วิถีชีวิต ดิน-น้ำ-ป่า "ใครเป็นผู้จัดการอย่างยั่งยืน"

มาตรา 46 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญกล่าวว่า "ชุมชนอันเป็นท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมิสิทธิอนุรักษ์ หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน"

การปฏิรูประบบราชการภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมตรี ทำให้กระบวนการภาคประชาชน ต้องกลับมาทบทวนกระบวนต่อสู้อีกครั้ง เนื่องจากปัญหาที่ยื่นข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไข กฎหมายที่ผลักดันออกมาแล้วอยู่ระหว่างการพิจารณา รัฐบาลมีท่าทีอย่างไร เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน

"มหกรรมคนรักษ์วิถีดิน น้ำ ป่า "เป็นอีกกระบวนการภาคประชาชน ขบวนการหนึ่ง ที่ลุกขึ้นขับเคลื่อนย้ำเตือนรัฐบาล และเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์และกำหนด ท่าทีต่อสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะ ประเด็นการปฏิรูประบบราชการ ที่มีแบ่งกรมป่าไม้ออกเป็น 2 ส่วน ที่เกี่ยวพันกับป่าชุมชนและเกียวพันกับ พ.ร.บ. ป่าชุมชน ฉบับประชาชน ที่หลั่งน้ำตาร้องไห้หน้าทำเนียบ เนื่องจากไม่ผ่านขั้นตอนวุฒิสภาและกำลังรอท่าทียืนยันจาก รัฐบาลผ่านสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง

แง้มมอง แนวทางการปฏิรูปโครงสร้าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันรัฐที่ยึดกุมลมหายใจคนจนนั้น ได้มีการแยกขั้วการจัดการป่าไม้ ระหว่างป่าเศรษฐกิจซึ่งต้องไปสังกัดกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 20 ล้านไร่

และป่าอนุรักษ์ สังกัดกรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ประชาชนพยายามชี้แจงตลอดเวลาว่า ป่าชุมชนนั้น มีหัวใจอย่างเดียวกันคือ "ใช้สอยอย่างยั่งยืน " แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ทำผิดพลาดไปจากเสียงร้องขอของประชาชน

ทำไมต้องแบ่งป่าชุมชนออกเป็น 2 ส่วน และที่ทำสำคัญท่าทีรัฐบาลยังคงเงียบไม่มีความคิดเห็นใดๆ ถึงอนาคตป่าชุมชน สิทธิและความมั่นคงของคนจน และพ.ร.บ.ป่าชุมชน รัฐบาลจะให้หน่วยงานใดมาดูแลจึงจะประสิทธิภาพ ในขณะที่ภาคประชาชนยืนยันชัดเจนว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนต้องอยู่คู่ชุมชน รัฐห้ามแยกและต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบป่าชุมชน ซึ่งจะสังกัดกระทรวงใดก็ได้ แต่ต้องคงเจตนารมณ์เดิม "คือคนอยู่กับป่าดูแลจัดการป่าและใช้ป่าได้" เพราะ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับนี้ได้เสนอเนื้อหาและรูปแบบการจัดการ มาจากองค์ความรู้และประสบการณ์ของชุมชน ที่สืบทอดมาตามจารีตประเพณีความเชื่อและพิธีกรรม ซึ่งจากการวิจัยพบว่าพิธีกรรมของคนกับป่าได้ประสิทธิภาพในการจัดการกว่าระบบกฎหมายและกลไกรัฐด้วยซ้ำ แต่กลวิธีนี้กลับถูกผลักตกออกไป แม้แต่ ผู้ทรงคุณวิฒุของแผ่นดิน อย่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อว่าภูมิปัญญาชุมชนจะรักษาป่าได้ เป็นความไม่เชื่อที่ไม่ปรารถนาจะสัมผัสความจริง ความจริงที่ประชาชนยืนยันว่า "ป่าชุมชนคือป่าอนุรักษ์ประเภทหนึ่ง ที่ชุมชนใช้ความชาญฉลาดในเชิงกลวิธี ถ่วงดุล ตรวจสอบ และรักษา" เพื่อให้คงอยู่สืบไปอย่างยั่งยืน ตามปรัชญาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ของสังคมไทยแต่ดั้งเดิม

เมื่อสังคม โดยฌฉพาะสังคมเมือง ยังไม่เข้าใจ "เรื่องคนอยู่กับป่า" บวกกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่โหมรุกหนัก โดยการมากับลัทธิการค้าเสรี วัฒนธรรมบริโภคและนโยบายรัฐที่ขาดปัญญา ทำให้ขบวนการภาคประชาชน ลุกขึ้นแสดงพลังและประสานเครือข่ายให้เหนียวแน่น เพื่อต้านพลังของโลกาภิวัตน์ ที่จะเข้ามาควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ เพราะทุกอย่างจะมีค้าเป็นเพียงสินค้า แล้วจากนั้นชุมชนหรือท้องถิ่นกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย และถูกทำลาย ถึงเวลานั้นสังคมไทยจะสูญสิ้นรากฐานทางสังคมและวัฒนธรรม


อานันท์ ปัญยารชุน

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
เมื่อวันที่ 4-7 ตุลาคม 2545 ที่ผ่าน ณ ลานชุมชนริมปิง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้มีเครือข่ายขึ้น ประชาชนกว่า 19 เครือข่าย ใน 15 จังหวัด ทางภาคเหนือและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 20 องค์กร เป็นจัดภาพจัดงาน"มหกรรมวิถีคนรักษ์ ดิน น้ำ ป่า" อันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น ท่ามกลางกระแสการแบ่งตำแหน่งงานประจำกระทรวง ทบวง กรม กันอึกทึกคึกคัก ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อนักพัฒนาและเพื่อประชาชน ได้รวบรวมมุมมองจากนักคิดนักวิชาการเพื่อประชาชน ที่ลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์และอธิบายถึงเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ว่า เป็นแนวทางการจัดการป่าภาคประชาชนอย่างไร และการแบ่งหน่วยกรมป่าไม้ออกเป็นสองหน่วยงาน คือการทำลายสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญอย่างไร


นายอานันท์ ปัญยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เผยถึงตนเอง และวิจารณ์วิธีคิดคนเมืองแตกต่างจากคนชนบท และไม่เข้าใจการอนุรักษ์ของคนชนบทว่า " การที่เราจะทำอะไรหลายอย่างในชีวิตนั้น เราจะต้องทำด้วยความถูกต้อง เราจะต้องทำด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่การที่กระบวนการรัฐสภา ได้เปลี่ยนเจตนารมณ์เรื่องป่าชุมชนนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะผมก็เป็นส่วนหนึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เหตุเพราะวิธีคิดของคนเมืองกับคนบ้านทุ่งนั้นจะไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า เรื่องสังคม แม้แต่การทำไร่ไถ นา ที่คนเมืองมองเป็นเรื่องธุรกิจ การผลิต การแปรรูปอาหาร และความแตกต่างทางความคิด คนเมืองมองไม่เห็นว่าป่านั้นคือส่วนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตของคนบ้านทุ่ง เพราะเขาไม่ได้สัมผัสกับป่า สัมผัสแต่กับหิน คอนกรีต
ชีวิตแบบนั้น แม้แต่เรื่องง่ายๆ เรื่องป่า เรื่องเขา เรื่องน้ำ ก็คิดไม่เหมือนกัน พิสูจน์ง่ายๆ ลองไปมองแม่ปิซิครับ ผมนั่งตั้ง นานไม่เห็นเศษขยะลอยสักชิ้นเลย แตกต่างมากกับเจ้าพระยา ทั้งๆ ที่คนกรุงก็มองน้ำเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างจำเป็นเหมือนกันนะครับ
แต่แปลกไหมครับ ที่ ส.ส.ไทยมีประเพณีการไปดูงานปลูกต้นไม้ที่ปารีส ที่ยุโรป กันมานานแล้ว พอกลับมาปรากฏว่าไม้ในเมื่องไทยหายไปแทบหมดป่า ดังนั้นคนเมืองเขามองป่าไม้ยังไง ตรงนี้น่าสงสัยนะครับ ซึ่งเดาได้เลยว่าไม่เกินเรื่องผลประโยชน์ในการแปรรูป

มาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาก็เปิดโอกาสให้ชุมชนมีสิทธิ สิทธิที่ตัวเองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ สิทธิที่ตัวเองอยู่ภายใต้หลักการป่าชุมชน สิทธิของการอยู่ในป่าชุมชน สิทธิของการจัดการ อนุรักษ์รักษาป่าด้วยตัวเอง สิทธิในการจัดสร้างระบบเพื่อดูแลป่าอย่างแท้จริง เพราะชีวิตในสังคมไม่ใช่ชีวิตที่ง่ายเพราะทุกคนมีปัญหา แตกต่างกันไป แต่คนที่เป็น ส.ส.เป็น ส.ว. นั่งอยู่ในห้องแอร์อย่างเดียว ซึ่งไม่มีทางจะแก้ปัญหาได้ กลับมองคนชนบทอย่างไม่เข้าใจ ที่ถูกต้องคือเราต้องมองอย่างคนเหมือนกัน ไม่ใช่ฉันข้าราชการแกประชาชน ซึ่งตราบใดที่ข้าราชการเป็นนาย ผมว่ามันไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เพราะคนมันอยู่ต่างระดับกัน วันนี้เราต้องเริ่มมาคุยกันอย่างผู้ใหญ่ อย่างชาวบ้านธรรมดาๆ จึงจะคลี่คลายปัญหาได้ครับ เพราะอุดมการณ์ที่จะรักษาป่าให้ยั่งยืนต่อไปนั้น มันอยู่ที่พี่น้องประชาชนครับ ว่าจะมุ่งมั่นจะทำให้ยั่งยืนแค่ไหน " นายอานันท์กล่าวย้อน

นางสุนทรีย์ เวชานนท์ ศิลปินล้านนา เผยความว่า ตนเข้าใจคนอยู่กับป่า และเรียกร้องศิลปินและสื่อมวลชนว่า ให้มาช่วยกันให้มากขึ้น เพื่อให้ชุมชนมีสิทธิดูแลป่า" งานครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก เป็นการร่วมตัวจากคนหลายๆ จังหวัด ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องทรัพยากรของชุมชน อีกทั้งวันนี้ยังมีผู้ใหญ่หลายๆ ท่านมาร่วมงาน อย่างพี่เองเกิดและเติบโตมากับป่า เป็นคนเหนือ จึงมีวิถีชีวิตอยู่กินกับป่ามาโดยตลอด เรากล้ายืนยันว่าเราไม่เคยทำลายป่า ไม่เคยตัดไม้ใหญ่ๆ จากป่า อย่างที่พี่น้องชาวเขากล่าวว่า เขามีวิถีชีวิตเคารพป่าเคารพผี ดังนั้นปัญหาต่างๆ ในเวลานี้ ชาวบ้านมีส่วนในการสร้างปัญหาน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ การที่ พ.ร.บ.ป่าชุมชนไม่ผ่านสภาวุฒินั้นเป็นความเข้าใจว่า คนเหล่านั้นเห็นแก่ตัวเองมากกว่าค่ะ ซึ่งองค์กรของรัฐเองก็รู้และเข้าใจ แต่แกล้งโง่ เสียมากกว่า ที่จะยอมเข้าใจว่า ป่ามีความสำคัญอย่างไรกับชุมชนจึงอยากย้ำว่า ภาคประชาชนต้องทำงานรณรงค์ให้มากขึ้น และสื่อซึ่งขณะนี้ไม่ค่อยแรงในการสื่อสารเท่าไหร่นัก ก็ต้องทำงานให้มากขึ้น ส่วนนักร้องเองก็ต้องมารวมตัวกันร้องเพลง ช่วยเหลือกันให้ถึงที่สุดค่ะ"นางสุนทรีย์กล่าว

สุนทรีย์ เวชานนท์

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ มหาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการที่ยืนยันถึงศักยภาพชุมชนในการจัดการป่ากล่าวถึงหัวใจป่าชุมชนและปัญหาการแบ่งหน่วยงานถาครัฐว่าว่า " การจัดการป่าที่มีอยู่นั้น เราทำตามแบบเขา แบบศูนย์กลางของอำนาจ ตามระบบเศรษฐกิจหรือระบบตลาด แหละนี่เองคือตัวปัญหาที่สำคัญมากที่สุด ของเราครับ และที่เรามาเรียกกันว่าโลกาภิวัตน์นี่นะครับ ความจริงแล้ว มันไม่ใช่อะไรใหม่เลยนะครับ ตะวันตกเข้ามาเอาป่าเราไป ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ที่มาเอาไม้สักของเราไป ต่อมาก็มาเอาพืชผลแรงงานของเราไปอีก แต่มาเรียกโลกาภิวัตน์ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือทุนนิยมแบบเสรียุคใหม่ ซึ่งแนวความคิดนี้เอง คือต้นตอแนวคิดองค์กรโลกบาลต่างๆ ที่พยายามจะควบคุมทิศทางโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจ และพยายามจะเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติของเราให้กลายเป็นสินค้า ดังนั้นเมื่อเราพูดถึง ที่ดิน น้ำ ป่า นั้น เมื่อก่อนเป็นทรัพยากรที่เราใช้ร่วมกันในสังคม แต่ทุนนิยม ต้องการเปลี่ยนเหล่านี้เป็นสินค้าเป็นของเอกชน เช่น ที่ดิน เราเปลี่ยนเป็นอันแรกมีนโยบายออกมาว่าให้ เร่งรัดออกโฉนดเพื่อแปลงเป็นทรัพย์สิน โดยรัฐบาลเราไปกู้ยืมเงินจาก IMF มาอีก ผมเข้าใจว่ารัฐบาลหวังดี อยากให้ประชาชนมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ผลมันฟ้องว่า การทำแบบนั้นมันมีผลกระทบสูง หรือผลลบออกมาด้วย เพราะมีการวิจัยเรื่องที่ดินแล้วพบว่า ที่ดิน กว่า 30 ล้านไร่ ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ขณะที่ป่าในบ้านเราตอนนี้มีประมาณ 80 ล้านไร่ และจะมีชาวบ้านถูกอพยพออกจากป่า อีกในอนาคต ส่วน 30 ล้านไร่ ที่รกร้างพอชาวบ้านจะเข้าไปทำกินก็ถูกจับกุม อย่างกรณีที่ลำพูน นี่ผลโดยตรงของระบบโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้ที่ดินกลายเป็นหนี้เน่าถูกยึดไม่ได้ทำประโยชน์ อะไรเลย

การจัดการแบบอาศัยระบบโลกาภิวัตน์ หรืออาศัยระบบตลาดเสรีนิยมซึ่งเปลี่ยนให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้า มันสร้างผลกระทบทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมนะครับ แต่ต่อไปนี้ มันไม่แค่เอาที่ดินมาทำสินค้าเท่านั้น แต่มันกำลังสนใจแม้กระทั่งที่ที่เคยเป็นของส่วนรวม หรือที่ที่เคยเป็นของชุมชน คือ ป่า และน้ำ ที่กำลังมีแนวโน้มกลายเป็นสินค้าซื้อขายกันได้ครับ" นายอานันท์กล่าวและเพิ่มเติมอีกว่า

