Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
'อ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง' สิทธิคนตะโหมดแห่งภูบรรทัด

เทือกเขาบรรทัดผื่นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด
แห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นป่าต้นน้ำ
ที่เลี้ยงประชาชนในภาคใต้ทั้งจังหวัดตรัง สตูล พัทลุง
นครศรีธรรมราชและสงขลา
มีสัตว์ป่าและระบบนิเวศที่หลากหลาย
และเป็นสถานที่อาศัยอยู่ของกลุ่มซาไก
ต้นกำเนิดชนเผ่ามนุษย์ที่ดั้งเดิมที่สุด และที่สำคัญสายน้ำลำคลอง ผื่นป่าคือแบบแผนของชีวิตวัฒนธรรม เป็นแหล่งกำเนิดของจารีตประเพณีต่างๆ
ที่บ่มเพาะภูมิปัญญา
ให้กับประชาชนคนใต้ ไว้มากมาย มาตั้งแต่บรรพกาล

ปัจจุบัน เนื่องจากระบบการผลิตการบริโภคทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเจริญเติบโตไปมาก ทำให้ภาคใต้แม้จะมีพื้นที่เล็กๆ และค่อนข้างคับแคบจากการถูกขนาบข้างสองฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ก่อให้เกิดความต้องการทรัพยากรเพิ่มสูงมากโดยเฉพาะน้ำ ซึ่งเป็นทั้งปัจจัยการผลิตและการอุปโภคบริโภค อีกกระทั่งรัฐมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้นมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม จึงทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำและแผนการจัดการน้ำ ถูกนำมาดำเนินการอย่างเร่งด่วนมากมาย และต่อเนื่องในขณะนี้

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด พัทลุง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์ ที่กำลังจะผุดขึ้นบนเทือกเขาบรรทัด กำลังเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนและประชุมวางแผนชำระค่าชดเชย (จาก สำเนาหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กษ 0303/801 ลงวันที่ 13 ก.พ.2546 โดยนายชู รัตน์ชุมศรี รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมชลประทาน ) แต่ก็ยังไม่มีการแจ้งหรือให้ข้อมูลรายละเอียดใดๆ แก่ชาวบ้าน เพื่อรับทราบถึง ลักษณะ วัตถุประสงค์ ขนาด ผลประโยชน์ที่แน่ชัดและขั้นตอนการดำเนินก่อสร้าง ในขณะที่กระบวนการเร่งบุกรุก ปลูกไม้ยืนต้น ประเภทต่างๆ และออกเอกสารสิทธิ์กลับมีการเร่งรีบกันเงียบๆ โดยเฉพาะออกเอกสารสิทธิ์ เพื่อคาดหวังค่าชดเชยการขนย้าย ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของชื่อส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นข้าราชการระดับสูงในท้องที่และผู้มีอิทธิพลบางคน มิใช่ชาวบ้านในพื้นที่ ป่าชุมชนคลองหัวช้าง 1 ใน 7 ป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศปี 2545 จึงถูกย่ำยีอย่างสาหัสในวันนี้


แนวสันอ่าง

สภาพหินปูนทั่วไปบนพื้นดิน

บ้านตะโหมด ตำบลตะโหมด เป็นชุมชนเล็กๆ อยู่ริมเทือกเขาบรรทัด และตลอดเส้นทางสายป่าบอน- โล๊ะจังกระ- กงหรา ซึ่งเงียบสงบกับวิถีชีวิตการเกษตรแบบธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์มีน้ำตกงดงามมากมายตลอดเส้นทาง ทำให้ชุมชนแถบนี้ เรียนรู้จักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และแหล่งน้ำ เพื่อการดำรงชีพและการเกษตรมานาน จวบจนกระจนกระทั่งโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้างมูลค่าหลายร้อยล้านบาทเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า ที่นี่มีความจำเป็นและขาดแคลนน้ำมากขนาดนั้นเชียวหรือ? และมีวิธีการอื่นๆ อีกหรือไม่ในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำตามที่ทางกรมชลประทานชี้แจงมา เพื่อรักษาป่าของชุมชนไว้และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการก่อสร้างอ่างยักษ์บนภูเขาหินปูนแห่งนี้

นายอนุกูล บัวแก้ว ชาวบ้านจากต.ตะโหมด อ.ตะโหมด พัทลุง ให้ความคิดเห็นถึงปัญหา โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง และความไม่ชอบมาพากลเรื่องค่าชดเชยนี้ว่า

"ประเด็นหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์ประเมินให้มากคือที่นี่ เป็นเขาหินปูน ไม่เหมาะสมสำหรับการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพราะชั้นหินมันไม่ติดต่อกันเลย บางแห่งเป็นร่องทราย ซึ่งจะทำให้น้ำซึมไหลลงข้างล่างและไปผุดที่อื่นๆ ได้ อาจจะโผล่แถวคลองนุ้ย เพราะมีทางน้ำใต้ดินอยู่ เมื่อน้ำซึมได้ ก็อาจจะทำให้ดินเหลวไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่คงทน และน้ำก็กักเก็บไม่ได้ด้วย และที่นี่การทำการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงวิชาการไม่มีเลย เรื่องธรณีวิทยากรมชลประทานก็สำรวจเอาเองแบบเบื้องต้น โดยจ้างเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณีและอาจารย์คณะวิทย์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาสำรวจศึกษา ซึ่งแม้แต่การขุดเจาะก็ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องความลึกในจุดต่างๆ ทั้งๆ ที่ควรให้กรมทรัพยากรธรณีรับผิดชอบโดยตรงในการสำรวจประเมิน ทำให้เห็นชัดเจนว่า ถึงอย่างไรกรมชลประทานก็จะสร้างให้ได้ ไม่ยอมฟังเสียงชาวบ้านเลย

ส่วนประเด็นเรื่องการทำเพื่อการท่องเที่ยว ผมก็คิดว่ามันยิ่งไม่ควรสร้าง เราถามถึงข้อมูลว่า อ่างเก็บน้ำที่ทำเพื่อการท่องเที่ยว ที่ผ่านๆ มา มีกี่อ่างที่ประสบความสำเร็จ การท่องเที่ยว ถ้ามองประโยชน์ชาวบ้านเป็นหลัก ป่าชุมชนก็พัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวได้ อีกอย่างเราชาวบ้านต้องการนักวิชาการสักคนหนึ่งมากตอนนี้ เพื่อลงมาทำวิจัยร่วมกับชาวบ้าน รวบรวมองค์ความรู้ของชาวบ้านจริงๆ ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง และอีกชุดหนึ่ง สำหรับเรื่องความหลากหลาย ของชีวภาพในป่าเขาแถบนี้ เพื่อไว้สำหรับยืนยันกับโครงการต่างๆ ของรัฐที่จะมาลงที่นี่ครับ" นายอนุกูลกล่าว ก่อนที่จะให้ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับประโยชน์ของป่าชุมชนว่า

