เอ็นจีโอไทยเคลื่อน'เลิกมติ ครม. 23 เมย.'

"เป็นปีกว่าที่รัฐบาลนี้ไม่ได้ แก้ปัญหาอะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาโครงสร้างความยากจนของประชาชนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน มิหนำซ้ำ ยังพยายามจะกดดันมิให้ชาวบ้านได้สื่อสารให้สังคมได้รับรู้ ถึงปัญหาความฉ้อฉลนานัปการ ที่ก่อให้เกิดความยากจนค้นแค้นด้วย การเปิด"ไฟเขียวเผด็จการ" แก่ข้าราชการท้องถิ่น ให้กดดันข่มขู่และคุกคามชาวบ้านเพื่อไม่ให้มีโอกาสในสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย " ( เผด็จการกึ่งข้างล่าง หลอกลวงกึ่งข้างบน : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ,2 ส.ค.2545 )

". การกระทำของรัฐบาลน่าเป็นห่วงและเป็นการตัดโอกาส ในการแก้ปัญหาความยากจนและความรุนแรงในพื้นที่ สิ่งที่กลุ่มเอ็นจีโอนำเสนอต่อนายกฯ ถือว่าเป็นข้อมูลจริงในพื้นที่ เพราะเป็นปัญหาของความยากจนและความด้อยโอกาสในการจัดการทรัพยากร เพราะสิ่งนี้ถือเป็นทุนทางสังคม และเป็นฐานะทางเศรษฐกิจขงพี่น้องชุมชน รวมถึงความด้อยโอกาสในเชิงอำนาจ ที่จะต่อรองการใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความยุติธรรมในสังคม " ... " มติ ค.ร.ม.23 เมษายน ถ้าดูเผินๆ เป็นคำสั่งปกติ แต่มตินี้ทำให้ออกคำสั่งเหมือนเฉพาะเจาะจง ต่อปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ มตินี้เป็นการตอกย้ำความชอบธรรมของการเลือกใช้กฎหมาย ต่อชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการรุกที่ของพวกนายทุน ทำให้เกิดมาตรการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านโดยไม่ยุติธรรม" ( น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี : นสพ.มติชน,1 ส.ค.2545 )

เปิดโปง 'รัฐบาลทักษิณทำสงครามกับ(ปัญญา)คนจน '

เมื่อวันที่ 28-30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย พันธมิตรเครือข่ายประชาธิปไตยกว่า 5 องค์กรและชาวบ้านบ่อนอก-หินกรูด กว่าพันคน ได้รวมพลังกันเรียกร้องที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกมติ คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม. ) 23 เมษายน ซึ่งเป็นคำสั่งจากคณะผู้บริหารประเทศ ที่นำโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่กลับออกมติ ที่ให้ข้าราชการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้าน ที่เรียกร้อง เคลื่อนไหวได้อย่างเด็ดขาด และหาความยุติธรรมไม่ได้ อาทิ ปัญหาที่ดินลำพูนที่ชาวบ้านเพียงไม่กี่คน ได้รับคดีกว่า 40 คดี ปัญหาโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่รอวันปะทุจากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ปัญหาบ่อนอก-หินกรูด และปัญหาอื่นๆ ที่รัฐพยายามใช้อำนาจ ปฏิบัติการตามกฎหมายต่อประชาชนผู้ยากไร้ อย่างชอบธรรมทันทีและเด็ดขาด !

กรณีชาวบ้านที่ลำพูน
นายทุนหัวใสและเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นแก่ได้ หลอกกว้านซื้อและออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณประโยชน์ของชาวบ้าน โดยมิชอบไปจำนวนมาก โดยความร่วมมือของข้าราชการท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านลำพูน-เชียงใหม่า ซึ่งไร้ที่ทำกิน ลุกขึ้นบุกยึดที่ดินเอ็นพีแอลที่ธนาคารยึดไว้และทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า และเมื่อชาวบ้านเข้าไปร้องเรียนให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจการออกเอกสารสิทธิ ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า "การออกเอกสารสิทธิที่ นั้นมิชอบจริงๆ แต่รัฐก็ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้ ขณะที่ชาวบ้านซึ่งไร้ที่ทำกินหลังจากเศรษฐกิจฟุบกำลับประสบปัญหาอย่างหนัก จึงพยามกระตุ้นเตือนรัฐบาลให้มีการปฏิรูปที่ดินอยากจริงจังให้ได้ อีกทั้งตรวจสอบการออกสารสิทธิให้ชัดเจน แต่ยุทธวิธีที่กระตุ้นให้รัฐบาลตระหนกบ้าง กลับทำให้รัฐบาลผวากลัวและมีมาตรการคุ้มครองตนเองเป็นมติ ครม. 23 เมย.

นโยบายรัฐบาลทักษิณกับการถือครองที่ดิน

รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการแก้ปัญหาที่ดินให้แก่เกษตรกรและคนยากคนจน ว่า "จะดำเนินนโยบายเพื่อลดความยากจน อาทิเช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างพอเพียง วางแผนใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้มันเกินประโยชน์สูงสุด การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ิและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยยึดหลังธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการสนับสนุบความเข้มแข็งของชุมชน การสร้างครอบครัวให้อบอุ่นอันเป็นหน่วยพื้นฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีกด้วย แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาบทพิสูจน์คำมั่นสัญญา กลับไม่มีโครงการใดเลยที่บ่งชี้ว่ารัฐบาลได้ ปฏิบัติการเพื่อสนองนโยบาย ที่ให้ไว้กับรัฐสภาและประชาชน หรือว่า สภานั้นเป็นผู้แทนของรัฐบาล หรือว่า ประชาชนนั้น เสียค่าโง่อีกแล้ว ส่วนการจัดการปัญหาที่ดินรัฐบาลได้นำเอาที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำเอาที่ราชพัสดุทั่วประเทศมาให้เอกชนและคนต่างชาติเช่า ซึ่งทำให้เห็นธาตุแท้ความจริงใจของรัฐบาลว่า เล็งเห็นเพียงค่าตอบแทนในทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย มากกว่าการให้ประชาชนคนยากคนจนมีที่ทำกิน และถึงที่สุดรัฐบาลทำสงครามกับคนจนมากกว่าทำสงครามกับความยากจน เพราะมติ ครม. 23 เมย. เปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทางกฎหมายกับคนยากคนจนที่ไร้สิทธิ ไร้ที่ทำกิน เป็นหลัก เช่น
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและชุมชน คัดค้านโครงการรัฐ อย่างกรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด โครงการท่อก๊าซ โครงการเขื่อนปากมูล โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ เป็นต้น หรือความรุนแรงที่สร้างผลเสียหายต่อทรัพย์สินและจิตใจของประชาชน เช่น กรณีตำรวจเผาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านกรณีที่ดินลำพูน หรือเผาที่พักของชาวประมงที่เกาะไผ่ จ.กระบี่
ซึ่งเป็นเครื่องให้ข้าราชการใช้ความรุนแรง กับประชาชนคนยากคนจนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม ที่พึงปฏิบัติแก้ปัญหาตามสิทธิของตน

องค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 300 องค์กร หรือกว่า 15 เครื่อข่าย ได้ร่วมกันเรียกร้องที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ยกเลิกมติ ครม.23 เมษายนพร้อมทั้ง เสนอมาตรการแก้ปัญหาเร่งด่วนและมาตรการทางนโยบาย
คือ

1.ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี 23 เมษายน 2545 ว่าด้วยการปฏิบัติการทางกฎหมาย กับการชุมชนเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ

2. ยุติการใช้ยุทธิวิธีทุกประการสร้างความรุนแรง ได้แก่ การจับกุมคุมขัง การสั่งฟ้องคดี การข่มขู่คุกคาม และการปกปิดข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ตลอดจนการสร้างสถานการณ์ว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชน

3. เร่งรัดดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่ละเมิดสิทธิคุกคาม และใช้ความรุนแรงกับประชาชนทุกรูปแบบ โดยใช้มาตรการทางการเมืองควบคู่กับกระบวนการยุติธรรม และสร้างหลังประกัน ความปลอดภัยให้กับบุลคลที่ใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน

4. ยุติโครงการท่อก๊าชและโรงแยกก๊าช จ. สงขลา โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด จ. ประจวบคีรีนัขธ์ โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ. สมุทรปราการ โครงการเหมืองแร่โปแตส จ. อุดรธานี โครงการทดน้ำบางประกง จ.ฉะเชิงเทรา เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่า ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโครงการนี้ เนื่องจากประเทศไทยเสียเปรียบและสูญเสียผลประโยชน์ อีกทั้งการยุติความรุนแรงในพื้นที่

มาตรการทางนโยบาย

1. รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาความยากจนในทางโครงสร้าง โดยการกระจายการครอบครองทรัพยากรให้แก่คนจน ได้แก่ การดำเนินทางกฏหมายและนโยบายที่นำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดิน การนำที่ดินที่รกร้างว่างเปล่ามาจัดสรรให้แก่คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกินและไม่มีที่อยู่อาศัย ตรวจสอบและเพิกถอนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายทั้งในที่ดินของรัฐและเอกชน

2. รัฐบาลต้องทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่รับรองสิทธิ์คนจนให้ได้รับบริการที่จำเป็นด้านสุขภาพเท่าเทียมกับสวัสดิการข้าราชการและผู้ใช้แรงงาน

3. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตัดสินใจและตรวจสอบโครงการพัฒนาของรัฐ และเอกชน ในทุกระดับซึ่งเป็นสิทธิ์ที่รองรับโดย "รัฐธรรมนูญ"

ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อคนทำงานพัฒนา จับตามองความจริงใจของรัฐบาลที่ประกาศ เมื่อครั้งร้องขอคะแนนเสียง ว่าจะทำ สงครามกับความยากจน แต่จากปรากฏการณ์ที่เปิดประตูให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง และใช้สถานะทางอำนาจกดดันชาวบ้านที่เดือดร้อน จนถึงมีการข่มขู่ปองร้ายถึงแก่ชีวิต อันเนื่องมาจากการคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชน หรือการป้องทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ จึงกล้าประเมินความจริงใจของรัฐบาลว่า พยายามบิดพลิ้วหลอกลวงประชาชน ซึ่งถ้าหากรัฐบาล ยังคงยืนยันที่จะทำสงครามกับความยากจน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย มีสิทธิเท่าเทียมกันจริง รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศยกเลิก มติ ครม. 23 เมษายน และรับเสียงประชาชน

มิอย่างนั้น พลังประชาชนจะลุกขึ้นชี้ขาดเองว่า รัฐบาลนี้สมควรที่ดำรงต่อไปจนครบวาระหรือไม่ ? ....


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน