|
พึ่งตนเอง ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนโนนสวัสดิ์
ย้อนอดีตแต่ดั้งเดิม ที่วิถีชีวิตในชุมชนชนบทยังดำรงอยู่กับอาชีพกสิกรรมพึ่งพิงธรรมชาติ
อย่างสอดคล้องสมดุล เอื้อเฟื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นพลังของสังคมที่เหนียวแน่นรักใคร่กลมเกลียวเข้าใจกัน
แต่แนวทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านๆ มา ซึ่งได้เน้นเพียงยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยมีเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก
มีรายได้ต่อหัว ระดับการขยับตัวของราคาหุ้น ตัวเลขการส่งออก เป็นตัวชี้วัด
ทำให้คนเกษตรกรที่เคยมีพออยู่พอกิน สืบสานงานประเพณีร่วมกันเป็นชุมชนเข้มแข็ง
ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเน้นเพื่อการค้าและบริโภค มีความต้องการของตลาดเป็นตัวหนด
ทำให้เกษตรกรในชุมชนชนบทต้องผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น จนมาสู่สาเหตุให้เกิดปัญหาการบุกเบิกที่ดินทำกินใหม่ๆ
ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลง จนขาดความสมดุล ปัญหาหนี้สิน
และอีกหลายๆ ปัญหา ล้วนนำมาสู่สาเหตุทำให้ชุมชนชนบทล่มสลาย
ภาพที่เคยเอื้ออาทรหายไปเหลือเพียงสภาพสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบกัน
และไม่ใคร่ใส่ใจเหลียวแลซึ่งและกัน เหล่านี้คือบทเรียนบทเดียวกันเกือบทุกๆ
ชุมชนในภาคชนบท
หากวิเคราะห์ ค้นหาต้นตอวัฏจักรความจนเหล่านี้นั้น จะพบคำเดียวที่สามารถเปิดประตู
ไปสู่ชีวิตใหม่ของชุมชนชนบทนั่นก็คือ การฟื้นฟูระบบการผลิตที่พึ่งพาทรัพยากรในชุมชน
การผลิตเพื่อบริโภคในครอบครัวและชุมชนเป็นหลัก ที่สำคัญชุมชนต้องร่วมแรงร่วมใจกันให้เป็นพลัง
เพื่อเรียนรู้และแก้ปัญหา
นายสว่าง บัวจาร อดีตนักสู้แห่งลำน้องพอง ประธานชมรมชาวบ้านฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน
บ้านโนนสวัสดิ์ ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง ขอนแก่น โดยการสนับสนุนของมูลนิธิกองทุนไทย
(DSC/TDF) ได้ ย้อนถึงพัฒนาการและภารกิจขององค์กรชาวบ้าน ที่ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนแบบบูรณาการให้
ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอฟังว่า " จุดเริ่มต้นจริงๆ ที่มาร่วมกันทำงานนี้นั้น
มาจากการทำงานเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลำน้ำพอง ที่เกิดจากโรงงานฟินิกซ์
ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง ขอนแก่น ปี 2536-2537 ซึ่งในช่วงนั้น ชาวบ้านยังไม่รู้หรอกครับ
ว่าสิ่งแวดล้อมคืออะไร แต่เขาได้ผลกระทบที่จากโรงงานยูคาร์ลิปตัส ปล่อยน้ำเสียลงสู่ไร่นาชาวบ้านแล้วเสียหาย
ทำให้ชาวบ้านได้มารวมตัวกัน เรียกร้องค่าเสียหายขึ้น และเมื่อได้ร่วมกันเรียกร้องนี่เองทำให้เกิดแนวคิดว่า
ถ้าเราไม่เรียกร้องตรงนี้ ก็่คงไม่สามารถ จะแก้ปัญหาอย่างถาวรได้ |
นายสว่าง บัวจาร |
