|
บุกยึดที่ดิน 'ยึดรากฐานเกษตรกรไทย'
กระจายอำนาจให้ชุมชน
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2545 ที่ผ่านมา ที่อาคารอุทยานนิน
ชั้น 2 ห้อง 12 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีนักวิชาการ
เพื่อคนจน แกนนำชาวบ้าน อาทิ ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาวน์ ดร.อานันท์
กาญจนพันธุ์ ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร ดร.เกษียร เตชะพีระ พ่อหลวงธนา
ยะโสภา แกนนำชาวบ้านจากลำพูน นายเฉลิม บุญชู จากสระแก้ว
ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ สมาชิกวุฒิสภา และองค์กรพัฒนาเอกชน
รวมทั้งประชาชนผู้สนใจทั่วไปมากมายกว่า 100 คน ที่เข้าร่วมการเสวนาครั้งนี้

เนื่องจากเหตุการณ์ กรณีการจับกุมชาวบ้านที่จังหวัดลำพูน ด้วยข้อหา"บุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชน"
ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2545 เป็นต้นมา และล่าสุด เมื่อวันที่
16 มิถุนายน 2545 ที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านและกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือถูกคนร้าย
3 คน ลอบยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนออกจากบ้านตอนเช้าตรู่นั้น
ซึ่งแม้จะมีการดำเนินการตามกฎหมายไปแล้ว ทั้ง 2 กรณี แต่ปัญหาการขัดแย้งกรณีที่ดินที่ลำพูนระหว่างชาวบ้าน
รัฐ และกลุ่มนายทุน ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถึงต้นตอ ซึ่งถ้าหากอำนาจรัฐ
มองปัญหาโดยพิจารณาเพียงความผิดหรือการกระทำผิดตามตัวบทกฎหมาย
เฉพาะหน้าบางประเด็นแล้วดำเนินการตามกฎหมายไป โดยมิได้คำนึงถึงรากฐานแห่งปัญหา
ว่าต้นตอที่แท้นั้นมาจากโครงสร้างที่กำหนดกรอบ และบีบรัดช่องทางประชาชน
ระดับรากหญ้า ให้มืดอย่างไร และระบบกรรมสิทธิ์ลิดรอนอำนาจชุมชนในการจัดการที่ดินอย่างไรนั้น
กฎหมายกี่ฉบับ การกำราบ ปราบจับกุมกี่ครั้งๆ ก็ไม่สามารถกำจัดคนจนให้หมดแผ่นดินได้
หรือแม้แต่การกำจัดนายทุนอิทธิพล ข้าราชการกังฉินก็ไม่สามารถ
ทำได้เช่นกัน เพราะ ระบบการเมือง กลไกอำนาจรัฐและโครงสร้างการรับรู้
การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาหลักนั้น ยังไม่เปลี่ยนแปลง ผูกขาด
ที่ศูนย์อำนาจ นั่นคือรัฐ
ดังนั้น กรณีความขัดแย้งเรื่องที่ดินที่จังหวัดลำพูน นอกจากจะเป็นการทำร้ายชาวบ้านโดยตรง
แล้ว ยังเป็นการปิดกั้นโอกาส การเรียน รู้ร่วมกันของสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาอันเป็นรากฐานของความยากจนและการเกิดวิกฤติทาง
เศรษฐกิจนั้น ยิ่งกระพือให้ปัญหาที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของเกษตรกร
ถูกขมวดเกลียวมากยิ่งขึ้น ความไม่เป็นธรรมและความฉ้อฉลในการถือ
ครองที่ดิน โดยมี กรรมสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบคุ้มครองป้องกัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์