อนุกูล บัวแก้ว

"ป่าแถบนี้เราเคยหากินกันมาแต่บรรพบุรุษ คงจะต้องสูญไปในพริบตาเดียว แล้วก็สร้างมาทดแทนไม่ได้ เป็นร้อยปีก็คงสร้างไม่ได้ ซึ่งทำลายชีวิตคนตะโหมดที่ต้องหากินในป่านี้ ทั้งสมุนไพร ทั้งอาหารทุกอย่าง ที่เอาไปเลี้ยงชีวิตเรา และไม่ใช่แค่คนอำเภอตะโหมดเท่านั้นที่มาพึ่งพาอาศัย แต่มีถึง 2-3 อำเภอคือ อ.ป่าบอน กงหราและอ.เมืองพัทลุงที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในป่าแถบนี้ ถึงฤดูสะตอ ทุเรียน ลูกเหรียง ผลไม้ก็เข้ามาหา ในฤดูผักก็มาหา มาขนไปขาย เพราะป่าแถบนี้มีผักกูด ลูกสะตอ เยอะมาก ถ้าเป็นจำพวกไม้หายากก็มีรองเท้านารี ซึ่งที่นี่นังมีอยู่ ความหลากหลายของพืชพันธุ์นับพันชนิด ผมเสียดายไม่เคยมีใครคำนวณมูลค่าของทรัพย์สิน ที่ออกจากป่านี้ ว่าแต่ละปี มีมูลค่าเท่าไหร่ และผมคิดว่า ปีหนึ่งๆ ประมาณล้านบาทถ้าคำนวณกันจริงๆ ก็น่าจะถึงนะครับ

 

เมื่อที่นี่ทำกินในป่าแถบนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้นการมีอ่างเก็บน้ำเข้ามา เราอาจจะได้เงินค่าชดเชย สำหรับคนที่มีสวนอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง แต่ชาวบ้านที่ไม่มีสวนแต่ทำกินในป่านี้ เขาจะอยู่อย่างไร แล้วคนที่มีสวนแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เขาจะได้อะไร ถึงเราได้เงิน ค่าชดเชยมา เราก็ไม่มีความสามารถไปทำธุรกิจอะไรสู้คนอื่นๆ ได้ บางทีเราอาจจะได้มาสักแสนหรือ สองแสน ใช้ไปสัก 2-3 เดือนก็คงจะหมดแล้ว ต่อไปทำอะไรกิน แต่ถ้าเรามีป่า มีที่ดิน เราอยู่ได้ตลอดชีวิต อยู่ได้ถึงลูกถึงหลาน ดังนั้น ไม่ว่าจะจ่ายค่าชดเชยอย่างไร เท่าไหร่ก็ยังยืนยันว่าต้องการที่ดินที่เดิมไว้ ป่าแห่งเดิมไว้ เงินไปซื้อที่อยู่ ที่ดินทำกิน ที่สงบสุขอย่างนี้ไม่ได้ " นายอนุกูลอธิบายและเพิ่มอีกว่า

"ปัญหาก็คือ พอมีกระแสว่าจะมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเกิดขึ้น ก็มีเจ้าหน้าที่ที่ดิน ข้าราชการระดับสูง เข้ามากว้านซื้อและแอบถาง ปลูกพืช ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งถ้าถึงวันที่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงๆ ตัวชาวบ้านเองก็คงได้ ไม่มากนัก อย่างที่เดินสำรวจกันวันนี้ก็คงเห็นชัดเจนแล้วว่า มีการถากป่าปลูกทุเรียน สะตอ เพื่อเอาค่าชดเชยกันขึ้น เพราะกรณีค่าชดเชยต้นไม้นั้น ถึงไม่มีเอกสารสิทธิก็ได้รับ ซึ่งก็ยิ่งทำให้มีการบุกรุกเข้าทำลายป่าชุมชนแห่งนี้ ป่าชุมชนที่เคยได้รับรางวัลดีเด่น 1 ใน 7 ของประเทศ เมื่อปี 2545 โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ สมัยนั้นมามอบรางวัลให้ แต่พอปี 2546 ก็มาประกาศทับอีกที ว่าทำป่าคลองหัวช้างทำเป็นป่าชุมชนไม่ได้

