|
เกษตรธาตุ
4 แนวทางสมดุลของปราชญ์เขาพระ
"การทำเกษตรธาตุ 4 ไม่ใช่การทำสวน แบบปริมาณเยอะๆ
ปรัชญาของมันคือทำเอง ทำเล็กๆ พอกินและมีความสุข ไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องลงทุนมากมาย
ไม่ต้องขึ้นกับตลาดมากนัก นะครับ เพราะเกษตรธาตุ 4 คือเกษตรที่ให้ความสุข
กลับบ้าน มานอนก็ไม่ต้องคิดมาก ว่าราคาเท่าไหร่ ใช้หนี้เท่าไหร่ ค่าปุ๋ย
ค่าแรงเท่าไหร่"
ป๊ะหรน หมัดหลี
---------------------
เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุลของปราชญ์เขาพระ
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ องค์ความรู้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคมมาจากการสั่งสมรวบรวม
สังเกต วิเคราะห์แล้วถ่ายทอด กว่าจะเป็นตำหรับตำราเป็นวิทยาการ อันน่าเชื่อถือ
ลึกซึ้งและงดงามด้วยพลังแห่งภูมิปัญญาอันมีคุณค่าแก่มนุษย์นั้น ผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษ
มิว่าจะเป็นตำราอาหรับ ตำราจีน หรือว่าตำราไทย ล้วนเก็บเกี่ยวรวบรวมจากคำบอกเล่า
จดจำและบันทึกไว้จากประสบการณ์ตรงทั้งสิ้น โดยเฉพาะปรัชญาการวิเคราะห์และปฏิบัติต่อชีวิตต่อสังคมอันสัมพันธ์กัน
อย่างเป็นแนวทางไปสู่ความงดงาม สมดุลของชีวิตและสังคม
เมื่อทุกสรรพสิ่งมีสองด้านที่สัมพันธ์กันประหนึ่งหยิน-หยาง ที่ต่างเอื้อเฟื้อกัน
มิว่าจะเป็น มนุษย ์สัตว์ พืช หรือองค์ประกอบในสากลโลกก็ล้วนเป็นเฉกเช่นนี้ทั้งนั้น
จึงเป็นแนวทางไปสู่การดำเนินชีวิต การรักษายามป่วยไข้ การประกอบสัมมาชีพ
การอยู่ร่วมกันของสังคม หรือแม้แต่การเกษตรก็ตาม ก็นำปรัชญา หยิน-หยาง ธาตุ
4 มาอธิบายว่า พืชนั้นมีทั้ง พืชรากกว้างย่อมสอดประสานกับพืชรากแก้วลึก ไม้พุ่มเตี้ยพึงรักไม้พุ่มสูง
ไม้เล็กพึ่งพาอาศัยไม้ใหญ่ และไม้เนื้อร้อนชอบที่จะอิงอาศัยไม้เนื้อเย็น
หรือไม้รำไรแดด ย่อมงามได้ใต้ร่มไม้กลางแจ้ง
"ป๊ะหรน หมัดหลี" นักวิทยาศาสตร์การเกษตร ผู้นำตำราสอนชีวิตมาเรียนรู้และหาความเข้าใจ
ถึงแนวทางการปลูกพืช ที่ผสมผสาน บนจุดความสมดุล เพราะเมื่อพืชผลการเกษตรมีดุลยภาพต่อกัน
ทุกสรรพสิ่งก็มีดุลยภาพ ชีวิตก็ดุลยภาพ การเกษตรในมุมมองป๊ะหรน มิใช่การเกษตรเพื่อการผลิตสู่ตลาด
แต่เป็นการเกษตรเพื่อความงามความสงบสุขและเอื้ออาทรของชีวิต
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของประชาชน รับฟังเรื่องราวจากปราชญ์ชุมชน
ป๊ะหรน หมัดหลี วัย 75 ปี แห่งบ้านบนควน ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา ซึ่งบุกเบิกเกษตรธาตุ
4 มากกว่า 50 ปี พร้อมสวนสมุนไพร มรดกทางปัญญา ที่หาค่ามิได้ ซึ่งกำลังจะถูกอ่างเก็บน้ำยักษ์คลองลำแซง
ท่วมทิ้งทั้งหมด เนื่องจากอยู่ในบริเวณสันเขื่อน !!... ป๊ะหรนได้อธิบายย้อนถึง
จุดเริ่มต้นตั้งแต่แนวคิดการทดลองปลูก และพยายามเรียนรู้คำตอบ เรื่องเกษตรธาตุ
4 ด้วยตนเองว่า

