โรงเรียนใต้ร่มไม้ "ทางเลือกเด็กไทยในกระแสการปฏิรูป"


" การเข้าใจตนเองเป็นจุดเริ่มต้นของอิสรภาพ
และอิสรภาพคือกลิ่นหอมของดอกไม้แห่งความเข้าใจ
คือ ปัญญาที่จะนำพาชีวิต ไปสู่สันติสุขด้วยความรัก
และนั่นคือสายธารของการเรียนรู้ที่ไร้จุดจบ "

โรงเรียนใต้ร่มไม้ ลานการศึกษาที่เด็กๆ ฟังเสียงเล่าจาก เรื่องราวของ จินตนาการ ท่ามกลางแมกไม้ที่รายล้อมให้เด้กๆ ได้เรียนรู้มิเคยจบสิ้น เป็น การศึกษาที่อิงกับธรรมชาติ ที่สร้างพลัง ปัญญาให้เด็กๆ เดินท่องไปในโลกของ วัย วัยที่หนีจากการบีบคั้นของระบบการศึกษาที่ ผลักเด็กเข้าสู่วังวนของการ แข่งขันเยื้อแย่ง เพื่อคะแนนและชัยชนะ อันเป็นที่ 1 ระบบที่ปราศจากการ ให้เด็กได้สัมผัสถึงอิสรภาพแห่งจินตาการ ที่สัมพันธ์ระหว่างชีวิตต่อชีวิต และ ชีวิตต่อสรรพสิ่ง ที่สอดคล้องเกื้อหนุน กันและกัน เป็นวัฏจักร

โรงเรียนใต้ร่มไม้ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนอีกองค์กรหนึ่ง ที่ลุกขึ้นทำงาน ด้านการศึกษาทางเลือก เหนี่ยวรั้งเด็กไว้ จากกระบวนการบ่มเพาะความทรงจำ

เพียงเพื่อตอบสนองความมั่นคงในอาชีพและชัยชนะจากการแข่งขันเพื่อไปสู่ความเป็นแชมป์ แต่ขาดน้ำใจ หรือความเป็นอัจฉริยะ สมองกลแต่ขาดความรักความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ จนปัจจุบันนี้ ระบบการศึกษาได้พัฒนาไปสู่เส้นทางอุตสาหกรรมทางปัญญา มีทั้งการนำเข้าและส่งออกใบปริญญา แม้แต่การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาเพื่อปฏิรูประบบ การศึกษา ทั้งระบบ ก็ยังเป็นเพียงกลเกมการเมือง เพราะระบบการศึกษาที่หยิบยื่นให้เด็กน้อยของแผ่นดิน ยังขาดมิติแห่งชีวิต ที่ สร้างพลังสมดุลย์ทั้งมวล ในจิตใจของผู้ที่รับการศึกษา ขาดการค้นหาคำตอบ จากความจริง ความจริงอันเป็นแก่นแท้และสาระของ ชีวิตที่ซับซ้อน ทั้งในตัวเองและผู้อื่น

การศึกษาคือกระบวนการปูพื้นฐานพลังปัญญาให้เด็กน้อยของแผ่นดินไปสู่การค้นหาและพบอิสรภาพ ความรักและความเอื้ออาทร ต่อสรรพสิ่ง และนั่นมิใช่หรือคือความหมายที่แท้จริงของ"การศึกษา" ที่คอยเป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพให้เยาวชนค้นพบตนเอง ว่า ชีวิตตนเกี่ยวพันกับครอบครัว ชุมชนและสังคม อย่างไร และนี่คือทางเลือกในการเรียนรู้ของเด็ก ริมป่าใหญ่ที่ชื่อโรงเรียนใต้ร่มไม้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความสนใจ การศึกษา ทางเลือก ได้ลงไปสัมภาษณ์ นายสาทร สมพงศ์ ผู้ประสานงานโครงการโรงเรียนใต้ร่มไม้ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ถึงแนวคิดการศึกษาทางเลือกและปัญหา ระบบการศึกษา ของรัฐไทย จนมาสู่การดำเนินการของโรงเรียนใต้ร่มไม้ว่า

" โรงเรียนใต้ร่มไม้ คือทางเลือกหนึ่งในกระบวนการศึกษา ที่เป็นไปตามวิถีธรรมชาติ เพราะใน ช่วงชีวิตของเด็กๆนั้น กระบวนการเรียนรู้ของเด็กในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เด็กสามารถสำนึกอะไรบางอย่างได้ดีมาก มีผลต่อเนื่องตลอดชีวิตของเขา ส่วนกระบวนการ เรียนรู้ของโรงเรียนใต้ร่มไม้นั้น มีหลายกระบวนการมาก เราเริ่มตั้งแต่ การนั่งพูดคุยกันก่อนว่า เขาอยากเรียนรู้อะไร เราจะเริ่มจากตรงนี้ ซึ่งก็เคยมีครูท่านหนึ่งมาจากหาดใหญ่ มาสำรวจหา พื้นที่ทำค่ายให้เด็กนักเรียน และเขาก็เลือกมาสำรวจที่นี่ ก็มานั่งคุยกัน ผมก็เสนอไปว่า ต้องให้ เด็กมานั่งคุยกับเรา ว่าเขาคิดเห็นอย่างไร เขาต้องการอย่างไร และอยากมาทำอะไร แต่ครู ท่านนั้น

เขาเชื่อว่าเขากำหนดให้เด็กได้ ซึ่งเขายืนยันจะทำอย่างนั้น ส่วนเราไม่ต้องการแบบนั้น เพราะนี้คือหัวใจที่สำคัญมากของการศึกษา ทางเลือก คือการให้เด็กได้ทำในสิ่งที่เขารักและอยากทำจริงๆ เป็นกระบวนการสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในตัวเด็ก เพราะเมื่อ เขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก ได้ทำในสิ่งที่เขาฝัน ในสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ที่ครูมองไม่เห็น ฉะนั้นเด็กจึงได้แต่ทำตามคำสั่งที่ครูบอก ไม่ได้ทำตามหัวใจในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ "นายสาทรกล่าวเกริ่นและย้ำอีกว่า

"สถาบันการศึกษาปัจจุบันครูคือผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้แทบทุกอย่าง ซึ่งแนวทางของโรงเรียนใต้ร่มไม้นั้นไม่ใช่ เราพยายามสร้าง กระบวนการเรียนรู้ ให้เด็กมีส่วนร่วมแทบทุกอย่าง เพราะเมื่อได้คิดเองและทำได้เองแล้ว กระบวนการสร้างความรู้ต่อมา เราไม่ต้อง เหนื่อยอะไรอีก เขาจะสามารถทำต่อเองได้อย่างที่เขาคิดฝัน นี้แหละครับ คือกระบวนการพัฒนาเด็ก " นายสาทรกล่าวและอธิบายถึง ที่มาของโรงเรียนใต้ร่มไม้ว่า

"ที่นี่เราทำมาหลายปีแล้ว แรกเริ่มเราเรียนรู้และทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งจุดแรกๆ นั้นเราทำที่บ้านคอกช้าง ในเขตอำเภอ รัตภูมิ สงขลา ซึ่งมีรอยต่อติดกับอำเภอป่าบอน พัทลุง การทำงานในตอนนั้นเรายังไม่มีทุนสนับสนุนเลย เราอยู่กับวัด กินข้าวก้นบาตร พระ เพราะสถานที่ติดกับสำนักสงฆ์ ซึ่งผมก็พาครอบครัวไปอาศัยร่วมอยู่ด้วย จากนั้นก็เริ่มมีพระเข้ามาช่วยงานของเรา ซึ่งท่านเป็น คนไทยแต่ไปอยู่อเมริกาหลายปี ท่านเรียนจบปริญญาโท จากที่นั่น ท่านก็เข้ามาช่วยโดยเฉพาะเรื่องระดมทุน ซึ่งในระยะนั้นท่านก็ช่วย เราได้มาก จนปี 2537 เราจึงเริ่มขอทุนจากองค์กรแหล่งทุนต่างๆ แล้วก็เริ่มได้ทุนสนับสนุนมาบ้าง เรื่อยๆ

แต่ก่อนหน้าที่จะมาทำโรงเรียนใต้ร่มไม้ เราเคยทำงานด้านเกษตรทางเลือกมาก่อน ในพื้นที่อำเภอควนเนียง พัทลุง งานของเราคือ รณรงค์การปลูกผักปลอดสารเคมี ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านโกรธเคือง NGOs กันมาก ทำให้เราได้ข้อสรุปใหม่ว่า การที่เราจะเปลี่ยนแปลง อะไรในสังคม เราต้องเริ่มต้นที่การศึกษา และกลุ่มเป้าหมายแรกที่เราสามารถเปลี่ยน หรือสร้างทัศนคติใหม่ให้เขาได้ นั่นก็คือเด็กๆ " นายสาทรอธิบาย

"โรงเรียนใต้ร่มไม้ ใช้แนวคิดจากกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ มาเป็นรูปแบบ การเรียนรู้เป็นพื้นฐานในการสร้างสำนึก เพราะที่ผ่านมาผมรู้สึกว่า การศึกษา เท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงจิตสำนึก จากนั้นผมก็ได้มาศึกษาถึง แนวคิดเรื่องการศึกษาจากท่าน ระพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งท่านเป็นคนเอเชีย คนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ท่านได้ขายทรัพย์สินของตนเอง สร้างโรงเรียนใต้ร่มไม้ขึ้นมาและที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่ท่านทำ ต่อมา เมื่อปี 2539 ก็มีกองทุน Canada Fund เข้ามาช่วยสนับสนุน และอีกส่วนหนึ่ง มาจากงานของท่านระพินทรนาถ ฐากูร ที่เขาทำโรงเรียนใต้ร่มไม้ แต่โรงเรียน ใต้ร่มไม้ของท่านระพินทรนั้น ทุนได้มาจากการพาเด็กๆไประดมกันเอง ด้วย การแสดงละครเร่ การรำ หรืองานศิลปะด้านต่างๆ ซึ่งผมมองว่า ก็เหมือนกับ การพาเด็กๆไปเรียนรู้ โลกแห่งความจริงด้วย แม้แต่ท่าน มหาตมะ คานธี ซึ่งมีศักยภาพทางการเมืองสูงในขณะนั้น เคยปรารภกับท่านระพินทร ว่าอยาก จะช่วยเหลือเพราะสงสารเด็กๆ
แต่ท่านระพินทรกลับกล่าวว่า นี่คือความงามของการเรียนรู้ เพราะเด็กได้ทั้ง สนุกสนานและได้การเรียนรู้ ตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องการมองกันคนละมุม เพราะ ท่านระพินทรมองการศึกษาว่า การศึกษาต้องส่งผลในระดับ ลึกถึง วิญญาณ ไม่ใช่แค่การมีอาชีพหรือมีองค์ความรู้ด้านใดด้านหนึ่ง แต่การศึกษา ต้องมีส่วน ในการเปลี่ยนแปลงระดับลึกถึงจิตวิญญาณ เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น และไม่ใช่แค่การบ่มเพาะความทรงจำ เด็กเท่านั้น

ระบบการศึกษาปัจจุบันนี้สอนให้เด็กเก่งอย่างเดียว แต่เด็กไม่มีความรัก ไม่มีความเมตตาต่อสิ่งอื่นๆ ไม่มีความเอื้ออาทร เพราะเน้น แต่การให้เด็กเอาตัวรอด เน้นการให้เด็กหาเงินเก่งๆ หางานที่มีรายสูงๆ ไว้ก่อน ซึ่งเหล่านี้ก็มาจากการแข่งขันกันทั้งนั้น นั่นเพราะการ ศึกษาปัจจุบันที่สอนให้เด็กแข่งขันตลอดเวลา แล้วจะทำให้เด็กเรียนรู้จักการแบ่งปันได้อย่างไร อีกทั้งระบบการศึกษามันไม่เปิดโอกาส ให้เด็กมีสำนึก มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นเลย เป็นระบบที่แข็งมากในการสร้างคนแบบนี้ ทำให้เด็กเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดและก็ไม่นิยม สร้างความรัก ปัญหาสังคมในปัจจุบันนี้จึงมาจากการศึกษา เพราะการศึกษากำหนดสำนึกของคน ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาให้ได้ มันต้อง มาแก้ที่ระบบการศึกษาก่อน ซึ่งประเทศที่เขาฉลาด เขาจะมาลงทุนและให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาก

ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังไม่มีหลักสูตรออกมาจริงๆ แต่เด็กๆ ที่เข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้ของเรา เราเชื่อว่าเด็กได้อะไรกลับไป แน่นอน ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชัดเจนอีกแบบหนึ่งที่อยู่ในระบบการศึกษา เราก็มีอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นประธานโครงการเรียงใต้ร่มไม้ ระยะแรกๆ ที่เราเริ่มเข้าไปเปิดตัวแนวคิดด้านการเรียนรู้บนพื้นฐานธรรมชาตินั้น ก็มีเพียงโรงเรียนท่านเท่านั้นที่สนใจ ส่วนโรงเรียน อื่นๆ เราพยายามเดินเข้าไปหา ทำหนังสือเชิญให้มาเข้าร่วมกิจกรรม ส่วนใหญ่ก็ไม่มีตอบกลับมา แต่เราก็เชื่อว่าคนที่เข้ามาร่วม กิจกรรมเรียนรู้กับแนวทางของเรา และถ้าเขาตั้งใจจริง ลงลึกจริงๆ กับการเรียนรู้ ผมว่าวันหนึ่งเขาจะเปลี่ยนแปลง แต่ที่มันยากนั้น เพราะว่าเขาผ่านการเรียนรู้บ่มเพาะมาเป็นสิบๆ ปี จนเขาเชื่อเขาคิดอย่างนี้แล้ว ซึ่งปัญหาตรงนี้มีมากครับและ เด็กปัจจุบันเฉลียว ฉลาดในการใช้มันสมองมาก แต่กลับฟุ้งเฟ้อ กับกระแสสังคมที่หนักไปกับการบริโภค ไม่สนใจเรื่องราวหรือปัญหาทางสังคม จิตใจ เสื่อมทรามไม่รู้จักที่จะรักตัวเอง หรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หลักสูตรการเรียนรู้ของโรงเรียนใต้ร่มไม้ เราไม่เน้นเรื่องความจำ แต่เราเน้นการศึกษาแบบองค์รวม ทุกด้านทั้ง ทางใจ ทางกาย และทางจิตวิญญาณ เรียกว่าทุกมิติของชีวิต ซึ่งตอนนี้มีโรงเรียนทางเลือก มี home shcool เกิดขึ้น มากมาย ในสังคมไทยปัจจุบัน นั่นเพราะเขาไม่เชื่อกับระบบการศึกษาที่มันมีอยู่ ว่าจะทำให้ลูกเขาดีขึ้น มีจิตใจที่ดีงามขึ้นได้

และการศึกษาไม่ใช่เรื่องบังคับ 7 ปี 12 ปี เรื่องนี้ พี่เปี๊ยก(บำรุง บุญปัญญา )เคยกล่าวให้ผมฟังว่า จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญต้องเขียน เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาให้เหมือนกับเรื่องศาสนา อย่างที่รัชกาลที่ 5 สร้างกลไกการศึกษาขึ้นมาเพื่อรองรับระบบราชการ จึงสร้าง โรงสอน หรือ โรงเรียนในปัจจุบันนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนหัดเขียนหนังสือไปรับราชการ แต่วันนี้ระบบสังคมมันคลี่คลายลงไป แต่ระบบ การศึกษาก็ยังเหมือนเดิม คือสร้างความรู้เพื่อที่จะรองรับระบบเศรษฐกิจและระบบข้าราชการอยู่เหมือนเดิม ซึ่งในความเป็นจริง แล้วมันไม่ใช่การศึกษา แต่มันคือการฝึกอบรม เพื่อป้อนคนเข้าระบบ และถ้าเราสาวลึกลงไปถึงความหมาย การศึกษามาจากคำว่า สิกขา ในภาษาบาลี หรือ shcool ภาษาลาติน แปลว่าการเรียนรู้ นั่นหมายถึงกิจกรรมในยามที่มีเวลาว่าง ไม่ใช่การโหมเรียน อย่างเต็มที่ แต่การเรียนรู้เขาทำในยามว่าง ที่สมองปลอดโปร่งเรียนกันสบายๆ นี่เป็นปรัชญาแต่ดั้งเดิม ฉะนั้นการศึกษา จึงเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของการบ่มเพาะแต่เพียงภายนอกให้กับเด็กๆ

การเรียนรู้จึงมีไม่สิ้นสุด การเรียนรู้จึงสามารถทำได้ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ เรียนรู้จากสิ่งทีคุณ ทำอยู่ เรียนรู้จาก อะไรก็ได้ที่มันผ่านเข้ามาในชีวิต ถ้าเราเปิดใจให้เรียนรู้ได้ เราจะ เรียนรู้ได้ ทั้งหมดจากการมีชีวิต และคนเราได้อะไรมากมายจากการเรียนรู้ โดยเฉพาะจากอุปสรรค ความ ทุกข์ ความยากลำบาก ความโชคร้ายต่างๆ

แม้แต่การมีลูกเราก็ต้องสนใจเขา จะต้องเรียนรู้จากความสัมพันธ์ของตนจากคนในครอบครัว เราต้องสนใจและเรียนรู้จักเขามาก เราจะต้องไม่เป็นผู้สอนเขาแต่อย่างเดียว เพราะพ่อแม่หรือครู นั้นไม่ใช่ผู้สอนแต่อย่างเดียว ตรงนี้สำคัญมากที่สังคมไทย มักคิดว่าเขาคือผู้สอนแต่อย่างเดียว ทำให้เราพลาดเป้าที่สำคัญในความเป็นมนุษย์ เพราะเราจะไม่รู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตน กับเด็ก กับคนที่ด้อยกว่า และเมื่อมากๆ ขึ้น มันก็กลายเป็นความโหดร้าย ที่เราทำกับเด็ก ซึ่งไม่ต่าง กับข้าราชการปกครองที่เขารู้สึกตลอดเวลาว่า เขาต้องปกครองประชาชนหรือราษฎร เพื่อการ ควบคุม " นายสาทรกล่าวก่อนจะสรุปสั้นๆ ถึงเงื่อนไขการเข้าร่วมศึกษากับโรงเรียนใต้ร่มไม้ว่า

"จริงๆ แล้วโรงเรียนใต้ร่มไม้ ไม่ใช่เปิดรับแค่เด็กๆ เท่านั้น ผู้ใหญ่เองถ้าสนใจอยากเข้าแสวงหา เราก็ยินดีร่วมเรียนรู้ด้วยเช่นกัน และก็เคยมีบางค่ายที่คนมีอายุ เข้ามาขอเรียนรู้ด้วย หรือบางทีก็มีนักวิชาการ ซึ่งบางท่านปลดเกษียณแล้วก็เคยมาร่วมนั่งสนทนากัน นั่งเล่นดนตรีใต้ร่มไม้ร่วมกัน "นายสาทรกล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน