ครูครับผมฝัน "ของเด็กบ้านนานา"

ครูเหงามาแล้ว...!
ครูเหงามาแล้ว... !
ครูเหงามาแล้ว... !

........

เสียงเด็กๆ วิ่งไปรับคุณครู ครูที่เป็นมากกว่าคนที่คอยสอนเพียงแค่หนังสือ ซึ่งกำลังขับมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ มาหาเด็กๆ ที่กำลังสนุกสนาน อยู่ในบ้านหลังใหม่ กลางทุ่งนาผื่นกว้าง และนี่เป็นวันแรกสำหรับชีวิตบ้านหลังใหม่ของเด็กๆ ที่ไม่ต้องกังวลว่า เสียงวิ่งเล่นของตนนั้นจะสร้างความรำคาญให้กับใคร บ้านหลังใหม่กว้างใหญ่เทียบเทียมความฝันของเขา

ครูเหงาแห่งบ้านนานา คืออดีตศิลปินหนุ่มที่เคยใช้ชีวิต สุขสบาย กับงานมั่นคง รายได้ดี ในบริษัทมีชื่อเสียง ของประเทศนี้ แต่วันหนึ่ง กลับมาพบว่าตนเอง กลายเป็นพ่อพระผู้คอยพิทักษ์ของเด็กๆ ที่เฝ้าคอย ถักทอเรียงร้อยความฝัน "หนูอยากเรียน" ของเด็กๆ ตัวน้อยๆ ที่ต้องคอยซุกซ่อนตัวเอง ออกจากคนอื่น เพราะถูกทิ้งไว้ให้อยู่ในซอกหลืบของสังคม สังคมที่แบ่งแยกขีดขั้นกันเอง เพียงเรื่องเชื้อชาติ มากกว่าความเป็นมนุษย์ ที่สมควรร่วมกันรับรู้ ร่วมเผชิญอุบัติภัยของโลกอย่างเอื้ออาทร น้ำคำครูเหงา แต่ละคำค่อยๆ เอ่ย ด้วยน้ำเสียงที่คลอเสียงสะอื้น " ผมทิ้งเด็กๆ พวกนี้ไม่ได้ครับ"

กลุ่มการป้องกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก(บ้านนานา) อ.แม่สาย เชียงราย เป็นกลุ่มทำงานอิสระ ที่เน้นการทำงานกับเด็ก ที่มีปัญหาในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาและเกิดกระบวนการพัฒนาทางด้านต่างๆ พร้อมคอยช่วยเหลือ คุ้มครองเด็กเบื้องต้น ในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นกับเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเร่ร่อน เด็กขอทาน เด็กถูกทำร้ายร่างกาย โดนล่วงละเมิดทางเพศ เด็กตามกองขยะและเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เนื่องจากความยากจน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือโดยไม่จำกัด เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์

บ้านนานาได้เริ่มโครงการช่วยเหลือเด็กมาตั้งแต่ ปี 2543 จนปัจุบันมีเด็กทั้งสิ้น กว่า 60 คน ในการดูแล และขณะนี้กำลังทำการย้ายมาอยู่ที่ใหม่ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ทำกิจกรรมและลดทอนปัญหาความขัดแย้งในชุมชน

นายกรรจร เจียมรัมย์ "ครูเหงา" ผู้ประสานงานกลุ่มการป้องกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก (บ้านนานา) ค่อยๆ เล่าเรื่องราวกว่าจะเป็นบ้านนานา เรือนข้าวอุ่นดินแดนแห่งฝันของเด็กๆ ว่า

"ผมเริ่มต้นชีวิตทำงานที่แผนกศิลป์ตกแต่งภายในให้กับห้างเซ็นทรัล ต่อมาผมได้ย้ายไปทำงานตกแต่งห้างบิ๊กซี สาขา เชียงราย ซึ่งที่นั่นเองที่ทำให้ผมได้ยินเรื่องราวคุณสมภพ จันทระกา แห่งศูนย์ลูกหญิง ในการทำงานช่วยเหลือเด็กๆที่ถูกล่อหลวง และถูกทารุณกรรม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า NGOs ได้เห็นบทบาทการทำงานของ NGOs และหลังจากเห็นครั้งนั้น ผมก็ชื่นชมการทำงานของพี่สมภพ และหาโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมและจนสุดท้ายผมก็เข้าไปเป็นอาสาสมัครให้ศูนย์ลูกหญิง ของพี่สมภพ ทำอยู่ 2 ปี จนหมดเงินที่ตัวเองสะสมไว้ตอนทำงานบริษัท ผมจึงออกมาทำงานที่ save children fund ซึ่งก็เป็น NGOs ด้านเด็กอีกองค์กรหนึ่ง

ระหว่างทำอย่างที่ save cdf นั้งเองที่ทำให้ผมได้ไปให้ความหวังแก่เด็กๆ เพราะผมได้ไปถามเขาว่า "หนูอยากเรียนไหม " เหตุเพราะว่าเห็นเค้าคลุกคลีเค้ามาตลอด เมื่อถามมากขึ้นเด็กๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า เราจะช่วยเขาได้ เราให้ความหวังเขา เพราะเด็กๆ ที่นี่เผชิญอะไรมากมายเหลือเกินกับชีวิตของเขา" นายกรรจร กล่าวและเล่าย้อนเริ่มต้นผันชีวิตมาสร้างบ้านนานาว่า

"มีวันหนึ่ง เด็กๆ ได้ตะโกนเรียกเรียกถามข้ามถนนว่า

"ครูเหงาครับ เมื่อไหร่โรงเรียนจะเปิด ... "

"ครูเหงาครับ เมื่อไหร่ผมจะได้เรียนครับ ... "

ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้ทำงานแล้ว ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เลยชวนพวกเด็กๆ ไปกินข้าวที่ห้องพัก เราหุงข้าวต้มมาม่า กินด้วยกัน พอกินเสร็จก็เลย ลองเอากระดาษ ดินสอ มาให้เขาหัดเขียน หัดวาดเล่น และ สิ่งที่เห็นก็คือเขาไม่มีทักษะขีดเขียนเลย มือเขาจะแข็งมาก หลังจากนั้นผมก็ให้เด็กๆ กลับบ้าน

บอกไล่เขาไปทั้งๆ ที่แววตาเขาเศร้ามากในขณะนั้น แต่พอนึกไปว่า เพราะผมเองไม่มีเงิน ผมต้องทำใจให้ได้ ผมปิดประตูเสร็จก็ออกไปทำธุระข้างนอก แต่พอกลับมาบ้านพวกเด็กๆ ก็ไม่ยอมกลับ

เมื่อเด็กไม่ยอมกลับ ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ระยะแรกๆ จึงไปฝากให้เรียน ที่ศูนย์ลูกหญิงก่อน ซึ่งเด็กๆ ต้องเดินทางจากบ้านพักผมไปโรงเรียนที่ศูนย์ลูกหญิงกว่า 3 กม. ชีวิตผมในขณะนั้น อยู่ด้วยกันอย่างนั้น มา 1 ปีกว่า ก็เริ่มเข้าสู่สภาพที่ลำบากมาก งานไม่ได้ทำ เงินไม่มี ข้าวไม่มี อดอยากกันมาก" นายกรรจรเล่าถึงสถาพเริ่มต้นอย่างแร้นแค้นด้วยเสียงสะอื้นและชี้แจงถึงที่มาของเด็กว่า

"เด็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม จากการข่มขู่ ขูดรีดของทหารประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่ย่ำแย่เอามากๆ จากอีกฝั่งหนึ่งเข้ามาเร่ร่อนหาเงิน หาอาหาร ส่วนเด็กๆ ในฝั่งไทยเองก็มี บางคนก็อพยพมาอยู่ที่นี่นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยพ่อแม่เขาเอง อีกอย่างความเป็นเครือญาติกัน หรือสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของเขามันไม่ได้แบ่งกันเลย มันเป็นพื้นที่เดียวกันสำหรับเขา เป็นอาณาจักรน่านเจ้า ที่เขาไปมาหาสู่กันกันตั้งแต่อดีตแล้วครับ

เด็กส่วนใหญ่เป็นอาข่า ซึ่งการช่วยเหลือจากหน่วยรัฐ หรือหน่วยงานอื่นๆ นั้น ค่อนข้างยาก เพราะทุกๆ คนที่นี่รู้ว่า เด็กกลุ่มนี้มาจากไหน พวกเขาเห็นเด็กๆ เหล่านี้มาตลอด นอนตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่ผมให้เด็กๆ พักอยู่ด้วย บ้านผมมันเหมือนกลุ่มทำงานใต้ดินเลยครับ หลบๆ ซ่อนๆ เปิดตัวไม่ได้ กลัวชาวบ้านที่นี่รับไม่ได้

ส่วนสาเหตุที่ผมเข้ามาให้ความช่วยเหลือพวกเด็ก บวกกับในสังคมที่นี่เอง ก็มีวัฒนธรรมการเหยียดชนกลุ่มน้อยอยู่พอสมควรเพราะคนพื้นเมืองเขามองชาวเขานั้นไม่มีชาติ ไม่มีศาสนาไม่มีพระมหากษัตริ์ เหมือนตนซึ่งเจริญแล้ว ต่างกับกลุ่มไทยใหญ่ ที่อย่างน้อยเขามีวัฒนธรรม มีชาติ มีความเป็นรัฐ แต่คนอาข่าไม่มีเลย แล้วยังมาขอทาน เร่ร่อน จึงมองเป็นเหมือนขยะของสังคม ที่น่ารังเกียจกันมาก คือเป็นทั้งชาวเขา เป็นทั้งพม่า เป็นทั้งเด็กเร่ร่อน ขอทานทั้งสิ้น"นายกรรจรอธิบายและเพิ่มอีกว่า

" ตอนแรกเป็นบ้านฉุกเฉินก่อน เพราะริเริ่มกันในช่วงเกิดสถานการณ์ ระหว่างไทย-พม่า ขัดแย้งกัน ซึ่งตอนนั้น ในตัวเมืองแม่สายเองทางทหารได้ประกาศเคอร์ฟิวให้ชาวบ้านอพยพออกไปนอกเมืองอย่างน้อย 10 กม. ซึ่งเหลือแต่ผมกับเด็กๆ ถึง 22 คน ที่มีเพียงมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ก็ขนย้ายอย่างทุลักทุเล มาได้ สัก 3 กม. เพราะเด็กๆ กลับไม่ได้แล้ว เด็กๆ ไม่มีที่ไปเลย

ต่อมาผมก็ไปรับเอาเด็กดมกาว เด็กขอทาน ซึ่งหลบอยู่ในที่ต่างๆ มาด้วย เมื่อย้ายมาอยู่ที่ใหม่ เป็นพื้นที่ในชุมชนก็ต้องมาเผชิญกับปัญหาขัดแย้งกับคนชุมชนอีก ขัดแย้งกันหนักมากและที่ใหม่นี้ลำบากกว่าเดิม ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ อาหารก็แพงมาก ในขณะที่เวลานั้น คนไทยเขาคิดกันว่า พม่าเป็นปรปักษ์กับคนไทย แล้วเราไปช่วยเด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากพม่า ยิ่งทำให้คนไทยในชุมชนไม่พอใจอย่างมาก บางรายแบกปืนมายิงข่มขู่ก็มี ซึ่งก็ได้แต่อดทน เพราะเด็กก็คือเด็ก เอะอ่ะเสียงดังบ้าง เนื่องจากพฤติกรรมก้าวร้าวของเขานั้น ล้วนมาจากชีวิตที่ต้องต่อสู้ ต้องเอาตัวรอด เด็กๆ จึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมามากในระยะแรกๆ แต่ก็พยายามอธิบายให้ชุมชนฟัง ซึ่งก็มีเข้าใจบ้าง

"สำหรับบ้านนานาเดิม ที่อยู่ในชุมชนนั้น ผมได้คิดเรื่องกิจกรรมด้านการศึกษาให้เด็กๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นการทำงานของคนคนเดียว กับเด็กถึง 40 คน ในขณะนั้น ซึ่งทำกิจกรรมเสริมได้น้อยมากครับ บอกตรงๆ ในบางวันเอาเด็กๆ ไม่อยู่เหมือนกันจึงทำให้ผมมีเวลาไปสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนได้น้อยมากครับ แม้ว่าจะไม่มีเวลาอย่างที่พูดก็ตาม แต่เด็กๆเมื่อได้มาอยู่ในชุมชนมีบ้าน มีเพื่อนๆ เขาเกิดการเรียนรู้ไปเอง เพราะเด็กเขามีแบบอย่างให้เรียนรู้ จากเพื่อนๆ และผมเองก็พยายามสอนเขาทีละนิดด้วย

อย่างเด็กกรณีเด็กเร่ร่อนนี่จะเปลี่ยนแปลงยากมาก เพราะเขาไม่ได้โตมากับครอบครัว ที่มีการอบรม แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง คือเป็นเด็กที่พ่อแม่ยากจน หรือ ครอบครัวแตกแยกกลุ่มนี้พอได้รับการศึกษามาบ้าง การกิน การใช้ช้อน หรือการพูดจาไพเราะกว่า การช่วยเหลือกันทำงานบ้าน เด็กกลุ่มนี้ก็จะทำเป็นกว่า เพราะพ่อแม่สอนเขาทำให้เด็กๆ กลุ่มนี้แหละ เป็นแบบอย่างของเด็กเร่ร่อน และอีกอย่างเมื่อเด็กๆ อยู่ร่วมกันมากๆ ก็ทำให้เขาเกิดความละอาย ที่เห็นเพื่อนๆ ทำงาน เขาจึงเริ่มเข้ามาช่วยมากขึ้น ดังนั้น การแยกเด็กๆ เป็นกลุ่มเร่ร่อน ขอทาน อะไรอย่างนี้ออกจากกันจะไม่ดี ต้องให้เขามาอยู่ร่วมกัน แล้วให้เขาเรียนรู้ร่วมกัน จะดีมากครับ" นายกรรจรเล่าและบอกถึงที่มาการรับเด็กๆ ด้วยโอกาสเหล่านี้ว่า

" ไม่ต้องไปรับเลยครับ อย่างเด็กเร่ร่อน ขอแค่รู้เขามาหาเราเอง ไม่เหมือนกับเด็กกลุ่มอื่นๆ ซึ่งผมตามไปพบ เป็นเด็กกลุ่มที่รับมาตอนหลัง อาทิ เด็กๆ กลุ่มที่คอยเก็บของขายหรือคุ้ยหาอาหารตามกองขยะ หรือเด็กๆ จากครอบครัวยากจน ที่พ่อแม่เฝ้าตามสวนลิ้นจี่ ชาวบ้าน ซึ่งรวมๆ แล้วมีประมาณ 5 กลุ่ม คือกลุ่มกองขยะ กลุ่มเร่ร่อน กลุ่มเด็กยากจนเฝ้าสวนนอนอยู่ตามเชิงเขา กลุ่มขอทาน และกลุ่มกำพร้า" ...

"ความฝันของเด็กๆ เหล่านี้หรอครับ เด็กเหล่านี้มองประเทศไทยเป็นดินแดนสวรรค์ของเขาเลยครับ ประเทศนี้มีความเจริญ มีความงดงาม มีอาหาร มีกฎหมาย ผู้คนใจดี และน่าอยู่มากในสายตาของเขาครับ อย่างกรณีเด็กๆ ไทยใหญ่บางส่วนก็มีที่อยากกลับไปอยู่บ้าน เพราะเขาเคยมีประเทศ คือรัฐฉาน แต่เด็กๆ อ่าข่า นั้นไม่มีพื้นที่ ไม่มีดินแดน ไม่มีศาสนา อยู่พม่าก็ไม่ได้ อยู่ไทยไม่ได้ เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีที่ไป เลยครับ" นายกรรจรอธิบายและเสนอระบบการศึกษาและการพัฒนาของเด็กๆ กลุ่มนี้ว่า

"ตอนนี้บ้านนานา มี เด็กๆ ในการดูแลประมาณ 60 คน เรามีกิจกรรมหลักๆ แบ่งเป็น 5 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรมฟื้นฟู สำหรับเด็กๆกลุ่มเสี่ยงถูกค้าประเวณี ล่อลวง หรือเด็กกลุ่มไร้ญาติจริงๆ มาสู่ 2.กิจกรรมขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเราจัดให้ทั้ง 3 ระบบคือการเรียนในโรงเรียนทั่วๆ ไป เรียน กศน.และเราจัดการเรียนการสอนเองสำหรับเด็กโต ที่เข้าเรียนที่อื่นๆ ไม่ได้เด็กๆที่เข้าไปเรียนในระบบได้เพราะกฎหมายเราบังคับเปิดอยู่แล้ว แต่ถ้าปัญหาจะมีก็มาจากสังคมผู้ปกครองของเราเอง ที่ยอมรับไม่ได้หากจะให้ลูกๆ ของตนไปคลุกคลีกับเด็กๆ กลุ่มนี้ หรือบางคนมองว่าเด็กๆ เหล่านี้ เข้ามาแย่งทรัพยากรของเขา เขาจึงไม่พอใจ และเนื่องจากเด็กๆ กลุ่มนี้ไม่มีอะไรเลย ทำให้ครูเองก็อดใจไม่ได้ ก็หาอุปกรณ์การศึกษามาให้ ยิ่งทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจมาก ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่า ตรงนี้เป็นปัญหามาก และยอมรับว่าเด็กๆ ไทยควรได้รับการบริการการศึกษาอย่างเต็มที่ แต่เด็กๆ เหล่าก็น่าจะได้รับบ้าง เพื่อให้เขามีพัฒนาการ หรือจะหาสถานที่ใหม่สำหรับพวกเขาก็ได้ เพื่อจะลดการเบียดเบียนอย่างที่ผู้ปกครองกังวลใจ

จากปัญหาดังกล่าวนี้เองที่ผมได้มาร่วมกันสร้างศูนย์การเรียนใหม่ ที่เห็นอยู่นี้เพื่อไม่ให้กระทบกับชุมชนและทรัพยากรของเด็กๆ ไทยกิจกรรมต่อมา กิจกรรมที่ 3. นอกจากการศึกษาก็คือการสกัดกั้น เด็กที่จะทะลักเข้ามาในฝั่งไทยโดยให้เด็กๆได้มีโอกาสได้เรียนกันที่นู้นเลย เราไปสร้างฐานชุมชนที่นั่น คนที่ทำงานให้ก็คือเด็กๆ ที่โตจากที่นี่นั่นเองเราให้เขาไปทำงานสร้างกระบวนการเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนที่นั่น เราพยายาม อธิบายปัญหาการเข้ามาเร่ร่อนว่าลำบาก อันตราย อย่างไรบ้างในฝั่งไทย โดยเฉพาะการล่วงเกินทางเพศ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ก็สามารถสกัดกั้นได้ระดับหนึ่ง เราจึงพยายามหาทุน หาอาสาสมัคร ซึ่งก็เป็นเด็กจากบ้านนานา ให้เขาไปทำงานกับชุมชนของเขากับ เด็กๆ ที่นั่นให้มีสถานที่มีเงินเดือนบ้างเล็กน้อย เพื่อให้เด็กมีกิจกรรม มีพัฒนาการ นะครับ" นายกรรจรว่า ก่อนจะสรุปอ้อนวอนถึงสังคมไทย ขอให้เข้าใจว่าเด็กๆ คือเสียงหัวเราะที่เปี่ยมหวังของโลกสีสวยนี้ว่า

"ผมคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศอิสระเสรี น่าอยู่ ไม่มีประเทศไหนในแถบเอเชียที่น่าอยู่เท่า ทำให้ทุกคนก็หวังจะพึ่งไทย ซึ่งแนวทางของภาครัฐ ก็พยายมจะผลักดันออกไป แต่มนุษย์นั้นมีความอยากที่จะมีชีวิตอยู่ มีความอยากที่จะพัฒนาตนเอง ผมจึงหวังว่า เราคนไทยจะให้โอกาสเขาบ้าง เพราะว่าเขาคือมนุษย์ มนุษย์ระดับรากหญ้าเท่านั้น คนเหล่านี้พร้อมจะทำงานทุกอย่างที่คนไทยไม่อยากทำหรือ ไม่ต้องการทำ คนเหล่านี้เขาพร้อมที่จะทำเสมอ เขามีคุณค่าครับ เพียงแต่เราให้โอกาสเขาได้มีการพัฒนาบ้างมนุษย์ด้วยกันเอื้ออาทรกันบ้างเถอะครับ" นายกรรจรกล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน