พรก.คิดใหม่ฮุบ? โทรคมนาคม



วันนี้ 5 กุมภาพันธ์ 2546 นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้ออกมาชี้แจงให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รับทราบถึงข้อเท็จจริง เรื่องการออก พระราชกำหนดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ของรัฐบาล ซึ่งนำโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมตรี ว่า การออก พ.ร.ก.จัดเก็บภาษีดังกล่าวขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 218 อย่างไร บิดบังผลประโยชน์ของประชาชนตามมาตรา 40 อย่างไร และยังเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค โดยไม่มีหลักประกันอีกด้วย ซึ่งองค์กรที่คุ้มครองผู้บริโภคได้ร่วมกับนักวิชาการ และองค์กรประชาชน ยื่นหนังสือให้ ประธานวุฒิสภา นำส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว

"พ.ร.ก.การจัดเก็บนี้ เกิดจากข้ออ้างใน 2 มาตรา ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ มาตรา 220 กับ 218 ซึ่งมาตรา 220 นั้น มันทำไม่ได้ เพราะต้องผ่านสภา แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้เขาอ้างเอามาตรา 218 ซึ่งในมาตรา 218 นั้น มันสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ได้ 4 ด้วยเงื่อนไข คือ 1.รักษาความปลอดภัยของประเทศ 2.รักษาความปลอดภัยของสาธารณะ 3.ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ 4.ป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งนี่คือวรรคแรกของมาตรา นี้ และส่วนที่นำมาอ้าง เพื่อออก พ.ร.ก.นั้น คือ ประเด็นเรื่องความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ และตรงนี้เองที่เราต้องมาช่วยกันดูว่า ข้ออ้างของรัฐบาลนั้น มันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงจริงหรือไม่ และต้องเข้าใจก่อนว่า การตรากฎหมายของ ครม.ได้นั้น ต้องในกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนจริงๆ ซึ่งตรงนี้ เรายอมรับกันได้

มาพิจารณาเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทั้งรัฐมนตรี นายกฯ และรองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบรายได้เข้ารัฐ แต่อย่างใด และอ้างว่าเป็นเพียงการจัดเก็บภาษีเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบรายได้เข้ารัฐ ในขณะที่เอกชน หรือบริษัทผู้ประกอบการ ก็ไม่มีรายได้เพิ่มหรือรายได้ลด ซึ่งก็คือเหมือนเดิม ผู้บริโภคก็ไม่ได้เสียหรือถูกเก็บอะไรเพิ่มขึ้น นี่คือคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่า ระบบเศรษฐกิจทุกอย่างเหมือนเดิม ที่นี้พอถึงวันนี้จะมาให้เหตุผลว่า เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ ตามมาตรา 218 ซึ่งทำได้อย่างไร มันไม่เข้าข่ายตามเงื่อนไข มาตรา 218 เลย

ทำให้กลุ่มองค์กรภาคประชาชน เอ็นจีโอ และนักวิชาการ เกือบทุกสาย หรือแม้แต่พรรคฝ่ายค้านก็สรุปเหมือนกันแล้วในเวลานี้ คือ ไม่เข้าข่ายมาตรา 218 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้ว ประเด็นที่น่าสังเกต อีกอันหนึ่ง ก็คือว่า การเสนอกฎหมายนี้เอง ก็มีการประชุมสภาในสัปดาห์นี้ แล้วทำไมไม่เอาเข้าในที่ประชุมสภา เพื่อออกเป็นพระราชบัญญัติ ตามปกติของกฎหมาย ซึ่งคงเข้าใจว่า การออกกฎหมายลักษณะนั้น ต้องผ่านขั้นตอนการกรอง 6 ขั้นตอน จาก 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แต่ พ.ร.ก. นั้นไม่ต้องผ่านอะไรเลย มันจึงเป็นข้อครหาว่าทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้น เพราะการออกกฎหมาย แบบ พ.ร.ก.นั้นเป็นการออกกฎหมายแบบพิเศษ ที่มีความจำเป็นจริงๆ " น.ส.สายรุ้งกล่าวและชี้แจงอีกว่า ได้นำหนังสือส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว

"ล่าสุดองค์กรผู้บริโภค องค์กรประชาธิปไตย และองค์กรด้านสิทธิ ก็ได้ไปยื่นหนังสือให้ประธานวุฒิสภา ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่า การออกพระราชกำหนดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้น ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในส่วนองค์กรพัฒนาเอกชนเองมั่นใจว่า พ.ร.ก.นี้ ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน เพราะในขณะที่ฝ่ายบริหารเองออกมายืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีเหตุฉุกเฉินทางเศรษฐกิจนั้น ถ้าจะออก พ.ร.ก.นี้ก็ตอบให้ได้ว่า การออก พ.ร.ก.ตามมาตรา 218 นั้นเพื่ออะไร ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล ทำให้เราเห็นชัดขึ้น ก็เลยออกมาเคลื่อนไหว ให้องค์กรอิสระคือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาด

เรื่องความเสมอภาคและเป็นธรรมนั้น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ก็ออกมาพูดเหมือนกันว่า กระทรวงไอซีที ได้ออกแบบวางแผนแล้วว่าจะแปรสัญญาโทรคมนาคม แบบไหน 1.จากแบบเอกชน 4-5 ราย จ่ายให้ ทคท. และ กสท.ทุกปี หรือรัฐวิสาหกิจ แต่วันนี้รัฐวิสาหกิจเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนไปแล้ว รอเข้าตลาดหลักทรัพย์ เมื่อสัญญาของเอกชนที่เคยต้องจ่ายให้รัฐวิสาหกิจเปลี่ยนไป เพราะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว ก็เลยต้องมีการแปรสัญญาหรือแก้ไขสัญญานั้นเอง โดยเปลี่ยนจากการจ่ายให้ รัฐ ผ่านองค์กรตัวแทนคือรัฐวิสาหกิจ มาเป็นการจ่ายให้รัฐแบบ หนึ่งจ่ายในรูปแบบภาษีสรรพสามิต หรือจ่ายในรูปแบบอื่นๆ เช่นจ่ายผ่าน ทศท.เหมือนเดิม ก็ได้ ตรงนี้เองก็ยังไม่ชัดว่า อีกส่วนหนึ่งนั้นจะจ่ายแบบไหน

เมื่อก่อน บังคับเลยว่า ต้องจ่าย 20% วันนี้ ถ้าต้องจ่าย 20% ก็ต้องจ่ายโดยแยกออกเป็น 2 บัญชี ตามที่นายกฯ ได้กล่าวไว้ คือ 1.จ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต เข้ากระทรวงการคลัง โดยตรง 2.จ่ายให้องค์การโทรศัพท์ ทศท. เหมือนเดิม ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ ในขณะนั้นก็ได้มีการพูดกันอยู่ว่า อีกหน่อยคงต้องการแปรสัญญาโทรคมนาคม ให้เปิดเสรี ทศท.ก็กลายมาเป็นบริษัทมหาชนแข่งขันร่วมด้วย จะให้เจ้านายมาเป็นคู่แข่งคงไม่ได้ ดังนั้นจึงเสนอว่า ให้คู่สัญญาเดิมจ่ายเงินเข้าคลังโดยตรง หมายถึงว่า 20% เข้าคลังเลย ไม่ต้องเข้ามาจ่ายในรูปแบบสรรพสามิต ซึ่งมันมีประเด็นปลีกย่อยอีกเยอะมาก เช่น ปฐมเรื่องภาษี คือมี 2 แบบคือภาษีสรรพสามิตนั้นถือว่าเป็นภาษีพิเศษ และภาษีทั่วไป ภาษีสรรพสามิต มาจากสินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าพาบาป พวกเหล้า บุหรี่ ซึ่งไม่จำเป็น ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เอามาใช้ในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเรากำหนดความสำคัญไว้ในมาตรา 40 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ว่าเหล่านี้คือคลื่นความถี่โทรคมนาคม มันมีสำคัญขนาดไหนกับประเทศชาติ เป็นทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของของฟุ่มเฟือย และถ้าย้อนมองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่มีใครเขาเก็บภาษีสรรพสามิตกับสินค้าจำเป็นดังกล่าวนี้กันหรอกค่ะ" น.ส.สายรุ้งกล่าวและวิเคราะห์ถึงปัญหาของระบบภาษีด้วยว่า เป็นการก้าวก่ายจนทำให้เสียระบบว่า


สายรุ้ง ทองปลอน

"ปรากฏการณ์นี้ แม้แต่นักบัญชีของรัฐเอง ยังกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า นี้คือการล้มระบบภาษี เพราะมันเป็นการโอนถ่ายอำนาจ เพราะสมัยก่อนการเข้ามาดู มาแปรแก้ไขสัญญาของเอกชนกับรัฐที่ทำอย่างเป็นทางการนั้น ทำไม่ได้ ว่าจ่ายยังไงเท่าไหร่ นักการเมืองจะไม่มีอำนาจเข้ามาเลย และกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ตราไว้ชัดว่า ทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ ดูแลโดยองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เช่น กทช. กสช.ฉะนั้น นักการเมืองไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิเข้ามาจัดการ แต่ต่อไปนี้ ทั้งหมดจะต้องไปอยู่ในกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ซึ่งก็คือไปอยู่ในอำนาจนักการเมือง ที่จะเข้ามาควบคุมจัดเก็บได้ อีกอย่างภาษีสรรพสามิตมันไม่มีหลักประกัน ไม่มีสัญญาตายตัว มันเปลี่ยนแปลงตามนโยบายการเมืองได้เลย ทำให้เราไม่รู้ว่า อีก 5 ปีข้างหน้า หรือรัฐบาลต่อไป ประชาชนจะโดนเก็บภาษีเท่าไหร่ ลด หรือเพิ่ม ซึ่งระบบบ้านเมืองจะมีไว้ทำไม ถ้าหลักประกันของประชาชน ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนคนเดียว เราเป็นระบอบประชาธิปไตย เราต้องตั้งระบบไว้ให้ดี ไม่ควรวางอำนาจตัดสินไว้ที่คนๆ เดียว

