Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
ถอดบทเรียน 6 ประเทศ "สู่"แนวทางการจัดการลุ่มโขง


แม่น้ำสองสี มูล+โขง มาบรรจบกัน
การจัดการน้ำ ในปัจจุบันนี้แทบทุกประเทศ มาจากการรวมศูนย์ การจัดการไว้ในมือรัฐ ทั้งสิ้น มองข้ามองค์ความรู้แต่โบราณ ที่สั่งสมกันมา เป็นคุณค่าแห่งภูมิปัญญา ที่แตกต่างหลากหลาย และสอดคล้องกับวิถีความเชื่อและระบบนิเวศของแต่ละชุมชน ในขณะที่รูปแบบของรัฐในการจัดการน้ำนั้น ส่วนใหญ่ ไปลอกจากฝรั่งจากโครงการใหญ่ๆ โดย ไม่ได้ศึกษาให้ละเอียดดีถี่ถ้วน และมุ่งที่จะเอื้อให้ภาคอุตสาหกรรม เป็นหลัก โดยเฉพาะ การจัดการน้ำแบบเขื่อน ฝายขนาดใหญ่เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้นโดยเฉพาะประเทศในลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังฟื้นฟูตัวเอง ที่หลุดพ้นจากปัญหาสงครามและความขัดแย้งภายใน จึงเร่งการพัฒนามาตลอดระยะเวลา

10 กว่าปี ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีแผนการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า กั้นลำนำโขงหลายแห่ง ทั้งเพื่อจำหน่ายและเพื่อใช้เองภายในประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงปัญหาผลกระทบทั้งระบบตลอดลุ่มน้ำโขง ทำให้ประเทศที่มีบทเรียนมาก่อนอย่างเข้มข้นอย่าง ไทยและออสเตรเลีย พยายามเปิดเวที สรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสร้างเขื่อน กั้นแม่น้ำโขง ว่าได้รับผลกระทบอย่างไร เพื่อไปสู่การผลักดันการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ ของภาคประชาสังคมลุ่มน้ำโขงและเพื่อความร่วมมือต่อกัน ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศของตน ทำการศึกษาวิจัยและประเมินผลกระทบ ให้ละเอียดรอบคอบและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสังคมให้มาก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมเวทีแลกเปลี่ยนการจัดการน้ำภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในหัวข้อ "ภาคประชาสังคมกับการจัดการลุ่มน้ำโขง" ณ อาคารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมา โดยเป็นทั้งเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เวทีนำเสนองานวิจัยและลงพื้นที่ดูผลกระทบจริง ณ หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ริมเขื่อนปากมูน ส่วนสมาชิกผู้เข้าประชุมมาจากประเทศต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำโขง คือ ออสเตรเลีย จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย ซึ่งมีประเทศออสเตรเลียเป็นกรณีศึกษาหลัก จากประสบการณ์โครงการจัดการน้ำ ลุ่มน้ำเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ที่ประเทศไทยได้นำมาเป็นต้นแบบการจัดการน้ำในโครงการขนาดใหญ่ โครงการต่างๆ อาทิ โครงการ โขง ชี มูล ,โครงการ กก อิง น่าน เป็นต้น

Assoc.Prof.Phillip Hirsch ผู้อำนวยการ Australian Mekong Resource Centre ชี้แจงข้อเท็จจริงและเตือนทุกประเทศผ่านประสบการณ์โครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ให้ผู้เข้าประชุมทั้ง 5 ประเทศฟังว่า

"อะไรควรเรียน อะไรไม่ควรเรียน จากเมอร์เลย์ ดาร์ลิ่ง บทเรียนทางบวกคือ เรารับมือกับปัญหาได้อย่างไร กรณีเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ปัญหาดินเค็มทั่วออสเตรเลีย ซึ่งเกิดจากการพัฒนาระบบชลประทาน มากเกินไปในบางพื้นที่ มีการเปรียบเทียบสภาพปัญหาระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย ที่มีปัญหาสาหร่ายสีเขียวด้วย

การดึงน้ำออกจากระบบมากเกินไป สร้างปัญหา เกิดการใช้ที่ดิน เข้มข้นขึ้นจึงลดการใช้น้ำได้ยาก การจัดการน้ำ ที่ผ่านมาสร้างการใช้น้ำเกือบหมดระบบ จึงเริ่มมีการทบทวนนำไปสู่การกำหนดเพดานการใช้น้ำ ของเมอร์เรย์ ดาร์ลิง คือการผันน้ำทุกส่วนมาใช้ รวมถึงมาจากเทือกเขาสโนวี้ ด้วย มีการผันน้ำ ชักน้ำขนานใหญ่ เพื่อให้เพียงพอ ดังนั้น เราเรียนรู้ประสบการณ์ มากมาย อาทิ ต้นทุนการผันน้ำมาใช้สูงมาก แต่ประสบการณ์ของเมอร์เลย์ ดาร์ลิง กลับได้รับความสนใจด้านบวกค่อนข้างมาก ประสบการณ์สำคัญคือ เราจะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่เป็นผลจาก การจัดการที่ผ่านมาอย่างไร เป็นต้น ดังนั้นเราจะเรียนรู้ประสบการณ์ จากการจัดการกลุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศน์ แตกต่างกันในหลายด้าน ได้อย่างไร สิ่งที่เป็นความต่างอย่างสำคัญในระบบลุ่มน้ำโขง คือจำนวนพันธุ์ปลาในแม้น้ำโขงมีจำนวนมากมหาศาล ระบบการผลิตยังชีพ การพาณิชย์ การเข้าถึง การตัดสินใจของรัฐ ระหว่างประชาชนในลุ่มน้ำโขง กับเมอร์เรย์ ดาร์ลิง ด้วย "

นายวิทูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่าภาคประชาสังคมไทยไม่จำเป็นต้อง รับบทเรียนจากโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ก็ได้ เพราะมีหลายโครงการที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบชัดเจนมาก

"ประสบการณ์จากโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ไม่ต้องมาบอกก็ได้ เพราะวันนี้ที่นี่มีประสบการณ์ มากมายแล้ว เมอร์เลย์ ดาร์ลิ่ง เกิดขึ้นหลังสงครามโลก สร้างโครงการเพื่อทำให้คน มีความหวัง มีงานทำหลังสงครามโลก แต่พอมาย้อนดูโครงการ อย่าง โขง ชี มูล ของประเทศไทย ทำไมแม่น้ำโขงของเรา ยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นเนื่องจากว่า เพราะความไม่พร้อมในอดีต และวันนี้เริ่มพร้อมกันแล้ว ในทุกภูมิภาค แล้วทำไม เราไม่พยายามเลือกสิ่งที่ดี ที่สุด ในเมื่อที่อื่นๆ เขามีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ทำไมคนในลุ่มน้ำโขง ไม่เลือก ดูเหมือนว่าสิ่งที่ออกมาทั้งหมด มันสะท้อนสังคมการเมือง พอสมควรครับ เพระถ้าประชาสังคม ไม่เข้มแข็ง ย่อมมีสิ่งเหล่านี้ออกมา และออกมาอย่างไม่สมดุลของการประสานประโยชน์ เพราะน้ำหนักมันอยู่ที่ภาคเศรษฐกิจของคนบางกลุ่ม เท่านั้น

สุดท้ายคนที่เกี่ยวข้อง ก็ค่อนข้างมีจำกัด ในการเข้าไปมีส่วนร่วม ยามจะสู้เป็นไปได้ไหมที่เราจะพยายามตั้งคำถามว่า เรามีโอกาสไหม และโอกาสเราต้องเริ่มที่ประเทศไทย เมื่อเรามองแผนพัฒนาที่จะสร้างเขื่อน ตาม โครงการ โขง ชี มูล เห็นว่าสิ่งที่ธรรมชาติต้องการ คือระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ เพราะมันเกี่ยวพันกับคนจน เพราะมีชีวิตคนมันเกี่ยวพันกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำยังไงเราจะตั้งคำถามเหล่านี้กับคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงระดับนานาชาติ ได้

ผมคิดว่าคนในลุ่มน้ำโขงเองน่าจะมีศักยภาพและภูมิปัญญาในการจัดการร่วมกันได้ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งและการสูญเสียเพื่อแก้ปัญหา ในโครงการโขง ชี มูล ที่เป็นปัญหาเพราะแผนพัฒนานั้นขาดการมีส่วนร่วม ขาดการการประชามติของประชาชน ดังนั้นต้องมานั่งทบทวน และตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการจัดการน้ำ และคนถ้าทั้งลุ่มน้ำ ทุกๆ ฝ่ายมารวมกัน ปรึกษาหาทางแก้ไขร่วมกัน ผมคิดว่า เราสามารถ แก้ปัญหาอะไรได้มากขึ้น กว่านี้ มากครับ

ดร.เอียน แคมเบล คณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ชี้แจงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของรูปแบบคณะกรรมการจัดการน้ำว่า

"ความเป็นมาเกี่ยวกับคณะกรรมการแม่น้ำโขง แนวความคิดสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ใช้ลุ่มน้ำเกิดขึ้นนานแล้ว ตั้งแต่ 2500 สิบปีต่อมา คณะกรรมการแม่น้ำโขง จัดตั้งขึ้น บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สร้างความร่วมมือ ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคน้ำโขง โครงสร้าง มีคณะกรรมการบริหาร สำนักงานเลขาธิการองค์กรประกอบมาจากตัวแทนรัฐบาลแต่ละประเทศ และสมาชิก ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานเกี่ยวกับองค์กรแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก นอกจากนี้ก็มีคณะกรรมการที่ปรึกษา โครงสร้างในเชิงยุทธศาสตร์ มี โครงการต่างๆ อาทิ การเกษตร ป่าไม้ ชลประทาน การเดินเรือ ประมงโครงการสิ่งแวดล้อม ข้อมูล เป็นต้น

ยุทธศาสตร์การจัดการลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวคิดการพัฒนาลุ่มน้ำ ของคณะกรรมการลุ่มน้ำเมอร์เลย์ ดาร์ลิง เป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น บทเรียนสำคัญ คือการจัดการลุ่มน้ำ ต้องถูกยกระดับเป็นนโยบาย ทำให้ผู้ตัดสินใจยอมรับเห็นด้วย การปฏิบัติจึงเป็นไปได้ ในกรณีมีปัญหาร่วมกัน ก็จะมีความเห็นว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วน และคณะกรรมการมักจะให้ความสำคัญต่อฉันทามติของชาวบ้าน การตัดสินใจต้องให้ความสำคัญกับผลที่ตามมา ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต้องได้รับข้อมูล ที่เพียงพอเกี่ยวกับผลที่ตามมา เช่นข้อมูลเชิงเทคนิคที่ชัดเจนเพียงพอ ที่ชี้ให้เห็นความดี ความความหายนะที่จะตามมา จนพอจะตัดสินใจได้
ความยากลำบาก ประการหนึ่งคือการกำหนดว่า จะจัดลุ่มน้ำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

สิ่งสำคัญในการเริ่มต้น คือตั้งคำถามเบื้องต้นก่อนว่า อะไรบ้างที่เราไม่พร้อมจะสูญเสีย เป็นเรื่องง่ายๆ และถูกต้องที่จะปกป้องแม่น้ำ เพราะกว่าจะไปฟื้นฟู ตามหลังได้ อีกนาน โดยผ่านกระบวนการทางการเมืองและเทคนิค ได้แก่ การจัดการ การติดตามผลและการทดลองวิทยาศาสตร์ ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการทำงานร่วมกัน จึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่ต้องทำการศึกษา วิจัยทั้งในภาครัฐบาลและมหาวิทยาลัย ส่วนการจัดการต้องมีความหลากหลาย ทั้ง ระดับ ขนาด และวิธีการ ซึ่งความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างรัฐ ต้องอาศัยความเข้าใจ และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้นการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องได้รับ การยอมรับจากสาธารณชน เพราะการป้องกันและอนุรักษ์ เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ และคนต้องพึ่งพิงแม่น้ำ "

นายดรู อิงลิช เกษตรกรและเป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการลุ่มน้ำ ในรัฐวิคตอเรีย และเป็นสมาชิกสภาผู้ดูแลลุ่มน้ำ ถอดประสบการณ์ การจัดการลุ่มน้ำในฐานะประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำว่า

"บทบาทหน้าที่ของที่ปรึกษา แก่สภาในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ คือศึกษาตามความสนใจของคณะกรรมการ จัดการลุ่มน้ำ ถึงการนำเสนอแนวทางการจัดการน้ำ ต่อรัฐ ซึ่งปัจจุบัน มีผู้แทนจากชาวบ้าน ฝ่ายอนุรักษ์ ชนพื้นเมืองเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษา ส่วนหน้าที่คือการจัดการศึกษาปัญหา ในประเด็นต่างๆ ที่ชุมชนสนใจ จะส่งไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษา และในช่วงสิบปี ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการจัดการลุ่มน้ำ โดยชุมชน (ประชาสังคม) มากขึ้น มีตัวแทนชุมชนเข้าไปในคณะกรรมการลุ่มน้ำมากขึ้น


ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบกับชาวบ้านริมเขื่อนปากมูล


แลกเปลี่ยนปัญหากับชาวบ้านปากมูล

การสนับสนุนต่อความรับผิดชอบในการตัดสินใจ ที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ต่อชุมชนและชาวบ้าน ที่พยายามสร้างอำนาจของตัวเองขึ้นมาจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ชุมชนจะมีประสบการณ์การสร้างความสัมพันธ์ การไว้วางใจ ความเคารพในความแตกต่าง ที่ทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมทั้งการจัดการลุ่มน้ำ อย่างเป็นธรรม โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เรียนรู้ร่วมกัน ทั้งหลักการและการให้คุณค่าในทรัพยากรร่วมกัน

Ms.Susan Kemp ผู้จัดการโครงการ MDBC-MRC Strategic Liason ออสเตรเลีย นักวิชาการด้านนิเวศวิทยาน้ำอธิบายผลกระทบการเปลี่ยนแปลงระบบธรรมชาติของน้ำว่า

"บางอย่างเราสามารถทำนายได้ บางอย่างไม่สามารถทำนายได้ งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงของน้ำ การเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างตัวอย่างแม่น้ำสโนวี้ แม่น้ำสาขาของเมอร์เลย์ ดาร์ลิง เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำ ที่เกิดจากการลดลงของปริมาณการไหล ทำให้ปลาปอดกำลังจะสูญพันธุ์ และตลิ่งสูงมากขึ้นพืชและสัตว์ ลดความหลากหลายลง ชายฝั่งแม่น้ำถูกกัดเซาะพังทลาย ประวัติศาสตร์ชีวิตของสัตว์น้ำ ปลาดุกสูญพันธุ์ปลาตัวเมียไม่วางไข่ในฤดูวางไข่ มีผลต่อการเคลื่อนย้ายถิ่นของปลา การเชื่อมความสัมพันธ์ การลดลงของปลาบึก จากการจับและอาจจะ ลดลงอย่างมากหาก มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงอีก การลดปริมาณการไหลของน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของปลา การไหลของน้ำ ลงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ มีความสำคัญต่อระดับความเค็ม

ที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ถ้าเราเปลี่ยนแปลงการไหล ย่อมมีผลกระทบต่อจำนวนคนมาก การไหลของน้ำลงสู่ทะเลจึงไม่ใช่การไหลเปล่า ดังนั้นการลดผลกระทบสามารถทำได้โดยการ เปลี่ยนแปลงระบบการไหล การศึกษาองค์ประกอบการไหลของลุ่มน้ำโขง จะพบว่าหากมีการกั้นเป็นเขื่อนจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรตลอดลุ่มน้ำ เราต้องเชื่อมโยงการไหลของน้ำทั้งระบบนิเวศ เชื่อมโยงข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้ถึงกันและถูกต้อง มุ่งมั่นที่จะจัดการภายใต้ หลักการที่ยั่งยืน เพราะจากประสบการณ์ จากแม่น้ำเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ในปัจจุบันนี้ มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะ ฟื้นฟู การไหลของน้ำ ซึ่งใช้ต้นทุน สูงมาก "

นาย Nguyen Huu Chiem จากมหาวิทยาลัย Can Tho ประเทศเวียดนาม ย้อนถึงความสำคัญของน้ำและประสบการณ์ผลกระทบในเชิงวิชาการที่ประเทศของตนว่า "ความหมายของแม่น้ำโขงหมายถึง แม่ของประเทศในภูมิภาคนี้ เราต้องพิจารณาถึงความเท่าเทียมของการเข้าถึง และการจัดการแม่น้ำสายนี้ เราจำเป็นต้องพูดถึงปัญหาในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตะกอน ปัญหาดินเค็ม น้ำท่วม ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน ที่ เป็นภาวะผิดปกติและปัญหาน้ำทะเลหนุนเข้าไปในแผ่นดิน ปัญหาดินเป็นกรดช่วงฤดูแล้ง ไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้เลย ปลาจำนวนมากตาย และปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ปัญหาการผลิตอย่างเข้มข้น ในเขตสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเขตที่ดินอุดมสมบูรณ์ก็จริง แต่ประชากรหนาแน่นมาก ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายประชากร ไปใช้ทรัพยากรในที่ต่างๆ ซึ่งยากแก่การควบคุมและยิ่งทำให้เกิดผลกระทบทางลบเพิ่มขึ้นอีกด้วย"

ส่วนปัญหาในระดับภูมิภาค การสร้างเขื่อนจำนวนมากในเขตแม่น้ำโขงตอนบน การประเมินผลกระทบไม่มีมาตรฐาน เราไม่สามารถชี้ผลกระทบ ที่เกิดกับแม่น้ำโขงตอนล่างเช่นกัมพูชาได้ อย่างไรก็ตาม เราพบว่าที่นี่น้ำท่วมผิดปกติ มากขึ้นในเวียดนาม ซึ่งน่าจะเป็นผลที่เชื่อมโยงกัน รวมทั้งปัญหาการผลิตเข้มข้น ในไทย และเวียดนาม ซึ่งทำลายที่อยู่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันทั้งลุ่มน้ำ เพราะถ้าเราไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เราก็คงร่วมมือกันไม่ได้ และเราจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคล การเรียนรู้ร่วมกันโดยการจัดการแลกเปลี่ยน ดูงาน สามารถส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การพัฒนาระดับชุมชน การพัฒนาที่รากฐาน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชน เช่น การสร้างเขตคุ้มครองสัตว์น้ำ การปรับปรุงการปผลิต ลดการใช้สารเคมี การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเป็นต้น "

พรทิพย์ บุญครอบ จากโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มองพัฒนาการการรวมศูนย์จัดการน้ำของรัฐว่า

"การจัดการน้ำ แบ่งได้ 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 เป็นการจัดหาแหล่งน้ำ โดยเริ่มจากการพัฒนาเรื่องเขื่อน และพลังงาน และทิศทางการจัดการคือ การรวมศูนย์โดยรัฐ ซึ่งในระยะแรกๆ นั้น การคัดค้าน มีน้อยมากเนื่องจากประชาชนยังไม่มีสิทธิ์เสียงอะไร บวกกับมีการสังหารผู้นำด้วย แต่ต่อมา เมื่อมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 2 และ 3 ทำให้เริ่มมีการต่อรองกันทางการเมืองมากขึ้น ประเด็นปัญหาหลักๆ ของการสร้างเขื่อนในระยะแรกๆ คือไม่ใส่ใจ ปัญาหาชุมชน เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิรินธรที่ย้ายชาวบ้านออกไปทั้งอำเภอ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันมาก ระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือในปัจจุบัน เช่น เขื่อนน้ำโจน เขื่อนมากมูล เป็นต้น ซึ่งในช่วงปี 2535-36 จะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ทำให้แนวคิดเรื่องการสร้างเขื่อน กลับเข้ามาอีก ที่สำคัญเวลาสร้างเขื่อนมักมีเป้าหมายเพื่อเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ แต่ในความจริง เมื่อมีการผลิตกระแสไฟฟ้า ก็มักจะยึดครองการใช้น้ำในบทบาทอื่น ดังนั้น คำว่าเอนกประสงค์ก็ไม่ค่อยเป็นจริง หรือ การสร้างเขื่อนเพื่อนแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ แล้วใช้เขื่อนนั้นผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย ดังนั้น การปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า จะไม่ได้คำนึงถึงการชลประทานมากนัก หรือปล่อยน้ำไปในช่วงที่ไม่ตรงกับกับช่วงที่พืช ต้องการน้ำหรือชาวบ้านต้องการ เหล่านี้คือปัญหาเขื่อนเอนกประสงค์ในเมืองไทย ทั้งสิ้น

อีกหนึ่งปัญหา เรื่องการขาด การจัดการน้ำในเมืองไทย เป็นปัญหาจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ที่มองว่า เกิดจากการขาดกติกา และต้องออกกฎหมายน้ำ และประเทศไทยพยายามออกกฎหมายน้ำขึ้น ตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งก็โดนวิจารณ์มามากว่า จะทำให้รัฐมีอำนาจมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการน้ำ เพราะผู้ใช้น้ำต้องจ่ายค่าน้ำ ยิ่งมาในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ข้อเสนอเหล่านี้ยิ่งมีการผลักดันกันมากขึ้น และจากผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ผู้ที่ใช้น้ำคุ้มค่าที่สุด คือภาคอุตสาหกรรม คือหน่วยละ 8 บาท แและภาคที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่าที่สุดคือ ภาคเกษตรกรรม ดังนั้น รัฐจึงจะมีการจัดตั้ง หน่วยงานขึ้นมาดูแล การจัดการน้ำ

สุดท้ายมาสู่ช่วงการเปลี่ยนฐานการจัดการน้ำ เพื่อให้น้ำเป็นสินค้า โดยรัฐจะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาจัดการมากขึ้น แต่ภาคประชาชนกลับไม่มีบทบาท แม้จะมีการพูดคุยถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยการมีคณะกรรมการลุ่มน้ำ ร่วมกัน แต่ก็ยังมีปัญหาเนื่องจากต้องผ่านกลไกราชการเป็นหลัก ดังนั้นการที่จะให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ ก็คงยังไปไม่ถึงเพราะภาคประชาชนยังไม่สามารถเข้าไปกำหนดอะไรได้ เลย เป้าหมายการแปรรูปน้ำ ซึ่งมีเป้าหมายหลักๆ คือ ประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนในการใช้น้ำ เหล่านี้ยังห่างไกลจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอยู่มาก

ปัจุจบันนี้ เรามีการแปรรูปน้ำไปแล้วบางส่วน คือการแปรรูปน้ำดิบ และการแปรรูปน้ำประปา ที่สำคัญการแปรรูปทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ เพราะรัฐใช้วิธียกให้เอกชนไปขาย เช่น การประปาปทุมธานี ก็สามารถดูดน้ำไปขายโดยไม่ต้องซื้อ แต่นำไปขายได้ ทำให้เกิดการผูกขาดขึ้น หรือที่เลวร้ายกว่านั้นมาก คือสัญญาประกันการซื้อขายน้ำขั้นต่ำ ที่มาจากการตกลงกันของการประปาจังหวัดปทุมธานี ว่า จะสามารถจำหน่ายน้ำได้เท่าไหร่ ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ รัฐหรือการประปา จะชำระส่วนที่เหลือ นี่คือข้อเสียอย่างมาก อีกอย่างคือการประปามีอำนาจต่อรองต่ำมาก เสียเปรียบให้เอกชน โดยเฉพาะสัญญาการใช้ขั้นต่ำ อย่างที่กล่าวมา ซึ่งเกิดจากประชาชนใช้ไม่ถึงเป้าที่กำหนดในสัญญา ทำให้การประปาปทุมธานี ต้องจ่ายค่าชดเชยไปกว่าร้อยล้านบาท เป็นต้น"


Dr.Yu Xiaogang
ผอ.Green Watershed
จีน


Mr.Kim Sangha
ผปง.Sesan Protection Network กัมพูชา


Ms.Susan Kemp
ผู้จัดการ MDBC-MRC
ออสเตรเลีย


Ms.Dam Shanty ชาวบ้านจากรัตนคีรี กัมพูชา

Dr.Yu Xixaogang ผู้อำนวยการองค์กร Green Watershed ประเทศจีนอธิบายถึงผลกระทบ ที่เชื่อมโยงถึงกันและเสนอให้ไทยเป็นต้นแบบ ในการเรียกร้องการมีส่วนร่วมจัดการน้ำโดยภาคประชาสังคม "ถ้าจะให้ยุติธรรมสำหรับประชาชนจริงๆ นั้นยากมากเพราะความยุติธรรมระหว่างชาติ นั้นยาก อาทิ กัมพูชา กับเวียดนาม คนในชุมชนในเวียดนามเองก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการแม่น้ำ และในช่วงต้นปีนี้ เอ็นจีโอเวียดนามและกัมพูชา คุยกันว่า เราอยากจะขอให้รัฐบาลทั้งสองประเทศร่วมมือกันช่วยเหลือ ส่วน ในฝั่งเอ็นจีโอเองก็อยากให้มีความร่วมมือกันสำรวจ และตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำ แล้วมาดูกันว่า ผลกระทบมันมีอะไรบ้าง กับทางสังคม

ผลกระทบจากเขื่อนเซซาน เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิประท้วง ได้เลย มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่ประท้วงได้ ส่วนคนลาว คนจีน ไม่สามารถประท้วงได้ การระเบิดแม่น้ำโขงในจีน ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด และการสร้างเขื่อนในจีนเองก็ได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งคนเดินเรือ ดังนั้นคนไทยต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อให้ประเทศอื่นๆ รับรู้แล้วสามารถทำงานได้ด้วย

เขื่อนในประเทศจีนปล่อยน้ำลงมาเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ในเขื่อนเซซาน นั้น ถ้าจะมีโครงการต่อเนื่อง มันต้องมีการประเมิน ผลกระทบ แต่เท่าที่ผ่านมากลับไม่มีการประเมินผลกระทบหรือทำ อีไอเอ เลย ทั้งที่มันสำคัญและต้องทำก่อน ต้องประเมินผลทั้งทางด้านสังคมเศรษฐกิจด้วย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นการประเมินผลอีไอเอของเขื่อนเซซาน เลย "

นาง Dam Chanty ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนยาลี แม่น้ำเซซาน จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา เล่าประสบการณ์ตนเองบ้างว่า "เมื่อก่อนชาวบ้านแถบนี้ หากินแบบ สอดคล้องตามธรรมชาติ ไม่ได้หากินในเชิงทำลายหรืออุตสาหกรรม เราจับปลา ตามวิธีการธรรมชาติ และก็มีวิถีอย่างนี้มานาน แต่พอมีการสร้างเขื่อนเซาน พวกเราเดือนร้อนมาก ในขณะที่ทางเวียดนาม เจ้าของเขื่อนกลับได้รับสิ่งตรงกันข้าม ส่วนเราชาวบ้านที่ฝั่งกัมพูชา ปลาหายาก ปลาเนื้ออร่อยที่สุดในลำน้ำเซซาน สูญไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้น การก่อสร้างสิ่งเหล่านี้ มีแต่ทำลายชีวิตชาวบ้าน และไม่มีใครได้ตอบได้ว่า ใครหล่ะที่กล้าออกมารับผิดชอบแก้ปัญหา ถึงวันนี้ปลาไม่มี ความอุดมสมบูรณ์หายไป ถึงแม้เมื่อเปิดเขื่อนก็ไม่ได้มีปลาเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ข้อเสนอปัจจุบัน นี้ ชาวบ้านกว่า 59 หมู่บ้าน ในจังหวัดรัตนคีรี กำลังรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หาหนทางฟื้นฟูสภาพลุ่มน้ำ ให้กลับไปเหมือนแต่ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยากถามว่า "ใครคือผู้จะต้องแก้ปัญหา ตรงนี้ "

ท้าวบุนมี สีบุนเฮือง ตัวแทนชาวบ้านจาก สปป.ลาว ย้อนอดีตความอุดมสมบูรณ์ให้ฟังเช่นกันว่า "แม่น้ำโขงไหลผ่าน บ้านหนองฮี เขตตอนใต้ของประเทศลาว ชาวบ้านที่นั่นมีอาชีพหลัก คือทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก สามารถจับปลา ด้วยด้วยมือเปล่าได้ หรือลงงมเอาตามโพรงไม้ได้ แต่ปัจจุบันนี้ หาปลากินสักตัวยังยาก หอยปู ก็หาแทบไม่ได้ เพราะปลาส่วนใหญ่มันขึ้นมาจาก ตอนใต้ จาก เวียดนาม กัมพูชา เพื่อนบ้านเรา

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหานั้น เราเองก็ไม่ทราบมากนัก บางคนก็ว่ามาจาก การระเบิด แก่ง การสร้างเขื่อน หรือการจับปลามากเกินไป เนื่องจากเครื่องมือทันสมัยมากขึ้น ส่วนวิธีการแก้ไขทางออกนั้นชาวบ้าน ได้ประชุมกัน ว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านรวมตัวกัน ประชุมกัน สร้างกฎระเบียบในการจับปลา หาปลา เพื่อให้ปลากลับคืนมาสมบูรณ์ และได้สร้างเขตห้ามจับปลาอีก 2 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้คิด ได้ทำงานและได้เรียนรู้สามัคคีกันด้วย

ดังนั้น พี่น้องเรา ซึ่งต่างก็ต้องพึ่งพิงแม่น้ำโขงร่วมกัน ก็ต้องมาช่วยกันรักษา เพื่อให้แม่น้ำโขงกลับมาอุดมสมบูรณ์ เราต้องร่วมมือกันทำ ทั้งเขมร ไทย และลาว ครับ"

นายโว วันตรัม เกษตรกรจากปากแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม เล่าถึงอดีตสู่สภาพปัญหาของตนเองว่า " อยากเล่าเรื่องวิถีชีวิตในหมู่บ้านของผม ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขง หรือปากแม่น้ำให้ฟัง ตอนนี้หมู่บ้านผมพยายามปรับปรุง ลดปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น เรามีการพัฒนาการจัดการทรัพยากรโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ชุมชนเราค่อนข้างร่วมมือกันต่อต้าน เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ น้ำ และเรามีการพัฒนาแบบผสมผสาน ร่วมมือกับรัฐและเอ็นจีโอ พัฒนาชุมชน ประสบการณ์เราคือผสมผสาน ซึ่งเราเองก็ต้องการความร่วมมือจากรัฐบาลและ เอ็นจีโอ ถึงทางออกการช่วยเหลือชุมชน โดยระยะแรก เรามีการพัฒนาอุปโภคและบริโภค เรามีกิจกรรมอื่นๆ บริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง โดยคนไร้ที่ดิน รัฐบาลก็เข้ามาช่วย เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการพัฒนา สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ส่วนตะกอนที่ตกค้างเป็นจำนวนมาก ในแต่ละปี ตอนนี้เราพยายามที่จะพัฒนาชุมชนให้เป็นรูปแบบจำลองที่ดี และถ่ายทอดไปหมู่บ้านอื่นๆ เราหวังว่า เอ็นจีโอและองค์กรอื่นๆ ร่วมมือกับเรา ในการพัฒนาปรับปรุงวิถีชีวิต และเราก็เป็นห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อม เหมือนกัน เราพยายามปรับปรุงสิ่งแวดล้อม

ในอนาคตเราอยากที่ จะมีความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล กับประเทศปากแม่น้ำและประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขง เราจะมานั่งคุยกัน แล้วออกเสียงแบบประชาธิปไตย ในการตัดสินใจ ต่างๆ สร้างมติร่วมกันให้เกิดขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาดินตะกอน ปากแม่น้ำ ปัญหาตกตะกอนที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำและในแม่น้ำโขง ซึ่งบริเวณนี้เป็น สามเหลี่ยมแม่น้ำ เป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมบ่อย ดังนั้นชาวนาจะประสบปัญหามาก เพราะต้องขุดตะกอนออก เพื่อให้น้ำไหลได้ดีขึ้น และตัวตะกอนนี้ชาวบ้านจะเอามาสร้างถนน สำหรับสัญจร

มองเป็นรูปธรรมสำหรับการแก้ปัญหา สามเหลี่ยมแม่น้ำ ที่มีคนอาศัยอยู่มาก เราแก้ปัญหาแบบผสมผสาน คือลดการใช้สารเคมี ปราบศัตรูพืชแบบผสมผสาน หรือการเลี้ยงปลาในนาข้าว ทำให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมีได้มากขึ้น เนื่องจากมีปลาในนาข้าวด้วยและเราพยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และปรับสภาพความเป็นอยู่ให้มาก ทำการผลิตให้สะอาด ครับ"


สนั่น ชูสกุล
โครงการทามมูล


น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
ส.ว.อุบลราชธานี
นายสนั่น ชูสกุล จากโครงการทามมูล กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ภาคประชาชนว่า ควรจะสู้อย่างไรจึงจะทำให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการได้ " เรื่องลุ่มน้ำโขงในประเทศไทย ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา นั้น การพัฒนาภาคประชาชนในภาคอีสาน มีการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาฟื้นฟู แก้ปัญหาท้องถิ่น เพื่อความหลากหลายและพยายามสร้างรูปธรรมสิทธิชุมชนขึ้นมา หาแนวทางการจัดการดิน น้ำ ป่า บนบริบทการเมืองไทย โดยเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น เรื่องป่าชุมชน ซึ่งรักษาความเป็นดั้งเดิมไว้ เช่น ป่าวัฒนธรรม ป่าดอนปู่ตา เป็นต้น และระยะ 20 ปี ที่ผ่านมาก็ผ่านกระบวนการเรียนรู้และเติบโตมาตลอด

แนวทางการแก้ปัญหา ชุมชนหลายท้องที่ได้กำหนดวังมัจฉา หรือเขตห้ามจับสัตว์น้ำขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของคนแต่โบราณ นอกจากนั้นมีกระบวนการสร้างกลุ่มต่างๆ กิจกรรมออมทรัพย์ เกิดการยืนยันสิทธิต่างๆ ที่หายไป ให้ได้กลับคืนมา อาทิ เหล้าพื้นบ้าน เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายอนุรักษ์ เครือข่ายป่าชุมชน หรือเครือข่ายองค์กรชุมชน เป็นต้น เหล่านี้คือการคิดใหม่เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง สร้างอำนาจในการตัดสินใจ ต่ออนาคต การเรียนรู้ของเรา เรามาถึงข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า เราถูกชี้นำโดยความโลภ โดยการเมืองเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เราต้องรวมตัวกัน ยืนยันสิทธิชุมชน หนทางเราต้องสะสมภูมิปัญญา ไม่ใช่โละทิ้ง อย่างการพัฒนา แบบสมัยใหม่ ที่ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือสิ่งแวดล้อมของชุมชน

ดังนั้นโครงการ โขง ชี มูล หรือการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง ขอยืนยันคัดค้านว่า โครงการเหล่านี้ไม่ได้เกิดประโยชน์จริงตามการแอบอ้าง ว่าเป็นการพัฒนา ดังนั้น ทุกโครงการต้องยุติลงทันที ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องมีการรทบทวนอย่างเป็นระบบและมีการฟื้นฟู อย่างมีส่วนร่วม พร้อมมีการชดเชยอย่างเป็นธรรมด้วย

ภาคประชาชนพยายามคิดค้นมาตรการหาข้อเสนอ ให้ทิศทางมีการเปลี่ยนระเบียบ กฎหมาย นโยบาย สิ่งเหล่านี้ภาคประชาชนต้องสู้เอา เพราะยากมากที่จะต้องรอ ให้รัฐมีนโยบายมาช่วย ดังนั้น ประชาชนต้องเริ่มต้นมีการปฏิบัติการร่วมมือ อย่างจริงจัง

ประเทศไทยมีประสบการณ์การรวมตัวกันพัฒนาชุมชน กำหนดแผนการพัฒนาวิถีชีวิตเอง ซึ่ง นี่คือการเมืองภาคประชาชน เพราะประชาชนมีสิทธิโดยธรรมชาติ มีสิทธิโดยตรง ต่อการผลักดันเป็นขั้นเป็นตอน เราต้องเริ่มต้นทดลองปฏิบัติอย่างจริงๆ จังๆ และเราต้องสร้างแบบเฉพาะของเราขึ้นมา ซึ่งเราเรียนรู้จากกัน จากสิ่งเหล่านี้ได้ เราเรียนรู้ที่จะดื้อแพ่งอย่างพี่น้องปากมูลได้ เพราะนี่คือสิทธิตามธรรมชาติ อีกประการคือ ความยั่งยืนในการจัดการทรัพยากรในอนาคต การพัฒนาที่คนพยายามจัดการน้ำ น้ำ นั้นบางทีเราต้องปล่อยให้น้ำจัดการคนบ้าง ต้องกระจายอำนาจอย่างยุติธรรมและเสมอภาค

ข้อเสนอต่อภูมิภาค เรามีรูปและการเมืองการปกครองแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องแลกเปลี่ยนกันให้มาก หาแนวทางร่วมกันและประสานงานกันร่วมมือกันในการแก้ปัญหา เราต้องเสนออุดมการณ์คนลุ่มน้ำโขงออกมาให้ได้ เพราะเราคือพงษ์เผ่าลุ่มน้ำโขงเหมือนกันจึงมีสิทธิตามธรรมชาติบนลุ่มน้ำโขงร่วมกัน"

นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี สรุปผลกระทบและแนวทางการจัดการน้ำภาคประชาสังคมว่า " สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือ ปัญหาการจัดการลุ่มน้ำโขงมี 2 ระดับ คือ 1. ระดับรัฐ และ 2. ระดับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อน หรือโครงการผันน้ำต่างๆ ผมว่าเราต้องมองกระบวนการ ที่เป็นสาเหตุทั้งหมด เราต้องมองที่แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อีกอย่างอำนาจ ในการตัดสินใจ ที่มาจากระบบการเมืองแบบตัวแทน ที่ไม่สามารถตอบคำถามความเดือดร้อนของภาคประชาชนได้ ดังนั้นปรากฏการณ์ที่มองให้เห็นนั้น คือการปฏิรูประบบราชการ ที่นั่งรวมศูนย์และประการสุดท้าย เรื่องการยอมรับภาคประชาชนในการตัดสินใจต่อชีวิตชุมชน

แนวคิดเรื่องการพัฒนาลุ่มน้ำของ ADB คือแนวคิดการเปลี่ยนแปลงคุณค่าชองชาวบ้าน ให้เป็นสินค้า แต่แนวคิดชุมชน เน้นการจัดการเพื่อความมั่นคงของชีวิตในชุมชนเป็นหลัก เราไม่ได้ต้องการความเท่าเทียมกันแบบมีสิทธิกินไส้กรอก หรือพิซซ่า เท่าๆ กัน อย่างนั้น


อนุเสาวรีย์การต่อสู้ชาวบ้านปากมูล
วันนี้เรามาพูดเรื่องการสูญเสีย ที่ทำลายชุมชน เป็นการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน ทำให้พลเมืองในทุกๆ ส่วนภูมิภาคมีแต่ความยากจน ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งสามารถดูได้ จากหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรจริงๆ กลับเป็นผู้ที่ยากจน และสิ่งเหล่านี้เองที่นำมาสู่ความรุนแรง

ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการตอกย้ำ ว่าเป้าหมายชีวิตพลเมืองของโลกไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP แต่ผมต้องการ GPH ที่เป็นเรื่องสุขภาพมากกว่าวัตถุสิ่งของ ดังนั้นเราต้องการความเป็นธรรมชาติกลับมา เราต้องการรวมตัวกันในชุมชน ในการแก้ปัญหา เราต้องการลงมือทำเอง เสมือนท่าน อาจารย์ประเวศ วะสี เสนอไว้ว่า มันต้องใช้สามเหลี่ยมเขยื่อนผู้เขา คือ S ( society) K (knowledge ) G (government) P (peaple) (สังคม องค์ความรู้ และรัฐบาล ประชาชน)

ที่สำคัญการเข้ามาตรวจสอบการทุจริตคอร์รับชั่น ดังนั้นประชาชน กับการตรวจสอบ ทางนโยบาย ต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจ มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในการกำหนดนโยบาย ด้วย เพราะประเทศไทย มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้บทบาทให้ภาคประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้เกิดรูปธรรมที่แท้จริง ให้ได้ หรือแม้แต่องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรามีการใส่ใจและวิจัยองค์ความรู้เหล่านี้

เพื่อกันการนำไปบิดเบือน อีกทั้งสื่อมวลชนเองก็สำคัญที่จะต้องทำให้ถูกต้อง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีกระบวนการร่วมมือกันกำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดทางเลือก อีกทั้งเพื่อนบ้านเรา มีความหลากหลายในการคิดและแนวทาง แต่เราก็ต้องมาหาแนวทางบางอย่างร่วมกันได้ เพื่อให้ก่อเกิดสิ่งที่ดีหลงเหลือร่วมกัน มากขึ้น ด้วย"


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org