|
ศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติประชุมใหญ่
หลังจากที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช.ได้จัดประชุมสมัชชาครั้งใหญ่ขึ้นเมื่อวันที่
27-29 มิถุนายน 2545 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน
จาก 120 องค์กร ที่ทำงานด้านการพัฒนาในทุกๆ ภูมิภาคของประเทศไทย
ต่อมาเมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2545 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ
กรุงเทพมหานคร ก็ได้การประชุมสัมมนาครั้งใหญ่ขององค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ในประเทศไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ในหัวข้อ "ทิศทางการดำเนินงานของศูนย์ประสานงาน ภาคเอกชนแห่งชาติและศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนประจำจังหวัด
ภายใต้การปฏิรูประบบราชการ" โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากองค์กรเอกชนทุกกลุ่มเครือข่ายหลากสาขา
ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนา ด้านสังคมสงเคราะห์ หรือด้านการกุศลอื่นๆ
รวมทั้งข้าราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากกรมประชาสงเคราะห์
ทั้งหมดกว่า 200 คน จากเกือบทุกจังหวัดของประเทศ

ทีมงาน THAINGO สื่อทางเลือกที่ให้ข้อมูลองค์กรเอกชน
และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมรับฟังสังเกตการณ์ ขอเก็บเนื้อหาสำคัญๆ
มานำเสนอแก่สมาชิกข่าวและพี่น้องเครือข่ายได้รับรู้การประชุมครั้งนี้
ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 4 กรกฎาคม โดยมี นายเดช
บุญหลง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
กล่าวเปิดการประชุม ตามด้วยการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "การสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชนภายใต้การปฏิรูประบบราชการ"
โดย นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และประธานภาคีความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนา
/ มูลนิธิกองทุนไทย ผู้กล่าวบรรยาย
นายไพบูลย์เริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำว่า "จุดสำคัญของการปฏิรูประบบราชการมิใช่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
หากอยู่ที่การปรับเปลี่ยนหลักการ และวิธีการทำงาน นั่นคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิด
ทัศนคติ วิสัยทัศน์ และกระบวนทัศน์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นเครื่องมือ
ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการปฏิรูป ถ้าหลักการและวิธีการทำงานเปลี่ยนไปก็จะได้นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป
นโยบายและยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งก็จะมีโครงสร้างที่สอดรับกันไป
เหมือนกับการจัดทัพในการทำสงคราม กองทัพไม่ได้มีรูปแบบตายตัว
แต่ปรับเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์และ ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"นายไพบูลย์กล่าว
และชี้ชัดเพิ่มอีกว่า" ในการปฏิรูประบบราชการนั้น ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งคือการแก้ปัญหาความยากจน
รวมทั้งการจัดสวัสดิการสังคมต่างๆ และในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนนี้
มียุทธศาสตร์ย่อยได้หลายประการ ยุทธศาสตร์ย่อยยุทธศาสตร์หนึ่งอาจจะเป็นการรวมพลังสังคม
เพื่อแก้ปัญหาความยากจน พลังในสังคมอาจแบ่งได้เป็น ๓ ส่วนคือ
ภาครัฐหรือภาคสาธารณะ ภาคธุรกิจที่ดำเนินกิจการเพื่อสร้างกำไร
และภาคสังคมที่เรียกกันว่าภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม
ที่ผ่านมา ในประเทศไทยภาคประชาสังคมยังได้รับความสนใจน้อยเกินไป
ในขณะที่ในประเทศตะวันตกมีการส่งเสริมภาคประชาสังคมมานานแล้ว
เพราะถือว่าเป็นพลังสำคัญ เป็นฐานรากของสังคม ประชาชนอยู่ที่ภาคนี้
ในขณะที่ภาคธุรกิจและภาครัฐไม่มีก็ได้ ในอดีตโบราณกาล สังคมไม่มีทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ
ในประเทศที่เห็นความสำคัญของภาคประชาสังคมนั้น รัฐบาลมียุทธศาสตร์
มีนโยบาย มีกฎหมาย ในการส่งเสริมภาคประชาสังคม เช่น ในประเทศญี่ปุ่น
เมื่อสามสี่ปีก่อนมีการออกกฎหมายส่งเสริมองค์กรไม่แสวงหากำไร
ทำให้ภาคประชาสังคมเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว"นายไพบูลย์กล่าวอธิบายและเน้นย้ำเพิ่มอีกว่า
" สำหรับในประเทศไทย เมื่อมีการเสนอเรื่องการปฏิรูประบบราชการก็มีการเสนอให้มี
"กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์"
ซึ่งการมีกระทรวงนี้น่าจะรวมถึงการมีนโยบายส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมอยู่ด้วยแล้ว
แต่ถ้ายังไม่มีหรือมีไม่ชัดเจนก็ควรทำ ให้มีนโยบายนี้ให้ชัดเจน
ซึ่งผมอยากเสนอแนวทางให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปฏิบัติ ๕ ประการคือ
๑.
จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม มีความชัดเจนหนักแน่น
เช่น เป็นมติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรี
๒. แปรนโยบายและยุทธศาสตร์นี้เป็นการปฏิบัติในส่วนงานต่างๆ ของรัฐบาล
รวมทั้งหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษตามกฎหมาย เพื่อนำเอานโยบายและ
ยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ ซึ่งควรเป็นแบบมีส่วนร่วม ให้ประชาชนร่วมคิดร่วมทำ
เพราะที่ผ่านมา ด้วยความหวังดีของรัฐ รัฐจึงมักคิดให้ทำให้ แต่วิธีนี้ไม่ทันสมัยและไม่ยั่งยืนแล้ว
รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด
๓. มีกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่เก่าแก่โบราณสมควรแก้ไขปรับปรุง
เช่น ข้อบังคับการจดทะเบียน และเงื่อนไขการเก็บภาษี ควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม
สามารถทำหลายๆ ครั้งได้ โดยเชิญฝ่ายประชาชนที่เกี่ยวข้องมาหารือว่าควรทำอย่างไร
๔. ควรเร่งรีบให้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมผ่านออกมาเป็นกฎหมาย
มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะผ่านการพิจารณาเห็นชอบ โดยหลักการมาหลายรัฐบาลแล้ว
๕. ในระยะยาว ประเทศไทยต้องการพระราชบัญญัติว่าด้วยภาคประชาสังคม
เพื่อส่งเสริมพลังภาคประชาชน การมีกฎหมายฉบับนี้จะสอดคล้องกับหลักการแนวทาง
ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ที่มีบทบัญญัติหลายประการที่ส่งเสริมพลังภาคประชาชน"
นายไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ยังชี้ว่า" รัฐไม่ควรไปสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน
แต่ควรส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้มแข็งด้วยตนเอง ซึ่งความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมมิควรเกิดขึ้นจากการส่งเสริมของภาครัฐเท่านั้น
แต่ องค์กรภาคประชาสังคม ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองด้วย"
จากนั้นนายไพบูลย์จึงเสนอแนวทางต่อองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ว่า
"ต้องมีหลักการและวิธีการทำงานให้ตนเองเข้มแข็ง ๓ ข้อดังนี้
๑. ควรพึ่งตนเองและพัฒนาตนเอง การพึ่งตนเองและพัฒนาตนเองเป็นหลักการที่ต้องมีอยู่ในหัวใจเสมอ
ทั้งในด้านความถูกต้องชอบธรรม ความรับผิดชอบ และประสิทธิภาพประสิทธิผล
องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ จะชอบธรรมก็ต่อเมื่อสังคมต้องการ
เกิดประโยชน์ต่อสังคม มีความรับผิดชอบคือตรวจสอบได้ ถูกต้องตามกฎหมาย
ทำนองคลองธรรมและจริยธรรม ประสิทธิผลประสิทธิภาพคือบรรลุตามภารกิจและมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
๒. ควรรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกื้อกูล
เพิ่มพูนพลังของเราให้มากขึ้น เป็นการเพิ่มทุนทางสังคม จุดสำคัญของทุนทางสังคมอยู่ที่ความไว้เนื้อเชื่อใจ
และการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
๓ .
ควรร่วมกันพัฒนาขบวนการของเราให้มีความเข้มแข็งมั่นคง มีความชอบธรรม
รับผิดชอบ ประสิทธิภาพประสิทธิผล คือต้องคิดออกมาเป็นกิจกรรมและ
กลไกที่เป็นรูปธรรม เช่น ในบางประเทศ องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์
มีการรวมตัวกันตั้งสถาบันในการกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานกันเอง
ออกประกาศนียบัตรรับรองเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ นอกจากนั้น
ก็ต้องการฝึกอบรม การเรียนรู้ การพัฒนาข้อมูล รวมทั้งการรวมตัวกันยกประเด็นขึ้นไป
พูดคุยเสนอต่อภาครัฐให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม" นายไพบูลย์กล่าวนำก่อนจะสรุปอีกครั้งว่า
"อยากฝากไว้ว่า ที่ประชุมวันนี้ต้องมีข้อสรุปให้ได้ว่า
เราจะทำอะไรร่วมกันเป็นรูปธรรม หากมีข้อเสนอต่อผู้อื่น ก็ให้ทำเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร
มีการลงนามร่วมกันเป็นหลักฐาน ยื่นให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาปฏิบัติต่อไป"นายไพบูลย์กล่าว
จากนั้นได้มีการเปิดเวทีอภิปรายในหัวข้อเดียวกันกับในหัวข้อการประชุมครั้งนี้
ผู้อภิปราย ประกอบด้วยนายศุภรัตน์ โชติกญาณ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
นางพูนสุข โชติกวณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสังคมสงเคราะห์
กรมประชาสงเคราะห์ รศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ
และ ศ.นพ.พงษ์ศิริ ปรารถนาดี ประธานศูนย์ประสานงานองค์การเอกชน
ด้านสวัสดิการสังคม จังหวัดเชียงใหม่
ผู้อภิปรายแต่ละท่านมีข้อเสนอต่อทิศทางการดำเนินงานของศูนย์ฯหลายประการ
เช่น ควรรวบรวมความคิดเห็นเพื่อเสนอต่อรัฐบาลและสาธารณชนให้เป็นเอกภาพ
จัดทำแผน ในการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมองค์กรเอกชนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ได้มาตรฐาน ศูนย์ควรจะเป็นที่พึ่งของสมาชิกในการแก้ปัญหาต่างๆ
เป็นกลไกให้สมาชิก ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นเวทีในการพบปะและบูรณาการ
ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับ หน่วยงานรัฐ เป็นต้น
ส่วนในช่วงสุดท้ายของวันที่ 4 กรกฎาคม เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยพูดคุยแลกเปลี่ยนระดมความเห็นกันในหัวข้อ
"แนวทางการสร้างศักยภาพของ ศูนย์ประสานงานองค์การภาคเอกชนแห่งชาติและศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนประจำจังหวัด"
และมีการนำผลการประชุม กลุ่มย่อยมาเสนอในที่ประชุมใหญ่ในวันที่
5 กรกฎาคม พอสรุปได้ดังนี้คือ
ในด้าน การพัฒนาศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ ที่ประชุมมี
ความคาดหวัง ให้ศูนย์ เป็นตัวแทน ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
เป็นที่พึ่งและที่ประสานงานของสมาชิก ให้ดำเนินงานไปในทางเดียวกัน
สร้างเครือข่ายในการทำงาน สามารถปฏิบัติภารกิจตามข้อบังคับให้ครบถ้วน
และเป็นแหล่งข้อมูล และเชื่อมประสานทรัพยากร ที่ผ่านมา ศูนย์มี
ข้อจำกัด คือขาดการสื่อสารที่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดแผนปฏิบัติการ
ขาดตัวหลักที่เข้มแข็งในการปฏิบัติงาน ขาดผู้นำที่เหมาะสม และผู้นำถูกเลือกจากความเกรงใจมากกว่าความสามารถ
ส่วน แนวทางการพัฒนาต่อไป นั้น ที่ประชุมเสนอว่าต้องมีการติดตามประเมินผล
ในการเลือกกรรมการและประธานควรบอกถึงความคาดหวังในตัวประธาน
ซึ่งถ้าประธานไม่พร้อมก็ควรถอนตัวได้ทันที มีการสร้างหลักสูตรสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานองค์กรเอกชน
เป็นที่ปรึกษาแก่สมาชิก สร้างระบบธรรมาภิบาลให้แก่สมาชิก จดทะเบียนศูนย์
และสร้างอาสาสมัคร
ส่วนการพัฒนาศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนประจำจังหวัด
ที่ประชุมมี ความคาดหวัง ให้ศูนย์มีอิสระจากการชี้นำของรัฐ
