ศูนย์การเรียนกิ่วม่วง
บทเรียนราคาแพงของเครือข่ายป่าน่าน
| 
การตัดไม้ยังมีอยู่ 2 ข้างถนนสายน่าน-ร้องกว้าง
|
ตำนาน การต่อสู้ ของชุมชนเล็กๆ
แห่งเมืองขุนเขา ซึ่งเผชิญชะตาชีวิต ที่ เปลี่ยนแปลงมามากมาย
ทั้งเกิดจากนโยบาย ของภาครัฐ จาก ข้าราชการ จาก คนมีเงินและ
จาก ชาวบ้านด้วยกันเอง
ชุมชนหลาย ร้อนชุมชน ก็ยังหยัด สู้ค้นหาทางรอด ค้นหาทางกู้วิกฤติ
ผ่านวันคืน จากที่เคยแสนสุข กับความอุดมสมบูรณ์ มาสู่วันคืนที่แสน
|
พระครูพิทักษ์นันทคุณ
ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน |
ลำเค็ญทั้งแห้งแล้งทะเลาะขัดแย้งและวิถีชีวิตล่มสาลายจนมาสู่การลุกขึ้นต่อสู้ฟื้นฟู
|
ให้กลับมา กลายเป็นจิตวิญญาณอันแกร่ง เป็นบทเรียนที่ซ่อนความล้ำค่า ของคนรุ่นหนึ่ง
ซึ่งมองย้อนไปในอดีต ได้อย่างหนักแน่นเข้มข้น จวบจนผ่านเลยสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
ที่เริ่มจางหายลางเลือน เพราะเกิดมาพร้อมกับภาพที่กลับไปสู่ความสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งแล้ว
แต่บทเรียนนั้น คำกล่าวเล่าขานนั้น ผ่านยุคสมัยแต่ละยุคที่คนรุ่นก่อนฝ่าฟันมาอย่างทรหด
มิควรจางหายสูญสิ้น เพราะนี่คือภูมิปัญญาบทเรียนการก่อเกิดชุมชนพิทักษ์ป่าของคนฮักเมืองน่าน
มูลนิธิฮักเมืองน่าน เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มพระสงฆ์ กลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเยาวชน
ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มารวมตัวกันเป็นกลุ่มฮักเมืองน่าน ตั้งแต่ 2533
เป็นต้นมา โดยมีกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชนเพื่อไปสู่ความเข้มแข็งและพึ่งตนเองมากมาย
อาทิ งานอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากร งานพัฒนาการเกษตร งานป้องกันโรคเอดส์และยาเสพติด
งานศิลปะวัฒนธรรม งานเผยแผ่ศาสนาและจริยธรรม งานเยาวชน งานพัฒนาอาชีพและธุรกิจ
และงานออมทรัพย์ เป็นต้น มีสมาชิก 293 องค์กร จาก 5 เครือข่าย 1 กลุ่มพระสงฆ์
คือเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชุมชน เครือข่ายอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เครือข่ายเกษตรยั่งยืน
เครือข่ายออมทรัพย์และธุรกิจชุมชนและเครือข่ายเยาวชน

ป่าต้นน้ำที่ฟื้นขึ้นจากการอนุรักษ์ของชาวบ้าน
ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมของ เครือข่ายป่าชุมชนของชาวบ้านกิ่วม่วง
ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน ซึ่งพยายามรวบรวมบทเรียนอันมากมายผ่านประสบการณ์
อันโชกโชน มาสู่ผลึกแท้แห่งคุณค่าเป็นภูมิปัญญาในท้องถิ่น ซึ่งความรู้ของคนรุ่นหนึ่งเมื่อไม่ผ่านการสืบสานถ่ายทอด
ก็ย่อมสูญสลาย ไปอย่างไร้ค่า ที่สำคัญสำนึกรักษ์ที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างลำเค็ญ
ก็จะเสื่อมหายไปจากจิตใจลูกหลานอีกด้วย
นางสาวเกวลี มีสิทธิ์ หรือน้องเก๋ สาวน้อยที่เดินทางมาจากดินแดนด้ามขวาน
สุราษฎร์ธานี เพื่อค้นหาอุดมคติอันงดงาม กับหน้าที่อาสาสมัคร ประจำมูลนิธิฮักเมืองน่าน
ซึ่งเข้ามารับผิดชอบดูแลศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ได้ออกมาเผยข้อมูลจุดกำเนิดงานเครือข่ายป่าชุมชน
ให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอฟังว่า
"ชาวบ้านที่นี่ทำงานโดยเรียนรู้จากประสบการณ์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งตอนนี้เครือข่ายมีสมาชิกประมาณ
259 องค์กร รูปแบบการก่อเกิด อาจจะเกิดมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน จากการให้สัมปทานป่าไม้ของรัฐเสียส่วนใหญ่
ต่อมาก็เกิดปัญหาเรื่องที่ดิน เพราะที่ดินส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์
เนื่องจากภูมิศาสตร์ทางเหนือ นั้นอุดมไปด้วยป่าและชาวบ้านก็กับป่าอยู่แบบพึ่งพา
เมื่อป่าไม่มีหรือหมดไป ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับวิกฤติปัญหา

เมื่อชาวบ้านเห็นว่าทรัพยากรลดลง จากที่เคยมีอยู่ได้ใช้สอย ก็เริ่มลดลงไม่เหมือนเมื่อก่อน
เช่นคนที่อยู่ต้นน้ำกับคนที่อยู่ปลายน้ำ เริ่มเกิดความขัดแย้งกัน กลุ่มต้นน้ำได้ใช้น้ำตลอดปี
และปลายน้ำไม่มีน้ำใช้ ส่วนคนพื้นราบก็เข้าใจว่าคนต้นน้ำทำลาย ทำให้ทั้งภาครัฐและพระสงฆ์ต่างก็พยายามเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน
ถึงสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไข ที่ยั่งยืน จนเกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายป่าชุมชนขึ้นค่ะ
อย่างกรณีศูนย์การเรียนรู้บ้านกิ่วม่วง แรกเริ่มเดิมทีก็ประสบปัญหา เช่นกัน
คือเกิดจากการที่รัฐให้นายทุนสัมปทานป่าไม้ก่อน เมื่อสัมปทานเสร็จ ชาวบ้านก็เข้าไปหาประโยชน์บ้าง
จนเกิดสภาวะวิกฤติขึ้น ทั้งน้ำแล้ง ไม่มีน้ำใช้ และหากต้องใช้ก็ต้องเดินทางไกล
จนชาวบ้านเกิดความคิดขึ้นมาซึ่ง บุคคลท่านแรกๆ ที่ให้ความคิดนี้ คือท่านพระครูพิทักษ์นันทคุณ
เพราะท่านเป็นคนกิ่วม่วง และท่านเป็นนักอนุรักษ์ ซึ่งท่านได้เข้าไปพยายามทำความเข้าใจ
ว่าบ้านกิ่วม่วงนั้นผ่านมรสุมปัญหาเป็นยุคๆ ทั้งยุคสัมปทานป่าไม้ ยุคปลูกข้าวโพด
ยุคถนนลาดยาง ยุคไฟฟ้าเข้ามา เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านเห็นภาพการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งถ้าชาวบ้านไม่เรียนรู้ทำความเข้าใจแล้วอนุรักษ์ไว้ ก็จะไม่เหลืออะไรเลย
ทำให้ชาวบ้านเริ่มก่อตัวและรวมกลุ่มอนุรักษ์ขึ้นมา ดูแลปลูกป่า บ้านกิ่วม่วงจึง
เป็นพื้นที่แรกของการบวชป่าในจังหวัดน่าน ซึ่งต่อมาก็มีอีกพิธีหนึ่งเกิดขึ้นนั่น
คือพิธีดงเส็งของชาวไทยภูเขาเผ่าเมี่ยน ก็ลักษณะคล้ายๆ บวชป่า ซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

การแผ้วถางทำลายยังรุนแรงในหลายพื้นที่
เมื่อชาวบ้านกิ่วม่วงเริ่มดูแลป่ารักษาป่า ปรากฏว่า ชาวบ้านปลายน้ำเริ่มมีน้ำใช้
อย่างแถวบ้านหาดเพชร เมืองตัว จึงเริ่มทำให้ชาวบ้านขยายการอนุรักษ์กันออกไปเรื่อยๆ
ค่ะ"น.ส.เกวลีเกริ่นนำถึงกำเนิดเครือข่ายป่าชุมชนและให้ที่มาเรื่องศูนย์การเรียนรู้อีกว่า
"ส่วนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนนั้นมาจาก จังหวัดน่านมีปราชญ์พื้นบ้านเยอะมาก
แต่ขาดกระบวนการถ่ายทอดให้เกิดการเรียนรู้ สู่สาธารณะ หรือเยาวชนในชุมชน
แม้แต่บ้านกิ่วม่วงเอง ถ้าเราเข้าไปจะเห็นว่า เขาเองเป็นนักอนุรักษ์ แต่ตัวเขากลับไม่รู้ตัวเลย
ว่าสิ่งนั้นคือความชาญฉลาดในการจัดการป่าของเขา จนท่านพระครูพิทักษ์ ได้เข้าไปอธิบาย
ว่าชาวบ้านมีพัฒนาการอย่างไร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ นั้นไม่เข้าใจเลยว่า ที่นี่มีพัฒนาการต่อสู้มาอย่างไร
ทำให้เกิดแนวคิดว่า จังหวัดน่านเกิดปัญหาอย่างนี้ในหลายๆ พื้นที่มาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านศิลาแลง
หรือที่ไหนๆ เมื่อคนรุ่นเก่าที่ผ่านประสบการณ์วิกฤติจนต่อสู้กู้ฟื้นคืนมาได้
หากคนรุ่นนั้นหมดไป ก็หมดคนที่เข้าใจคุณค่า การรักษาป่าไปด้วย จึงพยายามเปิดศูนย์การเรียนรู้ขึ้น
ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงอาคารสถานที่เก่าของโรงเรียน เป้าหมายของศูนย์การเรียนรู้ก็เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้การอนุรักษ์ป่าชุมชน
โดยชุมชนเองเอง ซึ่งโครงการนี้ ก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย
แต่โดยหลักๆ เป็นเรื่องของชุมชนคิด จัดการ บริหารเองทั้งหมด รวมทั้งหามาตรการสื่อสารกับสาธารณะให้เข้าใจวิธีการด้วยค่ะ"
น.ส.เกวลีกล่าว พร้อมย้ำถึงปัญหาการให้ความสำคัญของคนแต่ละรุ่นว่า
"ปัญหาในพื้นที่ก็มาจากการให้ความสำคัญกับป่า ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามันจะต่างกันมาก
คนรุ่นเก่าจะเน้นความสำคัญของการอนุรักษ์มาก โดยเฉพาะแนวทางที่เขาเชื่อมา
เช่นการแบ่งพื้นที่ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ เป็นป่าใช้สอย เขาก็จะเคร่งครัดมาก
ซึ่งใครจะทำผิดกฎหมู่บ้านไม่ได้ แต่คนรุ่นใหม่ๆ เรียนรู้แต่เรื่องการใช้ประโยชน์
ว่าอะไรมีคุณค่าและใช้ได้อย่างไร หรือหากจะอนุรักษ์ก็จะอนุรักษ์อย่างเดียว
ซึ่งไม่เข้าใจวิธีการแบบเดิม และความไม่เข้าใจล้วนเกิดจากสภาพชีวิตของเขาเอง
ที่ไม่เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับความขาดแคลนทรัพยากร หรือว่าเขาเองไม่ได้เรียนรู้ว่าบ้านตัวเองนั้นอุดมสมบูรณ์กว่าบ้านอื่นอย่างไร
หรือขาดแคลน แห้งแล้ง กว่าบ้านคนอื่น อย่างไร ทำให้เขาไม่ได้เห็นเปรียบเทียบหรือว่าไม่ได้เผชิญปัญหาโดยตรงว่างั้นเถอะ
ซึ่งต่างจากคนรุ่นเก่าค่ะ" น.ส.เกวลีกล่าว
------------------------ * * * ------------------------
| จากนั้น
น.ส.เกวลีหรือ เก๋ ได้อธิบายถึงมุมมองและบทบาทของตนเอง ในฐานะอาสาสมัคร
รุ่นใหม่ ที่ต้องเดินทางไกลนับพันกิโลเมตร มาทำงานถึงจังหวัดน่าน อย่างตรงไปตรงมาว่า
"เก๋เข้ามาทำงานในส่วนนี้ได้ประมาณ
1 ปีแล้ว มาทำเรื่องศูนย์การเรียนรู้นั้น ที่ชาวบ้านเขาริเริ่มมาก่อนแล้ว
งานของเก๋ คือเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุยและศึกษากระบวนการดูแลรักษาป่าของชาวบ้าน
รวมทั้งประสานและผลักดันให้ชาวบ้านรู้จักการสื่อสารกับคนภายนอกมากขึ้น
แล้วก็หาสถานที่เพื่อทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ซึ่งก็ได้ไปขอโรงเรียนเก่าจาก
สปอ.หรือสปจ. มาหลังหนึ่ง ที่ปิดโรงเรียนลงเนื่องจากมีเด็กนักเรียนน้อยมาก
มาทำเป็นสถานศูนย์การเรียนรู้
และงานต่อมาของเก๋ คือพยายามชักจูงให้คนรุ่นใหม่ๆ
เข้าไปศึกษาวิธีการคนรุ่นเก่าๆ ให้มาก ขึ้นว่าเขาทำอย่างไร พยายามสร้างเวทีให้ชาวบ้านเขาได้ย้อนคิด
ว่าป่าของตนนั้น มีทรัพยากรมีค่าอะไรบ้าง ใช้อย่างไร และเวทีเราเป็นเวทีร่วมกันซึ่งมีทั้งเด็ก
ผู้ใหญ่ คนชรา |
เกวลี มีสิทธิ์ (เก๋)
อาสาสมัคร มอส. |
ทำให้เกิดการถ่ายทอด การเรียนรู้ไปในตัว อีกทั้งยังทำให้ชุมชนได้คิดกิจกรรมด้วย
เช่น การทำเส้นทางเดินรักษาธรรมชาติ เส้นทางศึกษาพันธุ์ไม้ และการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากป่าในแต่ละวัน
กับสิ่งที่เก๋ทำมาตลอด เก๋วาดฝันแต่เพียงว่า อยากให้ชาวบ้านมีที่ดิน มีเอกสารสิทธิ์
ที่เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ มีสิทธิในการจัดการรักษาทรัพยากร อย่างกรณีบ้านกิ่วม่วง
ไม่มีใครมีเอกสารสิทธิ์เลย แม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนอนุรักษ์ป่า
อนุรักษ์ต้นน้ำกว่าหมื่นไร่ แต่กลับไม่มีหลักฐานหรือเอกสารในทางกฎหมายใดๆ
เลย ที่รับรองที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ว่าผื่นดินเหล่านี้คือของเขา เขารักษาเขาควรจะมีสิทธิ์น่ะค่ะ"
น.ส.เกวลีกล่าว

บวชป่าของเครือข่ายป่าชุมชนน่าน |

ความเชื่อกับการจัดการป่า |
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
|