นศ.10 สถาบัน เดินป่าแม่ทา
'ศึกษาชุมชนอนุรักษ์'
แผนที่ป่าชุมชนแม่ทาที่ถูกอุทยาน
แห่งชาติแม่ตะไคร้ ประกาศทับที่ |
เมื่อวันที่ 20-21
กรกฎาคม 2545 ที่ผ่านมาชุมชนคนรักป่า ซึ่งเป็น องค์กรพัฒนาเอกชนที่เผยแพร่ความจริงเรื่องคนอยู่กับป่ามากว่า
9 ปีและเป็นองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมผลักดัน ร่าง พระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับประชาชน
ได้ เปิดเส้นทางสัมผัส และศึกษา วิถีชีวิตคนอยู่กับป่า รวมทั้งเรียนรู้การจัดการป่าชุมชนแม่ทา
ของชาวบ้าน ต.แม่ทา กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ให้กับกลุ่มนักศึกษา
จาก 10 สถาบัน กว่า 50 คน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เพื่อเปิดเส้นทาง กระบวนการเรียนรู้ให้กับคนหนุ่มสาว
นิสิตนักศึกษา ซึ่งเป็นทั้งพลัง และความหวังของชุมชน ว่า การจัดการป่าในสังคมไทยมีมานานแล้ว
สอดคล้องอย่างพึ่งพาและยั่งยืนกว่า การจัดการป่าโดยมาตรการ ทางกฎหมายที่รัฐเป็นผู้ผูกขาด
โดยไม่ยอมให้ชุมชนมีส่วนร่วม และยังทำความเข้าใจว่า ชุมชนกับป่าอนุรักษ์นั้น
คือสิ่งที่ชุมชน ทำมาก่อน และป่าอนุรักษ์ไม่ใช่ป่าที่ตัดขาดจากชุมชน
นี่คือ คำตอบจากคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนแม่ทา |
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อปากเสียงของคนทำงานพัฒนา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะร่วมศึกษาเส้นทางการจัดการป่าชุมชนแม่ทา
ได้บันทึก คำอธิบายของนายอนันต์ ดวงแก้วเรือน ประธานเครือข่ายป่าชุมชนตำบลแม่ทา
กิ่ง อ.แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ถึงบทเรียน การต่อสู้ของชาวบ้านแม่ทาให้คณะนักศึกษาฟัง
ว่า "ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ไม่ว่าจะอยู่ในป่า ภูเขา หรือในเมือง ทุกคนก็จะมีโอกาสได้รับผลกระทบเหมือนกัน
เช่น ถ้าฝนแล้งน้ำแห้ง กรุงเทพฯ ก็คงได้รับผลกระทบเรื่องน้ำประปาไม่พอใช้
เพราะเมืองใช้น้ำมาก
| หรือถ้าฝนตกมากก็เดือดร้อนเหมือนกัน
หรืออย่างเมื่อปีที่ผ่านมา ที่น้ำก้อเพชรบูรณ์ โศรกนาฏกรรมจากน้ำท่วม
นั้นก็มาจากคนเราที่ไม่เคารพป่าฉะนั้นจึงอยากบอกว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ทุกคนจะต้องเข้าใจ
เราซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวที่จะก้าวเข้าไปเป็นผู้นำของสังคม ในอนาคตจะต้องเข้าใจให้ได้
ว่าทำไมต้องมีกฎหมายป่าป่าชุมชนและ ป่าชุมชนคืออะไร
จริงๆ แล้ว ป่าชุมชน เป็นภาษาใหม่ เป็นภาษาที่มาจากระบบราชการ ส่วนชาวบ้าน
เรียกอย่างอื่นไม่ใช่ ป่าชุมชน อาทิ ป่าหัวไร่ปลายนา ป่าน้ำจาง ป่าต้นน้ำ
ป่าพิธีกรรม ป่าศักดิ์สิทธิ์ เหล่านี้แหละ คือป่าชุมในความหมายของชาวบ้าน
"นายอนันต์กล่าวอธิบายและกล่าวต่ออีกว่า |
 |
| "ส่วนประเด็นที่เป็นปัญหาในตอนนี้
คือการใช้ประโยชน์ในป่า เนื่องจากป่าที่ชาวบ้าน ใช้ประโยชน์นั้นยังเหลืออยู่
แต่ป่าที่กรมป่าไม้ดูแลมากว่า 106 ปี นั้น กลับไม่เหลือป่า เพราะป่าถูกยกไปเป็นของชาติหรือแห่งชาติหมด
ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่า อุทยานแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่แห่งชาติ
แต่ ป่าของชาวบ้านไม่มีเลย ซึ่งเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากผู้รู้กฎหมายที่ไม่ได้มาสัมผัสชีวิตคนชนบท
ไม่ได้เข้ามาดำรงชีวิต แบบพึ่งพาป่า
ดังนั้นกฎหมายป่าชุมชนจึงเป็นมิติใหม่ ทางเลือกใหม่ ให้กับชาวบ้านที่ต้องอาศัยป่า
ในการดำเนินชีวิต แต่ก็ต้องต่อสู้กันมาถึง 12-13 ปี แล้ว เพียงเพื่อให้มีกฎหมาย
พ.ร.บ.ป่าชุมชนนี้ขึ้น ซึ่งก็ยากมาก |
|
แต่กฎหมายการเงิน กฎหมายเศรษฐกิจ ใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน ออกมาใช้ได้ ถึง
11 ฉบับ ต่างจากกฎหมายประชาชน ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้มาจากแนวคิด ภูมิปัญญาและแนวความเชื่อของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น"
นายอนันต์กล่าวอีกเพิ่มอีกว่า
"การจัดการป่าชุมชนแม่ทา ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำนั้น เกิดขึ้นจากการที่มี บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าเข้ามาสัมปทานป่าเมื่อปี
พ.ศ. 2498 และปี 2512 รัฐก็ให้เข้ามาสัมปทานไม้สัก และแล้วก็ไม้หมอนรถไฟต่ออีก
เหล่านี้คือกระบวนการทำลายอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสมัยนั้น จนผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านแม่ทาในสมัยนั้น
ได้เข้าไปขอไว้ผื่นหนึ่งเป็นแปลงเล็กๆ ว่าส่วนนี้เป็นป่าผีปู่ผีย่าอยากขอไว้
เพราะเชื่อว่าผีป่าเจ้าที่มันแรงมาก หากใครแตะต้องจะมีอันเป็นไป ซึ่งชาวบ้านในสมัยนั้นเขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
แต่ในความจริง ป่าส่วนตรงนั้นเป็นป่าต้นน้ำ คือต้นน้ำแม่แทน ที่มีน้ำไหลตลอดปีไม่เคยแห้ง
จึงมีป่าผืนนั้นเหลือยังอยู่ และนั่นเองคือจุดกำเนิดแนวความคิดของชาวบ้าน
ว่า น่าจะนำป่าผืนนี้มาเป็นแม่แบบการอนุรักษ์ป่าไว้ให้ถึงลูกหลาน ต่อมาจึงกลายเป็นป่าต้นแบบ
ในการจัดการป่าชุมชนของชาวบ้านตำบลแม่ทาและชาวบ้านอื่นๆ ทั่วประเทศ
แนวคิดเรื่อง ป่าชุมชน จึงเกิดมาจากความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่สมัยนั้นเอง
ว่าป่าผืนนี้ อย่าเข้ามาตัด มาทำลาย เดี๋ยวจะมีอันเป็นไป ป่าต้นน้ำแม่แทนจึงกลายเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์
เป็นป่าพิธีกรรม พูดง่ายๆ ก็คือ ผีช่วยคนได้ ในการรักษาป่า แล้วความเชื่อ
ความกลัวต่างๆ ก็กลายมาเป็นกฎระเบียบในการดูแลรักษาป่าแม่ทา แต่ต่อมาระยะหลังๆ
คนเริ่มไม่กลัวผี ชาวบ้านก็เริ่มมีการออกข้อบังคับเป็นกฎหมาย แทน ว่า ถ้าใครฝ่าฝืนจะมีการจับ
ปรับเท่าไหร่ จึงกลายมาเป็นกฎระเบียบของชุมชนจนถึงวันนี้ และกฎระเบียบนี้เองที่สามารถรักป่าชุมชนแม่ทา
6 หมื่นกว่าไร่ ให้อยู่ได้ถึงวันนี้ ตั้งแต่พ.ศ. 2514 จนถึง วันนี้ก็ 30
ปีแล้ว ป่าเริ่มสวย อุดมสมบูรณ์จนเป็นหมายตาของนายทุนมากในขณะนี้ ซึ่งชาวบ้านไม่ยอม
จนเจ้าหน้าที่ป่าไม้เองก็เริ่มมาหมายตาบ้าง โดยมาในนามของอุทยานแห่งชาติ
ป่าแม่ทาจึงเป็นทั้งป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ไปแล้วในขณะนี้ ซึ่งป่าสงวนประกาศไปเมื่อ
2507 จากนั้นก็ประกาศเป็นป่าจำแนก แล้วป่าลุ่มน้ำชั้นเอ สุดท้ายก็มาเป็นป่าอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้
ที่กรมป่าไม้ขีดเส้นครอบทับผืนป่าแม่ทาทั้งหมด รวมทั้งที่ทำกินและป่าใช่สอย
เมื่อปี 2525 กระบวนการทั้งหมดนี้นั้น เพราะว่าป่าแม่ทาสวยและอุดมสมบูรณ์มาก
ที่สวยทำไมไม่ถามบ้าง ว่าใครดูแล ใครรักษาไว้ " นายอนันต์ย้ำ

"ครั้งหนึ่งชาวบ้านแม่ทาเคยเอากฎระเบียบข้อบังคับและการจับปรับ ในการดูแลรักษาป่าไปให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการรับรอง
เขากลับบอกว่า เขาไม่เชื่อชาวบ้าน อีกทั้งยังหาว่าชาวบ้าน ร่างกฎเถื่อน ศาลเตี้ย
ขึ้นกันเอง สรุปราชการไม่ยอมรับ ครับ ซึ่งชาวบ้านก็พยายามร่างกฎหมายป่าชุมชน
ฉบับประชาชนฉบับนี้ขึ้นอีก เมื่อปี 2532 เกิดจากเหตุการณ์คัดค้านการให้สัมปทานป่าห้วยแก้วของนายทุน
ทำให้ชาวบ้านเริ่มคิดร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนขึ้น เพื่อขอมีส่วนร่วมในการจัดการป่า
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 10 กว่าปี แล้ว ร่าง พ.ร.บ.นี้ก็ยังไม่ถึงจุดหมาย
ทั้งๆ ที่ป่าชุมชน ก็คือ ป่าที่ชาวบ้านเข้าไปดูแลรักษา ร่วมกับกรมป่าไม้
โดยมีหัวใจหลักๆ คือ เข้าไปใช้ประโยชน์ด้วย เพราะว่า ชาวบ้านอยู่กับป่า กินกับป่า
นี่คือวิถีชีวิตชาวบ้านมาแต่ดั้งเดิม แต่คนที่คัดค้าน พ.ร.บ.กลับกล่าวว่า
เพราะชาวบ้านกินอยู่กับป่านั้นเองจึงทำให้ป่าฉิบหาย ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ
ว่าคน 4,000 กว่าชีวิต อาศัยป่าแม่ทา 6 หมื่นไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกิน เพียง
20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าถามว่ามากไหม ไม่มากหรอกครับ ไม่พอทำกินด้วยซ้ำไป
แต่ทำไมชาวบ้านถึงอยู่ได้ นั่นเพราะว่า ชาวบ้านได้อาศัยผลผลิตจากป่า ได้กิน
ได้อยู่อาศัย ได้พึ่งพาป่า ไม่ใช่อย่างที่ ส.ว.กล่าว ที่หาว่าชาวบ้านเป็นมอด
แมลง เอาไปไว้ในป่า ป่าก็วอด เพราะความจริงคือ ชาวบ้านเขาแบ่งกันจัดการดูแลรักษานะครับ
ชาวบ้านแบ่งเป็นเขต เช่น เขตสีฟ้า ในแผนที่นี้คือพื้นที่ทำกินมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง
สีเขียวอ่อนซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแต่ชาวบ้านกันไว้หากิน เก็บหน่อเลี้ยงสัตว์
ใช้ไม้ ทำฟืน ซึ่งการใช้สอยทุกอย่างต้องผ่านคณะกรรมการเห็นชอบก่อน ส่วนสีเขียวเข้มนี้คือป่าอนุรักษ์
ซึ่งชาวบ้านจะไม่แตะต้องเลย ชาวบ้านจะดูแลรักษาไว้อย่างดี อีกทั้ง ชาวบ้านจะสำรวจดู
และสอดส่องเป็นหูเป็นตาช่วยกัน แต่ราชการมาจากไหนไม่รู้ มาประกาศและขีดเส้นทับเลย
ว่าพื้นที่ทั้งตำบลแม่ทาเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ โดยที่ชาวบ้านไม่ทราบเลย
จนวันที่ 1 เมษายน 2536 ชาวบ้านแม่ทาโดนจับ 2 คน ข้อหาบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้
นั้นเอง จึงเกิดคำถามกับราชการ คือกรมป่าไม้ ว่า อุทยานแห่งชาตินั้นตั้งอยู่ตรงไหน
ชาวบ้านจะได้ทราบ เพราะเขาไม่เคยบอก คำตอบคือพื้นที่ป่าทำกินของชาวบ้านแม่ทากิ่ง
อ.แม่ออน ตลอดถึง อ.ดอยสะเก็ดและอ.สันกำแพง เชียงใหม่ รวม 5 แสนกว่าไร่ นี่เกิดอะไรขึ้นครับ"
นายอนันต์อธิบายซ้ำก่อนจะสรุปถึงพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับประชาชนที่ไม่ผ่านมติสมาชิกวุฒิสภาว่า
"สุดท้ายสิ่งที่ชาวบ้านพยายามต่อสู่เพื่อขอมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
เดินทางต่อสู้มา 10 กว่าปี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สมาชิกวุฒิสภาคว่ำร่างกฎหมายฉบับประชาชนนี้
ทิ้งความหวังของชาวบ้านในการดูแลจัดการรักษาป่าชุมชนของตน นี้คือตำนานการต่อสู้ที่ขมขื่นที่ผมอยากเล่าให้ฟัง"
นายอนันต์กล่าวเสียงคลอ
| |
อ.กนกวรรณ อุโฆษกิจ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่สนใจศึกษาการจัดการป่าชุมชน ของชาวบ้าน ให้ความเห็นว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นอยากกล่าวแต่เพียงว่า
คนคัดค้าน เขาไม่ได้มาเห็นของจริงมากกว่า หรือที่เคยเห็นนั้นก็ไม่ใช่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านเขารักษากันจริงๆ
เขาอาจจะไปเจอกลุ่มชาวบ้านที่บุกรุกถางป่า ซึ่งเป็นความจริงอีกมุมหนึ่ง
ก็เลยเชื่อว่าชาวบ้าน เป็นอย่างนั้นไป ส่วนความเข้าใจของคนที่ไม่ได้มาเห็นนั้น
ก็คงจะคิดเอาเองเสียมากกว่า ว่าชาวบ้านทำลายป่า อีกทั้งคนในเมืองมักจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวชาวบ้านทำลายป่า
จากสื่อต่างๆ มาเยอะมาก ดังนั้น การจะรณรงค์ให้เขาได้ยินได้เห็นว่า
ชาวบ้านรักษาป่าอย่างไร เป็นสิ่ง ที่ต้องทำ เพราะที่ผ่านมายังมีการทำความเข้าใจอยู่น้อยมาก
|
อย่างไรก็ตาม ก็ยังโชคดี ที่ยังมีบางส่วนลงพื้นที่จริงๆ ศึกษาจริงๆ ว่าชาวบ้านเขาอยู่เขาจัดการอย่างไร
ซึ่งก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการสนับสนุนขึ้น แม้ว่าบางส่วน จะไม่สามารถสนับสนุนได้เพราะติดกรอบองค์กร
หวาดกลัวอิทธิพล ก็ตามที ที่ปิดกั้นหรือบังคับไม่ให้เขาพูดเรื่องนี้
ส่วนเรื่องนักวิชาการ หรือสมาชิกวุฒิสภา ที่ลงมติคัดค้านนั้น ก็เข้าใจว่า
คนนี้คงจะไปรู้ไปเห็น จากอีกแง่มุมหนึ่ง จึงทำให้เขาเชื่ออย่างนั้น บวกกับความเป็นนักวิชาการ
ที่ค่อนข้างมีบุคลิกเป็นคนยึดมั่นถือมั่นในตัวเองสูงด้วย ดังนั้น เมื่อเขาเชื่ออย่างไร
เขาก็ยังเชื่ออย่างนั้น แต่เราก็ยังเชื่อเสมอว่า ถ้าเขาลงมาสัมผัสความจริงตรงนี้
ก็คงจะมีโอกาสเปลี่ยนความคิดเขาได้ ส่วนหนึ่งนะ แม้ว่าการเข้ามาดูป่า ดูการจัดการป่าของชุมชนนั้นมันยาก
กว่าการเข้าไปดูสำนักงานป่าไม้ก็ตาม เพราะแบบนั้นสะดวกกว่า มีถนน มีบ้านพัก
มีวิวสวยงาม นะคะ แต่เขาไม่เคยเห็นว่า ป่าถูกทำลาย ทำลายอย่างไร การรักษาป่า
รักษาอย่างไร ของแต่ละชุมชน
อีกประเด็นที่มักกล่าวกันมาก ก็คือเรื่องคนส่วนน้อยต้องเสียสละให้คนส่วนใหญ่
ชาวบ้านที่อยู่กับป่า มีเพียงนิดเดียว ซึ่งถ้าชาวบ้านที่อยู่กับป่าไม่เข้าไปทำประโยชน์
ก็จะทำให้คนในเมืองอีกมาย อยู่ได้ ซึ่งตรงนี้ อยากจะชี้แจงว่า ไม่จริงเลย
เพราะคนกลุ่มน้อยๆ ที่อยู่กับป่านี่เอง ที่รักษาป่าไว้ให้คนทั้งประเทศได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
" อ.กนกวรรณ กล่าวเสริมก่อนจะสรุปทิ้งท้ายว่า
"การที่เราจะทำให้คนทุกคนเป็นคนรักป่านั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่ให้คนที่อยู่กับป่า
และรักษาป่าจริงๆ เขาดูแลป่า ทำไมเราไม่เปิดเผยวิถีชีวิตของเขาให้สังคมรับรู้
ซึ่งความรักที่มีต่อป่านั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงหรือประกาศออกมา เราแค่มายอมรับและให้บทบาทเขารักษาป่า
เท่านี้ก็พอแล้ว เพราะมันมีหลายชุมชนที่เขาฟื้นป่าให้อุดมสมบูรณ์ได้ จากป่าที่เสื่อมโทรมมาเป็นป่าที่สมบูรณ์
แล้วทำไมไม่เปิดโอกาสให้เขาดูแล เช่น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการบ้านห้วยฮ้อมไคร้
ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริ ก็ทำสำเร็จมาแล้วหลายชุมชน " อ.กนกวรรณกล่าวสรุป
 |
นางสาวรจเรข วัฒนพาณิชย์
ผู้ประสานงานชุมชนคนรักป่า กล่าวถึงบทบาท การทำงานของโครงการ
ที่ต่อสู้และผลักดันการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าของชุมชน
ว่า " บทบาทชุมชนคนรักป่านั้น ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนชุมชนที่รักษาป่า
ซึ่งรูปแบบ การสนับสนุนเป็นเพียงการสนับสนุนทางอ้อม เช่น ในระยะที่ผ่านมา
มีความไม่เข้าใจกัน ระหว่างสังคมภายนอกกับชุมชนที่อยู่กับป่าแล้วดูแลรักษาป่า
บวกกับนโยบายรัฐที่กีดกัน การมีวิถีชีวิตอยู่กับป่าของชาวบ้าน จึงมีโครงการชุมชนคนรักป่าขึ้น
เมื่อ ปี 2536 หรือ 9 ปี ที่ผ่านมานี้ ซึ่งเป็นองค์กรที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้
เพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากคนในสังคม ว่า คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนนั้น
อยู่อย่างไร |
นั่นคือจุดกำเนิดแนวคิดของชุมชนคนรักป่า ที่สร้างตัวขึ้นมาจากคนไม่กี่คน
เพื่อทำหน้า ที่เป็นสื่อกลาง ให้คนในเมือง ได้เข้าใจคนอยู่กับป่า ได้อย่างไร
เพราะแต่ละที่แต่ละชุมชน มีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างกัน ตามความเชื่อของแต่ละชุมชน
แต่ละพื้นที่ อย่างบางชุมชนที่โครงการชุมชนคนรักป่าทำงานด้วย ก็เป็นชุมชนชาวปะกาเกอญอ
ก็มีรูปแบบการจัดการป่าอีกแบบหนึ่ง ชาวม้งก็อีกแบบหนึ่ง หรือชาวบ้านแม่ทา
อย่างที่กำลังเห็นอยู่ก็อีกแบบหนึ่ง ในขณะที่กฎหมายของรัฐ เช่น กฎหมายป่าไม้
ซึ่งล้าหลังมาก แต่ก็ยังใช้อยู่นั้น ให้อำนาจรัฐจัดการป่าได้เพียงฝ่ายเดียว
โดยเฉพาะช่วงหลังที่กรมป่าไม้เปลี่ยนแนวคิดจาก ดูแลป่าเพื่อให้สัมปทานไม้
มาเป็นการอนุรักษ์ตามรูปแบบตะวันตก แทนนั้น ก็เลยเกิดความขัดแย้งมากขึ้น
โดยเฉพาะประมาณ 10-20 ที่ผ่านมา นโยบายการอนุรักษ์ป่าของกรมป่าไม้ มันสวนทางกับคนในพื้นที่
ที่เขาดำรงอยู่มานาน อย่างสิ้นเชิง เพราะกรมป่าไม้ได้ใช้แนวคิดการอนุรักษ์ป่าแบบตะวันตก
มาใช้" นางสาวรจเรขกล่าวเกริ่น
"ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องคนอยู่กับป่าในความเข้าใจของสังคมภายนอกนั้น เข้าใจและยอมรับกันได้แล้ว
โดยส่วนใหญ่นะคะ เพียงแต่พอเรามาพูดถึงเรื่องป่าอนุรักษ์เท่านั้นเอง ที่เกิดความคิดแตกต่างขัดแย้งกันอยู่
กลายเป็นว่า คนอยู่กับป่าได้ แต่พอกล่าวถึงการทำป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์เท่านั้น
ที่มีบางส่วนยอมรับไม่ได้ และพอรัฐพูดถึงคนกับป่าอนุรักษ์บ้าง กลับบอกว่า
คนอยู่กับป่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรื่องคนอยู่กับป่าเขายอมรับแนวความคิดนี้กันได้แล้ว
และตัว พ.ร.บ.ป่าชุมชนเองก็สะท้อนออกมาว่า สังคมเองก็ยอมรับเรื่องนี้ แต่มาติดตรง
มาตรา 18 ที่มีการพูดถึงการทำป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งพอพูดก็มีการตีความถึงคำว่าป่าอนุรักษ์คืออะไร
ส่วนหน่วยงานของรัฐเองพอมีนโยบายการอนุรักษ์ขึ้นมา ก็มีการประกาศเขตอนุรักษ์ไปเรื่อยๆ
จนครอบคลุมทั้งประเทศ ทับที่ทำกิน ทับป่าชุมชนชาวบ้านไปหมด ซึ่งมันเป็นการเอากฎหมายไปทับชุมชนเขาที่เขาอยู่ดูรักษาป่ามาก่อน
ขณะที่การนำเสนอของรัฐเกี่ยวกับป่าอนุรักษ์นั้น หมายถึงป่าบริสุทธิ์ที่ไม่มีคนเข้าไปแตะต้อง
และรัฐจะเก็บเอาไว้ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ มันไม่มีป่าบริสุทธิ์แบบนั้น
เพราะป่าทุกป่าชาวบ้านรู้จักหมดอยู่มาก่อน ทำกินพึ่งพามาก่อน และรักษามาก่อน
เพียงแต่ทัศนคติของคนที่ไม่ได้อยู่กับป่า ซึ่งถูกหล่อหลอมว่าป่าอนุรักษ์คือป่าบริสุทธิ์
สวยงาม เหล่านี้เป็นการสื่อสารที่มาจากรัฐ อย่างเช่นในพื้นที่ภาคเหนือชุมชนชาวปะกาเกอญอ
เขาอยู่กับป่ามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้น พ.ร.บ. ป่าชุมชน ที่คิดร่างกันเมื่อ
12 ปีก่อน เป็นเพียงการหาช่องช่วยเหลือให้คนหรือชุมชนดั้งเดิม ที่เขากับป่าและดูแลรักษาป่าสามารถอยู่ได้
อยู่อย่างถูกกฎหมายหรือมีกฎหมายรองรับด้วย เท่านั้นเอง ไม่ใช่จู่ๆ ชาวบ้านก็กระทำผิดกฎหมาย
ในที่ทำกินของตนเองเพราะการประกาศของรัฐ" นางสาวรจนาอธิบายย้ำ ก่อนที่จะสรุปถึงบทบาทการทำงานชุมชนคนรักและบทบาทของคนหนุ่มสาวที่เข้ามาเกื้อหนุนพลังชาวบ้านว่า
"จริงๆ แล้ว เราพยายามนำเสนอองค์ความรู้ของชาวบ้านออกไป ตลอดเวลา นำเสนอบนฐานความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ดิน น้ำ ป่า ของชาวบ้าน เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ด้วย
ดังนั้น การจัดการป่าชุมชนที่ชาวบ้านทำอยู่แล้ว ถ้าเราเข้าไปหนุนเสริม เราต้องเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า
เขามีความรู้ และเราทำงานด้วยการพยายามนำเสนอองค์ความรู้ของเขา ออกไปให้มากที่สุด
ให้สังคมภายนอกได้เข้าใจ เช่น ความรู้ในการจัดการไฟ ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากป่าในเชิงวัฒนธรรม
หรือดำรงชีวิต ซึ่งเป็นหนทางไปสู่ความยั่งยืนได้ นี่คือการทำงานของชุมชนคนรักป่าและก็ต้องกล่าวก่อนว่า
เราต้องเปิดใจให้กว้างมากๆ เพราะจุดเริ่มต้นการคิดของเราที่มองชาวบ้าน เรามอง
เขาไม่แตก ต่างจากรัฐมอง ว่าชาวบ้านคือผู้ทำลายป่า จนเมื่อเราได้เข้าสัมผัสความจริงตรงนี้
ดังนั้น เราไม่ได้กล่าวโทษว่าสังคมไม่เข้าใจ เพียงแต่การรับรู้ข้อมูล มันมีอยู่เพียงด้านเดียวเท่านั้นเอง
ซึ่งทำอย่างไร ที่จะให้เกิดการมีข้อมูลที่คู่ขนานกันบ้าง
| ส่วนการทำกิจกรรมนักศึกษาในวันนี้
นั้น เราเชื่อว่าเขามีพลัง สำคัญ แม้ว่าที่ผ่านมา พลังนักศึกษามันอ่อนแรงลงไปบ้าง
ด้วยกระแสสังคมที่ปลุกเร้า แต่เราก็ยังเชื่อว่า นักศึกษา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
ที่สามารถช่วยในการเคลื่อนไหวได้ และชุมชนคนรักป่าก็ทำงานกับคนทุกกลุ่มทั้ง
ศิลปิน นักวิชาการ พยาบาล ก็มาเดินป่าศึกษากับเราทุกปี หรือครูอาจารย์
ซึ่งเกือบทุกสาขาอาชีพก็ว่าได้
แม้ว่าเราจะเชื่อว่า เขาก็คงมีข้อมูลมาแล้วในบางด้าน แต่การสัมผัสของจริงในพื้นที่
ก็คงทำให้ได้คิดมากขึ้น มีคำถามและได้คำตอบมากขึ้น จากการได้ลงมาสัมผัสเอง
ซึ่งเมื่อเขาได้คำตอบแล้ว เขาก็จะคุยกันเองว่า จะสามารถร่วมกันทำงานสนับสนุนตรงนี้อย่างไรได้บ้าง
ในบทบาทของเขาที่เป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ จึงมีงานนี้ขึ้นมาคะ" นางสาวรจเรขกล่าว |
 |
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|