มีสมาชิกมากๆ ได้รับการยอมรับขององค์กรเอกชนในท้องถิ่น และ สาธารณชนทั่วไปและการให้ความสำคัญจากภาครัฐให้เป็น
ตัวแทนขององค์การเอกชนและเป็นตัวกลาง ในการประสานกับสมาชิก สมาชิกมีส่วนร่วม
มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสมาชิก มีงบประมาณเพียงพอ มีสถานที่ตั้งแน่นอนชัดเจน
มีบุคลากรประจำ มีกฎหมายรองรับสถานภาพ มีบุคคลต้นแบบและแกนนำ
มีสถานีวิทยุเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ และมีส่วนร่วมในการประชุมของส่วนราชการในจังหวัด
ที่ผ่านมาศูนย์ มีข้อจำกัด มีสมาชิกน้อยเพราะยังมองไม่เห็นประโยชน์ในการเข้าร่วม
ขาดงบประมาณสนับสนุน สมาชิกมีปัญหาของตนเอง ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของศูนย์
ขาดความร่วมมือและการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ยังไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมในคณะกรรมการพัฒนาจังหวัด
และขาดสถานภาพที่ชัดเจน ส่วน แนวทางการพัฒนา ต่อไปนั้น
จำเป็นต้องทำงานแบบองค์กรเอกชนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว มีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น
ทำข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ มีการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรเอกชนต่อศูนย์
และการดำเนินงาน มีงบประมาณสนับสนุน บุคลากร เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์และสำนักงาน
ประสานงานให้จังหวัดแต่งตั้งตัวแทนศูนย์เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการพัฒนาจังหวัด
มีการพัฒนาบุคลากรของศูนย์ โดยเฉพาะกรรมการ (อบรม ดูงานทั้งในและต่างประเทศ)
ได้รับข้อมูลจากศูนย์ประสานงานแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานและเผยแพร่
และมีการประกาศเกียรติคุณให้บุคคลที่ทำงานให้ศูนย์
ในด้าน บทบาทของภาครัฐและท้องถิ่นในการส่งเสริมสนับสนุนศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนประจำจังหวัด
ที่ประชุมมีความคาดหวังให้ภาครัฐ ให้ความสนับสนุนการจัดกิจกรรม
สนับสนุนด้านวิชาการและข้อมูล สนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์
บุคลากร และสถานที่ ส่งเสริมบทบาทองค์กรเอกชน สร้างขวัญกำลังใจให้องค์กรเอกชน
ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลของศูนย์ จริงใจและร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์
ติดตามประเมินผล รายงานผล สร้างวิสัยทัศน์ ร่วมคิดกลยุทธ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
ทำแผนงานและโครงการของศูนย์ กับส่วนงานรัฐในท้องถิ่นให้ประสาน
และเชื่อมโยงกัน
การประชุมในช่วงสุดท้ายเป็นวาระในด้านการบริหารคือ การประชุมสามัญประจำปี
2545 ของศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ และการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของศูนย์
ซึ่งมีชื่อเป็นทางการที่ทางรัฐบาลรับรองไว้ว่า"คณะกรรมการประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ
" ในส่วนการประชุมสามัญประจำปีนั้น เรื่องที่หารือกันเป็นสำคัญคือจะมีการจดทะเบียนศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติเป็นนิติบุคคลหรือไม่
ซึ่งการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2544 ได้มีมติไม่ขัดข้องต่อการจดทะเบียนดังกล่าว
โดยใช้ชื่อว่า "สมาคมสภาองค์การประชาสังคมแห่งประเทศไทย"
ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ประชุมในปี 2545 ได้หารือทบทวนแนวคิดนี้กันอีกครั้งหนึ่งอย่างกว้างขวาง
ถึงข้อดี ข้อเสีย โอกาส และข้อจำกัดของการจดทะเบียนดังกล่าว
และในที่สุดมีมติว่าไม่ต้องมีการจดทะเบียน
สำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประสานงานภาคเอกชนแห่งชาตินั้น
สมาชิกจากศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนประจำจังหวัด หลายองค์กรได้เสนอให้มีการแก้ไขข้อบังคับศูนย์ประสานงานภาคเอกชนในหมวดที่
4 เกี่ยวกับคณะกรรมการบริหาร ด้วยเหตุผลว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ศูนย์ได้ขยายตัวไปมาก โดยมีสมาชิกที่เป็นศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนประจำจังหวัดครบทั้ง
75 จังหวัดแล้ว จึงน่าที่จะเพิ่มจำนวนกรรมการให้ตัวแทนจากศูนย์ประสาน
งานองค์การเอกชนประจำจังหวัดมีโอกาสร่วมในการ บริหารการดำเนินงานของศูนย์ประสานงาน
ภาคเอกชนแห่งชาติอย่างจริงจังมากขึ้น จากเดิมที่กรรมการส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของเครือข่าย
องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้แก้ไขข้อบังคับในข้อ
11.1 ให้เพิ่มจำนวนกรรมการ จากไม่น้อยกว่า 9 คน เป็นไม่น้อยกว่า
25 คน และจากไม่เกิน 25 คน เป็นไม่เกิน 35 คน และแก้ไขข้อบังคับข้อ
11.3 ให้เพิ่มจำนวนรองประธานกรรมการจาก 2 คน เป็น 5 คน เพื่อจะได้มีรองประธานมาจากทุกภาคของประเทศ
จากนั้นจึงได้มีการเลือกตั้งไปตามวาระการประชุม
ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดใหม่จะจัดให้มีการประชุมเพื่อเลือกกรรมการด้วยกันเป็นประธาน
รองประธาน เลขานุการ และผู้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนดต่อไป
ผู้เข้าร่วมประชุมยังมีข้อเสนอด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการน่าจะหมุนเวียนไปจัดในต่างจังหวัดด้วย
เพื่อขยายการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น
จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน THAINGO พบว่า มีตัวแทนเครือข่ายองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์เข้าร่วมการประชุมสองวันนี้น้อยมาก
ทั้งที่เครือข่ายเหล่านี้มีบทบาท อย่างสำคัญในการก่อตั้งศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติเมื่อสองปีก่อน
และจากการสอบถามตัวแทนเครือข่ายดังกล่าวบางคน ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้พบว่า
ในความเป็นจริง ก็ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหาร ศูนย์น้อยลงเรื่อยๆ
ด้วย
ตัวแทนเครือข่าย บางคนเปิดเผยกับทีม THAINGO ว่า " สาเหตุส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้
เนื่องมาจากการดำเนินการประชุม ของอดีตประธานคณะกรรมการคนก่อน
ที่มีลักษณะการเอาความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ไม่มีการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเป็นประชาธิปไตย
และใช้ความเห็นข้างมากในการลงมติ อีกทั้งศูนย์ไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ที่เกิดสาระประโยชน์อย่างที่คิดกันไว้ในตอนก่อตั้ง นอกจากงานด้านศูนย์ข้อมูลและเว็บไซต์ที่รองประธานเป็นผู้รับผิดชอบ
อนุกรรมการสองชุด ที่ประธานคณะกรรมการรับเป็นประธานอนุกรรมการเอง
ไม่เคยมีการประชุมและการดำเนินการใดๆ เลย ตัวแทนเครือข่ายหลายคนจึงไม่เห็น
ประโยชน์ที่จะไปร่วมประชุม แม้จะยังร่วมงานกับศูนย์อยู่ก็ตาม"
อีกทั้งตัวแทนเครือข่ายหลายคนยังตั้งข้อสังเกตให้กับทีมงาน
THAINGO รับฟังด้วยว่า " ในการประชุมระดมความเห็นและการเลือกตั้งครั้งนี้
ตัวแทนจากศูนย์ประสานงานองค์การเอกชน ประจำจังหวัดหลาย คนดูเหมือนว่าจะแสดงความสนใจศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติ
เฉพาะในแง่การได้เข้ามามีเสียงข้างมาก ในคณะกรรมการบริหาร และการมุ่งขอความสนับสนุนจากรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง
โดยเฉพาะด้านทุนและการให้มีสถานะเป็นทางการมากกว่าการกำหนดหลักการ
นโยบาย ยุทธศาสตร์ วิธีการทำงาน และแผนงานร่วมกันที่เป็นรูปธรรม
ในการแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาสังคม จึงค่อนข้างจะน่าเป็นห่วงว่า
เครือข่ายต่างๆ จะสนใจมาร่วมงานกับศูนย์อีกต่อไปมากเพียงใด และอนาคตของศูนย์จะเป็นอย่างไร"ตัวแทนคนเดิมกล่าวหนักแน่น
Thaingo
รายงาน
9 กรกฎาคม 2545
|