คนดีของแผ่นดิน จากเหนือจรดใต้ หัวใจเดียวกัน

เมื่อวันเสาร์ ที่ 1มิถุนายนที่ผ่านมา องค์การอโชก้า ประเทศไทยได้จัด
งาน "ชื่นชมคนกล้า มุทิตาจิต" ขึ้นเพื่อแสดงความยินดีให้กับสอง นักพัฒนาเอกชน ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ จาก 2 สถาบันที่น่า เชื่อถือคือนายพิสิษฐ์ ชาญเสนาะ จาก สมาคมหยาดฝน เจ้าของรางวัล โกลด์ แมน ด้านสิ่งแวดล้อมปี 2002 และนาย สมภพ จันทระกา จากศูนย์พัฒนาการศึกษาเพื่อลูกหญิงและชุมชน ผู้ที่ได้รับการ ยกย่องจากนิตยสารไทม์ ว่าเป็น 1 ใน 25 วีรบุรุษและวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่ง เอเชียที่ยังคงมีชีวิตอยู่ โดยจัดขึ้น ณ ห้องไทยนิทัศน์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยงานนี้มีผู้เข้าร่วมกัน อย่างอบอุ่นท่ามกลาง บรรยากาศ การสนทนากันภายใต้หัวข้อ "จากเหนือจรดใต้ ด้วยหัวใจ ดวงเดียวกัน" ซึ่งมีนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการนิตยสารโอเพ่น เป็นผู้นำการเสวนา

ภายในงานได้มีพี่ๆ น้องๆ ผู้ที่รับรางวัลอโชก้าหลายท่านเข้าร่วมแสงดความปิติยินดีกันอย่างยิ้มแย้มเบิกบาน อาทิ นางเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกวุฒิสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสมา นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด นางกรรณิกา ควรขจร มอส.นางสาว สารี อ๋องสมหวัง จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นายกรรชิต สุขใจมิตร มูลนิธิกองทุนไทยและผู้มีเกียรติอีกหลายท่านเข้าร่วม นอกจากนั้น ในท้ายๆ รายการ ยังมีการร่วมรับประทานอาหาร มื้อเล็กๆ ทั้ง คาวหวานบริการพร้อมดนตรีกล่อมเบาๆ ในบรรยากาศกันเอง จากอี๊ด ฟุตบาธ คอย ปิดท้ายอีกด้วย

นางสินิ จักรธรานนท์ ผู้แทนอโชก้า ประจำเทศไทย กล่าวว่า ภารกิจ อโชก้า คือค้นหาและสนับสนุน บุคคลที่ทำงานเพื่อสังคม ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่น ในการ แสวงหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อการแก้ปัญหา สังคมและหยัดยืนปฏิบัติจนเกิดผล และเราพิจารณา บุคคล เหล่านี้เพื่อให้เกียรติแก่ คุณงามความดีที่เขาเหล่านั้นทำให้แก่สังคมส่วนรวม อีกทั้งเขายังใช้เวลา เกือบทั้งหมดในชีวิตของเขา ทุ่มเทให้กับงานพัฒนาจนเป็นแบบอย่างอันเป็น ที่ยอมรับ ของของ สังคม ซึ่งในการทำงานเพื่อสังคมของเขาเหล่านั้นทำให้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม

การยกย่องเชิดชูและมอบรางวัลนั้น ก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานอุทิศตนเพื่อสังคมส่วนรวม ก่อเกิดความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจแก่กันมากขึ้น แม้จะทราบว่าท่านเหล่านี้จะทำงานโดย ไม่หวัง ค่าตอบแทนอันเป็นรางวัลแต่เราก็ปรารถนาที่จะให้กำลังใจแก่กันจึงมีการจัดงานนี้ขึ้นมา" นางสินีกล่าวรายงาน

ขณะที่ นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ ได้กล่าวตอบคำถามกับพิธีกร คือนายภิญโญ บก.โอเพ่น ที่เปิดประเด็นซักด้วยคำถามเบาๆ และเป็น กันเอง ว่าหลังจากได้รับรางวัลโกลด์แมน นี้แล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตไปบ้าง จนถึงคำถามที่ว่า มีแนวคิดและวิธีการทำงาน อย่างไร จึงมาสู่วันนี้ได้ นายพิศิษฐ์กล่าวว่า "เมื่อมีคนยกย่อง ผมเองก็ยอมรับลึกๆ ว่า อดปลื้มไม่ได้ แต่ก็เป็นการปลาบปลื้มอยู่ในใจ ซึ่งก็ทำให้ผม เกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เปลี่ยนแปลงให้ผมมีพลังที่จะทำงานมากขึ้นไปอีก มีพลังทางความคิด ที่กระตุ้น ให้ผม ทำงานต่อไป อีกอย่างยืดเยื้อและยาวนาน และงานวันนี้ก็ทำให้ผมได้รับรู้ว่า อย่างน้อยก็มีคนจำนวนหนึ่ง มองเห็นว่า การทำงาน ของ ผมว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ส่วนแนวคิดในการทำงานจากประสบการณ์หลายสิบปี มันทำให้ผมได้ตกผลึกทางความคิดว่า ความรู้ ที่แท้จริงที่จะนำมาสร้างสรรค์ให้กับชุมชนนั้น เราจะต้องไปเรียนรู้จาก เขาเหล่านั้น เมื่อ เรียนรู้เสร็จแล้วก็ค่อยๆ คิด แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียนว่า เราจะทำอะไร อย่างไร ในการ แก้ปัญหาในชุมชนนี้แบบยั่งยืนได้บ้าง ส่วนตัวผม ผมรักที่จะทำงานกับพี่น้องชาวมุสลิม อันเป็นชาว ประมงพื้นบ้าน ซึ่งผมคิดว่าเขาเหล่านั้น เป็นกลุ่มชาวบ้านที่ค่อนยากจนมากที่สุดในทางภาคใต้ และ วีถีชีวิตของเขากลับต้องพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเป็นส่วนหนึ่ง ชนิดแยกขาดจากกันไม่ได้ " นายพิศิษฐ์กล่าวและเพิ่มอีกว่า

"อีกอย่างผมอยากยืนยันว่า การทำงานบนเส้นทางเหล่านี้ เราต้องต้องพึ่งพาอาศัยมิตร อาศัยเพื่อน อาศัยความร่วมมือที่หลากหลาย งานของเราจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะปัญหาหลายๆ ปัญหาในสังคมไทย มันเกี่ยวพันไปทั้งระบบ ทั้งโครงสร้าง และที่ผมเลือก ทำ งานสิ่งแวดล้อม อย่างป่าชายเลนนั้นเพราะว่า ทรัพยากรธรรมชาติเกี่ยวข้องกับปัญหาความยากจนของชาวบ้านโดยตรง โดย เฉพาะ ชาวประมงพื้นบ้าน ถ้าในน้ำไม่มีปลาอย่างสมบูรณ์เขาจะอยู่ไม่ได้เลย เพราะทะเลคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีกิน

และที่ถามว่า ความท้อแท้ในการทำงานมีบ้างไหม ผมคิดว่ามันเป็นพลังของมนุษย์มากกว่านะครับ ในการเรียนรู้ต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์
งาน ส่วนความผิดหวังที่ไม่สามารถไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องนำมาเป็นบทเรียนในการกำหนดเป้าหมาย และ มา พัฒนาขีดความสามารถใหม่ แล้วก็ก้าวต่อไป ดังนั้นเราจะต้องสะสมความรู้ที่ได้จากการลองผิดลองถูก จากการทำงานมาเป็น พลัง แห่ง ปัญญาไว้ แล้วความท้อแท้จะถูกคลี่คลายไปเอง "นายพิศิษฐ์กล่าวอย่างรื่นรมย์ก่อนจะสรุปท้ายถึงปัญหาสังคม ในทัศนะ ตนว่า

"สังคมนี้มียังปัญหาอยู่มาก เพราะคนที่มีอำนาจก็จะใช้แต่อำนาจ คนมีกำลังก็มักจะใช้แต่กำลังในการแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่ปัญหา เหล่านี้ มาจากนโยบาย และกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐเอง ที่ครอบงำประชาชนมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ เรียนรู้ ใน การแก้ปัญหาของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงกระแสโลกาภิวัตน์และการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ที่รัฐนำมาครอบงำประชาชนนั้น ได้ก่อให้เกิด ปัญหา เกิดความขัดแย้งมากมายในสังคม ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจในระบอบประชาธิปไตยบ้านเรายังคงมีนิสัย แบบเก่าๆ เดิมๆ คือ ไม่ค่อยอดทนในการรับฟังคนอื่นที่มองอะไรแตกต่างจากตน

ส่วนแนวคิดการทำงานเพื่อสังคมนั้น การที่ใครบางตคนกล่าวว่าให้ฉันรวยก่อน ฉันจึงจะมาทำงานเพื่อคนจน เพื่อคนด้อยโอกาสนั้น ผมอยากถามว่ามีคนรวยสักกี่คนที่มาทำงาน ตรงนี้จริงๆ หรือให้มีอำนาจก่อนฉันจึงมาทำงาน สั่งการ เพื่อส่วนรวมได้ นั้นไม่ก็จริง ยิ่ง รวยยิ่งทำเพื่อนเอง ยิ่งมีอำนาจยิ่งทำเพื่อตนเอง ดังนั้น วันนี้ผมจึงต้องทำงานโดยไม่ได้สนใจว่าตนเองจะรวยหรือจน และการมาถึง
วันนี้ได้ นั่นเพราะผมมีเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่รักความถูกต้องคอยให้กำลังใจกันเสมอมา มากมาย ทำให้ผมเชื่อมั่นและเดิน อยู่บนเส้น ทางนี้ได้ตลอดมา และคิดว่าผมคงไม่ไปทำอะไรอีกแล้ว นอกจากการทำงานบนเส้นทางนี้ตลอดไปจนวินาทีสุดท้ายครับ " นายพิศิษฐ์ กล่าวสรุป

ทางด้านนายสมภพ จันทระกา จากศูนย์พัฒนาเพื่อลูกหญิงและชุมชน ซึ่งเป็นผู้ที่นิตรสารไทม์ยกย่องว่าเป็น 1 ใน 25 วีรบุรุษฯ แห่ง เอเชียนั้นกล่าวถึงบทเรียนการทำงานของตนว่า " การทำงานเส้นทางนี้สอนให้ผมได้เรียนรู้ ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองมากมาย จากคน อารมณ์ร้อนดุดัน กลายเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดี คิดอะไรใคร่ครวญมากขึ้น สอนให้เราทบทวนตัวเองแล้วมองสิ่งรอบตัวอย่าง ละเอียด มากขึ้น ถ้าเปรียบเป็นสายน้ำ 3 อย่าง คือ น้ำไหลเชี่ยว น้ำไหลเอื่อย และน้ำนิ่ง ชีวิตการทำงานของผม ก็เหมือนน้ำที่ไหลเชี่ยวต้อง คิดต้องทำ ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา เพราะต้องเผชิญกับปัญหามามากมายในแต่ละอาทิตย์ เราต้องคิดกัน อย่างน้อยๆ ก็ 3-4 ปัญหา หนักๆ ต่ออาทิตย์ แต่ถึงที่สุด เราก็มีความสุขกับการทำงาน กับเด็กกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อและเด็กที่ถูกทารุณเหล่านี้ อย่างน้อยเราช่วย เขาได้ระดับหนึ่งเราสบายใจ

แต่กับชีวิตส่วนตัวของผม โดยเฉพาะวันที่ผมได้รับทราบข่าวนี้ แม้แต่ลูกยังถามเลยว่า พ่อทำงานให้กับสังคมจนได้รับการ ยกย่อง แล้ว คราวนี้เป็นหัวหน้าครอบครัว ให้คนในครอบครัวยกย่องบ้างได้ไหม แต่ผมก็โชคดีที่มีแม่บ้านคอยตักเตือนสติ คอยกระตุ้น เสมอๆ ทำ ให้ชีวิตการทำงานของผมได้ฮึดสู้เรื่อยๆ

และถ้ามองให้ถึงที่สุดจนถึงวันนี้ผมกล้าตอบเลยว่า ชีวิตผมไม่เคยได้อะไร มากมายขนาดนี้เลย มาก มายเพราะผมได้ทำงานที่ผมรัก ที่ผมมีความสุขมาก มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม ฉะนั้น ผมจะมัวมานั่งท้อแท้ ไม่ต่อสู้ไม่ฟันฝ่าได้อย่างไร ตรงนี้เองที่ผม คิดถึงเมื่อไหร่ ผมจะลุกขึ้นทำงาน แต่เช้าเสมอๆ" นายสมภพกล่าวรื่นเริงก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า

"การที่เราได้ทำงานยากๆ มันทำให้เราได้ความรู้ ได้รับการปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลามันทำ ให้ เรา มีเพื่อน มีเรื่องราว มีข้อมูลจากการได้พูดคุยกับคนอื่นๆ จึงทำให้เราได้ปัญญา แล้วก็ได้ชีวิต ที่ เป็นแก่นแท้ ดังนั้นโดยภาพรวม การทำงานคือการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต ซึ่งผมคิดว่า การที่ชีวิต เราได้ใช้พลังในการแก้ไขสังคม มันเกิดขึ้นมาจากการสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือและความ เท่าเทียมกัน ในการทำงานและการอยู่ร่วมกัน เพียงแค่นี้ผมก็เชื่อว่ามันสามารถเดินไปสู่ช่อง การ แก้ไขปัญหาสังคมได้แล้ว"นายสมภพกล่าวสรุป

ทีมงาน Thaingo รายงาน