ป่าซางครวญ !
แผ่นดินคนจน 'แต่เอกสารคนเมือง'

" พื้นที่จังหวัดลำพูน-เชียงใหม่
เกษตรกรในเขตอำเภอป่าซาง บ้านโฮ่ง เวียงหนองล่อง ดอยหล่อ และจอมทอง
ได้รวมหัวกัน เข้าทำประโยชน์ ในที่ดินของเอกชนที่ถูกทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์
ในพื้นที่รวมประมาณ 14,309 ไร่ มีครอบครัวที่เข้าทำกินประมาณ
3,798 ครอบครัว
การเคลื่อนไหวในเรื่องที่ดิน กลายมาเป็นประเด็นระดับชาติ เมื่อปฏิบัติการของชาวบ้านได้ถูกนำเสนอต่อสังคม
ในฐานะขบวนการ ปฏิรูปที่ดิน โดยชุมชน พร้อมๆ กับการเปิดเผยข้อมูลจาการวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินว่า
มีที่ดินที่ถูกทิ้งร้างไว้ประมาณ 30 ล้านไร่ และมีที่ดินประมาณร้อยละ
70 ของประเทศ ที่ใช้ประโยชน์ ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ
120,000 ล้านบาท และกรณีเชียงใหม่-ลำพูนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ปะทุขึ้น
เท่านั้นเอง"
(เคียวชโลมเลือด การกลับมาของยุคทมิฬ: เนตรดาว แพทย์กุล ,เนชั่นสุดสัปดาห์
,ฉบับที่ 527 ,8 ก.ค.2545)
--------------------
"มีการเปิดเผยหมายจับของเกษตรกรไร้ที่ดินจ.ลำพูน
ซึ่งเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพิ่มจำนวนทวีคูณอย่างรวดเร็ว
จากเดิม 25 เพิ่มอีกเป็น 67 ราย ขณะนี้รวมหมายจับชาวบ้านมีถึง
92 รายแล้ว แต่ละรายมีคดีติดตัวกันไม่ต่ำกว่า 10 คดี ที่มากหน่อยคือระดับแกนนำชาวบ้านก็สูงถึง
42 คดี รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น 92 คน มีคดีสูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง
1,013 คดี แต่ละคดีต้องใช้วงเงินประกันสูงนับร้อยล้านบาท ยังไม่นับรวมหมายจับที่ทยอยตามมาอีกไม่รู้เท่าไหร่
"
( 1 พันคดีของคนไร้ที่ดิน บอกอะไรกับสังคม : ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
สำนักข่าวประชาธรรม )
-----------------

ทองเจริญ สีหธรรม |

สมปอง เวียงจันทร์ |

บุญมี โสภังค์ |

สมพงษ์ จารัญ |
เมื่อวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2545 ที่ผ่านมา ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
สื่อทางเลือกเล็กๆ ร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานสื่อมวลชน ที่เดินทาง
เข้าร่วมงานทำบุญผ้าป่าสามัคคีเพื่อเป็น "กองทุนที่ดินทำกิน
รากฐานชีวิต ทุนทางสังคม" เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวบ้าน
ที่ถูกจับ กรณีปัญหาที่ดินจังหวัดลำพูน จำนวน 22 คน ซึ่งต้องใช้ทรัพย์หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันถึง
28 ล้านบาท แต่เนื่องจากชาวบ้านเป็นเพียงเกษตรกรยากจนไร้ที่ทำกิน
จึงมิอาจหาทรัพย์หรือหลักทรัพย์มาค้ำประกันได้ จึงได้มีนักวิชาการเพื่อคนจน
องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชนร่วมกันจัดงานผ้าป่ากองทุนขึ้น
ณ บริเวณที่ดินที่บุกยึดจัดสรร บ้านไร่ดง ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง
จังหวัดลำพูน โดยมี สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)และสมาชิกเครือข่ายองค์กรประชาชนจากภาคต่างๆ
ทั่วประเทศ นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภา องค์กรพัฒนาเอกชน ศิลปินอิสระ
นิสิตนักศึกษาและประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
ภายในงานได้ทั้งเวทีอภิปรายให้กำลังใจจากตัวแทนองค์กรต่างๆ เวทีเสวนาจากนักวิชาการ
เวทีนำเสนอบทเพลงและกวีกลุ่มศิลปิน นักคิดนักเขียน และจบลงด้วยกิจกรรมทางศาสนา
ตัวแทนชาวบ้านไร่ดง กล่าวเปิดงานและเล่าถึงสาเหตุว่าทำไมชาวบ้าน
ถึงต้องต่อสู้เรียกร้องจนมาสู่การเข้าไปยึดครองที่ดินรกร้างเหล่านี้ว่า
"เขามาเอาด้วยความไม่ชอบธรรม เขามาเอาได้อย่างไร เป็นสิบปีแล้ว
เราไปตรวจสอบเอกสารกับที่ดินจังหวัด ก็พบว่าไม่ชอบ
 |
จนเราเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาศึกษาหาความจริงก็พบว่า
มีความไม่ชอบ มาพากล จริงๆ ในการออกเอกสารสิทธิ สำหรับที่นี่ผื่นดินแปลงนี้
ก็เริ่มประมาณ ปี 2540 โดยบริษัทเบียร์แห่งหนึ่ง เข้ามาออกเอกสารสิทธิ์
แล้วก็เอาไปจำนองไว้ที่ธนาคารทิ้งไว้ ก็กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า
ขณะที่ชาวบ้าน ไม่มีที่ทำกิน นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไมชาวบ้านเข้าไปทำกินบนที่ดินว่างเปล่าเหล่านี้
ซึ่งต่อมาก็โดนจับ เป็นคดีความอยู่ขณะนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว
ที่ ส.ป.ก.นั้นเป็นของเกษตรกร และเพื่อเกษตรกรเป็นหลัก แล้วทำไมมีชื่อนายทุนอยู่ในที่ดินของชาวบ้านเป็นหลักและกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ก็ไม่ถูกต้องอีกด้วย
จึงไม่เข้าใจว่า ระบบการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินเข้าออกกันยังไง
ถึงออกได้มากมายขนาดนี้ต่อคน แต่พอ ชาวบ้านไปขอออกเอกสารสิทธิบ้าง
แค่แปลงเล็กนิดเดียวครับ ยื่นแล้วยื่นอีก มันยากไปหมดเลยครับ |
ผมรู้ว่าคนจนมันทุกข์ยาก มันพูดอะไรไม่ค่อยมีเสียง ขนาดนักการเมืองยังเคยมารับปากกับชาวบ้านว่าจะจัดการให้
จนถึงวันนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านที่ยังพอมีที่ดินก็แค่เพียง
คนละไร่บ้าง คนละงานบ้าง ซึ่งมันไม่พอทำกิน แล้วบางคนยังเอา
ไปจำนองจำนำ เพราะติดหนี้ติดสิน หรือเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียอีก
แล้วจะให้ทำยังไง ปลูกลำไยมันจะได้กี่ต้น มันไม่พอกินครับ"ตัวแทนชาวบ้านคนเดิมกล่าวและย้ำเป็นข้อสรุปเสนอไว้ว่า
"ผมจึงอยากให้รัฐบาลซื้อที่เหล่านี้กลับมาให้หมด อย่าปล่อยให้มันรกร้างว่างเปล่า
เพราะชาวบ้านบางครอบครัวมีที่ 1 ไร่ แต่ต้องอาศัยอยู่ทำกินกัน
3-4 ครอบครัว อย่างนี้มันไม่ไหวหรอกครับ ขณะที่ดินข้างบ้านตัวเองถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า
แปลงหนึ่ง 300-400 ไร่ แบบนี้ลูกหลานเราในวันข้างหน้าโตมาจะทำอย่างไร
จะเอาอะไรทำกิน ดังนั้น อยากให้รัฐบาลเอาที่ว่างเปล่าเหล่านี้
มาจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินเถอะครับ"ตัวแทนชาวบ้านกล่าว
ทางด้าน นายทองเจริญ สีหธรรม ตัวแทนชาวบ้านปากมูน ซึ่งกล่าวในนามตัวแทนชาวบ้านปากมูนว่า"
ผมอยากรู้จริงๆ ว่า เจ้าหน้าที่คิดอย่างไรกับไทบ้าน จึงได้จับ
ครั้งเดียว 30-40 คดี ต่อคน เอาไปทำอะไรมากมายขนาดนี้ ทำใให้ผมรู้สึกว่า
เจ้าหน้าที่ก็เหมือนเห็บ ส่วนประชาชนก็เหมือนหมา มันจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
ยิ่งมารังแกกันขนาดนี้ ปล่อยไม่ได้หรอกครับ เพราะคนจนมันไม่มีที่อยู่กันหนักขึ้นทุกวันแล้ว
แล้วจะพูดว่ากฎหมายเป็นธรรมได้อย่างไร คนจนติดที 30-40 คดี กฎหมายมันรับใช้ใคร
คิดดูให้ดีเถอะครับ
พี่น้องแค่อยากมีที่ดินไว้อาศัยทำอยู่ทำกิน ทำไมต้องรังแกกันขนาดนี้ด้วย
ทั้งๆ ที่ชาติมันเจริญมาได้ก็มาจากพี่น้อง ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยรับจ้างและก่อผลผลิตเลี้ยงสังคม
แต่วันนี้ ทำไมมาให้เราขอข้าวกินแบบนี้ครับ " นายทองเจริญกล่าวเน้น
ส่วนแม่ใหญ่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนชาวบ้านจากปากมูน
เช่นกันก็ลุกขึ้นกล่าวเสริมว่า "ที่จริงเวทีนี้คือเวทีชาวบ้าน
ซึ่งถ้าเราไม่จัดขึ้นเอง ก็คงไม่มีใครจัดให้ และเราคงไม่มีโอกาสพูด
ส่วนปัญหาพี่น้องลำพูน ไม่ได้แตกต่างจากปากมูน ที่ถูกกล่าวหาว่า
ทำผิดกฎหมาย ถ่วงความเจริญ ทั้งๆ ที่เรานั้นสู้เพื่อปากท้อง
เพื่อทำกินเท่านั้นเอง ขณะที่คนรวยนอกจากจะไม่แบ่งปันกันแล้ว
ยังเอาหนี้สินเอ็นพีแอล มาให้เราอีก อย่างนี้แล้ว เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร"
นายสมพงษ์ จารัญ ตัวแทนจากสลัม 4 ภาค " ผมมาเห็นความทุกข์ยากของพี่น้องลำพูน
ที่ไม่สามารถทำกินบนที่ดินของตัวเองได้ แต่กลับมีนายทุน คนต่างชาติเป็นเจ้าของที่
เช่าซื้อได้ถึง 99 ปี ซึ่งผมตายไปสองช่วงอายุคน ก็ยังไม่ได้ที่คืนเลยครับ
แต่พอประชาชนผู้เสียภาษี อยากได้ที่ไว้ทำกินสักหน่อยกลับถูกจับ
ดังนั้นผมให้พี่น้องลำพูนจงต่อสู้ ปั้นข้าวเหนียวให้แน่นๆ แล้วเดินต่อไป
ไม่ต้องกลัวหรอก เขาทำได้อย่างไร คนหนึ่งตั้ง 40 คดี ซึ่งถ้าเขาดำเนินคดีจริงๆ
ผมว่าคงตายในคุกกันหมดครับ "นายสมพงษ์ว่า
ต่อมานายบุญมี โสภังค์ แกนนำชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล
เป็นอีกคนหนึ่งที่พูดในฐานะตัวแทนชาวบ้าน ที่ประสบปัญหาราษีไศลว่า
"พี่น้องที่บ้านผมที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน 1,400 ราย ก็เป็น
1400 คดี ซึ่งก็โดนออกหมายจับเหมือนกัน รวมกับพี่น้องลำพูนแล้วเยอะมาก
และถ้ามากมายขนาดนี้ ผมว่าเราจะมัวมานั่งทำมาหากินทำไมครับ เดินเข้าไปกินข้าวในคุกดีกว่ามั้งครับ
สาเหตุที่ชาวบ้านสู้เพราะชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ดังนั้นชาวบ้านต้องสู้
แม้ว่าจะโดนรัฐบาลกล่าวหาว่าเคลื่อนไหวสร้างความเดือดร้อน ก็ตามแล้วจะให้เราทำอย่างไร
เราไม่มีที่ทำกิน ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะจับก็จับให้หมดซิครับ
ทั้งชาวบ้านปากมูน ราษีไศล ท่อก๊าซ ฯลฯ สุดท้ายก็ลำพูน คดีความมากมายขนาดนี้
รัฐจับหมดหรือครับ ที่ชาวบ้านลำพูนต่อสู้นั้นก็เพราะว่า การปฏิรูปที่ดินที่เกิดขึ้น
นั้นชาวบ้านพากันได้ที่ดินไปไม่กี่แปลง ไม่กี่ไร่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม
แล้วตอนนี้เกษตรกรไทยเป็นอย่างไรครับ" นายบุญมีกล่าวอย่างแข็งกร้าวก่อนที่จะสรุปสั้นๆ
แต่เพียงว่า
"เมื่อก่อนเราจับปืนสู้ ต่างฝ่ายต่างก็ตาย ต่างก็สูญเสียจนต้องก็หยุด
แล้ววันนี้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย แล้วเป็นอย่างไรครับ ประชาชนถูกรังแก
ซึ่งชาวบ้านที่ลำพูนกำลังบอกพี่น้องทั่วประเทศว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้
และกรุณาอย่าเอาปืนมาแอบยิงประชาชนแบบนี้ เพราะนี่เป็นแผ่นดินประชาชน
แล้วทำไมถึงจับประชาชนไปนอนฟังเสียงโซ่ตรวน หรือเห็นว่าประชาชนไม่มีเงินประกัน
จึงให้นอนอยู่ในห้องขังฟังเสียงโซ่ตรวน รอการตัดสินจากศาลยุติธรรมของประเทศนี้"นายบุญมีกล่าวทิ้งท้าย
นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด กองเลขาธิการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
ชี้แจงว่า" เหตุผลของการมารวมตัวของพี่น้องประชาชนในวันนี้
ประการที่ 1 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เป็นงานระดมคนจนมาช่วยเหลือคนจน
เพื่อจัดหากองทุนโดยเราจัดทำเป็นขบวนผ้าป่าช่วยเหลือพี่น้องลำพูน
ซึ่งในวันนี้ ได้เกิดเหตการณ์จับกุมพี่น้องชาวลำพูนขึ้นอย่างมากมาย
และงานนี้ก็มีพี่น้องจากองค์กรและเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ
มาร่วมงาน

สุริยันต์ ทองหนูเอียด |
เนื่องจากปัญหาของคนทุกข์คนยากในวันนี้
รัฐบาลไม่มีแนวทางแก้ไขให้บรรลุผลสำเร็จได้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีมติ
ครม. มีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไข แต่กลับใช้กลไก กระบวนการ
ปฏิบัติงานในรูปแบบจำกุมเข้าคุกมาใช้ แก้ปัญหาพี่น้องชาวลำพูน
ทั้งที่สาเหตุเรื่องที่ดิน ลำพูนนั้นมีเพียง 5 สาเหตุ เท่านั้นคือ
1.ที่ดินจำนวนมากถูกนำมาใช้ เพื่อการปั่นเงินกู้ ในธนาคาร
2.กระบวนการออกเอกสารสิทธิมิชอบด้วยกฎหมายเพราะไปทับที่ชาวบ้าน
ไปทับ ที่สาธารณะ 3.การเอาที่ ส.ป.ก.4-01 ซึ่งเป็นที่ของรัฐ
ไปจัดสรรให้นายทุน 4.ที่ดินถูกปล่อย ให้รกร้างว่างเปล่าไม่ใช้ประโยชน์
ขณะที่ชาวบ้านพี่น้องภาคเหนือ ไม่มีที่ทำกิน " นายสุริยันต์
กล่าวและย้อนถึงสภาพปัญหาอันมาจากต้นใดบ้าง ว่า |
" ผู้นำชาวนาจังหวัดลำพูนถูกฆ่ามานาน ถูกฆ่ามาตลอด ปัญหาก็เกิดมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ผู้นำหมู่บ้านและนายทุน ฮั้วกันหลอกชาวบ้านเวรคืนที่ดินแล้วเอาไปให้นายทุนออกเอกสารสิทธิ์
โดยเฉพาะที่ดินที่หนองปลาสวาย หมื่นกว่าไร่ อย่างนี้ เป็นต้น
เมื่อชาวบ้านมาทราบที่หลังก็ย่อมต้องสร้างความแค้น ความไม่พึงพอใจ
เพราะชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน แม้แต่ที่สาธารณะของชุมชนที่ใช้เลี้ยงวัวควาย
ก็ถูกออกเอกสารสิทธิ์เอาไป ทำให้ลำพูนเมื่อ10 ปีก่อน กลายเป็นดินแดนของการปั่นราคาที่ดิน
ประกาศขายกัน เหล่านี้คือประวัติอันขมขื่นของการใช้ที่ดินบริเวณนี้
หลังฟองสบู่แตก ลูกหลานชาวไร่ชาวนา ทั่วสารทิศก็กลับบ้านและลูกหลานชาวลำพูนก็เหมือนกัน
แต่พอกลับมาถึงบ้านก็พบว่าที่ต่างๆ ถูกออกโฉนดไปหมดแล้ว เมื่อจะเข้าไปทำกินก็โดนข้อหาบุกรุก
นี่คือปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น คือที่ดินจำนวนมากไปกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย
ที่มีเงิน มีอำนาจ จึงทำให้ลูกหลานชาวลำพูน- เชียงใหม่บุกเข้าไปยึดที่ดินเพื่อทำกิน
รวมทั้งหมด 22 จุด เฉพาะลำพูนก็ 5 จุด
เมื่อพี่น้องกลับมาเพราะเศรษฐกิจพังพินาศ ก็มาพบว่าที่ดินที่เคยเป็นของตนองนั้น
ไม่มีใครใช้ประโยชน์ และถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า และเมื่อเข้าไปตรวจสอบเอกสารทางราชการก็พบว่า
ที่ดินนั้นเป็นทั้งที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรไปให้นายทุน เป็นที่ดินข้าราชการ
เป็นที่ดินที่ถูกธนาคารยึดเพราะหนี้เน่า ระยะแรกๆ ชาวบ้านรวมตัวกันแล้วไปร้องเรียนผ่านกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ และผู้ว่าราชการ เป็นลำดับ จนมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและมีข้อสรุปไปแล้วว่า"มิชอบด้วยกฎหมาย"
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เคยมีรัฐมนตรี สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา
เป็นนายกรัฐมตรี ลงมาศึกษาปัญหาและ ก็รับปากไปแล้วว่าจะเร่งแก้ไข
แต่ก็เงียบ เมื่อเข้าร่วมเรียกร้องกับสมัชชาคนจนที่หน้าทำเนียบ
ตั้งแต่ปี 2538-39 จนคณะกรรมการชี้ขาดอีกว่า ให้ผู้ว่าราชการสั่งการ
ว่าการออกโฉนดนั้นมิชอบ แต่ก็เงียบไปอีก ปี 2543-44 ก็เข้าร่วมเรียกร้องกับพี่น้อง
สกน.อีก ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ในสมัย ท่าน นายกฯทักษิณ
ชินวัตร จนมีคณะกรรมการออกมาอีก ว่า จะจัดการที่ดินตรงนี้ให้เป็นโครงการนำร่อง
ฯ เพื่อให้ชาวบ้านมีที่ทำกิน ตามมาตรการดังนี้
1.ตรวจสอบเอกสารสิทธิ ถ้ามิชอบให้เพิกถอน จัดสรรใหม่
2.ที่ดิน NPL ที่อยู่ในธนาคาร ให้รัฐไปไถ่ถอนมา แล้วจัดสรรให้ชาวบ้าน
3.ถ้าที่ดินนั้นเป็นของรัฐ เช่น ส.ป.ก. ให้นำมาจัดสรรให้ชาวบ้าน
4.ถ้าเป็นที่ดินของเอกชน และเอกชนนั้นไม่ใช้ประโยชน์ รัฐต้องซื้อมา
ไม่ว่าจะเช่าซื้อหรือซื้อราคาถูกก็ตาม
นี่คือมาตรการในขณะนั้น
ที่เสนอให้นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รับไปดูแล แล้วก็เงียบไป เพราะนายประพัฒน์ ไม่เสนอเข้า ครม.
อาจเพราะกลัวไม่สำเร็จ จนพี่น้อง สกน.มีการชุม นุมอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อทวงข้อสัญญา โดยมีข้อเสนอ 6 ข้อ ที่รัฐบาลต้องจัดการปัญหาให้เกษตรกรภาคเหนือ
ทั้ง 9 กรณีปัญหา และที่ 1 ใน 6 ข้อเสนอนั้นคือ กรณีที่รัฐกับประชาชนมีความขัดแย้ง
รัฐจะต้อยุติการจับกุมคุกคามการดำเนินคดี จนกว่าปัญหาจะถูกแก้เสร็จ
และข้อเสนอทั้งนั้น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ได้รับปากพี่น้องประชาชนไว้อย่างดิบดี เพียงแต่ "ไม่ทำให้กติกาบ้านเมืองเสียหาย"
รับปากที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ จึงอยากจะบอกว่ากติกาบ้านเมืองถ้ามันดีจริง
ไม่มีใครอยากไปเปลี่ยนแปลงหรอกครับ แต่ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
คือกติกาบ้านเมืองไม่เป็นธรรม มันเอื้อประโยชน์ให้แต่คนจำนวนน้อย
ที่มีทรัพย์จำนวนมาก แล้วกดขี่พี่น้องคนจน จนเมื่อวันที่ 9 เมษายน
2545 ที่ผ่านมา จึงได้มีมติ ครม.ในการแก้ปัญหา และมีคณะกรรมการขึ้นมาแก้ปัญหาอีกครั้ง
โดยมีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 จากการเสนอของพี่น้องสมัชชาคนจน
แต่หลังมติ ครม.ผ่านไปก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อช่วยเหลือแก้ไขให้พี่น้องคนยากคนจนเลย
เป็นเพียงมติและข้อสัญญาลอยๆ เท่านั้น เพราะพี่น้องชาวลำพูน
ถูกจับไปแล้ว 25 คน พี่น้อง สกน.ถูกยิงไปแล้ว 2 คน ตาย 1 คน
อีกคนหนีอยู่ ที่เหลือไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ผมจึงอยากบอกว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา รัฐแก้ปัญหาอย่างลำเอียงและเลือกปฏิบัติ
ไม่รักษาคำมั่นสัญญา แถมรัฐ ยังเอื้อประโยชน์ให้อำนาจมืดท้องถิ่น
ให้เอกชนจัดการชาวบ้าน
ทำให้พี่น้องชาวลำพูนวันนี้เจอกระบวนการกันคนออก
ตัดกำลัง และยังต้องมาเจอกับกระบวนการยุติธรรม เพราะแต่ละคน
เฉลี่ยแล้ว 35 คดี ต้องใช้เงินประกัน ประมาณ 1. 3 ล้านบาท ในการประกันตัว
ซึ่งถ้าชาวบ้านมีเงิน 1.3 ล้าน ผมว่าไม่ต้องดันทุรังไปยึดที่
หรอกครับ ชาวบ้านจนและชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย ถ้ารัฐจะกลั่นแกล้งเดินหันหลังให้
แล้วปล่อยให้พี่น้องประชาชนตีกันเองแบบนี้ ผมถามว่ารัฐจะมีไว้ทำไม
ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีนโยบายว่า "จะกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างพอเพียง
จะจัดสาธารณูปโภคให้อย่างทั่วถึง ซึ่งถ้าทำไม่ได้ จะเขียนไว้ทำไมครับ
" นายสุริยันต์กล่าวย้ำ
นายสุวิทย์ วัดหนู เลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา ซึ่งกล่าวเป็นคนสุดท้ายในนามคนเดือนตุลาที่เคพลิกประวัติศาสตร์การเมือง
เพื่อประชาชน ว่า " ผมอยากร้อนรอยประวัติศาสตร์ ให้รับทราบสักนิดนะครับ
ว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นกับพี่น้องภาคเหนือเชียงใหม่-ลำพูน มาตั้งแต่
ปี 2516 และกลุ่มนักศึกษาเสรีที่ทำงานกับพี่น้องชาวไร่ชาวนาในสมัยนั้น
บัดนี้หลายคนเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาล ชุดนี้ การเคลื่อนไหวของชาวนาเริ่มเมื่อ
17 พฤศจิกายน 2517 โดยมีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

สุวิทย์ วัดหนู |
เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาชาวไร่ชาวนา และหลังจากนั้นก็มีการตั้งเป็นสหพันธ์ชาวไร่
ชาวนาแห่งประเทศไทยขึ้น 1 ในหลายๆ ข้อเรียกร้องในสมัยนั้น
ก็คือเรื่องหนี้สิน เรื่อง ที่ดินทำกิน และเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
ซึ่งดอกผลจากต่อสู้สมัยนั้น คือ ส.ป.ก.4-01ที่ใช้กัน ทั้งประเทศขณะนี้
ส่วนเรื่องหนี้สินเกษตรกรก็ยังเหมือนเดิม และผลจากการต่อสู้
2 ปี คือปี 2517-2518 มีผู้นำชาวนาถูกฆ่าตายไป 45 คน ถูกจับกุมนับร้อยคน
และผู้นำ ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือตายมากที่สุด เนื่องจากที่ดินภาคเหนือส่วนที่เป็นที่ราบลุ่มนั้น
มีน้อยมาก ดังนั้นการยึดครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจ
บารมี จึงค่อนข้าง รุนแรงมาก " นายสุวิทย์กล่าววิเคราะห์และเพิ่มเติมอีกว่า
|
"วันนี้เราอาจจะรู้สึกว่า บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย
มีกฎหมาย แต่ปัญหาของคนจนคือมีโอกาสหรือไม่ นี้คือคำถาม ที่เราถามถึงทุกรัฐบาล
เพราะไม่มีกฎหมายใดจำกัดการถือครองที่ดิน ปล่อยให้คนมีเงินถือครองเท่าใดก็ได้
กี่หมื่นกี่ล้านไร่ก็ได้ ทั้งๆ ที่กฎหมายให้สิทธิเท่าเทียมกัน
แต่โอกาสมันไม่มี คนจนจึงไม่มีแม้ที่จะปลูกบ้าน จึงพบเห็นนอนตามสะพาน
ี่
ส่วนที่ดินผื่นนี้ ที่เรามานั่งกันอยู่นี้ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้
ว่าทั้งหมดไม่ใช่กระบวนการส่งเสริมคนที่ไม่ดี และปัญหาที่รัฐบาลควรจะทบทวน
ว่า การยึดครองที่ทำกินทั้ง 23 จุด 6000 ครอบครัว ปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน
เกิดจากอะไร คิดว่า เกิดจากความโลภของชาวบ้านกระนั้นหรือ ? ทั้งๆ
ที่ ที่ดินทั้งหมดเมื่อแบ่งกันแล้ว ได้ประมาณ 1 ไร่เศษๆ เท่านั้น
มันจะร่ำรวยตรงไหน ขายได้กี่สิบกี่ร้อยล้าน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องดูที่ต้นเหตุ
ว่า 1.การจัดการที่ดินไม่ยุติธรรมเลย 2.ปัญหาที่ดินกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง
ลุกลามไปทั่วทุกภาค สาเหตุเพราะชาวนา ไม่มีที่ดินทำกินแล้วตอนนี้
แต่คน ที่มีที่ดิน มีสิทธิตามกฎหมาย มีที่ดินมากมาย กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยในที่ดินของตัวเอง
ปล่อยรกร้างว่างเปล่า แต่คนที่ปลูกพืชธัญญาหารเลี้ยงสังคมไทยแท้ๆ
กลับไม่มีที่ดินทำกิน เป็นเพียงชาวนารับจ้าง ซึ่งนี้คือปัญหา
ที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง" นายสุวิทย์กล่าวและย้ำอีกว่า
"การกล่าวว่าชาวนาลำพูนบุกยึดที่ดิน ละเมิดกฎหมาย ไม่เคารพสิทธิในที่ดินของผู้อื่น
แต่เมื่อปี 2532 ผู้นำชาวบ้านไปแจ้งกับชาวบ้านว่า หลวงจะเอาที่คืน
ถ้าใครมาขายให้ตอนนี้อาจจะได้ไร่ละ 500 บาท 300 บาท ตามราคาแล้วก็รับ
ซื้อมา 500 ไร่ ซื้อเสร็จกลุ่มทุนจากเชียงใหม่มาออกโฉนด ออกอย่างไรไม่ทราบ
ได้ที่ดินไปกว่า 900 กว่าไร่ นั่นคือรวมเอาที่สาธารณประโยชน์ของชาวบ้านไปด้วย
แล้วเอาไปทำบ้านสวนเกษตรจัดสรรขายให้คนเมืองในเชียงใหม่ ไปกู้เอาเงินจากธนาคาร
พอเศรษฐกิจพังที่ดินก็ถูกยึด ซึ่งร่องรอยที่ผมไปสำรวจในวันนี้
ก็ยังพบร่องรอยการสร้างเป็นสวนสัตว์เล็กๆ และที่มันช้ำใจพี่น้องชาวลำพูนที่สุดก็คือ
ที่ตรงนั้นมันอยู่หน้าบ้าน มันอยู่ข้างบ้านตัวเอง กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า
ขณะที่ตัวเองไม่มีที่ทำกิน จนชาวบ้านมาระบายความอัดอั้นกับผมว่า
ถ้ามันคับแค้นมากๆ ก็ไปขายยาบ้ากันดีกว่า" นายสุวิทย์กล่าวและสรุปถึงปัญหาที่รัฐบาลต้องจัดการว่า
"ปัญหาที่ผมอยากกล่าวก็คือทำไมรัฐ ไม่มีการตรวจสอบทวนความ
ว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร ในการออกโฉนดที่ดิน เหล่านี้ ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว
อธิบายผ่านเพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตในขณะนี้
ว่า ถ้ารัฐจะจับคนบุกรุกที่ดินทำกิน รัฐจะจับได้เป็นล้านคน เพราะมีอยู่ทั่วประเทศเลยในขณะนี้
เฉพาะพี่น้องสลัมทั้ง 4 ภาค ที่มาร่วมงานวันนี้ อยู่ในที่บุกรุกทั้งสิ้น
ผมถามว่า รัฐจะจับไหม
ผมหวังว่ารัฐบาลจะหาวิธีการแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวลำพูน
เอาที่ 23 จุดนั้นมาดู และในนามเครือข่ายเดือนตุลาขอเรียกร้อง
3 ข้อ
1.ยุติการจับกุมพี่น้องชาวไร่ชาวนาโดยเด็ดขาด
2.ที่จับไปแล้ว 25 คน บางคน โดน 35 -40 คดี และหมายจับอีก 65
คน ยกเลิกให้หมด อย่าใช้เทคนิคทางกฎหมาย รัฐบาลต้องปล่อย อย่าให้ตำรวจซึ่งเป็นลูกหลานชาวนาชาวไร่ทั้งนั้นกระทำการในนามกฎหมาย
3.ให้นายสมับติ อุทัยสาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ที่ดูแลกรมที่ดิน มาพิจารณาแก้ปัญหา หากข้อเสนอของพี่น้อง สกน.อ่อนด้อยก็ปรับแก้กันไป
เพราะทางแก้ปัญหามันมีได้หลายทางมากมาย เช่น ที่ดินที่ธนาคารยึดมา
ธนาคารก็อยากได้เงินคืน ทำไมรัฐบาลไม่ซื้อคืน ไปต่อรองกับธนาคาร
ถ้าที่ 900 ไร่ๆ ละแสน ก็เจียดมาสัก 90 ล้าน จากงบประมาณ 9 แสนล้าน
ซึ่งมันน้อยมาก แล้วมาจัดสรรให้ประชาชน ซึ่งจะใช้วิธีเช่าซื้อ
หรือวิธีไหน ในอัตราอย่างไรก็ว่าไป มันมีทางออกครับ
ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 เมษายน กล่าวว่า จงแก้ปัญหาด้วยการยึดหลักเมตตาธรรม
แต่พอชาวบ้านทำผิดกฎหมาย กลับให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด นี่หรือเมตตาธรรม
และอย่ามาเมตตาธรรมแบบมองคนจนเป็นขอทานด้วย เรามีสิทธิมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ เราต่างกันเพียงแค่อาชีพรัฐต้องมองประชาชนอย่างนี้
และสุดท้ายผมหวังว่า รัฐบาลจะหยุดมาตรการทางกำหมายได้แล้วครับ
| สรุปข้อเรียกร้องและผลการเจรจา
กรณีปัญหาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและองค์กรประชาชนภาคเหนือ
นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร ได้ลงมาพบปะพี่น้องชาวบ้าน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม
2545 โดยได้มอบนโยบาย หลักการและแนวทาง ในการแก้ไข ปัญหาของ
สกน.และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ ดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนที่เป็นความเดือดร้อนเชิงโครงสร้าง
อันเกิดมาจากการพัฒนาของรัฐที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา
2.เพื่อให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น สามารถสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว
รัฐบาลจะยึดถือแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ถือเอาข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของประชาชน
เป็นหลัก จัดปรับกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้อง
3.นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะบัญชาการ อำนวยการในฐานะรัฐมนตรี
และข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา เกษตรกรทั้ง
8 ประเด็น ให้ได้ข้อยุติ และจะนำผลการเจรจาเข้าสู่การประชุมพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
พร้อมกันทั้ง 8 ประเด็น เพื่อเห็นชอบและอนุมัติ
4.หลังจากคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบและอนุมัติ ผลการแก้ไขปัญหาตามผลการเจรจาแล้ว
ให้แต่งตั้งคณะกรรมการ ที่มีอำนาจหน้าที่และองค์ประกอบ
สามารถสั่งการให้เกิดการแก้ปัญหา ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยสัดส่วนกรรมการ
ที่ประกอบด้วยรัฐบาลและราชการ กับตัวแทนเกษตรกรที่เท่ากัน
เพื่อดำเนินการจัดทำแผนการแก้ไขปัญหา และแผนงานงบประมาณอย่างรวดเร็วและเป็นจริง
5.ในระหว่างการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน
รัฐจะใช้นโยบายสั่งการไปยังหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องให้ยุติการจับกุมดำเนินคดี
จนกว่าการแก้ไขปัญหาจักแล้วเสร็จ
6.รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบ
จากสภาผู้แทนราษฎรและยินดีให้การสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจนกว่าจะมีการปฏิบัติใช้
---------------------------------------
ข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหารายกรณี 9 กรณี
ได้ข้อยุติในการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาได้ทันที
กรณี ปัญหาการถือครองที่ดิน เป็น 1 ใน 9 กรณีปัญหา
คือ กรณีปัญหาการจัดการน้ำ กรณีปัญหาป่าไม้และที่ดินในเขตป่า
กรณี ปัญหาการถือครองที่ดิน กรณีปัญหาราคาพืชผล กรณีปัญหาหนี้สินเกษตรกร
กรณีปัญหาสัญชาติและชนเผ่า กรณีปัญหาเหล้าพื้นบ้าน และกรณีปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ
จึงได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาในระดับนโยบาย 6 ข้อ คือ
1.ยกเลิกนโยบายให้สิทธิ์นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ในระยะยาวถึง
99 ปี และยกเลิกกฎหมายเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
พ.ศ.2542 ที่ให้สิทธินักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้นานถึง
50 ปี และต่อได้อีก 50 ปี
2.ออกกฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า เพื่อบังคับใช้กับผู้ถือครองที่ดินในเขตเกษตรกรรรมไว้โดยมิได้ใช้ประโยชน์
หรือ นำไปใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมอื่น หรือที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้สูงกว่าที่ดินที่ได้ใช้ประโยชน์
3.ออกกฎหมายคุ้มครองพื้นเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรต่อไป
ตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อป้องกันการรุกล้ำและการเก็งกำไร
นำที่ดินไปใช้ในกิจการอื่น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเขต
การใช้ประโยชน์ในที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน จากพื้นที่เกษตรกรรมไปสู่กิจการอื่นใด
โดยเฉพาะธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงงานอุตสาหกรรม
และกิจการที่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ต้องผ่านความเห็นชอบชุมชนท้องถิ่นก่อนเป็นลำดับแรก
4.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เป็นกลไกกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรม
ไปสู่เกษตรกรรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นมาก ขึ้นโดยยกเลิกกฎหมายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
5.ยุติการจับกุมชาวบ้านที่มีปัญหาการขัดแย้งกับรัฐและนายทุน
6.นำที่ดินของเอกชนที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์
มาปฏิรูปให้แก่เกษตรกรรายย่อยและชุมชน โดยมีมาตรการดังนี้
6.1 การสำรวจและจำแนกที่ดิน โดยมีคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบว่า
6.1.1มีที่ดินเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน และ ส.ป.ก.4-01
โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
6.1.2 มีที่ดินเอกชนและที่ ส.ป.ก.4-01 ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์หรือไม่
6.1.3 มีที่ดินเอกชนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้เอ็นพีแอล)
หรือไม่
6.1.4 มีที่ดินเอกชนถูกธนาคารยึดขายทอดตลาด หรือถูกอายัดหรือไม่
6.2 การเพิกถอนสิทธิ
6.2.1 หากเป็นที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กรมที่ดินทำการเพิกถอน
6.2.2 หากเป็นที่ดินที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเกินเวลาที่กำหนด
ให้อธิบดีกรมที่ดินขออำนาจศาลสั่งเพิกถอน
6.2.3 หากเป็นที่ดินที่ออก ส.ป.ก.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้
ส.ป.ก.เพิกถอนสิทธิ
6.2.4 หากเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่า ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์
ให้ ส.ป.ก.เพิกถอนสิทธิ
6.3 ที่ดินติดหนี้เอ็นพีแอล ให้เปิดเผยข้อมูลที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตร
ที่ติดหนี้เอ็นพีแอลทั้งหมดทั่วประเทศ และตรวจสอบว่า มีการปล่อยกู้เกินความจริงหรือไม่
หากปรากฏว่ามีการทุจริตในการปล่อยกู้ รัฐบาลต้องยึดที่ดินคืน
หากเป็นการปล่อยกู้โดยสุจริต ให้รัฐบาลเป็นผู้ซื้อคืน
6.4 การเช่าซื้อหรือเช่าที่ดิน หากที่ดินที่ต้องให้เกษตรกรเช่า
หรือเช่าซื้อที่ดิน จาก ส.ป.ก.จะต้องเป็นราคาที่ต่ำที่สุด
ที่เกษตรกรรับได้ มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย และคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด
เพื่อไม่เป็นการสร้างภาระหนี้สินจากการปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร
6.5 การจัดสรรที่ดิน ให้ชุมชนเป็นผู้จัดสรรสภาพความต้องการและความเหมาะสมในการใช้ที่ดินของแต่ละพื้นที่
ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่แล้ว เช่น การจัดเป็นที่อยู่อาศัย
ที่ทำกินสาธารณประโยชน์ และป่าชุมชนเป็นต้น
6.6 การรับรองสิทธิในที่ดิน ให้รับรองสิทธิที่มั่นคงถาวรแก่ผู้ที่ได้รับที่ดิน
ภายใต้กำกับของชุมชน ห้ามแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน หรือโอนให้แก่บุคคลอื่น
ยกเว้นเป็นมรดกตกทอด
6.7 จัดตั้งธนาคารที่ดินในระดับชุมชน
เพื่อเป็นแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ใช้ในการพัฒนาพื้นที่การเกษตร
การประกอบอาชีพ ของเกษตรกร โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินงบประมาณ
ให้เปล่าเพื่อเป็นทุนเริ่มต้นดำเนินการ
6.8 พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า และคุณภาพที่ดิน
ให้มีความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์
6.9 ปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร โดยการส่งเสริมภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงในด้านรายได้
และทรัพย์สินตลอดจน เสริมสร้างความเป็นธรรม ในระบบการผลิตและการค้าเพื่อให้เกษตรกรมีหลักประกันด้านที่ดินทำกิน
ยกเว้น ระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรมทางเลือก
6.10 ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการปฏิรูปที่ดิน
และเพื่อให้เกษตรกร ได้รับประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ ในภาคเหนือตอนบน ให้รัฐบาลดำเนินการนำร่องปฏิรูปที่ดินในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนเป็นลำดับแรก
เนื่องจากในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ได้มีการกว้านซื้อที่ดินและออกเอกสารสิทธิที่ดินทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมาก
เพื่อเก็งกำไร และนำไปจำนองธนาคาร ปล่อยพื้นที่ให้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า
ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยและชุมชนต่างๆ
ได้เรียกร้อง ติดตาม ผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
แก้ไขปัญหามาโดยตลอด โดยให้รัฐบาลดำเนินการนำร่องปฏิรูปที่ดิน
โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รวม 22 หมู่บ้าน
-------------------------------
ผลการเจรจา
1. เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน
กรณีปัญหาของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ( สกน.) โดยมีองค์ประกอบ
ดังนี้
(1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ( นายสมบัติ อุทัยสาง
) เป็นประธาน
(2) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายประพัฒน์
ปัญญาชาติรักษ์ )เป็นรองประธาน
(3) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวราเทพ รัตนากร
) เป็นรองประธาน
(4) ตัวแทน สกน.และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ
ในสัดส่วนที่เท่ากัน
(5) อธิบดีกรมที่ดิน หรือผู้แทน ตัวแทน สกน. และ สปก.
เป็นกรรมการและเลขานุการ
มีอำนาจดังนี้
(1) แก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในกรณีของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือให้ได้ข้อยุติ
(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบ การใช้กฎหมายเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
พ.ศ.2542 และยกร่างกฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า กฎหมายคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.
2518 โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
(3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการนำร่องปฏิรูปที่ดิน โดยการมีส่วนร่วมของประชน
ในกรณีสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
2. เห็นชอบให้มีการนำที่ดินของเอกชนที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์มาปฏิรูป
ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ตามมาตรการและรายชื่อหมู่บ้านที่
สกน.เสนอ โดยให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน
กรณีปัญหา ของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ( สกน. ) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการ
3. การดำเนินคดีชาวบ้านที่มีข้อพิพาทในที่ดิน
3.1 เห็นชอบให้กองนิติการ ส.ป.ก. ประสานงานกับอัยการจังหวัดเพื่อการดำเนินคดีกรณีที่ดิน
ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.ท้องที่บ้านสันป่าฮัก ตำบลน้ำดิบ
และโป่งรู ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
3.2 เห็นชอบตามข้อเรียกร้อง ทั้งนี้ให้ดำเนินการตามแนวทาง
ที่รัฐบาลเคยดำเนินการในกรณีคดีสมัชชาคนจน
|
ทีมงาน ThaiNGO
รายงาน
|