"ท่าเรือ"หมู่บ้านนอกแผนที่

เดือนมีนาคม 2505 หลัง การปฏิวัติโดยนายพลเนวิน ที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากประชาธิปไตยเพียงไม่กี่ปีหลังจากได้เอกราช มาสู่ระบอบสังคมนิยม ทำให้รัฐเล็กๆ ที่ต้องการอิสระในการปกครองพยายามปฏิวัติอีกครั้ง จนถูกรัฐบาลทหารพม่าปราบปรามอย่างหนัก ทำให้บรรดาชาวมอญ กะเหรี่ยงและไทยใหญ่ ต่างอพยพเข้ามาอาศัยเขตแดนไทย และบางกลุ่มก็เข้ามาทำกิน รับจ้างในประเทศไทย 9 มีนาคม 2519 กระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านี้มีสถานะคือ"ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า" และผู้ที่เข้ามาหลังจากนี้เป็นผู้อพยพเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการประกาศ โดยไม่มีการสำรวจให้เรียบร้อยครอบคลุมทุกๆ พื้นที่ จึงปรากฎว่า มีคนไทย เกิดและดำเนินชีวิตอยู่มาก่อนมานานตกสำรวจอีกมากมาย

ขณะที่ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย ได้อาศัย อยู่กระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ที่ติดเขตชายแดนไทย-พม่า ซึ่งเฉพาะแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันก็ ประมาณ 5,180 คน เข้ามาทำอาชีพรับจ้างต่างๆ จนมติมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 ได้กำหนดสถานะให้ผู้ที่เข้าเมืองโดยมิชอบ ด้วยกฎหมาย(ไม่ได้เกิดในไทย) ได้เป็นผู้เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วย กฎหมาย(ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวอาทิ บัตรสีฟ้า สีเขียวขอบแดง เป็นต้น ) และบุตรที่เกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2515 - 25 กุมภาพันธ์ 2535 ให้ได้รับสัญชาติไทยกรณีบ้านท่าเรือ หมู่ 8 ต.สบเมย อ.สบเมย แม่ฮ่องสอน คืออีกอีกวิบากกรรมหนึ่งของชีวิตมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่ง ดำรงชีวิตมาหลายสิบปี โดยปราศจากรัฐ ไร้สถานะความเป็นตัวตนหรือพลเมืองที่มีกฎหมายคุ้มครองจากรัฐ แม้ว่ากฎหมายของรัฐแห่งนั้นจะให้โอกาสมากมาย เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถขอสถานะได้ก็ตาม แต่ถ้าหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องสำรวจ ตรวจสอบและอนุญาตอนุมัติกลับไม่ดำเนินการแล้ว หลักฐาน ข้อมูลก็ย่อมไม่มี สถานะบุคคลก็ไม่เกิด จนถึงลูกหลาน แม้จะมีสิทธิได้ตามหลักดินแดน แต่ก็ไม่ได้จะขอสถานะได้ กลายเป็นคนเถื่อนตลอดสายเลือดตั้งแต่พ่อแม่ถึงลูก

นายสันติพงษ์ ฟองมูล ผู้ประสานงานศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาบ้านท่าเรือว่า

"ประเด็นบ้านท่าเรือจริงๆ แล้วประเด็นปัญหาหลักคือชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตกสำรวจ หมู่บ้านที่นี่เกิดมาตั้งแต่ ปี 2504 เกิดจากการสัมปทานเหมืองแร่ ซึ่งในสมัยนั้นมีการสัมปทานทำเหมืองแร่ ทำให้ที่นี่ค่อนข้างคึกคักมีคนหลั่งไหลมาอาศัยอยู่มาก ซึ่งมีทั้งคนไทย คนพม่า อยู่อาศัยปะปนกัน เต็มไปหมดนับหมื่นคน แต่พอเหมืองปิดไป คนไทยที่มีบ้านก็กลับบ้าน คนพม่าบางส่วนก็กลับบ้าน แต่จะมีส่วนหนึ่งที่ตกค้างเพราะ อยากอยู่รับจ้างต่อ หรือแต่งงานกับคนไทย บางส่วนก็อยู่มานานจนมีลูกหลานผูกพันที่นี่ไปแล้ว ไม่อยากกลับแล้ว ตั้งแต่ปี 2504 ถึง 2524 เกือบ 20 ปี แล้ว ก็กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ไม่เป็นหมู่บ้านเท่าไหร่นัก " นายสันติพงษ์เกริ่นย้อนหลังก่อนที่จะชี้ว่า ปัญหาหมู่บ้านท่าเรือทั้งหมู่บ้านไร้สัญชาตินั้นเพราะตกสำรวจและความอคติไม่ยอมทำงานของหน่วยงานปกครอง

"กรณีตกสำรวจสาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า ทัศนะของเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างด้าว ผิดกฎหมาย จึงไม่ให้ความสำคัญ และไม่ยอมทำงาน ทั้งๆ ที่มีนโยบายการออกสำรวจไปแล้ว 4-5 ครั้ง แต่ชาวบ้านก็ตกสำรวจมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ แม้แต่บัตรเขียวขอบแดงที่สำรวจไปเมื่อปี 2542 ชาวบ้านท่าเรือก็ยังไม่ได้รับเลย เมื่อไปสอบถามที่อำเภอก็แจ้งมาว่า หลักฐานของชาวบ้านหาย พอเดินทางไปสอบถามกับท่าน ผอ.ไกรสาศ ที่กรมการปกครอง ท่านก็แจ้งมาว่า ที่นี่มีรายชื่อชาวบ้านครบอยู่ แต่หลักฐานการออกบัตรนั้นอยู่ที่อำเภอ ตรงนี้คือการทำงานที่กระทบกับคน 18 ครอบครัว 75 คน 80 % เป็นเด็กนะครับ เด็กเหล่านี้เกิดในไทย แต่กลับไม่มีสถานะ ซึ่งทำให้เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญชะตากรรมที่ลำบากมาก ถ้ามองพ่อแม่เขาชาวต่างด้าว พ่อแม่เขารับสภาพได้ แต่เด็กที่เกิดใหม่ในไทยซิ เขารู้สึกผูกพันกับแผ่นนี้นะครับ เขาไม่เข้าใจ จะกลับพม่าก็ไม่ใช่ราษฎรของพม่า พม่าไม่รับ ซึ่งบางคนอายุ 30 ปี แล้ว ถามว่าจะให้เขากลับยังไง" นายสันติพงษ์อธิบายและเพิ่มอีกว่า

"ปัญหาเริ่มหนักเมื่อปี 2540 ชาวบ้านท่าเรือเริ่มถูกจับ ระยะแรกๆ ก่อนปี 2540 ก็มีการจับบ้างทีละคน หรือ 2 คน ซึ่งก็ไม่เท่าไหร่ ยังไม่เป็นปัญหามากนัก แต่พอมาปี 2540 จับทีเดียว 10 กว่าคน ครั้งเดียว เนื่องจากโดนเพ่งเล็งเรื่องยาเสพติด ซึ่งในสมัยนั้น ชาวบ้านกระจัดกระจายกันตั้งบ้านเรือนอยู่พอควร จึงเป็นทั้งทำเลที่เหมาะเพราะปลอดเจ้าหน้าที่รัฐในการขนส่งลำเลียงยาเสพติดและการเสพยาเสพติด แต่ครั้งนั้นเอง มีการจับทั้งเด็กและผู้หญิงที่มีลูกยังเล็กๆ ก็โดนจับ ผมจึงลงพื้นที่ทำงาน รบวรวมหมู่บ้านให้มาอยู่ร่วมกัน พัฒนา แล้วเสนอข้อมูลให้ทางอำเภอทราบ จนทางอำเภอลงพื้นที่สำรวจ และต่อมามีน้องนักศึกษาจากมาหาวิทยาลัยรามคำแหงมาออกค่ายอาสาฯ คือชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ประมาณ ปี 2543 ทำให้ประเด็นปัญหาเริ่มเปิดตัวชัดมากขึ้น มีคนสนใจมากขึ้น และก่อนหน้านี้มีบัณฑิตอาสาโครงการมิยาซาวา ลงสำรวจเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อแจกบัตรสีฟ้าด้วย แต่ก็ไม่ได้แจกอะไรให้ชาวบ้าน พอไปถามทางอำเภอ ก็แจ้งมาว่า ทางกรมปกครองให้สั่งระงับไว้ก่อน เพราะมีการทุจริตการแจกบัตรสีฟ้ากันมาก แต่นั่นมันเป็นเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ที่นี่ ถึงอย่างไรก็ยังมีคำสั่งเปิดช่องทางไว้อยู่ว่าให้ทางอำเภอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาเป็นรายๆ บุคคลไป แต่อำเภอสบเมยก็ไม่ยอมทำการใดๆ จนวันนี้ปลัดอำเภอก็ย้ายๆ ออกไปไม่รู้กี่คนแล้ว " นายสันติพงษ์กล่าวพร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาว่า

"แนวทางหรืองานที่ผมตั้งใจไว้คืออยากจะเปิดหมู่บ้านท่าเรือแล้วเชิญ ผอ.ไกรลาศ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งทางท่านเองก็แจ้งมาว่าภายใน 2 เดือนนี้ จะมาลงพื้นที่เอง และจนถึงวันนี้ทางอำเภอก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นตัวแก้ปัญหาใดๆ เจ้าหน้าที่อำเภอที่นี่มีทัศนะที่แย่มากต่อชาวบ้าน ทั้งๆ ที่ ตัวนโยบายจากเบื้องบน ตัวกฎหมาย ระเบียบการต่างๆ นั้นพร้อมที่จะแก้ปัญหาและเอื้ออำนวยอยู่มาก แต่กลไกรัฐระดับท้องที่เองเท่านั้น ที่ไม่ยอมทำงาน ไม่ยอมสำรวจแล้วดำเนินการ มีคำสั่ง มีนโยบายลงมาตั้งหลายครั้ง และถึงวันนี้ชาวบ้านควรจะมีบัตรคนต่างด้าวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวขอบฟ้า บัตรสีฟ้า สำหรับผู้ที่เข้าเมืองก่อนปีนั้นๆ หรือเป็นคนไทยแล้ว สำหรับเด็กๆ ที่เกิดในประเทศไทยตามหลักดินแดนเป็นต้น แต่ก็ไม่มีอะไรเลย

จากวันนั้นถึงวันนี้นะครับ สภาพชาวบ้านในช่วงแรกที่ผมเข้าไปนั้นแย่มาก ลำบากไปไหนไม่ได้ มาหาหมอไม่ได้ แต่พอเราพยายามยื่นเรื่องกับทางอำเภอทำให้วันนี้ยังมีการผ่อนปรนบ้าง พาลูกๆมาโรงเรียนได้บ้าง ติดต่อราชการได้ ไปหาหมอได้บ้าง แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่เด็กๆ พอพามาโรงเรียนก็ไม่มีหลักฐานให้เข้าเรียน เด็กบางคนก็ได้แต่นั่งเรียนไปก่อนให้วุฒิไม่ได้ และใน 75 คน ที่ไม่มีสัญชาตินั้นเป็นเด็กถึง 50 กว่าคน ถามว่าคนเหล่านี้เขาจะอยู่ยังไง เด็กพยายามที่จะออกไปรับจ้างทำงานแต่ก็ทำไม่ได้ เด็กบางคนเรียนจนจบ มัธยม 6 แต่ก็ไม่มีได้วุฒิเพราะเขาไม่มีหลักฐานการสมัครแต่แรก ซึ่งจะเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ อะไร

ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนตอนนี้คือ เร่งออกบัตรสีฟ้า ย้อนหลังอย่างเร่งด่วนก่อนเลย เพื่อให้เด็กซึ่งเป็นบุตรสามารถขอสัญชาติไทยได้ แล้วหลังจากนั้นค่อยพิจารณาให้สถานะบุคคลเป็นรายๆ ไป ส่วนทางด้านนโยบายกรมปกครองผมอยากให้ออกหนังสือมาลบล้างคำสั่งเดิมที่สั่งระงับไว้ เพราะหนังสือฉบับนั้น มันตีขลุมรวมไปหมดเลย ทำให้ที่ไหนก็ออกสถานะบุคคลต่างด้าวไม่ได้ มันติดคำสั่งนี้ฉบับเดียวที่ทำให้อำเภออ้างได้ จากนั้น ก็มีคำสั่งไปยังอำเภอ นั้นๆ ไป ว่าอำเภอไหนมีปัญหาก็ว่าเฉพาะอำเภอนั้นไป ครับ

ส่วนในบทบาทองค์กรของผมเองก็พยายาม จะลงไปเตรียมพร้อมและช่วยทำความเข้าใจ ให้กับชาวบ้าน และประสานกับราชการ ให้สามารถเข้าใจกันและแก้ปัญหาเรื่องสถานะนี้ได้สำเร็จ คิดว่าอีกไม่เกิน 6 เดือน น่าจะได้แนวทางการแก้ปัญหานี้อย่างชัดเจนครับ" นายสันติพงษ์กล่าวสรุป

ดร.พันธ์ทิพย์ สายสุนทร ผู้เชียวชาญด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองถึงปัญหานี้ว่า "อย่างแรกที่มันเป็นปัญหาสะสมมาตลอดคือ อำเภอไม่ทำอะไรเลย และตัวชาวบ้านเองก็ไม่รู้อะไรอีก อีกทั้งยังไม่มีเอ็นจีโอ ลงพื้นที่ทำงานหมู่บ้านนี้ด้วย