"บุกยึดผื่นดินกรรมสิทธิ์ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่ากลับคืนสู่ชุมชนขึ้น"
เนื่องจากที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตหลักของเกษตรกรไทย ที่เชื่อมกับระบบความเชื่อในสังคมมาช้านานนั้น
ถ้าสังคมไทยไร้ซึ่งที่ดิน ทำกิน ย่อมทำให้ไม่สามารถใช้แรงงานก่อให้เกิดผลผลิตได้
ขณะที่ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีภาคการเกษตร เป็นรากฐานหลักของ
ประเทศ กว่า 2 ล้านครอบครัว(10 ล้านคน) โดยประมาณ แต่ กว่า 500,000
ครอบครัว กลับไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และมี กว่า
800,000 ครอบครัว ที่มีที่ดินแต่ไม่เพียงพอสำหรับทำกิน จนต้องเช่าที่ดินจากผู้อื่นแต่จากการสำรวจกลับพบว่า
มีที่ดินจำนวนมาก ยังมีการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ซึ่งจากการประมาณ
มีถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 30 ล้านไร่ ของที่ดินทำกินที่มีอยู่ใน
ประเทศ ไทย ซึ่งรวมกับที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์เลยด้วย ดังนั้น
การปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า ทำให้ประเทศไทยต้อง สูญเสียทาง
เศรษฐกิจโดยการประเมินขั้นต่ำกว่า 127,384.03 ล้านบาทต่อปี และการเก็งกำไรที่ดินที่ผ่านมา
ก็คือสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้เศรษฐกิจ ของประเทศเสียหายไม่ต่ำกว่า
2 ล้านล้านบาท
แนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของสังคมไทย
ที่รัฐบาลจะต้องเร่งสะสางแก้ไข หากว่าเกษตรกรไทย คือหัวใจหลักอันเป็นรากฐานของสังคมไทย
ที่จะตรวจสอบทิศทางของรัฐบาลว่า มีนโยบายหยัดยืนและเดิน ตามวิถีทางเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืน
หรือไม่ ท่ามกลางการพัฒนาที่โหมกระหน่ำทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างรุนแรงและ สุรุ่ยสุร่าย ขาดกระบวนการจัดการให้ไปสู่ความยั่งยืน
จนก่อให้เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจทั้งระบบ ดังนั้น รากฐานการผลิตและรากฐาน
ของสังคมต้องมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงความยั่งยืน
และมีการส่วนร่วมตัดสินใจของชุมชน ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งนั้น
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระจายปัจจัยการผลิต อย่างเป็นธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทุกชนชั้นจำเป็นต้องมี
ทั้งเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพื่อการดำรงวิถีชีวิต ไปตามเชื่อแห่งจารีตประเพณี
รัฐจึงต้อง ผลักดันให้คนทั่วประเทศมีฐานะดีขึ้น มีโอกาสสร้างตลาดภายในที่เข้มแข็งและเป็นแรงงานที่มีคุณภาพสำหรับระบบเศรษฐกิจ
ของประเทศ
หากรัฐบาลยังปล่อยให้ที่ดินถูกเปลี่ยนสถานะเป็นเพียงสินค้าไว้เก็งกำไร
ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบุคคลจำนวนน้อยนิดนั้น ก็ยิ่งเป็นการ
กีดกันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
ดังนั้น การเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของชาวบ้านที่จังหวัดลำพูน
จึงเป็นการเข้าไปใช้ที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเนิ่นนาน
แต่ถูกบุคคลและกลุ่มบุคคล กระทำการ ฉ้อฉลนำที่ดินของสาธารณะไปออกเอกสารสิทธิ์โดยวิธีการที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ก่อนมีเหตุการณ์บุกเข้า ไปยึดครอง นั้น ชาวบ้าน มิได้กระทำตามอำเภอใจ
หากแต่ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงเพื่อความถูกต้องของกระบวน
การเข้า ไปครอบครองที่ดินโดยเอกชน ที่คณะกรรมการร่วมแก้ไขปัญหา
โดยมีตัวแทนทั้งที่มาจากรัฐและ ชาวบ้านสามารถแสดงหลักฐานการ
ตรวจสอบว่าพบการทุจริตฉ้อฉลในการครอบครองที่ดินของเอกชนรวมเป็นพื้นที่นับพันไร่
จนมีการการเจรจาระหว่างชาวบ้าน กับ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบในช่วงเวลาก่อนหน้าการจับกุม
ซึ่งมีข้อสรุปถึงช่องทางการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากความฉ้อฉล โดยตกลงกันว่า
จะใช้พื้นที่ที่มีปัญหาทั้งหมดเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษานำร่องเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ดินต่อไป
แต่รัฐกลับบิดพลิ้วข้อสัญญา ไม่ยอม รับรู้ความฉ้อฉลในการได้มาซึ่งที่ดินของกลุ่มบุคคลดังกล่าว
โดยการอ้างข้อกฎหมายเพียงเฉพาะเรื่องการบุกรุกที่ดินของชาวบ้าน
อัน
นำมาซึ่งการจับกุมชาวบ้านโดยไม่ได้ พิจารณาถึงการได้มาซึ่งที่ดินที่ผิดกฎหมายของเอกชนแต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่ การใช้ประโยชน์ใน ที่ดินของชาวบ้านเป็นการกระทำเพื่อรักษาพื้นที่สาธารณะเดิมของชุมชน
ไม่ให้ตกอยู่ในกำมือ ของกลุ่มบุคคลที่ฉ้อฉลเอาที่ดิน สาธารณะมาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว
การจับกุมชาวบ้านด้วยข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนที่จังหวัดลำพูน เป็นการกระทำที่ไม่ได้เป็นหนทางไปสู่การแก้ไขปัญหาใดๆ
ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยิ่งจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น และจะทำให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นไปได้ยากมากขึ้น
หลักฐานและข้อมูล ที่ถูกต้อง ไม่มีความหมายอันใด อีกทั้ง ข้อตกลงระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับก็ไม่ได้มีผลบังคับให้ภาครัฐดำเนินการ
ให้เป็นไป อย่างถูกต้องและยุติธรรม
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ หนึ่งในคณะสื่อทางเลือกเล็กๆ ได้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้
และทำการสรุปมุมมองจากนักคิด นักวิชาการ และแกนนำชาวบ้าน เพื่อมานำเสนอต่อสมาชิกข่าว
โดยมี ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาวน์ จากมูลนิธิสถาบันที่ดิน ซึ่งเป็น
นักวิชาการที่ศึกษาปัญหาที่ดิน มานานได้กล่าวเป็นคนแรกว่า "ผมได้เงินจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานงานวิจัย
หรือ ส.ก.ว. ให้ ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน ประเด็นที่ให้ศึกษาตอนแรกเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน
ว่าเกิดปัญหาอย่างไรกับสังคมไทย และจะแก้
 |
ปัญหาอย่างไร โดยการวิจัยที่กำหนดขึ้นจากคำถามว่า
ถ้าเอามีที่ดินเกิน 200 ไร่ ขึ้นไปก็ถือว่า
กระจุกตัว ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ พื้นดิน ทั้งผื่น 200 ไร่ หรือ 200 ไร่
อยู่หลายๆ พื้นที่ จากการ สำรวจก็จะทำกันแบบส่งแบบสอบถาม ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ดินทั่วประเทศข้อมูล
ที่ได้กลับมาก็คือ ว่าการกระจุกตัวของที่ดินเมืองไทยนั้นมีอยู่ คำถามต่อไปอีกการกระจุกตัวแล้วเป็นผลเสียแก่
เศรษฐกิจหรือไม่ ก็คือว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินใช้เต็มที่หรือไม่ผลออกมาคือว่าการกระจุก
ตัวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่มีความสัมพันธ์กันเลยคือ ที่ดินผืน เล็กใช้ประโยชน์เต็มที่นั้น
ค่อนข้างเยอะ ที่ดินของไทย ส่วน 85% มีถือครองต่ำกว่า 5 ไร่ ซึ่งถ้าท่านมองในภาพ
รวมๆ ก็จะ เห็นว่าเป็น จำนวนที่มากพอสมควร ที่เป็นที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ของกลุ่มที่เก็งกำไร
โดยชนชั้นกลาง
ขณะที่ข้อเท็จจริงจากการศึกษาพบว่าที่ดินผืนเล็กๆ ต่างหากที่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ส่วนผืน
|
ใหญ่ ใช้เก็งกำไร ซึ่งถ้านำจำนวนที่มารวม กันที่ดินผืนเล็ก นั้นมากกว่าที่ดินผื่นใหญ่ด้วย
ประเด็น ปัญหาเกี่ยวกับการเอาที่ดินมาใช้ประโยชน์เราจะมองเฉพาะ ที่ดินผืนใหญ่อย่าง
เดียวไม่ได้ เราต้องมองบวกที่ดินผืนเล็ก
อีกอย่างที่ดินในความหมายของชีวิตคนไทย ส่วนมากมันเกี่ยวกับระบบของสังคม
ความเชื่ออะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่า เก็บที่ดิน ที่ไว้ซื้อขาย เก็งกำไร
ซึ่งถ้าวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว ที่ดินมันราคาตกอยู่ตลอดเวลา ถ้าวัดกันแน่นอนคือมันไม่คุ้มกับดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
ประเด็นต่อไป คือว่า ถ้าที่ดินถูกพักไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์จะเป็นอย่างไรบ้าง
ทั้งที่หลายคนก็อยากได้ที่ดินเพื่อมาทำกินเพราะว่า ระบบการผลิตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับที่ดินเสียส่วนใหญ่
และที่ดินก็มีจำนวนจำกัด ฉะนั้นถ้าทิ้งไว้เฉยๆก็จะไม่ยุติธรรมกับ
สมาชิกของสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นที่ดินที่ไม่ถูกใช้คนอื่นก็น่าจะนำมาใช้ได้
นั้นคือหลักการสิทธิการใช้ที่ดินของชุมชน
อีกทั้งเมื่อชุมชนมีสิทธิในการจัดการที่ดินแล้ว ชุมชนต้องมีหน้าที่ดูแลสิทธิและหน้าที่ตามหลักการนี้ด้วย
ก็คือว่าเมื่อชุมชน มีสิทธิจัด การที่ดินแล้ว ชุมชนจะมีหน้าที่วางแผนการใช้ที่ดินให้ดี
เพื่อประโยชน์ต่อชุมชนและต่อส่วนรวม ต่อสมาชิกของสังคม
ก่อนอื่นขอพูดถึงนโยบายของรัฐ ว่า รัฐแบ่งนโยบายการแก้ปัญหาออกเป็น 2 ลักษณะ
อย่างที่หนึ่ง นโยบายรัฐเรื่องเกี่ยวกับช่วยเหลือ ในแง่เศรษฐกิจ ว่าตามภาษีที่เราเก็บในกิจกรรมแต่ละชนิด
เราจะให้ส่วนลดได้ สมมติการเกษตรรัฐบาลต้องการที่จะสนับสนุน เรื่อง การเกษตรก็จะลดให้
55% ถ้าเป็นอุตสาหกรรมลดให้ 25% ฉะนั้นภาษีที่ดินสามารถเป็นเครื่องมือผลักดัน
ระบบนโยบายทาง เศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ อีกอย่าง เนื่องจากว่า
สังคมเราจะต้องให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน โอกาสทางเศรษฐกิจ สำคัญมาก เพราะว่าทุกคนเกิดมาต้องแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ
อย่างไรต้องเปิดโอกาสนี้ตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ การที่จะทำให้ อย่างนั้นได้
นโยบายที่ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ ก็ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสนับสนุนชดเชย
เช่น สวัสดิการสังคม เป็นต้น แต่ นโยบายบริหารเศรษฐกิจแบบนี้ก็จะเหมือนกับ
นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่เอาเงินไปจ่ายตามหมู่บ้านทีละ ล้านบาท ซึ่งอย่างไร
ก็ต้องมีช่วงที่ปลอดดอกเบี้ย และมีช่วงที่ปลอดเงินต้น ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาน่ะ
ส่วนที่ดินที่นำมาใช้ประโยชน์แบบเต็มที่ ถ้าเฉลี่ยกันจริงๆ ก็ยังไม่เต็มที่อยู่
เพราะว่า 1. ไม่ใช้จริง 2.ไม่อยากเสียภาษี หรือหวงที่ดิน ที่ดินโรงงานอุตสาหกรรม
และถ้ารวมที่ดินที่ไม่ใช้จะพบว่ามีถึง 60% ของที่ดินทั้งหมด แต่ที่ดินที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า
ไม่ใช้เลยนั้น อยู่ที่ประมาณ 30-40% เพราะฉะนั้นในการคำนวนตัวเลข สมมติ 30%
ของที่ดินที่ไม่ใช้ผมคิดแค่ 15% ถ้า 15% ใช้ตัวเลข ที่ใช้ วิเคราะห์คือตัวเลขที่เศรษฐกิจที่ต้องการเอามูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรมาใช้
คำนวณออกมา เศรษฐกิจ ต้องเสียมูลค่าเพิ่ม 127,000 กว่าล้าน ถ้าเพิ่มการใช้ประโยชน์อีก
15 % เป็นที่ดินเกษตร กระทรวงเกษตรฯ มีเงินเยอะแยะ แต่ถ้านำเงินจำนวนมากนี้ไป
เทียบ กับเงินที่รัฐบาลใช้เพื่อแก้ปัญหา NPL ต่างๆ จะพบว่ามากกว่า
นอกจากที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้วยังศึกษาพบว่าที่ดินที่อยู่กับ เอสดีแอล
ที่ 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นที่ดินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่า สำนัก งานปฏิรูปที่ดินไปขอตัวเลขจากแบงค์ชาติ
แต่แบงค์ชาติให้ไม่ได้เพราะติด พ.ร.บ.สำนักงานปฏิรูปที่ดิน เนื่องจากว่าที่ดิน
ที่เอสดีแอล นั้นมีความต้องการอยากนำไปจำหน่าย เพราะว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินก็พอมีเงินอยู่บ้างที่จะซื้อที่ดินที่เป็น
NPL เป็น ทรัพย์สินที่ไม่เกิดประโยชน์จากที่คุยกับแบงค์ต่างๆ เคยมี ธ.ก.ส.
แบงค์กรุงเทพฯและอีกประมาณ 8 แห่ง มีที่ประเมิน 1 แสนไร่ สามารถเอามาใช้ในเรื่องนี้ได้
เข้าใจว่า ค.ร.ม.ขอมติขอเงินเพื่อมาซื้อที่นี่ด้วย" ดร.วารินทร์กล่าวเสนอ
 |
พ่อหลวงธนา ยะโสภา แกนนำชาวบ้าน จากจังหวัดลำพูน
ได้ลำดับเหตุการณ์ที่ชาวบ้าน จังหวัดลำพูน บุกยึดที่ดินให้ที่ประชุมฟังว่า
" ก่อนที่จะมีการจับชาวบ้าน มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ 2536 แล้วครับ
ส่วนในจังหวัดลำพูน มีการปล่อยข่าว จากทางราชการว่า ชาวบ้านบุกรุก ที่ที่มีเอกสารสิทธิ์
จากนั้นก็ปล่อยข่าวเพื่อที่จะทำลายชาวบ้าน ว่าบุกรุกที่อื่นๆ ฟังดูแล้ว
ถ้าคน ที่ไม่ค่อยเข้าใจ ก็อาจ จะเข้าใจได้เลยว่า ชาวบ้านไม่มีศีลธรรม
แต่ถ้าเราเจาะลึกถึงปัญหา ว่าสาเหตุที่เราบุกรุกนั้น เพราะว่าที่เหล่านี้ได้เอกสารสิทธิ์มา
โดยไม่ถูกต้อง เป็นที่ที่มีการทุจริต ซึ่งผมจะยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า
ตั้งแต่อำเภอ บ้านโฮ่ง กิ่งอำเภอเวียงหนองห้อง อำเภอป่าซาง สามพื้นที่นี้ที่แกนนำชาวบ้านถูกหมายจับและโดนดำเนินคดีแล้ว |
ส่วนทางอำเภอบ้านโฮ่ง ที่ว่าชาวบ้านไปบุกรุกที่เขามีเอกสารสิทธิ์นั้น ความจริงที่ตรงนั้น
อำเภอบ้านโฮ่งมีแผนที่ให้ดู ได้ชัดเจนว่า พื้นที่สีเขียวหมายถึงที่ที่จัดให้ชาวบ้าน
15,000 ไร่ ตามมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อปี 2508 และมติคณะกรรมการจัดที่ดินปี
2509 จัดที่ดินผืนใหญ่ให้ราษฎร 1000 ครอบครัว ส่วนสีแดงกับสีน้ำตาล เป็นหมู่บ้าน
10 หมู่บ้าน อยู่ในที่สีเขียว 15,000 ไร่ ที่จะจัด ให้ชาวบ้าน 1000 ครอบครัว
ซึ่งก็จัดมาตั้งแต่ปี 2509-2511 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ต่อมาถึง 2513 ก็ปรากฏว่า
มีถึง 900 ครอบครัว ซึ่งมีปัญหาตรงที่สีเขียว เพราะเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านที่เขาทำมาก่อนแล้ว
ในการจับฉลากใบจอง มีการจับได้พื้นที่สวนลำไย ของคนอื่น จนมีการร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ก็เลยเรียกที่ดินคืน
ในการประชุมต่อมาของคณะกรรมการที่ดิน สรุปว่าจะจัดให้ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ลบล้างสิทธิ์ของชาวบ้านเดิม
การแก้ไขปัญหา 2508 ก็สะดุดไป พอมาถึงปี 2533 เป็นยุคของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี มีการออกระดมที่ดินทั่วประเทศ ซึ่ง ที่ดินตรงนี้มัน คาบเกี่ยวระหว่างอำเภอบ้านโฮ่งกับหนองร่อง
ก็ออกโดยสำรวจโฉนด จัดให้ชาวบ้าน ปรากฏว่า กลายเป็นโฉนดของนายทุนผู้มีอิทธิพล
นักการเมืองท้องถิ่น ชาวบ้านที่ว่าจะได้จัดสรรก็ไม่ได้ และส่วนหนึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้าน
ใช้ร่วมกันก็ถูกออกโฉนด ไปหมด ซึ่งน่าแปลกก็ตรงที่ว่า ชาวบ้านล้อมรอบแถบนี้ไม่รู้ว่ามีการเดินสำรวจ
ไม่มีการปิดประกาศ ทั้งที่มีการเดินสำรวจกว่า 10 หมู่บ้าน ซึ่งคนอยู่ที่กรุงเทพฯ
กลับได้เอกสารสิทธิ์นั้นมา แต่ชาวบ้านกลับไม่รู้ นั่นแสดงว่ามีเจ้าหน้าที่หรือ
พนักงานที่ดินรู้เห็นเป็นใจ แล้วทำการเอาที่ดินตรงนั้นไป ซึ่งถ้าหากชาวบ้านรู้ก็คงจะมีการคัดค้านการสำรวจ
อีกอย่างการออกสำรวจที่ดินเพื่อออกโฉนด โดย ปกติต้องมีการติดประกาศที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน
แต่เกิดขึ้นนี้ผู้ใหญ่บ้านเองก็ไม่รู้ ตรงนี้แหละครับ ที่อยากทราบว่า เขาทำกันยังไง
 |
โดย มีผู้มีอิทธิพลจ้างกำนันผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองออกโฉนดที่สาธารณะและที่ติดถนนไปได้
ตรงนี้เอง ที่เป็นสาเหตุว่า ชาวบ้านลำพูน จึงต้องยึดที่กลับมาชุมชน กลับมาให้เกษตรกรไร้ที่ทำกินคืนครับ"
พ่อหลวงธนา กล่าว
ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "กล่าวว่า
ปัญหาการใช้ ที่ดินต้องให้ผลัก มาให้สังคมเป็น ผู้กำหนดการใช้ที่ดิน
ไม่ใช่กฎหมายและการค้าเป็นผู้กำหนด เพราะ สังคมจะเป็นผู้บอกว่า จะใช้อย่างไร
เก็บภาษีอย่างไร ซึ่งหากใคร ไม่ใช้ประโยชน์จากที่ดิน ก็จะมี กระบวนการจัดการ
ไปตามรูปแบบความเชื่อของชุมชน ดังนั้นการจะอ้างว่าการถือครอง เป็นสิทธิเด็ด
ขาดโดยไม่เกี่ยวพันกับชุมชนนั้น เป็นไปไม่ได้ |
เพราะระบบโฉนด ระบบเอกสารสิทธิ์ที่ผ่านๆ มานั้น ล้มเหลวมากในการจัดการ ที่ดินของรัฐ
ไม่สามารถแก้ปัญหาการตกเป็นเหยื่อ ของระบบทุนนิยมได้เลย แต่การใช้ชุมชน ใช้สังคม
เป็นระบบการแก้ปัญหาเชิงซ้อน ที่ลึกลงไปอีก ในระหว่างกฎหมายของ รัฐ"
ดร.อานันท์กล่าว
ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า"
การเอาที่ดินมาออกโฉนดให้รัฐ นายทุน ธนาคาร นั้น เป็นกระบวนการปั่นเงิน โดยมิชอบ
ซึ่งก็เกิดขึ้นทั่วประเทศ และก็มีนายทุนไทยจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีสร้างเม็ดเงินขึ้นมาด้วยวิธีนี้
ซึ่งเป็นวิธีที่แทบจะได้มาแบบเปล่าๆ เลยด้วยซ้ำ
 |
ดังนั้นทำยังไง ถึงจะให้ที่ดินที่ตกค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจฟองสบู่
ทั้ง 3 ส่วน คือ ธนาคาร ศาล และแหล่งทุน กลับมาสู่ระบบ เศรษฐกิจ จริงๆ
ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจจริงๆ กำลังต้องการ ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ และผมอยากให้มีการวิจัยการถือครองที่ดิน
ที่มีอยู่ทั่ว ประเทศ เพื่อเปิด เผยออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ว่าใครถือครองที่ดินไว้บ้าง
ทำประโยชน์บนที่ดินนั้นๆ อย่างไร เพื่อหาแนวทาง แก้ปัญหาได้จริงๆ แล้วก็สร้างตลาดกลางที่ดินเพื่อการเกษตรขึ้นมา
เพื่อดูแล การถือครอง ดูแลการจำหน่าย ขาย ซื้อที่ดินและดูแล ราคาที่ดินทั่วประเทศ
ส่วนทางออกการจัดการที่ดินผมคิดว่า รัฐต้องให้สังคม ให้ชุมชนมีอำนาจจริงๆ
ในการดูแล การถือครองกรรมสิทธิ์ ที่ดิน เพราะสังคม จะกำหนดคุณค่า กำหนดเป้าหมายการถือครอง
กรรมสิทธิ์ที่ดิน ว่าได้กรรมสิทธิ์ไปเพื่อทำประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อมีใคร
ที่ไม่ใช้ ประโยชน์ที่ดิน สังคมหรือชุมชนก็จะยึดกรรมสิทธิ์คืนแล้ว หมุนกลับกรรมสิทธิ์ไปให้
ผู้ที่อยากใช้ที่ดินแต่ไม่มี ที่ดิน และปัญหา ที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั้น
เนื่องมาจากรัฐเริ่มหมดอำนาจในการจัดการที่ดิน |
เพราะวันนี้ที่ดินของคนไทยกำลังถูกโอน กรรมสิทธิ์เป็นของต่างชาติ ดังนั้น
สังคมและชุมชนจึงต้องเรียกร้องกรรมสิทธิ์นั้น กลับคืนมา ให้ได้"ดร.เกษียรกล่าวย้ำ
ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร นักวิชาการด้านเศรษฐศาตร์ กล่าวถึงแนวทางการจัดการว่า
" รัฐ การเมือง เศรษฐกิจ กำลังเข้าสู่วังวน ในอ่าง อย่างหลงทาง ซึ่งแม้วันนี้เองก็ยังมีกระแสราคาที่ดินในบางจุด
พุ่งสูงขึ้นอีก ทำให้เกิดภาวะราคาตลาดหุ้นสูงขึ้นตาม ซึ่งนั่นคือ การสร้างมูลค่าที่ดินเทียมขึ้นมาจากการเก็งกำไร
แต่หลักเศรษฐศาสตร์ พื้นฐานกล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ทุกปัจจัยการผลิต ต้องทำ
ให้เกิดการผลิต แต่รัฐหรือรัฐบาลกลับมีวิธีคิดที่คล้ายๆ กัน เช่น อนุญาตให้ต่างชาติเคลื่อนทุนมา
ใช้ประโยชน์ที่ดินใน ประเทศไทย โดยทำสัญญาได้ถึง 99 ปี ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า
รัฐคิดแนวทางแบบนี้ออกมาได้อย่างไร
 |
ส่วนปัญหาที่ดินที่ผมศึกษามา มีแนวทางหลักอยู่
2 กรอบคิดการจัดการ ที่ขัดแย้งกันอยู่ นั่นคือ รัฐเปิดโอกาสให้เอกชน
เดียวมีสิทธิใน การใช้ที่ดินขนาดใหญ่ได้ ทั้งๆที่จากการวิจัยของหลายๆ
ประเทศทั่วโลก พบว่า ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินสูงสุด ปริมาณ / เนื้อที่
ในการผลิตนั้นมาจาก ที่ดินขนาดเล็ก มากกว่า ขนาดใหญ่ แต่พอเราไปศึกษาดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง
ชาติ ตั้งแต่ ฉบับที่ 1- 8 จะพบได้เลยว่า รัฐใช้แนวทางที่ผิด ทั้งในทางทฤษฎีและในทาง
ยุทธศาสตร์ จนมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ปรากฏว่า ทฤษฎีนั้น เริ่มถูกแล้ว
แต่ยุทธศาสตร์ผิด เหมือนทำบ้านไม่ตรงแบบแปลน เพราะใช้ยุทธศาสตร์การจัดการเป็นหลัก
ทั้งที่ชุมชนเขา มี กระบวน การจัดการอยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นทางออกปัญหาที่ดิน
รัฐต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อ กระจายการถือครองทรัพย์สินและทรัพยากร
สู่ชุมชนสู่สังคมให้ได้
แล้วจากนั้นค่อยมาปฏิรูปโครงสร้างภาคการเกษตร ดิน น้ำ ป่า โดยวางกระบวนการให้ชาวบ้าน
ได้เรียนรู้การจัดการตนเองดีกว่า ส่วน ปัญหาเรื่องชนชั้นกลาง ผู้เป็นเจ้าของที่ดินว่างเปล่านั้น
ผมอยากเสนอว่า ให้รัฐบาลออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อให้เจ้าของที่ดินเหล่านั้น |
หันมาถือสินทรัพย์ที่เป็นพันธบัตรนั้นไว้แทน แล้วรัฐก็เอาที่ดินเหล่านั้น
มาแจกจ่ายให้เกษตรกร คนยากคนจนได้ทำกิน เพราะที่ดิน ที่คนชั้นกลางถือครองนั้นไม่ได้ทำประโยชน์อะไร
จึงไม่เกิดอกผล ซึ่งต่างจากการถือพันธบัตรรัฐบาล ที่ได้ดอกผลแน่นอนครับ"
ดร.วิวัฒน์ชัยกล่าว
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|