"ที่ผ่านๆ มารัฐใช้วิธีการจัดการเชิงเดี่ยว มองข้ามภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่กระบวนการจัดการทรัพยากรที่ค่อนข้างซับซ้อนหลากหลายมาก เพราะป่าเขตฝนบ้านเราเป็นแหล่งชีวภาพที่สำคัญมากของโลก กว่า 70% ของสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นี้ อยู่ภายใต้การจัดการด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่แตกต่างไปตามรูปแบบทางวัฒนธรรม แต่วันนี้รัฐกำลังนำเอารูปแบบการจัดการแบบเดียวมาใช้ ทำให้เกิดปัญหามาก ซึ่งผมพยายามอย่างมากที่ต้านกระแสการครอบงำการจัดการแบบนี้ โดยเฉพาะการอ้างการพัฒนา เพราะการจัดการธรรมชาติมันต้องใช้ความรู้หลายๆ แบบ ที่มาจากรากฐานทางวัฒนธรรมเราเอง โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ เป็นกลไกหลักในการต้านพลังตลาดในกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะกลไกรัฐที่ผ่านๆ มามันพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า มันไม่สามารถรักษาป่าได้

ทางออกของการต่อสู้กระแสโลกาภิวัตน์ คือการร่วมกันดูแลกับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือ ชาวบ้านที่ร่วมกันเป็นเครือข่าย หรือประชาชนธรรมดา ผมว่าเราต้องมาร่วมกันดูแล ในลักษณะของการจัดการร่วมกันเชิงซ้อน ซึ่งเป็นกลไกที่เขียนไว้ชัดเจน ในกฎหมายป่าชุมชน ที่ประชาชนร่วมผลักดันมาได้ และมาฝันสลายเพราะ ส.ว.ลงมติไม่ผ่านร่างเมื่อไม่กี่วันี้เองครับ" ดร.อานันท์กล่าว

ทางด้าน นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน นักวิชาการที่ติดตามปัญหาการลิดรอนสิทธิประชาชนก็กล่าวชี้แจงถึงความซ้ำซ้อนของ 2 กรม 2 กระทรวงที่คาบเกี่ยวกับป่าชุมชนว่า " การปฏิรูปครั้งนี้ไม่รู้ว่าเลือกปฏิรูปตรงไหน แต่ที่แน่ๆ เป็นการจัดความสัมพันธ์ ทางอำนาจกันระหว่างข้าราชการประจำและนักการเมืองกันใหม่ เพราะที่ผ่านมาข้าราชการประจำค่อนข้างเป็นอุปสรรคกับฝ่ายนโยบายการเมืองมากพอสมควร จึงมีการจัดเอาหน่วยงานที่คล้ายกันและใกล้กันมาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน เพื่อร่วมภารกิจและเพื่อรวบอำนาจการบริหารมาที่รัฐมนตรีอย่างเบ็ดเสร็จด้วย

ส่วนในประเด็นการแบ่งงานป่าไม้ในเชิงอนุรักษ์มาอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นั้น ผมว่าเป็นการปรับปรุงที่มีปัญหา เนื่องจากว่าในร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้มีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ แนวโน้ม ที่จะไม่ให้มีสำนักงานป่าชุมชนขึ้นมาแต่ดูแลป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ ก็คงจะยาก เพราะป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ต้องไปขึ้นกระทรวงทรัพยากรฯ ซึ่งยังไม่มีโครงร่างหน้าที่ในทำงานดูแลป่าชุมชนออกมาชัดเจน ไว้รองรับเลย เมื่อปัญหาใหญ่คือไม่มีหน่วยงานดูแล ดังนั้น รัฐบาลต้องแก้กฎหมาย เพื่อให้โครงสร้างมันสอดคล้องกับการบริหาร และถ้ามีหน่วยงานขึ้นมาจริงอย่างกล่าว

สำนักงานป่าชุมชนที่จะเกิดขึ้นนั้น จะต้องทำหน้าที่เพียงเผยแพร่ให้ความรู้การ จัดการป่าและประสานงานภาคประชาชน เท่านั้นเพราะ บทบาทการดูแลป่าชุมชนคือชุมชนเป็นหลักอยู่แล้ว

ส่วนตัวผมคิดว่าสำนักป่าชุมชนจะอยู่ในกระทรวงไหนก็ได้ เพราะโดยนัยของมันแล้ว คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล จัดการ แม้ว่าจะอยู่ในกระทรวงทรัพยากรฯ ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักคิดที่ว่า คือการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วมหรือประชาชนมีส่วน เพราะกระทรวงทรัพยากรฯ มีหลักคิดบนฐานการอนุรักษ์อย่างเดียว หรือจะให้มองที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลป่าสงวนอยู่ แล้วให้สำนักงานป่าชุมชนขึ้นตรง ก็ต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการป่าเป็นสำคัญ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ดังนั้นการพูดคุยเรื่องให้มีหน่วยงานขึ้นมาดูแลป่าชุมชน ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน อาจจะเป็นสำนักงานป่าชุมชน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมค่อนข้างเห็นด้วยอยู่แล้ว

