'ชายขอบอนาคต'
อีกสถานะหนึ่งของเด็กบนเส้นทางพัฒนา
 |
"ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นพวกหนูจะไปอยู่ทีไหน
ถ้าอากาศเป็นพิษจะให้หนูทำยังไง กุโบร์ที่อยู่ปู่ย่าตายายหนูยังอยู่ที่นี่
เขาจะขุดออกไปแล้วหนูจะทำยังไง หนูรักที่นี่ อยู่กับทะเล
อยู่กับพ่อแม่หนู"
เสียงจากเด็กๆ กว่า50 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์รักษ์บ้านเกิด
ณ ลานหอยเสียบ
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2546
( กุโบร์ คือ ที่ฝั่งศพบรรพบุรุษของชุมชน)
"ท่อก๊าซ
ทำลายธรรมชาติ ทำให้เราจะต้องไปอยู่ที่อื่นและเราจะต้องไม่สงบสุข
เราจึงมาค้านท่อก๊าซ"
ด.ช.อรุณ
อายุ 11 ปี
บ้านโคกสัก ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา |
"ที่เราไม่เอาท่อก๊าซเพระทำให้น้ำเสียและปลาตาย"
ด.ช.สุกะรี
อายุ 11 ปี
บ้านสะกอม ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา
"เราไม่ให้ท่อก๊าซลง
เพราะถ้าท่อก๊าซลง พวกหนูจะไม่ได้เล่นน้ำทะเล
และพ่อแม่พวกหนูไม่ได้ไปหาปลาและจะทำให้ทะเลที่พวกหนูเล่นเสียและทำลายธรรมชาติ
พวกหนูและพ่อแม่จะหยุดท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
ถ้าท่อก๊าซลงพวกหนูก็ไม่มีที่อยู่ พวกก็ต้องถูกย้ายบ้าน
และพวกหนูก็ต้องหยุดท่อก๊าซ ถ้าพวกหนูไม่หยุดท่อก๊าซ
ท่อก๊าซไทย-มาเลเซียก็ทำลายธรรมชาติ พวกหนูไม่เอาท่อก๊าซ
ไม่เอาท่อก๊าซ ไม่เอาท่อก๊าซ"
ด.ญ.ไหมขวัญ
สอเหม อายุ 12 ปี
บ้านสะกอม ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา
| "ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้น
หนูก็ไม่มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีทะเลที่เต็มไปด้วยกุ้ง
หอย ปู ปลา
และหนูก็ไม่มีทะเลที่เล่นได้ และหนูจะไปอยู่ที่ไหน
แล้วกุโบร์ของปู่ย่าตายายหนู ยังอยู่หรือเปล่า
หากโครงการนี้เกิด ในบ้านของหนู มีคลองที่ใช้ในการหาปลา
หากุ้ง
และมีเขื่อนที่ใช้เล่นน้ำและเป็นแหล่งท่องเที่ยว"
ด.ญ.นุจรีย์ บู่สาเม๊าะ อายุ
11 ปี
บ้านปากบาง ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา |
|
เมื่อโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เริ่มดำเนินการ
สิ่งแรกที่ชาวบ้านจะนะต้องเผชิญทันทีคือ เรือกว่าพันลำจาก 8
หมู่บ้าน 2 ตำบล คือตำบลสะกอมและตลิ่งชัน ต้องหยุดออกเรือทันที
ถึง 6 เดือน ปัญหานี้ จะแก้อย่างไร เพราะในความเป็นจริงเพียงแค่ชาวบ้านหยุดออกเรือสัก
3-4 วัน ฐานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวก็ลำบากแล้ว และหลังจากการก่อสร้างท่อก๊าซแล้วเสร็จ
จะมีข้อห้ามเกิดขึ้นอีกมากตามมา นั่นคือห้ามออกเรือในละแวกตลอดแนวท่อก๊าซ
ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่หาปลาของชุมชน ยิ่งกว่านั้น การก่อสร้าง
ขุดลอก ถม ใต้ทะเลระหว่างวางท่อ ซึ่งทำให้ปลาหนีหรืออพยพออกไปแน่นอนนั้น
ปลาจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อใด สภาพนิเวศใต้นำที่เหลือนั้นอำนวยการกลับคืนของปลาไหม
?? นี่ไม่นับรวมถึงคำถามต่อการหมุนวนของกระแสทะเล ที่ทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งพังมามากแล้วในแต่ละปี
ในหลายๆ พื้นที่ หลายๆ จังหวัด จากการก่อสร้างวัตถุที่ยื่นไปในทะเล
สถานการณ์การการพยายามฟื้นเศรษฐกิจแบทุนนิยมกลับมาของรัฐทุนนิยมไทย
และการพยายามรักษาสถานะแห่งผลประโยชน์ ด้วยการพัฒนา ดูดขายทรัพยากรนั้น
มักทำโดยการปล้นเอาไปจากชุมชน จากชาวบ้านชนบท เพื่อป้อนเข้าสู่เมืองและตลาดโลกทั้งนั้น
ซึ่งผลที่ตามจากการพัฒนา ยิ่งนับวันยิ่งจะก่อความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกันมากยิ่งขึ้น
เพราะเพียงแค่ "ในปี 1991 คนรวยที่สุดในโลก 5% บริโภคทรัพยากรและสิ่งต่างๆ
คิดแล้วถึง 84.2% ของ GNP ของโลก แต่คนที่จนที่สุดใน 5% หลัง
มีโอกาสเพียงแค่ 0.9% เท่านั้น " ("จุดจบของการพัฒนา",
Andrew Mclaughlin มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) ในการเข้าถึงทรัพยากร
ดังนั้นการลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ทั้งเรื่องความโปร่งใสของแต่ละโครงการ
แนวคิดการพัฒนาและสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกวิถี อย่างชาวบ้านที่คัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์
อ.จะนะ สงขลานั้น สำคัญยิ่ง สำหรับคำถามให้คนทั้งสังคมไทย ค้นหาคำตอบถึงความยั่งยืนในการพัฒนา
ที่ไม่ทำลายทั้งวิถีชีวิตและธรรมชาติ อันเป็นรากฐานของอนาคตที่สร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยา

สังคมไทยในอดีต เรียนรู้จากการใช้ทรัพยากร ด้วยระบบคิดแบบเชิงซ้อน
มีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน หากินหาอยู่ร่วมกัน แต่ไม่มีใครมีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในการครอบครอง
จำแนกแจกขาย ยิ่งกว่านั้น ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ สร้างกระบวนการเรียนรู้ในการใช้
การผลิตและรักษา ผ่านความเชื่อและสืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน จนเป็นข้อสรุปชัดเจนผ่านวิจัยว่า"การใช้ทรัพยากรของคนบ้านนอกซึ่งเป็นคนชนบท
ที่เขาทำกันอยู่ แท้ที่จริงแล้วก็คือ การรักษาทรัพยากร "
("ทุนบ้านนอก" ,ฉลาดชาย รมิตานนท์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
การทำลายทรัพยากรและจัดการ ดัดแปลงธรรมชาติอันเป็นองค์ความรู้ที่หลากหลายของชุมชนที่สืบทอด
กล่อมเกลา ปรับประยุกต์ทั้งการเลี้ยงชีพและอบรมความสงบสุขแห่งชีวิตมานาน
นับแต่บรรพชนของเด็กๆ และพ่อแม่ของเด็กๆ เหล่านี้ยังคงพึ่งพาท้องทะเลเป็นปัจจัยหลักทางเศรษฐกิจ
ใช้องค์ความรู้จากประสบการณ์ทั้งชีวิตจนชำนิชำนาญหาเลี้ยงครอบครัว
ตลอดจนสร้างฝันอันงดงามให้กับเด็กๆ ดังนั้นการต่อสู้ของพ่อแม่คือการต่อของเด็กๆ
และคือการต่อสู้ของวิญญาณบรรพบุรุษ ผ่านพ่อแม่และเด็กเพราะหากสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป
ก็ย่อมหมายถึงการทำลายตั้งแต่ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ทำลายตัวตนจิตวิถีและทำลายอนาคตที่เขาคุ้นเคยเป็นมาและเป็นอยู่ของเด็กๆ
ตลอดวันนี้และวันหน้าเลยทีเดียว

เด็กๆ ไม่ใช่คนชายขอบอนาคตที่เดินไปสู่การพัฒนาอย่างไร้ทางเลือก
ที่รัฐทุนนิยมกำลังผลักดันและขีดเส้นชีวิตให้แทบจะทุกทิศทาง
จนสังคมยิ่งนานวันยิ่งตึงเครียด กับการค้นหาคุณค่าที่ถูกทอนไป
ซึ่งก็หมายความว่ารัฐทุนนิยมได้ทำลายรากฐานของวัฒนธรรมไทย "โดยละเมิดหลักการความรับผิดชอบอย่างสร้างสรรค์ต่องสังคมและธรรมชาติ
เพราะทุกฝ่ายต้องการบรรลุเป้าหมาย ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องการความสำเร็จ
แต่ไม่มีใครเคยถามว่า แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อชีวิตมนุษย์"
(เศรษฐศาสตร์สีเขียวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ,ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์
,2541)โดยเฉพาะเด็ก ทั้งๆ ที่เด็กๆ คือใจกลางของอนาคตทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์
สันติและเอื้ออาทร คือผู้รับรองความชาญฉลาดของมนุษย์ในอดีตและคือผู้เผชิญหน้ากับผลผลิตแห่งการพัฒนาทั้งมวลของวันนี้
มองผ่านเด็กๆ มุสลิม ที่คัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ร่วมกับพ่อและแม่
เด็กๆ ที่สดใส ร่าเริงและงดงามท่ามกลางธรรมชาติสวยใสซึ่งผูกพันกับสรรพสิ่งรายรอบวิถี
ผูกพันกับเรือโคลงเคลงที่มีพ่อและแม่ขับนำไปในทะเลกว้าง พร้อมคำสอนอัลลอฮ์
ซึ่งวันหนึ่งจะกลายเป็นเด็กๆ ที่ต้องดิ้นรนทุกย่างก้าว ในสังคมใหม่ที่จะกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม
บางครอบครัวที่นำพาชีวิตได้ปรับเปลี่ยนฐานะและรูปแบบการผลิตทัน
ก็จะมีวิถีชีวิตที่ดีในระบบคุณค่าใหม่ ที่คลั่งวัตถุ แต่ถ้าครอบครัวใดตกกระแสรถด่วนไปสู่ชีวิตเมืองแบบอุตสาหกรรม
เด็กๆ เหล่านี้ก็คงต้องผันอนาคตมาสู่ สลัม หรือกองขยะ หรือโรงงาน
หรือซอกตึกมืดๆ หรือแรงงานรับจ้าง และที่เลวร้ายกว่านั้นอาจจะมาสู่วิถีของกลุ่มที่เรียกว่าปัญหาสังคมในสายตารัฐ
ทั้งอาชญากรรมและยาเสพติด เด็กๆ ชาวจะนะจึงไม่ใช่เด็กๆ ชายขอบของอนาคต!!
สิทธิธรรมแห่งมนุษย์เช่นนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น ที่เรียกร้องได้
เด็กๆ ซึ่งเป็นผู้รับภาระซ่อมแซมสังคมในอนาคตก็มีสิทธิ สิทธิที่จะเลือกว่าตนขอดำรงวิถีท่ามกลางระบบคุณของใคร
และอย่างไร การเลือกได้เช่นนี้ มากกว่าคือรากฐานของปรัชญาประชาธิปไตย
ที่ผู้ปกครองรัฐไทย ตลอดทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยหยิบยื่นให้ แต่กลับผลักดัน
บังคับ คาดคั้น ปิดกั้นจนคนไทยด้วยกันต้องเผชิญหน้ากัน แม้แต่
คุณค่าและความหวังของอนาคตก็ต้องมาเผชิญหน้ากัน
เป็นความรุนแรงที่หยั่งรากลึกที่สุดในสังคมไทยปัจจุบันนี้
ที่เด็กๆ วัยไม่กี่ขวบจาก 8 หมู่บ้าน 2 ตำบล คือตำบลสะกอมกับตลิ่งชัน
ต้องลุกขึ้นร่วมรณรงค์ต่อสู้ (นสพ.มติชนรายวัน 30 มิย.
46)
เคียงบ่าเคียงไหล่พ่อแม่
เผชิญหน้ากับอำนาจรัฐทุนนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ
เพื่ออนาคตของวิถีเขา ซึ่งมีแต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้เท่านั้น
ที่ไม่ยอมรับฟัง และเข้าใจปล่อยให้เด็กๆ ลูกมาเป็นโล่มนุษย์
เผชิญความรุนแรงจากกระบอกของอำนาจรัฐทุนนิยม เพื่อพิทักษ์ทรัพยากรอันเป็นสมบัติของของแผ่นดิน...
ของบุตรหลานเราทุกคน
|
 |
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
11
กรกฎาคม 2546
|