กลับกันเราคงต้องอยู่กับโรงงานนี้ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน แล้วเราจะทำอย่างไร
เพื่อให้แก้ปัญหานี้ได้ จึงมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่
จึงมาสู่การก่อตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง ตำบลกุดน้ำใส ขึ้น เพื่อเหลือกัน
ทั้งด้านการเกษตรและด้านอื่นๆ ที่มีปัญหามากมาย
ต่อมาจึงย้ายมาที่ตำบลม่วงหวาน อ.น้ำพอง ในช่วงที่บริษัทเอสโซ่ และ ปตท.ได้มาเจาะหลุมก๊าซ
ธรรมชาติหลุ่มที่ 9 ซึ่งเฉพาะในเขตตำบลม่วงหวานนี้มีก๊าซถึง 9 หลุม ชาวบ้านได้เข้ามาปรึกษาผมว่า
ผลกระทบจากการขุดเจาะ จนเกิดกลิ่นเหม็น นั้น เป็นอันตรายหรือไม่ ซึ่งการขุดเจาะก๊าซนั้นห่างจากที่ตั้งชมรมประมาณ
2 กม.กว่า เมื่อชาวบ้านไปปรึกษา หลังจากนั้นก็ได้ช่วยเหลือกันร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ
จนบริษัทได้เข้ามาช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยชดเชยให้เป็นวัวมา 400 ตัว มาทำเป็นกองทุน
เลี้ยงเพื่อเอาลุก ซึ่งจากจุดเริ่มต้นสมาชิกชาวบ้านม่วงหวาน มีเพียง 400
ครอบครัว จนถึงปัจจุบัน 433 ครอบครัว " นาย สว่างเล่าพร้อมให้รายละเอียดว่า
ส่วนระบบสมาชิกชมรม เรามี 2 ประเภท หนึ่งคือประเภทมีที่ดินทำกิน กับสองประเภทไร้ที่ดินทำกิน
ใช้แรงงานรับจ้างเลี้ยงชีพ ดังนั้น คนที่มีที่ดินทำกิน เราต้องแปรสภาพข้าวที่ซื้อมา
ขายให้ผู้ใช้แรงงาน นโยบายต่อมาเราต้องหาโค กระบือ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต
เราต้องนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดหนี้สินของเขาให้ได้
กิจกรรมของชมรมทำมาตั้งแต่ ปี 2541 ซึ่งมีหลายอย่าง เพื่อไปสู่การแก้ปัญหาหลักๆ
นั่นก็คือมีรายได้น้อย และทำความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน สามารถพึ่งตนเองได้
ในขณะที่ส่วนหนึ่งเราต้องสร้างกองทุนหมุนเวียนให้ได้ เพื่อลดการพึ่งพา ผลจากการทำงานร่วมกัน
ทำให้ชาวบ้านได้ศึกษา แนวทางการแก้ปัญหาในครอบครัว การติดต่อประสานงานกับราชการ
สมาชิกกล้าและไปเองได้มากขึ้น ไม่เสียค่าโง่มากขึ้น ที่สำคัญสมาชิกได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน
พึ่งพากัน อย่างเช่น เมื่อมีสมาชิกรายใด้เสียชีวิตก็จะมีการช่วยเหลือกัน
และยังมีออมทรัพย์รวมฌาปนกิจ ใครเสียชีวิตชมรมให้ทันที 1000 บาท เมื่อรวมกับเงินช่วยเหลือกันคนละ
10 บาท 400 คน นี่คือสวัสดิการช่วยเหลือกันของชมรม หรือมีงานบุญเราก็ช่วยกันอีก
เพราะหลักการของชมรมนั้นมี 2 คำหลักๆ คือ "อยากรวยให้ไปรวยที่อื่น
อยากมีกิน และช่วยเหลือตัวเองได้ ให้มาอยู่ด้วยกัน" เราเน้นการมีกินมีใช้
ไม่ใช่ความร่ำรวย ส่วนนโยบายของเราคือทำอย่างไร ให้สมาชิกของเราได้เข้าใจ
ซึ่งกันและกันได้ " นายสว่างกล่าวและอธิบายถึงกิจกรรมสร้างบ้านดิน และกิจกรรมศูนย์สุขภาพซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพึ่งตนเอง
เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน
ร่วมแรงกันปั้นบ้านดิน |

วัสดุจากดินข้างบ้าน
|
"อย่างที่เห็นกำลังช่วยกันอยู่นี้คือบ้านดิน สาเหตุเราสร้างบ้านดินนั้นก็เพื่อแนวทางหนึ่ง
ในการลดการใช้จ่าย เพราะสมาชิกสามารถทำกันเองในครอบครัวได้ไม่ต้องซื้อ และยังทำให้ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัยธรรมชาติจริงๆ
อีกทั้งประโยชน์ของดินนั้นไม่มีอายุขัย ใช้ได้ตลอด แข็งแรง ซึ่งก็มีสมาชิกลองทำอยู่กันไปแล้วหลายหลัง
ส่วนศูนย์สุขภาพนั้น จริงๆ แล้วเราเริ่มมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 ก่อนย้ายมาที่นี่
ส่วนที่นี่เริ่มปี 2544 เกิดขึ้นเนื่องมาจากคนเฒ่าคนแก่มาอยู่กับชมรมมาก
แล้วคนวัยนี้เองก็มีปัญหาสุขภาพมาก ปวดขา เบาหวาน สารพัดโรค เสียค่ารักษาพยาบาล
2000-3000 บาทต่อปี แต่ถ้าเขามารักษาที่นี่ แทบไม่ถึง 500 บาท เพราะเรารักษาฟรีอยู่แล้เพราะคนแก่คนเฒ่าในหมู่บ้านเราก็รู้ตัวยาสมุนไพรเยอะมาก
ดังนั้นใครรู้จักยาอะไร ใครมีตำรา ยาก็เอามารวมกัน พอรวบรวมยาได้ เราก็เปิดเป็นศูนย์สุขภาพด้วยการ
รักษาโดยสมุนไพรธรรมธาติ ซึ่งสมาชิกเองเป็นผู้ออกไปเก็บตัวยา และเมื่อเก็บแล้วก็ต้องนำมาปลูกเพิ่มเติมด้วยเพื่ออนุรักษ์
แต่พอเราเริ่มรักษาก็เริ่มมีคนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาของชมรมนั้นเลือกผู้ป่วยหรือเลือกโรครักษาไม่ได้
เขาขอให้เรารักษา และเราก็ย้ำเสมอว่า เราเลือกผู้ป่วยไม่ได้ เพราะเขาคือคนเหมือนเรา
จึงมีมาทุกโรค แม้แต่โรคเอดส์ก็เคยเข้ามาและก็เพิ่งเสียชีวิตไป ซึ่งทางชมรมเองก็พยายามบอกเสมอว่า
โรคนี้เรารักษาไม่หายน่ะ แต่อาจจะดีขึ้นบ้าง
ทางฝ่ายรัฐก็เคยเสนอและให้เข้าไปหา แต่ผมแจ้งไปว่า ขอให้เราได้เรียนรู้เองบ้าง
ถ้าฝ่ายรัฐอยากช่วยก็เข้ามาช่วย แต่ถ้าไม่ช่วยก็ขออย่าเข้ามาขัดขวาง กระบวนการทำงานของกลุ่มชาวบ้านเลย
เพราะชาวบ้านเองก็อยากเรียนรู้ร่วมกันอย่างอิสระในการสร้างชุมชนของเขา อีกอย่างชมรมของเรามีกรอบกติกาเยอะมาก
เช่น คนดื่มสุรา คนติดยา คนติดของมึนเมาขอได้ไหมอย่าเข้ามา เพราะสิ่งเหล่านี้ชมรมไม่เอา
เช่นใครเข้ามาในอาการมึนเมาตอนประชุม เราจะเชิญออกไปทันที " นายสว่างกล่าวก่อนจะสรุปถึงระบบการบริหารจัดการของชมรมแต่เพียงสั้นๆ
ว่า
"ระบบการบริหารของชมรม มาจากคณะกรรมการ ซึ่งเราจัดทำเป็นสองชุด ชุดหนึ่งทำหน้าที่บริหารภาย
อีกชุดก็คอยตรวจสอบการบริการ ตรวจสอบนี่ไม่ใช่ทำได้แค่คณะกรรมการเท่านั้น
สมาชิกทั้ง 400 คน ก็มีอำนาจเข้ามาตรวจสอบได้เหมือนกัน เรื่องสุดท้ายคือกองทุน
ที่นี่จะไม่มีการปันผล มีแต่การผันไปให้สมาชิก หรือจ่ายให้สมาชิก ดังนั้นเมื่อมีทุนมา
เช่น วัว ควาย เราต้องปล่อยให้เขาได้ประโยชน์ทันที เพราะเขาเดือดร้อนและต้องการการช่วยเหลือ
จึงมาหาเรา ดังนั้นหลักการการบริหารกองทุนของชมรม จะไม่เก็บกองทุนไว้มากๆ
เพราะอันตราย เว้นแต่ส่วนกลางก็คงต้องมีบ้าง สำหรับใครเดือดร้อนก็สามารถมาพึ่งได้
ไม่มีกินมากินได้ ซึ่งถ้ารวมเม็ดเงินที่หมุนเวียนในปัจจุบันนี้ก็ประมาณ 1
แสนกว่าบาท ครับ " นายสว่างกล่าว
โรงสีชุมชนหวุนเวียนรายได้
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|