ซึ่งแต่เดิมนั้น ชาวบ้านที่นี่เป็นกะเหรี่ยงและน่าจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวถูกต้องตามกฎหมาย ที่มีสิทธิอาศัยอยู่ถาวร แต่จะไม่มีสัญชาติไทยเหมือนชาวเขาที่อยู่มาแต่ดั้งเดิมในไทย แต่ชาวบ้านที่นี่ เป็นชาวกะเหรี่ยงไร้สัญชาติในพม่า ซึ่งภาษาพื้นที่สูง เขาเรียก กลุ่ม 2 ค่ะ เขาเข้ามารับจ้างทำเหมืองแร่ตั้งแต่ ปี 2506 ซึ่งในสมัยนั้นคิดว่า เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สัญชาติไทยคืออะไร และในช่วงแรกๆ ก็คงเป็นเรื่องของยุคคนที่เป็นพ่อแม่ เพราะตอนที่เข้ามาก็เหมือนคนตามแนวชายแดนอื่นๆ ไม่ได้สนใจอะไรมาก ไม่รู้จักเส้นเขตแดนมาทำงานแล้วก็คิดกลับบ้านในพม่า แต่ต่อมา มีการรบในพม่าเกิดขึ้น ก็กลับไม่ได้ บางส่วนก็ไม่คิดจะกลับเลย

แต่พอมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เขาก็เริ่มรู้เรื่องตัวเองมากขึ้น และเริ่มถูกละเมิดโดยอารยธรรมเมือง ถูกเอาไปขายแรงงาน ติดเอดส์ หรืออยากมีวัตถุเหมือนคนเมืองขึ้นและไม่พอใจที่เป็นกะเหรี่ยง อีกอย่างหนึ่งรุ่นลูกที่เกิดในไทยกฎหมายก็ให้สิทธิไว้อยู่ด้วย" ดร.พันธ์ทิพย์กล่าวและอธิบายเพิ่มอีกว่า

"วันนี้ คงไม่โทษ ว่าต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะตนได้ศึกษามาตลอดว่า องค์กรนี้ ในทุกกรณี เขาเข้าใจประชาชน ซึ่งปัญหานี้เราจะมองแค่ตัวเลขาธิการไม่ได้ ทุกมติ ครม.ที่ให้สัญชาติเป็นผลงานของ สมช. ในขณะที่เอ็นจีโอไม่เคยเกี่ยวข้องเลย ยกเว้น มติ ครม. 2542 เป็นต้นมา ซึ่งที่ทำได้ ก็เพราะ สมช. สนับสนุน

และอีกอย่าง ก็ไม่รู้ทำไมนายอำเภอสบเมย กลับไม่ยอมไปร่วมงานเวทีที่จัดแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหานี้กัน ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยพายัพ ทำให้อดคิดไปว่ากรมการปกครองในยุคนี้ ไม่มีแนวคิดมนุษยนิยมเท่าไหร่" ดร.พันธ์ทิพย์กล่าวก่อนสรุปสั้นๆถึงการทำงานทางนโยบายของรัฐบาล ว่า

"หากต้องมองเปรียบเทียบ 2 รัฐบาลที่ผ่านมา ในเรื่องนโยบายการให้สัญชาติคนไทยที่ตกสำรวจนั้น คิดว่าคุณชวน หลีกภัย สนใจและตามงานมากกว่า เพราะการแก้ไขปัญหาชาวเขาไร้สัญชาติสามารถทำได้เรื่อยๆ ถึงมีปัญหา แต่ก็ขยับได้บ้าง แต่ยุคนี้นะ ไม่ขยับเลย แถมกรณีแม่อาย เชียงใหม่ ที่เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งเป็นชาวไทยภูเขา ถูกจับค้นที่สนามบิน และที่บ้าน ทำให้คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มองเห็นชัดว่า รัฐบาลทักษิณไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ ต้องเริ่มที่ (๑) ให้ความรู้แก่เจ้าของปัญหาในการแก้ปัญหาของตน ซึ่งยากมาก (๒) กระตุ้นเอ็นจีโอให้ลงไปทำงานที่พื้นที่ มิใช่นั่งพูดในห้องแอร์อย่างเดียว (๓) ติดตามการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบายของภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะอย่างกรณีชาวบ้านท่าเรือนั้น เป็นชาวเขาที่มาจากพม่า แต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว ภาษากฎหมาย เรียกว่า กลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ซึ่งเรื่องชาวเขาในประเทศไทยที่กลมกลืนกับสังคมไทย กฎหมายเปิดโอกาสให้มีสัญชาติไทย นโยบายก็ชัด แต่ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องไม่เอาจริงกับเรื่องนี้เอง อีกอย่างบทบาทเอ็นจีโอ ก็ต้องช่วยหนุนเสริม ในการร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหา เช่น (๑) เข้าใจปัญหาอย่างที่มันเป็น มิใช่อย่างที่อยากให้มันเป็น (๒) แก้ไขอย่างจริงจังและด้วยวิธีการที่จีรังยั่งยืน มิใช่แก้แบบผูกปัญหาไปเรื่อยๆ จนปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และ(๓) ลงไปแก้ด้วยมือ มิใช่ด้วยปากในที่ประชุม สุดท้ายทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมมือกันค่ะ" ดร.พันธ์ทิพย์กล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน