|
ร่าง พรบ.คุ้มครองเด็ก กฎหมาย "
ฆ่า ! " เสรีภาพเด็ก
 |
ผ่านขั้นตอนทั้ง 3
วาระของสภาผู้แทนราษฎร มาอย่างเงียบเชียบ
และกำลังเข้าสู่ปลายทางการแปรญัตติและลงมติ สำหรับร่าง
พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก ภัยเสรีภาพเด็กๆ ในขณะที่กลุ่ม/
เครือข่ายเยาวชนและองค์กรด้านเด็ก ติดตามเฝ้ามองอย่างหวั่นวิตก
ต่อกฎหมายทมิฬฉบับนี้ เพราะ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
เป็นอีกหนึ่งร่างกฎหมายทายาทอสูร ที่นอกจากจะมาจากการคัดลอก
กฎหมายประกาศของคณะปฏิวัติแล้ว ยังถอดเอาหลักการ แนวคิด
วิธีปฏิบัติของกฎหมายเดิม คือให้อำนาจสารวัตรนักเรียน
เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเยาวชนกว่า 200 กลุ่ม ได้ออกมาเคลื่อนไหว
ชี้แจงผ่านสื่อต่างๆ เพื่อขอให้ยกเลิก กฎหมายนี้โดยเฉพาะหมวดที่ 7
เนื่องจากเนื้อหาของตัวบทตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฉบับนี้
นั้น มีลักษณะหรือให้อำนาจควบคุมเด็กมากกว่าการคุ้มครองเด็ก |
เพราะขาดบทบาทการมีส่วนร่วม ทั้งจากตัวแทนเด็ก เยาวชน ประชาชนและชุมชน ทั้งในการยกร่างและการนำไปปฏิบัติในส่วนต่างๆ
ยิ่งกว่านั้นบทบาทที่ควรให้การสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทำกิจกรรมรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนา
ตนเอง นั้นก็คลุมเครือและปิดกั้น
นายกิตติพันธ์ กันจินะ อายุ 18 ปี รองประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน
กล่าวถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กนี้ว่า "พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่กำลังกล่าวถึงนี้เป็นร่างกฎหมายที่ผลักดันกันมานานถึง
15 ปีแล้ว และมีการนำเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง แต่ไม่เคยผ่านเพราะ
สภาล่มบ้าง ยุบยสภาบ้าง มาตลอด จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีการล๊อบบี้ ร่าง
พ.ร.บ. นี้จนผ่านจนมาอยู่ขั้นแปรญัติของวุฒิสภา
ซึ่งประเด็นที่ทำให้เครือข่าย ตื่นตัวออกมาเคลื่อนไหวก็เนื่องมาจาก ท่าน
เตือนใจ ดีเทศน์ ส.ว.เชียงราย ได้นำเรื่องนี้มาแจ้งในเวทีเสวนาเรื่องเด็ก
ที่เชียงรายให้ทางเครือข่ายเด็กและเยาวชนฯ รับทราบ และท่านก็เสนอว่า น่าจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก
เข้าไปมีส่วนร่วม เสนอในที่ประชุมวุฒิสภา จากนั้นจึงมีการแลกเปลี่ยน จนพบว่า
มีรายละเอียดหลายประเด็น ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ล้วนคัดลอกมาจากคำสั่งของคณะปฏิวัติ
2 ฉบับ ซึ่งถูกยกเลิกไป และคัดลอกจาก พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฉบับเดิม "
นายกิตติพันธ์ย้ำและเพิ่มอีกว่า
"การที่รัฐสภาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาเรื่องเด็กกับสหประชาชาติ
ในเรื่องการคุ้มครองเด็กและปฏิบัติกับเด็กอย่างเท่าเทียมกัน แต่เนื้อหาของกฎหมายนี้กลับปฏิบัติต่อเด็กอย่างไม่เท่าเทียม
อีกทั้งขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ด้วย
โดยเฉพาะ
หมวดที่ 7 ค่อนข้าง มีปัญหาที่สุด ตั้งแต่มาตรา 63-72 เนื่องจากว่า เนื้อหาเป็นเรื่องของการส่งเสริม
ความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา คือหมวดนี้บังคับว่านักเรียนหรือนักศึกษานั้นต้องแต่งกาย
ตามระเบียบของโรงเรียนหรือตามระเบียบของกฎกระทรวง จึงกลายเป็นหมวดที่เอื้อให้สารวัตรนักเรียนทำงานได้สะดวก
ให้อำนาจเด็ดขาดมาก ซึ่งหากมีนักเรียนฝ่าฝืนก็สามาถนำตัวไปให้ผู้บริหารโรงเรียน
ทำการอบรมสั่งสอน หรือเรียกผู้ปกครองมาตักเตือนได้ และถ้าเด็กมีพฤติกรรมผิดขัดระเบียบหลายครั้ง
หรือ 4ครั้ง เจ้าหน้าที่ก็สามารถส่งตัวไปสถานพินิจ สถานแรกรับ หรือสถานสงเคราะห์
ได้และหากผู้ปกครองนักเรียนนั้น ไม่ทำการดูแลก็อาจจะมีความผิดด้วย โทษที่
ไม่ดูแลเด็กๆ " นายกิตติพันธ์กล่าววิจารณ์ถึงหมวดสำคัญที่ลิดรอนเสรีภาพเด็กและย้ำถึงการมีส่วนร่วมที่หลากหลายอีกว่า
"ผมคิดว่าเนื้อหาในหมวด 7 และในหลายๆ มาตรานี้ ควบคุมเด็กๆ มากว่าการคุ้มครองเด็ก
เช่น อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทำการลงโทษ ควบคุม บุกค้นได้ เช่น มาตรา 66 ถ้านักเรียนทำผิดจะต้องเชิญผู้ปกครองมาปรึกษาหารือ
หรือ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสามารถสอบหรือเรียก ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กมาว่ากล่าวตักเตือน
ถึงพฤติกรรมของเด็กได้ พ.ร.บ.นี้จึงกลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจคุกคามเสรีภาพเด็กมากขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งทางที่ดีควรจะให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจากส่วนอื่นๆ ทั้งจากผู้ปกครอง
หรือตัวเด็กเองด้วย
ถ้าหากมองจากสัดส่วนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับต่างๆ ที่เข้าดูแลเด็กส่วนใหญ่ก็มาจาก
ข้าราชการประจำ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ส่วนที่มาจากภาคประชาชนนั้นไม่มี
หรือมีเงื่อนไขว่าต้องเคยผ่านงานดูแลเด็กมาแล้วน้อย 10 ปี ทั้งที่ บางคน
ทำงานเพียง 3-4 ปี ก็สามารถเข้าใจเด็กได้ดีกว่าคน ที่ทำงานมานานกว่านั้น
อีกทั้งมองข้ามบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนและละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยครับ"
นายกิตติพันธ์เสริมก่อนสรุปว่า
"ที่ผ่านๆ มา เครือข่ายเด็กและเยาวชนฯ พยายามยื่นจดหมายถึงกรรมาธิการด้านการคุ้มครองเด็ก
และยื่นไปยังสมาชิกวุฒิสภา 3 ท่าน คือ ท่านเตือนใจ ดีเทศน์ ท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์
และท่านอาจารย์จอห์น อึ๊งภากรณ์ เพื่อให้ยกเลิกหมวด 7 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฉบับนี้
ที่ให้อำนาจสารวัตรนักเรียนและเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป แล้วก็เพิ่มหมวด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน
แล้วก็เรื่องสิทธิเด็ก โดยเพิ่มเนื้อหาหลักๆ 3 ประเด็น คือ 1.การสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็ก
เยาวชน ทั้งในสัดส่วนคณะกรรมการระดับชาติ และระดับจังหวัด 2.สนับสนุนให้เยาวชนรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทั้งในและนอกโรงเรียน
และในชุมชนต่างๆ รวมทั้งระดับเครือข่าย ที่เยาวชนมีการติดต่อสัมพันธ์กันด้วย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาสู่กระบวนการคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยเด็กและเยาวชนเองด้วย
ในอนาคต 3.สนับสนุนให้ผู้ปกครอง ครู มีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กด้วย เพราะ
พ.ร.บ.นี้เน้นบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว
สุดท้ายอยากจะฝากให้ทางสื่อสารมวลชน แจ้งให้ประชาชนในสังคมไทยได้ทราบ
ถึงเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและเยาวชนฉบับนี้ เพราะว่าที่ผ่านมา มีเพียงเครือข่ายเด็กและเยาวชนฯ
เท่านั้นที่ออกมาขับเคลื่อน ทำให้พลังที่จะทำให้เกิดการหันมามองจากสังคมมีน้อยมาก
จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยหน้าที่สื่อสารออกไปให้ทุกๆ คนในสังคมไทยหันมามอง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฉบับนี้กันมากๆ หน่อยครับ เพราะมันเป็นกฎหมายที่ไม่ใคร่มีการเปิดเผย
ว่า กฎหมายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และมาใช้บังคับอย่างไรบ้างครับ" นายกิตติพันธ์
กล่าวสรุป

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
|