ยางพาราเอื้ออาทร : ขบวนการทำลายป่าถาวรของรัฐ

ท่ามกลางเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวในปัจจุบัน ราคาพืชผลของเกษตรกรหลายชนิดมีราคา โดยเฉพาะราคายางพารานั้นสูงมากหากเปรียบเทียบในรอบหลายๆ ปี ทำให้รัฐยิ่งออกนโยบายส่งเสริมและมุ่งเน้นเข้ามาร่วมวางแผน การจัดการ การตลาดและในกระบวนการการผลิตอื่นๆ อย่างสำคัญ ซึ่งทั้งหมด ล้วนแต่เป็นรูปแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งสิ้น โดยปิดโอกาสการพยายามนำเสนอทางเลือกการปลูกพืชเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆ ที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับระบบนิเวศหรือก่อผลกระทบน้อยกว่า อย่างเช่น กรณีการปลูกยางพาราในเขตภาคใต้ ซึ่งตลอดเวลาหลายทศวรรษที่รัฐได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมนั้น ได้ก่อให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่ามหาศาล การใช้สารเคมีอย่างหนัก และยังต้องพึ่งพิงนโยบายด้านราคาจากภาครัฐบาลตลอดเวลา และในท่ามกลางราคายางพาราถีบตัวสูงขึ้นจนเกษตรกรสวนยางพาราภาคใต้ ต่างชื่นมื่นอยู่ รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชิณวัตร นากยกรัฐมนตรี ก็ได้ออกนโยบายยางพาราเอื้ออาทรขึ้นมาอีก เพื่อเร่งให้มีการพลิกเปลี่ยนสวนยางพาราเพื่อปลูกยางพันธุ์ใหม่ โดยรับซื้อและรับจำนำไม้ยางจากเกษตรกรในราคาไร่ละ 30,000 บาท ซึ่งนโยบายนี้ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา


กำราบ พานทอง


นายกำราบ พานทอง ที่ปรึกษาโครงการวิจัยผลกระทบจากพืชเชิงเดี่ยว (กรณีสวนยาง ) วิจารณ์นโยบายยางพาราเอื้ออาทรพร้อมยื่นข้อเสนอ ว่า "ผมมีข้อคิดเห็นสั้นๆ กับนโยบายนี้ อยู่ 3 ประเด็น คือ

1) การให้เกษตรกรเปลี่ยน หรือ ปลูกยางพาราทดแทนต้นเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า กำลังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ส่งผลต่อ อย่างแรกนะครับ ทำลายพันธุกรรมพืชต่างๆ ในเขตป่า ส่งผลถึงการทำลายระบบนิเวศในเขตป่านั้นด้วย อันที่สอง การปลูกไม้ยางพาราที่รัฐส่งเสริมนั้น เกษตรกรมักใช้สารเคมีสูงมาก โดยเฉพาะในเขตภาคใต้นั้นสูงที่สุด ซึ่งอันตรายทั้งต่อพืช สัตว์ และสุขภาพของเกษตรกร อันที่สาม ในกรณีสวนยางในเขตป่าต้นน้ำ เขตลำคลอง ลำธาร ทำให้เกิดการปนเปื้อนสารเคมีสูงมาก ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการวิจัยรวบรวมปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่สวนยางและสวนผลไม้ ในพื้นที่ภาคใต้ อันที่สี่ ก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่านับล้านไร่ และนอกจากนี้ นโยบายนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันพื้นที่ป่ามีเหลือน้อยมากและขยายไม่ได้แล้ว

2) ทำไมต้องออกนโยบายเร่งให้เกษตรกรตัดไม้ยางพาราออกจากพื้นที่สวน หรือพื้นที่ป่า ซึ่งในข้อเท็จจริงก็คือ เกษตรกรอาจจะคิดรูปแบบการจัดการสวนยางของตนไปในรูปแบบอื่นๆ ที่ดีกว่าก็ได้ อย่างน้อยเกษตรกรมีเวลาคิดมากขึ้นว่าจะจัดการสวนยางตนเองอย่างไร โดยเฉพาะพืชร่วมสวนยาง แต่การสนับสนุนให้เปลี่ยนและปลูกยางพันธุ์ใหม่ คือการขยายการทำลายพื้นที่ป่าที่รวดเร็วที่สุด ในขณะที่สถานการณ์การปลูกยางพารากำลังเพิ่มสูงขึ้นมากในแถบอินโดจีน ซึ่งรัฐจะรับประกันราคาได้แน่หรือ โดยเฉพาะหากพ้นรัฐบาลนี้ไป ใครจะรับประกันการผันผวนของราคายางพารา ทั้งๆ ที่เกษตรกรสวนยางใช้เวลาถึง 7 ปี ครึ่งสำหรับการรอผลผลิต ซึ่งนับว่านานมาก

3) เกษตรกรสวนยางพาราในประเทศไทย 85% เป็นเกษตรกรสวนยางขนาดเล็ก การที่รัฐให้กู้เงินทุนกรณีแปลงสินทรัพย์และรับซื้อไม้ยางอาจจะทำให้ที่ดินหลุดมือเกษตรกรไปได้ และนั่นคือการเปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุนที่ดินขนาดใหญ่เข้ามาช้อนซื้อที่ดินเกษตรกรหรือไม่

ข้อเสนอของผมตอนนี้ ในกรณีสวนยางในพื้นที่ป่าต้นน้ำ หรือพื้นที่ในเขตป่า รัฐไม่ควรสนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสานซึ่งสามารถทำได้ เพราะเกษตรกรทำได้ผลมาแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ลาดชัน ซึ่งเป็นลักษณะภูมิประเทศภาคใต้ส่วนใหญ่ การส่งเสริมให้ตัดไม้ยางปลูกใหม่ อาจจะทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินสูง เนื่องจากน้ำไหลเร็ว แรงและอาจจะมีปัญหาน้ำท่วมฉับพลันได้ในเขตตอนล่าง ปัญหานี้รัฐต้องสนับสนุนการปลูกพืชรากลึก หรือพืชทรงพุ่ม ซึ่งต้องเป็นเศรษฐกิจที่รัฐส่งเสริมได้ ประเด็นต่อมา รัฐไม่ควรจะเร่งออกนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรมากเกินไป ซึ่งทำลายระบบการเรียนรู้ การหาทางเลือกที่จำเพาะและสอดคล้องกับเกษตรกร ว่าจัดการพื้นที่สวนตนเองอย่างไร วางแผนเช่นไร กระบวนเหล่านี้สำคัญ และรัฐน่าจะสนใจหาแนวทางคอยสนับสนุนช่วยเหลือ

อีกประเด็นหนึ่ง จากการทำการวิจัยศึกษาผลกระทบของชาวบ้านที่กำลังดำเนินการอยู่นี้นั่น พบว่ามีผลกระทบจากกรณีสวนมาก ดังนั้นรัฐจึงน่าจะเข้ามาศึกษาบทเรียนจากเกษตรกรสวนยางว่ามีผลกระทบอย่างไร และมีองค์ความรู้อะไรเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของเกษตรกรสวนยาง ข้อสำคัญคือ การปลูกยางพาราที่รัฐควรเน้น ให้มากในการปลูกในเมืองไทยนั้น ควรเป็นพันธุ์ยางพาราที่เข้ากันได้กับพืชพื้นเมืองและพืชอื่นๆ ซึ่งต่างจากที่เห็นในปัจจุบันเป็นพันธุ์ยางพาราที่ต้องปลูกเดี่ยวๆ

ในขณะเดียวกันชาวสวนยางขนาดเล็กต้องพัฒนารูปแบบการพึ่งตนเองในหลายๆ ทิศทางด้วย อาทิ การปลูกพืชชนิดอื่นๆ ผสมผสนกันในสวนยางเช่น สมุนไพร ไม้ใช้สอย พืชผัก พื้นบ้าน เป็นต้น เนื่องจากพื้นที่สวนยางในปัจจุบันนั้น ไม่สามารถจะขยายให้เพียงพอกับความต้องการได้อีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ ชุมชนต้องคิดหาวิธีการพึ่งพาตนเองให้ได้ สร้างความเข้มแข็งในชุมชนในการผลิต การแปรรูปทั้งจาก ยางพารา จากพืชชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างมูลค่าผลผลิตที่เกี่ยวกับสวนยาง มีองค์กรชุมชน องค์กรกลุ่มที่จัดการเข้มแข็ง และรัฐเองก็ต้องมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนจากหลายๆ ด้าน อย่างเพียงพอเพื่อให้ชาวสวนพึ่งตนเองได้ ที่สำคัญ รัฐต้องเตรียมการขยายระบบตลาด เพื่อให้ชุมชนอยู่ได้จริง มีระบบการผลิต การแปรรูป การจัดการและการจำหน่าย เพราะอย่าลืมว่า เกษตรกรสวนยางขนาดเล็กนั้นมีมากถึง 85%

ประเด็นสุดท้าย รัฐควรจะแก้ไขกฎหมายกองทุนสงเคราะห์สวนยาง เพราะกองทุนเหล่านี้เข้าไปให้ทุนคล้ายๆ กับให้เงินทดแทนเกษตรกรที่ปลูกยางใหม่ ซึ่งเป็นยางพันธุ์ แล้วปลูกแบบเชิงเดี่ยว และสงเคราะห์ถึง 7 ปีครึ่งจนกว่าสวนยางจะได้ผล ดังนั้นรัฐควรจะแก้ไขกฎหมายนี้และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการปลูกยางเชิงเดี่ยว เพื่อขยายการสนับสนุนทุนไปถึงเกษตรกรที่ปลูกยางแบบผสมผสานด้วย โดยรัฐใช้เงินกองทุนเดียวกันนั้น และสงเคราะห์ 7 ปีครึ่งเช่นเดียวกัน เพื่อเกษตรกรกลุ่มปลูกพืชผสมผสาน สามารถพึ่งตนเองได้และได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน
" นายกำราบกล่าว


จับ เย็นทั่ว
นายจับ เย็นทั่ว ประธานกลุ่มรักเทือกเขาบรรทัด อายุ 58 ปี บ้านบางเหรียง ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม พัทลุง ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ผ่านบทเรียนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นยางพารามานาน จนค้นพบวิธีการปลูกยางพาราแบบผสมผสาน เพื่อลดผลกระทบจากการใช้สารเคมี ได้ย้อนประสบการณ์ตนเองว่า

"แต่ก่อนนี้เรานั้นเน้นแต่เกษตรเชิงเดี่ยวคือปลูกเฉพาะยางอย่างเดียว โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ คือปลูกยางสงเคราะห์ ซึ่งทำมาเกือบ 20 กว่าปี ทำให้มองเห็นว่ารูปแบบเช่นนั้นมีผลกระทบสูงมาก โดยเฉพาะการทำสวนยาง ที่มุ่งเน้นการส่งออกตามนโยบายรัฐ ทำให้กลุ่มทำสวนยางอย่างที่บ้านผมเองนั้น เห็นได้ชัด ว่า มันมีผลกระทบมาก เกี่ยวกับการใช้เคมี การใช้ปุ๋ย ทำให้แมลงหรือแม้แต่พันธุกรรมพืชเล็กๆ สูญเสียหมด

ทำให้ผมมองเห็นว่า สภาพการณ์แบบนี้ก่อผลกระทบต่อนิเวศมาก เลยคิดกับตัวเอง เราน่าจะเว้นไม้ยางให้รก คือพวกไม้ในร่องสวนยางไว้ให้สมบูรณ์ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของหน้าดิน คือลองดูว่ามันต่างกันมากน้อยแค่ไหนเพื่อเปรียบเทียบดู กับสวนยางที่ถางเตียน ฉีดยาบ่อยๆ ลองมา 10 กว่าปีในระยะหลังๆ พบว่า ป่ายางพาราที่ผมเว้นไว้ คือถางเฉพาะทางเดิน กับสวนยางถางเตียนนั้น แบบของผมให้ผลผลิตน้ำยางดีมากกว่า โดยที่ผมไม่ต้องไปใส่ปุ๋ย อะไรเลย มันกลับชุ่มชื้นดีกว่าเพราะมีพืชคลุมหน้าดิน

ทำให้เกษตรกรในระแวกใกล้เคียงเข้ามาถามเลยว่า ผมใส่ปุ๋ยอะไร น้ำยางถึงดี ออกตลอดและกรีดได้นานกว่า ทั้งๆ บางสวนยางตอนนี้เริ่มหยุดและกรีดไม่ได้แล้ว ไม่มีน้ำยาง ในขณะที่น้ำยางในสวนของผมสูงมีอัตราสูง 45.5% เปรียบเทียบกับสวนใกล้เคียงทั้งหมดแล้วของผมดีที่สุด

นั่นผมคิดว่า เกิดจากระบบนิเวศในสวนยางที่มีไม้อื่นๆ มีความชุ่มชื้นเล็กๆ จากพืชคลุมดิน ดังนั้นสวนยางของผมจะเรียกว่าป่ายางจะดีกว่า สวนยาง ผมจึงได้ข้อสรุปว่า สวนยางพารานั้นเราจะเว้นวัชพืชไว้ให้มันขึ้นดีกว่าทำให้มันเตียน โดยเฉพาะพืชท้องถิ่นที่เกิดในสวนยาง ต่อมาแปลงที่สองของผมเริ่มได้รับการสนับสนุนจากโครงการนำร่องเกษตรทางเลือกฯ เพื่อศึกษาหาความแตกต่างระหว่างเกษตรเชิงเดี่ยวกับเกษตรผสมผสาน ตั้งแต่ปี 2544 ทำให้ผมได้ไปพัฒนาแปลงข้างเคียงพร้อมทั้งประยุกต์ใช้ กับสวนไม้ผลหลังบ้านแบบผสมผสานแล้วก็ใช้ปุ๋ยหมัก ใช้น้ำจีเอ็มหรือน้ำปุ๋ยหมัก จากนั้นก็มาขยายกับเพื่อนๆ สมาชิกในชุมชน ทำให้เริ่มได้ผลมากขึ้น เห็นระบบพืชที่หลากหลายเกื้อกูลกัน

จากนั้นแปลงของผมก็กลายเป็นแปลงต้นแบบ หรือแปลงตัวอย่าง ทำให้มีคนภายนอกสนใจเข้ามาดู มาศึกษากันเยอะมาก กับแนวทางเกษตรผสมผสานที่ผมได้ทดลอง เพื่อหาวิธีไปสู่เกษตรแบบยั่งยืนมีกินมีใช้ ไม่เน้นการส่งออก มีพืชผัก มีผลไม้ ที่ปลูกเองในบ้าน ไม่ขัดสนอะไรเลย

ป่ายางพาราริมเทือกเขาบรรทัด

หลังจากนั้น มีงานวิจัยเรื่องสิทธิเข้ามาทำและขยายผล ก็ได้ออกไปศึกษากับแปลงสวนยางของเพื่อนคนอื่นๆ ก็ยิ่งค้นพบเป็นคำตอบเดียวกันว่า การทำสวนยางแบบผสมผสานนั้น ไม่ทำลายสุขภาพ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม น้ำไม่ปนเปื้อนสารเคมี พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อยู่ได้ เพราะไม่ใช้เคมี และอาจจะมีรายได้เสริม แต่เรื่องนี้ยังสรุปได้ไม่ชัดเจน เพราะต่อมาโครงการได้ยุติลง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองที่ได้เริ่มศึกษากันต่อ ว่าระหว่างผสมผสานกับเชิงเดี่ยวแบบไหนดีกว่ากัน รายได้รายจ่าย ซีกไหนดีกว่ากัน ข้อดีข้อเสีย โดยได้เชิญแกนนำจากหลายๆ หมู่บ้านมามีหมู่ 3 บ้านบางเหรียง บ้านบางหลอ สามแยกวังหญ้าคา บ้านปากเมือง บ้านวังเลน บ้านหมาคลอด ทั้งหมดได้มาร่วมกันสรุปบทเรียน เปรียบเทียบกัน ดูรายได้ ดูวิธีการ และดูอดีตดั้งเดิมกับปัจจุบัน

กับนโยบายเอื้ออาทรที่รัฐบาลทักษิณ เสนอให้มานั้น ชาวบ้านในพื้นที่ค่อนข้างไม่ตอบรับเลย เพราะว่า การทำสวนยางรูปแบบที่พวกเราทำกันนั้นมันค่อนข้างจะมีรายได้มากกว่า อีกทั้งปัจจุบันรูปแบบ วิธีการและขั้นตอน เราได้เรียนรู้ร่วมกันมามาก จากเริ่มต้นผมมีสมาชิกเพียง 5 คน แต่ตอนนี้มีเพิ่มเข้ามาถึง 38 คน และยังมีทยอยเข้ามาเรื่อยๆ มีการพัฒนารูปแบบเกษตรผสมผสานออกไปมากขึ้น

หากมองถึงข้อเสนอต่อรัฐ ผมเข้าใจว่ารูปแบบตรงนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าไปต่อรองกับนโยบายรัฐบาลได้ เพราะรัฐกำลังมุ่งเน้นแต่การส่งออก ที่ตอบสนองระบบทุน ในขณะที่เกษตรกร อย่างเช่นพวกเรายังไม่สามารถต่อรองได้ อย่างเห็นได้ชัดและรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยสนใจและไม่ชัดเจน ไม่จะเป็นหน่วยงานจังหวัด อำเภอหรือตำบล ที่เข้ามาส่งเสริมก็ยังมองกันต่างมุมกับชาวบ้าน ดังนั้น กลุ่มชาวบ้านเราเองอย่างแรกต้องเปลี่ยนวิธีคิดตัวเองให้ได้ อย่างที่สอง พัฒนารูปแบบให้ได้ว่าต้องทำอย่างไร และอย่างที่สามต้องทำให้เป็นตัวอย่างให้ได้ก่อน แล้วค่อยเอาตัวอย่างนี้เข้าไปต่อรองกับนโยบายของรัฐ เพราะถ้าเราเอาแต่เอกสารเข้าไป หากรัฐถามถึงรูปแบบ ที่ชัดเจนนั้นยาก ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรเช่นพวกเรา ต้องทำตรงนี้ให้ชัดเจนกันก่อน
" นายจับกล่าว


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
8 มีนาคม 2547