เรื่องนี้เราเคยร่วมกับกรรมการป่าชุมชนไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาแล้ว ว่าเหตุใดถึงมีการปล่อยให้มีคนเข้ามาบุกรุก ป่าชุมชนของชาวบ้าน มาถาก มาขุดเจาะสำรวจ ในเขตป่าชุมชนชาวบ้านได้อย่างไร ส่วนเสียงชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เห็นร่วมกันค้านนั้นมีมากพอสมควร แต่ตัวผู้นำชาวบ้านเองซึ่งเป็นคนของรัฐ ก็คงเห็นด้วยกับรัฐ อีกอย่างสถานการณ์ขณะนี้มีการใช้ผู้มีอิทธิพลเข้ามาข่มขู่ชาวบ้าน เพราะกลุ่มคนได้ประโยชน์ จากการกว้านซื้อที่ดินรอรับค่าชดเชย เขาคงไม่ยอมให้โครงการยกเลิกง่ายๆ แน่ แต่ชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันประชุมหารือ ประเมินผลกันเป็นระยะๆ แล้ว แต่ถึงยังไงวันนี้เราเองไม่มีรายละเอียดจากกรมชลประทานเลย จะใช้ จะทำ กันยังไง ขนาดไหน ชาวบ้านไม่รู้เลย ดังนั้นเรื่องการผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์กับชาวบ้านนั้น คงยากและไม่มีแน่นอน เท่าที่เห็นก็มีเพียงเจ้าหน้าที่กรมชลประทานลงมาประชุมกับชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

ผมไม่เคยเห็นชลประทานมาประชุมแล้วแจ้งหรือบอกกล่าวเรื่องอื่นๆ ใดๆ ให้ชาวบ้านทราบพอเข้าใจได้ว่า จะทำกันอย่างไร แค่ไหน เมื่อไหร่ มาถึงก็แจ้งแต่เรื่องค่าชดเชยให้ชาวบ้านทราบ แล้วก็กลับไป จนถึงวันนี้ผลดี ผลเสียหรือผลกระทบ ของการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น ไม่เคยมีใครคุย ให้ชาวบ้านรับรู้เลย น้ำที่จะสร้างอ่างเก็บไว้นั้น ชาวบ้านแถบนี้ก็ไม่ได้ใช้ คือชาวบ้านใช้ตามธรรมชาติเป็นอยู่มันเพียงพอแล้ว เพราะชาวบ้านเขาทำระบบจัดการน้ำเล็กๆแบบเหมืองลอย ของเขามาใช้ แต่กรมชลประทานจะสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อจะส่งไปให้ชาวบ้านที่ตำบลอื่นๆ ทำให้ชาวบ้านแถบนี้เขารู้สึกว่า เขาคือผู้สูญเสีย และที่สำคัญเราคิดว่ามันไม่คุ้มค่าเลยครับ" นายอนุกูลกล่าวก่อนที่จะสรุปทิ้งท้ายสั้นๆ ว่า


ต้นสะตอที่ปลูกรอค่าชดเชย

ต้นทุเรียน

"กรมชลประทานเขาก็เคยบอกว่าจะแบ่งน้ำให้ชาวบ้านตะโหมดใช้ด้วย แต่ผมคิดว่า ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรมากมายขนาดนั้น เพราะที่ชาวบ้านต้องการก็คืออ่างกั้นน้ำเล็กๆ ย่อยๆ ไม่ใช่อ่างเก็บน้ำใหญ่ขนาดเขื่อน อย่างนี้ ซึ่งที่ใช้อยู่มันก็เพียงพอสำหรับชาวบ้านอยู่แล้ว ปริมาณน้ำเอง ที่ไหลลงทะเลปีละเท่าไหร่ ก็ไม่มีรายงาน เราเคยเข้าไปถามกรมชลประทานก็ไม่ทราบ หรือไม่มีตัวเลขยืนยัน แม้แต่ความต้องการที่จะใช้จริงๆ ปีละเท่าไหร่ ก็ไม่มี แต่กรมชลประทานก็จะสร้าง ผมเลยสรุปเล่นๆว่า สงสัยกรมชลประทานต้องการทำเพื่อบริษัทจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ ละมั้งครับ"

อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
30 กรกฎาคม 2546

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...

ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org