"สวนนี้เราเรียกว่าสวนผสมผสาน มันเป็นแนวคิดแบบของดั้งของเดิม แต่ว่าเรานำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้
ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะปลูกพืชชนิดเดียว อย่างเดียว ต่อมาเรา เราเริ่มมาคิดแล้วก็ปลูกร่วมกัน
จึงกลายมาเป็นเกษตรธาตุ 4 ที่งอกงามอยู่ในหลุมเดียวกัน ที่นี่ใส่อะไรไปหลายอย่าง
ในหลุมเดียว ข้อดีคือหนึ่งทำให้เราปลูกอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่างมาก ซึ่งถ้าเราปลูกอย่างเดียวเราก็กินอย่างเดียว
ข้อดีที่สองของมันคือ มันจะไม่หมด เวลาตายไปต้นหนึ่งก็เหลืออีกต้นหนึ่ง
| ข้อดีข้อที่สาม คือมันสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
สมมุติว่าต้นหนึ่งมีธาตุหนึ่งเช่นธาตุร้อน อีกต้นมีธาตุเย็น ก็จะทำให้เกิดการสมดุลต่อกัน
และทำให้ดินสมบูรณ์มากขึ้น มันทำให้ดินปรับตัวสามารถเข้ากันได้มากขึ้น
เช่น ปลูก 3 อย่าง อย่างละต้น มี มังคุด ได้ผล 10 กก. ทุเรียน 10 กก.
ลองกอง 10 กก. ซึ่งถ้าเราปลูกต้นเดียวโดดๆ หากได้ทุเรียน 10 กก. ก็จะได้แค่
10 กก. หรือ ลองกอง 10 กก. เท่านั้น เราจะไม่ได้อย่างอื่น เลย แต่ถ้าเราปลูกรวมกัน
อาจจะได้อย่างใดอย่างหนึ่งน้อยลงไปนิด แต่เราได้ถึง 3 อย่าง ซึ่งมาเปรียบเทียบรวมแล้วจะเยอะกว่า
แต่ไม่ควรลงหลุมหนึ่งเกิน 3 ต้น จะดีมาก 4 ต้น ก็ได้ แต่ 3 ต้นจะดีกว่านะครับ

เรื่องการดูว่าต้นไหนเป็นธาตุไหนนั้น เราต้องเรียนเอา เพราะตรงนี้ผมเองก็ไปเรียนมาจากมาเลเซียบ้าง
จากคนเฒ่าคนแก่บ้าง และเก็บสะสมประสบการณ์ตัวเองบ้าง ถึงจะเข้าใจธาตุของต้นไม้
ว่าต้นไหนเป็นธาตุเย็น ต้นไหนธาตุร้อน ซึ่งที่นี่เราก็จัดสอนให้อยู่บ้างนะครับ
ส่วนการเรียนรู้อย่างแรกเลยเราต้องรู้จักรสของพืชซึ่ง ก็ทำได้ด้วยการชิมรสของพืชทุกๆ
ตัว ชิมตั้งแต่ ราก ใบ ผล เปลือก ลำต้น ชิมให้หมด เลยครับ แล้วจากนั้น
เราเราก็เอาต้นไม้รสเย็นมาเป็นตัวตั้ง หรือเป็นประธานปลูก จากนั้นก็เอาไม้ธาตุอื่น
รสอื่นมาประกอบกันปลูก" ป๊ะหรนอธิบายอย่างแช่มช้า ก่อนจะสรุปให้ทีมงานฟังถึงปรัชญาชาวบ้านกับการปลูกพืชก่อนจะลงสวนว่า
"การเกษตรปัจจุบัน ถ้าเราปลูกต้นใดแบบเดี่ยวๆ
หรือเชิงเดี่ยว ถ้ามันตายก็จะตายไปเลย การปลูกใหม่ ก็โตไม่ทัน ทำให้เกษตรกรยากลำบากมากขึ้น
แต่ถ้าเราปลูกรวม ต้นหนึ่งตายยังเหลืออีกต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนปลูกสวนทุเรียน
แล้วเริ่มตายก็ทยอยตาย ตายจนไม่เหลือไว้อีกเลย และไม้อื่นๆ ก็ไม่มี
ซึ่งถ้าเทียบแบบธาตุ 4 ไม้จะอายุยืนกว่า และแบบการปลูกพืชแบบนี้ เป็นแบบของคนจนนะครับ
เพราะมันแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่เหมือนปลูกแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งลงทุนเยอะมาก
แต่แบบของคนจนมันไม่ต้องซื้อปุ๋ยมากมายมาใส่ เช้าๆ ก็ออกไปทำงานเพียงวันละนิดวันละหน่อย
ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องฉีดยา ปุ๋ยก็ใส่มูลขี้ไก่บ้างขี้วัวบ้างพอแล้ว
การใช้ชีวิตทำสวนอย่างนี้มันสบายแตกต่างกัน ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินใคร
แต่เราต้องทำทุกวัน วันละเล็กละน้อย ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก ทำให้เป็นประจำ
เช้าๆ ออกไปตัดแต่งกิ่งสักต้น สองต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นการออกกำลังกายมากกว่านะครับ
สรุปง่ายๆ เกษตรธาตุ 4 นั้นทำสบายๆ ทำแบบเดินหน้า ไม่ใช่ทำแบบถอยหลัง
ซึ่งก็คือ ฝนตกก็ทำ แดดออกก็ทำ ทำทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องทำมากมายอะไร
ทำพอดีๆ เน้นความสุข เน้นการพึ่งตนเอง พอเพียงอยู่กับธรรมชาติ อีกอย่างเกษตรธาตุ
4 ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าต้องเป็นรูปแบบใด เพราะรูปแบบที่ดีที่สุด
คือเราต้องไปคิดค้นประยุกต์หาลักษณะที่ดีที่สุดของพืชเอาเอง ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรา
กับพืช กับดินและกับธรรมชาติครับ" ป๊ะหรนสาธยาย |
ไม้ 3 ชนิดในหลุมเดียว ความสูงต่างกัน
มี ทุเรียน มังคุด และกระท้อน |

สวนสมุนไพรซึ่งได้รับเกียรติบัตร โครงการตามพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร |
|
ทีมงาน ThaiNGO
รายงาน
|