นพ.สุรพงษ์ รมว.ไอซีที เคยอ้างว่า จัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เพื่อ แบ่งไปให้ชนบทห่างไกล ซึ่งเป็นการอ้าง ที่ผิดประเด็น ผิดเรื่องมาก เพราะ เรืองนี้ มาตรา 40 เขากำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า ต้องแบ่งให้เอกชนเท่าไหร่ รัฐเท่าไหร่ และประชาชน เท่าไหร่ ฉะนั้นไม่ต้องมากล่าวอ้าง เพราะยังไง นพ.สุรพงษ์ต้องทำอยู่แล้ว หรือรัฐบาลนี้ต้องทำอยู่แล้ว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ว่าต้องเกิดขึ้นต้องมี ฉะนั้นไม่ควรจะเอาคำพูดเหล่านี้มาอ้าง " น.ส.กล่าวก่อนจะสรุป ถึงผลได้ผลเสียที่ประชาชนต้องตระหนักไว้ 2 ข้อว่า

" ประชาชนได้อะไร จากพระราชกำหนดการจัดเก็บภาษีฯ ของรัฐบาลฉบับนี้นั้น ตนมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องทำความเข้าใจเยอะมาก ซึ่งแม้แต่องค์กรผู้บริโภคเอง ที่ตามเรื่องนี้ ก็เจอประเด็นทางเทคนิค ทางเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขกิจการโทรคมคม ซึ่งค่อนข้างยากและเป็นอุปสรรคมาก และเคยมีการทำวิจัย มาแล้วเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่ก็ตกลงกันไม่ได้ ว่า จะแปรสัญญาทำไม แปรอย่างไร เพราะผลประโยชน์มันมหาศาลจริงๆ ยิ่งตอนนี้ทั้ง ทศท.กสท. ก็กลายเป็นบริษัทมหาชนไปแล้ว รัฐขายรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 องค์กรนี้ไปแล้ว ยังไงก็ต้องแปรสัญญา ซึ่งเราคงไม่นำรายได้ของประเทศไปให้ บริษัท ทศท.กับบริษัท กสท. แน่นอน เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะมาถือหุ้นทั้ง 2 บริษัทนี้ ในอนาคต

ส่วน ขณะนี้ รัฐบาลใช้ช่องว่าง ใช้เทคนิคทางกฎหมาย ออก พ.ร.ก.จัดเก็บภาษีฯ มันยิ่งทำให้ปัญหาและการทำความเข้าใจ ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การติดตามให้เท่าทันมันยากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหากภาครัฐให้ข้อมูลประชาชนมาผิดๆ บิดเบือน ยิ่งทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้เข้าใจข้อเท็จจริงเลย จึงอยากให้ประชาชนเองต้องพิจารณาประเด็นหลักๆ 2 ประเด็น คือ 1. คลื่นโทรคมนาคมเป็นคลื่นสาธารณะเป็นทรัพยากรของชาติ ซึ่งเราเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้นทำอย่างไรที่จะให้เราใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลยั่งยืนและทั่วถึงทุกคน และเมื่อเป็นทรัพยากรของชาติ เราต้องหากลไลกลางมาบริหารทรัพยากร มาจัดการแทนเรา ซึ่งก็หมายถึง กทช. กสช.ที่เรารอคอยกัน ดังนั้น เรื่องนี้ประชาชนทุกคนจะต้องออกมาเรียกร้อง การบริหารจัดการผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชน 2.เรื่องโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรการสื่อสาร และเราเองก็เป็นปัจเจกชน เราคงต้องยอมรับว่า เรื่องโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้าน เป็นคือสื่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของเรา ฉะนั้น เราเองก็ต้องลุกขึ้นรักษาผลประโยชน์ของเราด้วย เพราะการเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้มีหลักประกันอะไรว่า เขาจะไม่ผลักภาระภาษีมาให้เราผู้บริโภครับกรรม" น.ส.สายรุ้งกล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน