Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
ประมงฯศรีบอยา ประกาศสู้ทวงสิทธิพักพิงบนเกาะไผ่แน่




จากกรณีที่นายอำเภอเมืองกระบี่ นายผ่องศักดิ์ สุขสุพันธ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 150 คน เข้าไปเผาเพิงพักของชาวประมงพื้นบ้านบน เกาะไม้ไผ่ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2545 ที่ผ่านมา ทำให้ที่พักของชาวประมงถูกเผาวอดไปทั้งสิ้น 42 หลัง โดยไม่นับรวมเพิงพัก ของชาวเล ที่เกาะพีพีอีก 18 หลัง ที่สร้างไว้หลบลม หลบฝนและพักผ่อน ระหว่างทำประมง ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้พยายาม ติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ หลายหน่วยงาน จากองค์กรอิสระที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชนและด้าน กฎหมายตาม รัฐ ธรรมนูญ แต่ก็ยังคงเงียบงัน ไม่มีคำตอบอันเป็นทางออกให้กับชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 2 เกาะของเขตตำบลเกาะ ศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ได้เลยว่า จะสิทธิพักหลบลมพายุบริเวณใดได้บ้างบนเกาะหรือบริเวณอื่น ในระหว่างการออกทำประมง ในทะเล และ ถ้าหากอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ยังยืนกรานปฏิเสธสิทธิแต่ดั้งเดิมของชาวประมงเครือข่าชาวบ้าน พื้นบ้าน ก็แสดงท่าทีชัดเจน ว่าจะสู้เพื่อทวงสิทธินั้นคืนมาแก่ลูกหลานอย่างแน่นอน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ชาวประมงพื้นบ้านตำบลเกาะศรีบอยา กว่า 500 คน เดินร่วมกันเดินขบวนรณรงค์เรียกร้อง สิทธิและยื่นหนังสือถึงนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านนายสมาน กลิ่นเกสร ผู้ว่า ราชการจังหวัดกระบี่ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ ซึ่งใช้เวลากดดันอยู่นานจนต้องประกาศว่าจะบุกศาลากลาง นายสมานจึงลงรับเรื่อง โดยได้กล่าวกับชาวประมงพื้นบ้านตำบลศรีบอยาที่มาชุมนุมครั้งนี้ว่า "ตนไม่มีอำนาจในการที่จะสั่งการให้ใครไปอยู่บนเกาะไม้ไผ่ได้ และการมารับหนังสือครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อส่งต่อถึงท่านรัฐมนตรีช่วยประพัฒน์เท่านั้น ไม่ใช่การลงมารับทราบ ถึงการกระทำของชาวประมงพื้นบ้าน ที่ขึ้นไปอยู่บนเกาะไม้ไผ่เพราะว่ามันผิดกฎหมาย ตนไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้

นอกจากนั้นนายสมานยังได้ขอโทษชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นชาวมุสลิม แทนรอง ผู้ว่าฯ ไมตรี ที่กล่าวหาชาวบ้านมุสลิมว่า ไม่รู้จักการคุมกำเนิดทำ ให้มีลูกมากจนต้องแย่งกันใช้ทรัพยากร ต่อมาแกนนำชาวประมงพื้นบ้าน นายสมาน และหัวหน้าประมงจังหวัดกระบี่ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยน หารือถึงปัญหาเรือประมงพาณิชย์เข้ามาทำ อวนลากในเขตหวงห้ามว่า ทางจังหวัดไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการออกลาดตระเวณตรวจตรา อีกทั้งออกไปก็ไม่เคยพบ การกระทำผิดดังกล่าวแบบชัดแจ้งสักครั้งเดียว"

ขณะที่แกนนำชาวบ้าน นายราหีม เส็นบุตร แกนนำชาวประมงพื้นบ้านตำบลเกาะศรีบอยา กล่าวกับทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า วันนี้ตนและชาวบ้านมาร่วมกันยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผ่านไปถึงนายประพัฒน์ รมช.เกษตรฯ กรณีเผาไล่ที่พักพิงบน เกาะไผ่ชองชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งทำให้ชาวประมงพื้นบ้านได้รับความเดือดร้อนกันมาก เนื่องจากไม่มีที่พักหลบลม ที่เก็บและที่ซ่อม แซมเครื่องมือประมง

อีกทั้งชาวบ้านไม่เคยยึดถือเรียกร้องที่ดินบนเกาะไผ่เป็นกรรมสิทธิ แม้ว่าจะใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ดังนั้นจึงคิดว่าอุทยานฯ ได้ละเมิดสิทธิของชุมชน สิทธิของท้องถิ่น

"เฉพาะที่ผมเริ่มทำประมงหากินและพักบนเกาะนี้มาก็ 20 กว่าปี แล้ว ส่วนการอาศัยเกาะนี้พักพิง
หลบลมนั้น ผมเห็นมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ไม่รู้เริ่มเมื่อไหร่น่ะ ซึ่งการอยู่อาศัยบนเกาะของเราในเวลา ออกหาปลาก็คือวิ่งเรือไปมาระหว่าง เกาะไม้ไผ่กับที่วางไซ อีกทั้งพวกเราไม่เคยมีใครคิดที่จะจับจอง เอาที่ดินบนเกาะไม้ไผ่แห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ตัวเองเลย ตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา เราเพียงปลูกกระท่อมไว้ สำหรับพักหลบลม เก็บปูปลา เก็บและซ่อมแซมเครื่องมือประมงของเรา เนื่องจากว่าระยะทางจากบ้าน มาถึงที่ทำประมงของเรานั้นค่อนข้างไกลมาก หากต้องไปกลับคงเสียทั้งเวลาและต้นทุนอื่นๆ อาทิ ค่าน้ำมัน บางวันก็ต้องติดพายุกลางทะเล และเรือชาวประมงพื้นบ้านก็เป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ค่อนข้าง อันตรายเมื่อเจอพายุมา ฉะนั้น เราจะไม่เสี่ยงขับเรือกลับบ้าน ซึ่งยังไงๆ เราก็ต้องแวะพัก และถ้าเรา พักอยู่ที่บ้าน หากวันไหนมีพายุลงนานสัก 4-5 วัน พอเราออกเรือไปก็มักปรากฏว่า เรือใหญ่ลากอวนลาก เอาไซ เอาเครื่องมือหากินของชาวบ้านไปหมด ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านแย่หนักไปอีก " นายราหีมกล่าว อธิบาย ก่อนจะเล่าย้อนถึงระยะแรกเริ่มที่ตนเข้ามาพักบนเกาะไม้ไผ่นี้ว่า

"ครั้งแรกๆ ที่เราขึ้นไปพักอาศัยเกาะสมัยนั้น ยังไม่มีใครเข้าไปเลย เราพักพิงเกาะแห่งนี้มาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ซึ่งเมื่อมีอุทยานฯ เข้ามาระยะแรกๆ ทางอุทยานเองก็ไม่ได้มาสนใจอะไร จนประกาศได้ 5-6 ปี จึงมาปลูกสร้างที่พักเล็กๆ ไว้หลังหนึ่ง เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มเติบโตในจังหวัดกระบี่ ชาวบ้านก็เลยถูกกดดันมาโดยตลอด แต่ที่ชาวบ้านยังยืนหยัดที่จะพัก ณ ตรงนั้น ก็เพราะ การพักที่เกาะไผ่นั้น ลดค่าใช้จ่ายของชาวบ้านไปมาก ลดเวลาการเดินทาง ซึ่งใช้เวลาไปกลับถึง 6 ชม.ทำให้มีเวลานั่งทำ นั่งซ่อมไซ หรือทำข่ายดักปลา อีกทั้งวันหนึ่งๆ เราออกทะเลไปกู้ไซ ไปเฝ้าไซวันละหลายๆ รอบ ครบ 5-7 วัน เราจะกลับบ้านกันครั้งหนึ่ง เพื่อเอา ปลาเอาปู ที่หาได้ไปขายไปส่งที่แพปลา จากนั้นเราก็พักอยู่บ้านกันสัก 10-15 วัน เพื่อตระเตรียมอุปกรณ์ หรือแล้วแต่ใครจะ มีธุระอะไร พอครบเราก็ออกทะเลอีก เป็นอยู่อย่างนี้ นี่แหละคือวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอุทยานฯ ต้องมาจิกมาไล่เรา ทั้งๆ ที่เราก็อยู่มาก่อน และไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แม้แต่นักท่อง
เที่ยวก็ไม่เคยไปวุ่นวาย เราปลูกกระท่อมเป็นกลุ่มเรียงกันเป็นแถว ทำความสะอาดตามกฎระเบียบของอุทยานฯ มาตลอด ไม่เคย ขยับขยายเนื้อที่ ไม่เคยบุกรุกหรือปลูกสร้างอะไรเพิ่มเติมเลย

ในระยะแรกๆ ที่ผมเข้ามาอยู่ เรามีประมาณ 9 หลังคาเรือน ซึ่งก็ไม่ได้ ปลูกเป็นกระท่อมสวยงามแบบนี้ แต่ทำเป็นเพิงพักง่ายๆ จน มาถึงสมัยที่หัวหน้าอุทยานฯ ที่เป็นผู้หญิง ท่านมาพูดคุยเรื่องการจัดระเบียบเพิงพักให้สวยงาม ให้ชาวต่างชาติที่มาเห็นแล้วประทับ ใจ ซึ่งชาวบ้านก็ทำตามกัน เป็นอย่างดี " นายราหีมกล่าวย้ำพร้อมกับยืนยันกับทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า เหตุการณ์เผาบ้านชาวประมง นั้น ชาวบ้านไม่มีใครทราบล่วงหน้ามาก่อนเลย

"ทางเจ้าหน้าที่เขาก็ว่ากล่าวเราเช่นกันว่า เมื่อตอนที่มีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาตินี้ ทำไมถึงไม่ออกไปคัดค้าน ซึ่งตรงนี้ ผมอยากชี้แจงว่า ชาวบ้านไม่มีใครรับรู้มาก่อนเลยว่าที่นี่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ทุกอย่างถูกประกาศออกมาจากกระทรวง และ เพิ่งมาบอกกล่าวแล้วไล่เราออกไปก่อนที่จะมีการเผาเพียงไม่กี่วันนี้เอง ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งนั้นคือ ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่ ได้จับจอง ไม่ได้คิดที่จะปักหลักอยู่ที่นี่ จึงคิดว่าไม่รู้จะไปคัดค้านทำไม เพราะชาวบ้านไม่ได้ต้องการที่บนเกาะนี้ ชาวบ้านต้องการ เพียง สิทธิในการเข้ามาพักพิงหลบลมพายุเวลาหาปลาเท่านั้น และเราก็เชื่อมาตลอดว่า เรามีสิทธินี้อยู่แล้ว ก็เลยไม่คิดจะเอาที่บน เกาะหรือ คัดค้านอะไร

ส่วนเหตุการณ์ ที่ทำให้อุทยานฯ เข้าไปไล่ที่พวกเรานั้น คงเป็นเพราะว่า เมื่อ 2 ปี ก่อน หลังจากที่มีพายุลงก็ เกิดหาดทรายสวยงามงอกขึ้นมาหน้ากระท่อมพัก ของชาวบ้าน กว้างประมาณ 5 เมตร ซึ่งสวยงามมาก
ขณะที่หาดทรายฝั่งทางอุทยานฯ นั้น ถูกน้ำทะเลกัดเซาะหายไปเกือบหมด ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนสมัยรุ่นพ่อเราออกเรือหาปลานั้น ที่นี่ยังไม่มีหาดทราย เลยเป็นเพียงเกาะ ที่มีแต่ถ้ำที่น้ำซัดถึงปากถ้ำ

แล้วตอนนั้นยังไม่มีคนมาอาศัยอยู่ด้วย มีแต่ชาวประมงพื้นบ้านนี่เองที่แวะมาทำเพิงพักกัน แต่พออุทยานฯ เข้ามามีการท่องเที่ยว เข้า มาชาวบ้านที่มีชีวิตทำประมงพื้นบ้านหาปลามานาน ก็ถูกมองว่าเป็นขยะทำให้อุทยานฯ สกปรก

เรื่องขยะที่กล่าวหาชาวบ้านว่าทำสกปรก ชาวบ้านก็พยายามจัดการตลอดมา ซึ่งถ้าไม่พอใจในประสิทธิภาพการจัดการของชาวบ้าน
ก็บอกชาวบ้านได้ ชาวบ้านพร้อมที่จะปฏิบัติตามอยู่แล้ว ขอแค่สิทธิในการพักพิงอย่างเคยเท่านั้น และขยะที่กล่าวหาชาวบ้าน ผมมอง ว่ามันน้อยมาก ขณะที่ขยะของอุทยานฯ นั้นมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าเทียบกัน มันแตกต่างมาก " นายราหีมกล่าวและกล่าวอีกว่า

"ผมอยากให้ทุกคนเข้าไปเดินดูว่าชาวบ้านเขาอยู่อย่างไร กินนอน จัดการขยะอย่างไร แล้วทางอุทยานฯและนักท่องเที่ยวอยู่อย่างไร เมื่อก่อน เกาะพีพีเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่ตอนนี้เริ่มเสื่อมโทรมไปแล้ว ก็เลยเริ่มหันมาเที่ยวที่นี่ตรงนี้ อุทยานฯ จึงหันมาไล่ ชาวบ้าน ทั้งที่เมื่อก่อนอุทยานฯ จะเขียนป้ายแบ่งเขตไว้ให้เลยว่า บริเวณไหนเป็นที่สำหรับอะไร อย่างบริเวณที่พักก็เขียนไว้ว่า"บริเวณ นี้เป็นที่พักพิงของชาวประมง" ซึ่งตอนนั้นการท่องเที่ยวในเกาะนี้ยังไม่เติบโต สักประมาณ 5 ปี มาแล้ว สมัยที่หัวหน้าอุทยานฯ เป็น ผู้หญิง ที่ผมเคยกล่าวมาตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งผมจำชื่อเขาไม่ได้

ส่วนข้อกล่าวหาที่ให้ชาวบ้านก็มี 1. ตัดไม้ ทำลายป่า 2.ก่อให้เกิดขยะ 3.ทำลายปะการัง ซึ่งผมก็อยากชี้แจงว่าเรื่องตัดไม้ที่เป็นไม้ไผ่ มาทำไซของชาวบ้านนั้น ทุกครั้งที่ชาวบ้าน อยากใช้ไม้ไผ่ก็จะไปขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่เคยคิดจะไปตัดเองโดยพลการ เลย เพราะถ้าไปตัดเอาอย่างนั้นก็ผิดกฎหมาย ถูกดำเนินคดี ซึ่งชาวบ้านไม่กล้าทำแน่นอน

ที่ผ่านๆ มาผมและชาวบ้านก็พยายามต่อรองว่า ถ้าไม่ให้เราพักตรงนี้ เราทำอาชีพประมงได้อย่างไร แล้วลูกเมียจะเอาอะไรกิน เพราะ ลูกๆ ก็กำลังเรียนหนังสือกัน ถ้าอุทยานฯ ไม่ให้ที่ตรงนี้แก่ชาวบ้านพักพิงเพื่อทำประมงจริงๆ อุทยานฯ ก็ต้องหาที่ใหม่ให้ชาวบ้านที่ ใกล้ๆ และสะดวก อีกทั้งสามารถหลบลมพักเรือได้ด้วย จะเกาะไหนก็ได้ เพราะเวลาที่พายุมาถ้าเราไม่มีที่พักหรือต้องกลับฝั่ง นอกจาก จะอันตรายแล้ว ต้องใช้เวลานานมาก ในการประคองเรือฝ่าพายุกลับ และอีกทางเลือกสุดท้าย ถ้าไม่ยอมให้ชาวบ้านอยู่จริงๆ อุทยานฯ ต้องปิดอ่าวพังงาอย่างถาวร และห้ามเรือประมงพาณิชย์ทำอวนลากในเขตห้ามลาก เพราะประมงพาณิชย์ ทำลายปะการัง ทำลายความ อุดมสมบูรณ์ของทะเล ซึ่งทำให้ชาวบ้านต้องออกเรือหาปลาไปไกลๆ บ้านมากขึ้น วางไซ วางอวนทิ้งไว้ก็ไม่ได้กลัวสูญหาย เพราะถ้าเรือ ประมงพาณิชย์ลากอวนผ่าน ก็จะรวบเอาเครื่องมือหากินของชาวบ้านติดไปด้วย ซึ่งปัญหานี้มีทั้งกฎหมาย กฎกระทรวงออกกฎห้ามไว้ ไม่ให้เรือประมงพาณิชย์ลากอวนในเขตห้ามลาก 3 กม. จากชายฝั่ง ซึ่งถ้าห้ามได้จริง เพียงแค่ 20 วัน เท่านั้น ปลาในท้องทะเลจะกลับ มาชุกชุมเห็นได้ชัดเจนเลย ตรงนี้สามารถมองเห็นได้เลย เพราะจะมีปลาบางชนิดว่ายน้ำเข้ามาเป็นฝูง ซึ่งเราจะสังเกต และ ถ้ารู้รักษา อนุรักษ์ทะเลไทยให้ดีๆ ผมเชื่อว่าทะเลไทยแถบนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่เยอะ สามารถหากินไปได้ถึงลูกถึงหลาน แต่ปัญหา ตอนนี้คือ กฎหมายทำอะไรกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ไม่ได้ ชาวบ้านที่นี่เห็นเรือประมงพาณิชย์ลากอวน ในเขตห้ามลากทุกวัน จนเราจะ สนิทกัน อยู่แล้ว ที่เราเห็นเพราะเราต้องไประวังไซหมึก ไซปูของเราที่วางไว้

หากให้ผมมองภาพปัญหานี้จริงๆ ผมกล้าบอกเลยว่า ไม่สามารถกำจัดปัญหาเหล่านี้ได้ แม้แต่ประมงจังหวัดยังพูดตรงๆ เลยว่าไม่ สามารถจะปิดอ่าวถาวรได้ เพราะกลัวกลุ่มประมงพาณิชย์จะปิดอ่าวประท้วง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามทำออกมาแล้ว
ก็ตาม สรุปชัดๆ ก็คือ ข้าราชการจังหวัดกระบี่กลัวนายทุนมากกว่าชาวบ้าน ไม่กล้าจับ ไม่กล้าไล่ ไม่กล้าแตะต้อง แต่กับชาวบ้านนี่เผา ไล่เลย

ผมเข้าใจว่าเมืองกระบี่มีอิทธิพลมืดเยอะ ขนาดผู้ว่าฯ เองยังไม่กล้าเลย กี่รายแล้วที่โดนย้ายเพราะไปแตะต้องเรือประมงพาณิชย์ บาง รายถึงขนาดโดนยิงด้วยซ้ำ เพราะเข้ามาแล้วเอาจริงเอาจัง ส่วนข้าราชการที่มาทำงานแล้วอ้างว่า ออกลาดตระเวณไม่พบไม่เคยเห็น ผมอยากบอกว่า ถ้าไปจอดเรือเฝ้าปากอ่าว ตรงหัวแหลมล้านเกาะยาว เกาะพีพี แล้วจะมองเห็นและรู้ได้เลยว่า เรือที่วิ่งผ่านไปมานั้น จะเข้าอ่าวไหนไปอ่าวไหน เฉพาะในอ่าวพังงา จะมีเรืออยู่ 4 คู่ 8 ลำ ที่ลากประจำอยู่แถบนี้ ซึ่งตอนนั้นทางชาวบ้านก็เคยโทรศัพท์ไป แจ้งความ และครั้งล่าสุดก่อนเหตุการณ์จะโดนเผานี้เอง ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รับแจ้งเขาซักถามชาวบ้านละเอียดยิบเลยว่า คุณชื่ออะไร ตำแหน่ง อะไร ทำอาชีพอะไร บ้านอยู่ตำบลอะไร ทำให้ชาวบ้านที่อยากแจ้งกลัวอันตราย ก็เลยเลิกแจ้ง " นายราหีมกล่าวและสรุป แต่ เพียงสั้นๆ ว่า ชาวบ้านไม่มีทางเลือกแล้ว รอคอยคำตอบจากทางราชการก็ไม่มีวี่แววความหวัง ผู้ว่าราชการไม่รับปาก รอรัฐบาลก็นาน แต่ชาวบ้านต้องกินต้องใช้ อย่างไร ก็ตาม วันรุ่งขึ้นหากชาวบ้านพร้อม ชาวบ้านจะยกขบวนเข้าไปสร้างเพิงพักบนเกาะเพื่อทำประมง ดังเดิม แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม ชาวบ้านพร้อมแล้ว

"ชาวบ้านทุกคนสรุปเหมือนกันแล้วว่า เวลานี้ เราจะกลับไปอยู่ที่เกาะไม้ไผ่เหมือนเดิมแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็จะไป เพื่อ ลูกหลานในวันข้างหน้าของเราจะได้มีที่ทำกิน " นายราหีมกล่าว


ThaiNGO.org รายงาน

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org