข้าใจ อาชีพการเกษตรผลจากการปฏิวัติเขียว เพื่อเพิ่มผลผลิตมาสู่การเกษตรที่ยั่งยืนถาวร เดี๋ยวนี้มาเป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องสาธารณสุขเดี๋ยวนี้เรื่องสุขภาพถ้วนหน้า ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.)ก็ยังทำอยู่ Good Governance เดี๋ยวนี้ก็เรื่ององค์กรชุมชน ประชาสังคม ถ้า พูดถึง Educatoin ก็เรื่องกระบวนการศึกษาเรียนรู้วิถีชุมชน มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ เกิดองค์กร เกิดเครือข่าย เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เราเพิ่งพูดกัน แต่เป็นเรื่องที่เราพูดตั้งแต่ พ.ศ.2512 มาแล้ว ที่เราคิดกันในตอนนั้น

เพียงแต่ในระยะแรกๆ เราอาจจะจำกัด ไม่รอบคอบลึกซึ้งแตกฉานมากนัก แต่มันได้พัฒนาขึ้นทุกๆ ขวบปีบนเงื่อนไขการทำงาน และนักคิดต่างๆ ก็เกิดขึ้นตลอด อย่างคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธาน พอช.ซึ่งเป็นคนแรกๆ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ป๋วยและในสมัยนั้นคุณไพบูลย์ก็เป็นปัญญาชน ในธนาคารชาติ ที่ออกมาสนับสนุนให้เราทำงานในตำบล หรือชนบท

ด้วยเหตุนี้ เราจะเข้าใจปัจจุบันของคนทำงานเอ็นจีโอได้ ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจอดีต ว่ามันมีพัฒนาการอย่างไร ในอดีต 2512 นั้นเป็นยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อเกิดการเลือกตั้งใหม่ ที่อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ได้เป็น ส.ส. สมัยแรก เป็นยุคคอขวดของเผด็จการ ในสมัยนั้นสถานภาพของเอ็นจีโอ 1.เป็นเรื่องใหม่คนเข้าใจไม่มากนัก 2.เป็นเรื่องของปัญาชน เป็นเรื่องของนักคิด เรื่องของคนที่มีความรู้ คนที่เสียสละ เพราะว่าคนที่มีความรู้แล้วมาทำงานเป็นเอ็นจีโอ ไปอยู่ตามบ้านนอกคอกนา กับชาวบ้านคลุกคลีลักษณะนี้ ในขณะที่คนเหล่านั้นได้รับการศึกษาสูงมาก ปริญญาตรี หรือปริญญาโท เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด เป็นยุคที่สังคมยกย่องว่าคนเหล่านี้เป็นผู้มีอุดมการณ์ เป็นผู้ที่เสียสละและเป็นแบบอย่างกับคนจำนวนไม่น้อยทีเดียว ในยุคนั้น จริงๆ แล้ว การจุดประกายเรื่องปัญญาชนสู่ชนบทเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเตรียมการเปลี่ยนแปลงจากระบบทหารปี 2512-13 -14-15-จนถึง 2516 กระบวนการเหล่านี้ มีนักคิดเกิดขึ้นเยอะมาก อย่าง ส.ศิวลักษณ์ ก็เข้ามมีบทบาท และถ้ามองฐานะคนทำงานในช่วงนั้น ก็คิดว่าคนทำงานข้าราชการเองก็ยอมรับ ตัวชาวบ้านเขาก็ยกย่องมาก นี่คือภาพก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา สถานการณ์การเมืองเริ่มแย่ มากขึ้น


เดช พุ่มคชา

.... "องค์กรพัฒนาเอกชนคืองานที่ท้าทายของท่าน ถ้าท่านจะมองไปข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ต้อง พัฒนาทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ในชนบท ที่ดินที่เราเหลืออยู่เพียงน้อยนิด มีความสมบูรณ์หรือไม่มีความสมบูรณ์ก็ตาม ซึ่งยังมีที่ดินเหลืออยู่บ้าง เรามีคนสูงอายุซึ่งมีทั้งภูมิปัญญาและมีทั้งประสบการณ์ และมีความรักถิ่น" .....

( เดช พุ่มคชา, กุมภาพันธ์ 2544 www.thaingo.org)

เมื่อสมัยที่เราทำงานที่ชัยนาท ความขัดแย้งมีน้อยมาก ความร่วมมือค่อนข้างได้รับออกมาดี พอมีการเปลี่ยนแปลง หลัง 14 ตุลา ก็เริ่มขัดแย้งกันทางการเมือง เริ่มมีการต่อสู้ มีผู้ได้เปรียบ มีผู้ได้ประโยชน์ มีผู้เสียประโยชน์ แต่เรายังพอทำงานได้ ในชนบท ประชาชนเริ่มเข้มแข็งมีการรวมตัวเยอะมากในสมัยนั้น คือหลัง 14 ตุลา ทำให้รัฐ เริ่มอึดอัด ราชการเริ่มมองเอ็นจีโอไม่ค่อยดี ทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก มีกลุ่ม มีสมาคม สมาพันธ์ชาวไร่ชาวนา เกิดขึ้นมากมาย นำมาสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ช่วงนั้นมีการต่อสู้แหลมคมมาก และหลังจากเหตุการณ์นั้นมา ก็มีการชี้ว่า เอ็นจีโอหรือกระบวนการของประชาชนนั้น คือผู้ทำลายชาติ รัฐใช้ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ เป็นคู่มือเข้ามาทำลาย เอ็นจีโอ และหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เอ็นจีโอหรือขบวนการประชาชน ขบวนการนิสิต-นักศึกษา ก็ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับภาครัฐ มีการใช้อำนาจไม่โปร่งใสขจัดกัน ทำให้สถานภาพเอ็นจีโอในสมัยนั้นระส่ำระสาย กลุ่มที่อยู่ในชนบทก็ต้องหยุดชะงักการทำงาน และภาพของความขัดแย้งระหว่างเอ็นจีโอกับรัฐก็รุนแรงเรื่อยมา จนกระทั่งบางพวก บางคนอยู่ไม่ได้ต้องเข้าป่าสู้รบ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นยุคมืดบอกทางความคิด พอสมควร

สู้มาจนถึง 2522 เมื่อรัฐบาลเรียกร้องให้คนในป่าเข้ามาสู่เมืองได้ ยกเลิกการเข่นฆ่า ยุติการรบราฆ่าฟันกัน และตั้งแต่ 2522 เป็นต้นมา เอ็นจีโอก็ได้กลับมาสรุปบทเรียนร่วมกันใหม่ มีวิธีการทำงานใหม่ เข้ามาร่วมกันทำงานใหม่ ในช่วงหลังปี 2522 กระบวนการพัฒนาของโลกนั้นไปเร็วมาก ช่วงนั้น การต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์นั้น ็ค่อนข้างจะรุนแรง เป็นยุคสงครามเย็น ฉะนั้นการขัดแย้งกัน การกล่าวหากันระหว่างภาครัฐและเอ็นจีโอ ก็มีมากขึ้น บนพื้นฐานที่กล่าวหาว่าเราทำลายชาติ รับเงินต่างชาติ มาสนับสนุนกระบวนการประชาชน ไม่หวังดีต่อกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่

ทั้งนี้เราต้องมาดูกระบวนการเติบโตของทุนนิยม ซึ่งเป็นกระแสที่แรงมาก หลังจากนั้นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เองก็ล้มเหลว ที่นี้มาในยุคใหม่ก็ยังขัดแย้งกันมาก คือการเติบโตของประชาธิปไตย กับขบวนการของประชาชน หลังจากมีรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดี หลังจากมีตัวบทกฎหมายต่างๆ ซึ่งทำให้การเมืองดีขึ้นก็ดี ล้วนทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่เราก็ยังถูกตั้งข้อกล่าว ข้อสงสัย ว่า NGOs รับเงินต่างชาติ จริงๆ แล้ว เงินเหล่านี้เป็นแหล่งเดียวกันที่ภาครัฐเองก็รับ ซึ่งเปิดเผยตลอดเวลา ไม่ได้เอามาจากที่ซ่อนเร้น แต่เอามาจากองค์กรของโลกอย่าง world bank ADB UNDP เป็นต้น ที่เราได้รับความช่วยเหลือมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องปิดบังอะไรเลย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือมุมมองการพัฒนา กระบวนการหรือขั้นตอนในการพัฒนา ที่เราพูด กันมาก เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องประชาธิปไตย ที่อาจจะขัดแย้งกันกับรัฐ" นายพิศิษย์ย้ำชัดและสรุปแต่เพียงสั้นๆ ถึงสถานการณ์เอ็นจีโอไทยในปัจจุบันนี้ว่า

"โดยภาพรวมแล้ว มันคือการปะทะกันทางความคิดในการพัฒนาประเทศ ที่ตีความหมายคำว่าพัฒนาแตกต่างกัน ตีความหมายคำว่าการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน ตีความหมายรากศัพท์แตกต่างกัน ตีความหมายการวางแผนจากเบื้องล่างต่างกัน ตีความหมายว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาต่างกัน ดังนั้น เราจะเห็นว่า ทางภาครัฐจะพูดถึงศัพท์คำนี้ทุกคำ และเอ็นจีโอก็จะพูดถึงศัพท์คำนี้ทุกคำเช่นกัน แต่ว่าเนื้อหา มันลุ่มลึกต่างกัน นั่นเพราะว่า รากศัพท์แต่ละคำนั้นมันมีความหมาย มันมีที่มา มันไม่ใช่เอาไปใช้สเปะสปะ ฉะนั้นการที่เราขัดแย้งกันในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เกิดขึ้นเพราะเราตีความหมายต่างกัน บางฝ่ายบอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม คือการร่วมฟัง ประชาชนมีสิทธิยกมือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มีสิทธิยกมือว่าเอาหรือไม่เอา แต่อีกฝ่ายมองว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน นั้นเป็นกระบวนการทางความคิด การศึกษา การตัดสินใจ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมที่จะเกิดขึ้นจากผลประโยชน์ของโครงการ เหล่านี้คือสาระที่สำคัญของการตกลงปลงใจ ซึ่งถ้าเป็นเป็นไปได้ ทั้งหมดต้องเป็นเรื่องฉันทานุมัติ คือขอความเห็นชอบจากสังคมส่วนรวม นั่นมากกว่าที่ผมคิดว่า คือการมีส่วนร่วมกันอย่างแท้จริงๆ ร่วมใคร่ครวญ ร่วมวิเคราะห์ ร่วมประเมินผล จึงค่อยมาสู่ร่วมตัดสินใจครับ" นายพิศิษย์กล่าวสรุป

.... "ทางออกขององค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนี้คือ การลดบทบาทของตัวเองและให้องค์กรประชาชนทำหน้าที่ต่อต้านอำนาจรัฐหรือมหาอำนาจหรือทุนข้ามชาติด้วยตัวเอง องค์กรพัฒนาเอกชนกำลังต้องปรับหาบทบาทให้กับตัวเองใหม่ บางองค์กรร่วมมือกับองค์กรรัฐในการทำงานพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะ 5 ปีหลัง บางองค์กรร่วมมือกับภาคธุรกิจ สร้างสำนึกความรับผิดชอบทางสังคมให้กับภาคธุรกิจ บางองค์กรผันตัวเองจากการทำงานในลักษณะองค์กรการกุศล" .....


(พลิกแฟ้ม NGO ตอบคำถาม เงิน - ผลประโยชน์เพื่อใคร?? ผู้จัดการออนไลน์ ,3 มกราคม 2546)


อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
20 กรกฎาคม 2546