 

อานันท์ กาญจนพันธุ์

ไพโรจน์ พลเพชร

นิคม พุทธา

แต่ประเด็นหลักที่ต้องมองคือ มาทำหน้าที่ให้ความสนับสนุนประชาชนในการรวมตัวกันดูแลจัดการป่า และทำหน้าที่แผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความคิดเรื่องการจัดการป่าภาคประชาชน หน่วยงานดูแลอย่างนี้ควรจะมีอยู่ เพื่อคอยอำนวย ความสะดวก คอยประเมินและตรวจสอบ เพราะการกลับบทบาทอย่างนี้แหละคือแนวทางการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมครับ ต่างจากการแก้ปัญหาแบบเดิม ที่ไล่จับปรับชาวบ้าน แต่รูปแบบใหม่นี้คือให้ชุมชนดูแลเอง เพื่อผลักดันให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งครับ "นายไพโรจน์กล่าวและย้ำว่า

"พี่น้องประชาชนจะต้องยืนยันว่า จะทำป่าชุมชนต่อไปให้ได้ อีกอย่าง ถ้า อ.บ.ต. ร่วมมือก็จะมีความหวังมากขึ้น แต่ถ้าไม่ร่วมมือ เราก็จะสู้ต่อไป เพราะเราเชื่อว่า ความชอบธรรมนั้นมีอยู่แล้วจากรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราต้องรวมตัวกันให้ได้ แล้วสิทธิจะเป็นของพี่น้องประชาชน

ส่วนแนวทางการต่อสู้เรื่องป่าชุมชน ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้นั้น เราจะสู้อย่างไรดี อย่างที่ 1 พี่น้องประชาชนต้องพยายามจะพิสูจน์ตัวเองก่อน เพราะมีชาวบ้านหลายชุมชนมากที่พยายามลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องป่าชุมชน ลุกขึ้นมากำหนดระเบียบของชุมชน ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็พยายามพิสูจน์ตัวเอง มากขึ้น ว่าประชาชนทำได้ และจะทำต่อไป ไม่ว่าจะมีกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ทำไมต้องทำหรือครับ ก็เพราะถ้าไม่ดูแลป่า ชีวิตก็อยู่ไม่ได้ เราต้องพึ่งพาป่า พึ่งพาน้ำ พึ่งพาทรัพยากรอื่นๆ ในป่า เพราะถ้าไม่มีป่า ชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาดูแลเอง

การจัดการป่าของพี่น้องภาคเหนือหรือภาคอีสาน เขาทำมาตลอด มีการพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาปฏิบัติ เพราะภาคประชาชนคาดหวังว่า เขามีสิทธิทำได้ แต่ทำไปทำมารัฐก็ออกมาบอกว่าผิดกฎหมาย แล้วก็แจ้งมาว่ามันต้องแก้กฎหมาย ต้องผลักดันกฎหมายแล้วก็ให้สังคมรับรองว่า นี่คือสิ่งที่จะเป็นไปในการจัดการรักษาป่าแล้วก็ ให้สังคมไทยรับรองว่า ก็มาสู่กฎหมายปี 2540 เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ให้อำนาจไว้ว่าสิ่งที่ประชาชนทำอยู่นั้นเป็นสิทธิ เพราะชุมชนมีส่วนในการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืนและสมดุล และเราก็พยายามผลักดันกฎหมายป่าชุมชนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐไม่ยอมรับเลย ประชาชนทำป่าชุมชนรัฐไม่ยอมรับแล้วออกเป็นกฎหมายให้

การต่อสู่เพื่อให้ให้มีกฎหมายก็พยายามมาโดยตลอด ตั้งแต่ ปี 2539 ถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น การต่อสู้ของพี่น้องที่มีมาตลอดก็คือการต่อสู้ กับความเชื่อในสังคมนี้ ทำไมยาก ก็เพราะว่าความเชื่ออย่างที่ 1 สังคมไทยถูกทำ ถูกสั่งสอนให้เชื่อเสมอว่า มีแต่รัฐผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นคนจัดการป่า คนอื่นไม่เกี่ยว ประชาชนคนทั่วไปไม่เกี่ยวในการจัดการป่า ดังนั้นรัฐผู้เดียวเป็นผู้จัดการ

ความเชื่ออย่างที่ 2 เชื่อว่าการจัดการป่ามี 2 แบบ คือ 1.การจัดการแบบใช้ประโยชน์จากป่าในเชิงพาณิชย์ เช่น ขายไม้เพื่อความมั่งคั่ง แบบที่ 2 นอกจากขายไม้แล้วก็อนุรักษ์โดยแยกคนออกจากป่า เพื่อให้ป่าอยู่ หรือจะต้องไม่ให้คนอยู่ในป่า และความเชื่ออย่างที่ 3 คือ ชาวบ้านอยู่กับป่าไม่ได้หรอก เพราะชาวบ้านต่างหากคือผู้ทำลายป่า ดังนั้นกับการที่ชาวบ้านต้องต่อสู้กับความเชื่อของสังคมและของรัฐด้วยมันจึงยากมาก แม้ว่านักวิจัยจะพยายามทำงานวิจัย เรื่องนี้มานาน เพราะค้นพบว่ามีการจัดการป่าโดยประชาชนที่กลับตาลปัดกับความเชื่อเดิมของสังคม ที่ว่ารัฐจัดการแต่ผู้เดียวนั้นไม่จริง เพราะในลึกๆ แล้วมีชุมชนจัดการอยู่ เพราะฉะนั้น ความเชื่อดั้งเดิมว่ารัฐจัดการนั้น ไม่จริงเลย

สุดท้ายผมอยากสรุปว่า เรื่องป่าชุมชนในความจริงคือ ประชาชนใช้ทรัพยากรจากป่าไม่ใช่เพื่อขายไม้ ไม่ใช่เพื่อสร้างความมั่งคั่ง ให้กับตนเอง แต่เพื่อความอยู่รอด เพื่อการยังชีพ การเก็บหาของป่า การเก็บไม้มาใช้สอย เท่านั้นเองครับ" นายไพโรจน์กล่าวสรุป

นายนิคม พุทธา ผู้ประสานงานโครงการจัดการน้ำลุ่มน้ำปิงตอนบน นักพัฒนาเอกชนเรียกร้องให้ประชาชนสู้ต่อถ้ายังไม่ชนะ อย่างไรประชาชนก็ต้องสู้ต่อไปว่า " เรื่องที่หนึ่งคือ เรื่องการจัดการสร้างป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ อันที่สองคือเรามีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์มาก่อนแล้ว หลายพื้นที่มาก และเป็นประเด็นที่เขาพูดกันมาก เพราะว่า ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนนี้ ไม่ผ่านขั้นตอนวุฒิสภา งานวันนี้เราจึงมาพูดกัน แล้วยังมีท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็จะมาอภิปรายว่าโครงสร้างกระทรวงทั้งสองกระทรวงนั้นจะแบ่งจะปรับกันอย่างไร เพราะท่านเป็นประธานอนุกรรมการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ท่านประพัฒน์ก็มีร่างข้อเสนอของร่างกฎหมายไปแล้ว

ส่วนมหกรรมดิน น้ำ ป่า ครั้งนี้ภาคประชาชน ต้องการผลักดันสิทธิการจัดการทรัพยากร ต่อไปให้ได้ และถ้าเราทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เราจะทำภารกิจอื่นๆ อะไรได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องที่ดินที่ลำพูน เรื่องจัดการน้ำ เหล่านี้ต่างก็รอพี่น้องออกไปผลักดันต่อสู้ อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ป่าชุมชนคือรูปธรรมหนึ่ง ที่ชัดเจนที่พี่น้องประชาชนต้องจัดการ และนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้นที่จะแสดงท่าทีให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่า จะเสนอทางออกให้พี่น้องประชาชนอย่างไร ซึ่งถ้านายกฯ ไม่ขยับหาทางออกให้พี่น้อง พี่น้องก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป สู้มาให้ได้ซึ่งสิทธิชุมชน" นายนิคมกล่าว


สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย
อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สถาบันราชภัฏนครราชสีมา นักวิชาการที่เคียงประชาชนมานาน วิจารณ์กระทรวงใหม่ที่ไม่ชัดเจนถึงบทบาทการดูแลป่าชุมชนว่า " การตั้งกระทรวงอย่างนี้นั้นก็เท่ากับทำให้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน เป็นหมัน เหมือนไม่มีสภาพบังคับ จำเป็นต้องไปแก้ไขกฎหมายอีกรอบหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญ ก็บอกไว้ว่า การแก้ไขกฎหมายป่าชุมชนอีกครั้งหนึ่งนั้น จะแก้ไม่ได้ จนกว่ากฎหมายฉบับนั้นตกไปก่อน เพราะฉะนั้นหนทางการต่อสู้เรื่องป่าชุมชนของปี 2545 นั้น ไม่มีทางสำเร็จ เพราะว่ามันยังมีปมเงื่อนทางกฎหมาย เมื่อครั้งมีการผ่ากรมป่าไม้ ออกเป็นสองส่วน กลายสภาพป่าชุมชนไป ซีกหนึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ ในกรมอุทยานฯ อีกซีกหนึ่งเป็นป่าสงวน หรือป่าเศรษฐกิจ ในกรมป่าไม้ ถามว่าพ.ร.บ.ป่าชุมชนจะไปอยู่ที่ไหน เพราะป่าชุมชนชาวบ้านส่วนหนึ่งอยู่ในป่าสงวน อีกส่วนหนึ่งอยู่ป่าอนุรักษ์ และถ้าถามว่า ขณะนี้ชุมชนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์อยู่ที่ไหน คำตอบก็คือ อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ 5,000 ชุมชน อยู่ในเขตป่าสงวนอีกหลายหมื่นชุมชน

สรุปก็คือมันอยู่ทั้ง สองกรม ขณะที่ระบบราชการไทย มันจะดูแลเรื่องป่าชุมชนทีเดียวสองกรมไม่ได้ โดยประสบการณ์ผมตอบได้เลยว่า รูปแบบนี้เคยมีมาแล้วกรณีเรื่องเขื่อน มีเกี่ยวพันถึง 11 กรม กลับทำอะไรไม่ได้

ผมกล้าตอบตรงๆ เลยว่า การจัดกระทรวงอย่างนี้ทำได้ แต่ห้ามล้มกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าชุมชน ของชาวบ้าน โดยรัฐบาลต้องปล่อยให้ป่าชุมชนอยู่อย่างนี้ต่อไปสักระยะ 5 ปี แรกปล่อยให้ป่าชุมชนอยู่อย่างนี้แหละครับ ให้มันถูกกฎหมาย ใครอยู่ในเขตกรมป่าไม้ ก็ให้อยู่ก่อน พอสักพักหนึ่งใครที่อยู่ในเขตกรมป่าไม้ก็นายกรัฐมตรีใช้อำนาจโดยไม่ต้องผ่านสภาตามรัฐธรรมนูญ คือมันมีจังหวะขั้นที่หนึ่งขั้นที่สองนะครับ โอนสถานภาพมารวมกันเลย เพราะกฎหมายป่าชุมชนมันมาทีหลัง คนมันอยู่มาก่อน มันมีความชอบธรรมที่จะทำได้อยู่ครับ" อ.สมเกียรติกล่าวย้ำ

ทางด้าน นายวีรวัฒน์ ธีระประสาท มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และอดีตเจ้าหน้าป่าไม้ ก็ลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์ แนวคิดการตั้งกระทรวงใหม่เพื่อมาดูแลป่าชุมชน ว่า "ที่เราเรียกว่าการจัดการบริหารอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาลเองต้องเข้าใจว่าคืออะไรและต้องทำอย่างไร เมื่อมามองการแยกกรมป่าไม้เดิมออกเป็นสองส่วน ในสองกระทรวง อย่างนี้รัฐบาลแบ่งงาน กันแบบสุดขั้ว ระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์

วีรวัฒน์ ธีระประสาท

ประชัน รักธง

มังกร ชัยชนะดารา

การใช้ประโยชน์เราให้ไปอยู่ในกรมป่าไม้ของกระทรวงเกษตรฯ เดิม แต่การอนุรักษ์ เราให้อยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้อยู่ในกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งการโยกย้ายลักษณะนี้นั้นก็เท่ากับว่า ฝ่ายกระทรวงเกษตรฯก็ใช้ประโยชน์ให้มันสุดๆ ไปเลย จะได้นำเงินเข้าประเทศ ทำให้ภาพตรงนี้มันจะโยงไปถึงว่านายกรัฐมนตรีไทยได้ไปทำข้อตกลงกับนายจู หรง จี ของจีน ว่าจะต้องหาพื้นที่ให้จีนปลูกต้นยูคาร์ลิปตัสในประเทศไทยจำนวน 5 แสนไร่ นั่นคือการใช้ที่ดินให้มันสุดๆ ไปเลย ซึ่งก็เข้าใจได้เลยว่า พื้นที่ป่าสงวนของไทยนั้นจะต้องถูกใช้งานอย่างเข้มข้น และคาดการณ์ว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจจำพวกไม้โตเร็วนั้นจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ตรงนี้พี่น้องประชาชนต้องเตรียมใจไว้ให้ดี ส่วนกระทรวงทรัพยากรฯ ก็กลายเป็นหน่วยงานอนุรักษ์สุดๆ ไปเลย เพราะว่าเขาแยกขั้วไปแล้ว และการอนุรักษ์สุดๆ ของเขานั้นเองได้กลายเป็นการกีดกันคนยากคนจน ไม่ให้เข้าถึง ทรัพยากร แต่กลับเปิดช่องให้นายทุนได้เข้าไปหาประโยชน์ได้อย่างง่ายดายที่สุด เช่น สวนสัตว์กลางคืนไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่ เป็นต้น "นายวีรวัฒน์กล่าวเน้นและย้ำชัดเจนว่า

" มีการบอกว่า ถ้ามีกฎหมายรัฐธรรมนูญจะทำป่าชุมชนได้ ทั้งที่ความจริง พอถึงวันนี้แล้วก็ยังทำไม่ได้ มองที่ตัวรัฐบาลเองเขาก็ไม่สนใจหรอกว่า สิ่งนี้คือทางออกของการแย่งชิงและการจัดการอย่างยั่งยืนและคือสิ่งที่เราต้องทำ อีกอย่างผมอยากเสนอความคิดว่า อยากให้ อ.บ.ต. เข้ามาร่วมกับชุมชน ในการต่อสู้และทำแผนการจัดการทรัพยากรภาคประชาชนขึ้นมาเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลครับ" นายวีรวัฒน์กล่าว

นายมังกร ชัยชนะดารา ประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงดาว ซึ่งมาฐานะตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเสนอถึงบทบาท องค์การบริหารส่วนตำบล(อ.บ.ต.) ว่าควรจะเข้ามาหนุนเสริมพลังภาคประชาชน ให้มีสิทธิจัดการทรัพยากร " เราต้องหันไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกครั้ง เพื่อให้ชุมชนมีอำนาจจัดการทรัพยากรอย่างแท้จริง ภาคประชาชนนั้นน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่รู้ถึงอำนาจตัวเอง ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ชุมชนได้รับรู้ถึงสิทธิของตนเอง ในการเข้าไปจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อีกอย่างเราต้องคิดบนพื้นฐานที่ว่า อำนาจเป็นของประชาชน และเพื่อประชาชน แต่การเมืองในประเทศนี้มันประหลาด ที่คนจนให้การสนับสนุนคนรวยมาตลอด

ส่วนบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลเอง ก็ควรจะมีหน้าที่ ในการสนับสนุนให้ชุมชนมีอำนาจ ในการเข้าไปจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เข้าไปจัดตั้งงบประมาณ ไปวางแผนร่วม มากกว่าที่ อ.บ.ต.จะเข้าไปจัดการเอง

ในสถานการณ์ ที่ พ.ร.บ.ป่าชุมชนกำลังจะสูญนี้ ผมคิดว่า อ.บ.ต. ต้องรับรู้บทบาทการทำงานของตนเอง ส่วนจะทำอย่างไรให้ อ.บ.ต. ทำหน้าที่ตามบทบาทตรงนี้ บทบาทการทำงานเพื่อชุมชน หรือองค์กรชุมชน เราต้องไปคิดครับ และไปบอก อ.บ.ต. ส่วนใครที่ต้องทำหน้าที่และมีอำนาจ บอก อ.บ.ต. ให้เข้าใจ โดยเฉพาะ อ.บ.ต. ที่หัวไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่นัก ก็ต้องรีบทำนะครับ เพราะถ้าเราร่วมกันได้ เราจะเกิดพลังการเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไปได้แน่นอนครับ" นายมังกรกล่าว

สุดท้าย อ.ประชัน รักธง สถาบันวิชาการท้องถิ่น ราชภัฏเชียงใหม่ ที่เสนอว่าหากผู้แทนของประชาชนท่านใดคือ ส.ส.และ ส.ว.ไม่เข้าใจให้ก็ให้ผู้ที่มางานวันนี้กลับอธิบายให้เข้าใจและการจัดงานมหกรรมคนรักษ์ดิน น้ำ ป่า ของเครือข่ายภาคประชาชน ครั้งนี้ คือการนำร่องให้พี่น้องทั่วประเทศ ได้ลุกขึ้นทวงสิทธิชุมชน เพราะการจัดการป่าชุมชนคือภูมิปัญญาไทย จึงมีความชอบธรรมอย่างแท้จริง " เครือข่ายป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน ในอำเภอเชียงดาว ก็สามารถร่วมกันจัดการป่าอย่างยั่งยืนได้ เพราะพี่น้องมีภูมิปัญญามีพลังแห่งการอนุรักษ์ และอำเภอเชียงดาว จะเป็นอำเภอนำร่องให้พี่น้องทั่วประเทศแน่นอน

อีกอย่างการจัดการเรื่องป่าไม้ เป็นกระแสคิดแบบตะวันตก ที่กรมป่าไม้เอามาใช้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แล้วจากนั้น เราก็เสียผื่นป่าฝั่งซ้ายสาละวิน ฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้อังกฤษ ในสมัย ร.5 พอป่าเริ่มหมดเราหันมาเอารูปแบบการจัดการป่าหรือการอนุรักษ์แบบอุทยานของอเมริกา คือต้นแบบมาจากป่าเยลโลว์ สโตน ซึ่งนี้คือเรื่องของภูมิปัญญาตะวันตก แต่เราคนไทยและกระแสโลกวันนี้ต้องการให้ชุมชนเป็นผู้จัดการป่า เพราะชุมชนคือคำตอบที่แท้จริง

ส่วน ส.ส.ที่ให้การสนับสนุน พ.ร.บ.ป่าชุมชนนี้ มาแล้ว ก็ต้องให้การสนับสนุนต่อไป ส่วน ส.ส.หรือ ส.ว.ท่านใด ที่ยังไม่เข้าใจและคัดค้าน การจัดการป่าชุมชน ก็ให้พี่น้องประชาชนไปคุยกับ ส.ส. ส.ว.ในพื้นที่ของท่าน ให้เข้าใจ ว่า ประชาชนต้องการดูแลทรัพยากรของเขาเอง เพราะเรามุ่งหวังในสิ่งเดียวกันนั้นคือให้ชุมชนได้มีอำนาจในกาจัดการทรัพยากรตัวเองอย่างยั่งยืน" อ.ประชันกล่าวและสรุป เพิ่มอีกว่า

"อีกอย่างการปฏิรูปการศึกษา ต้องทำให้คนหันหน้ามาสู่ทรัพยากร สู่ชุมชน ซึ่งก่อนที่ ส.ว.หรือคณะกรรมาธิการต่างๆ จะตัดสินใจอะไรลงไป ก็อยากให้ทุกๆ คนลงมาดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่นี่ก่อน มิใช่กล่าวว่า "ปล่อยให้ชาวบ้านอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ก็เหมือนกับปล่อยเสือให้เข้าสู่ฝูงวัว" มันไม่จริง " อ.ประชันกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน