ส่วนโครงการของเราได้รับการพิจารณา
สนับสนุนงบประมาณจาก บริษัทฟอร์ดมอเตอร์ ประมาณ 4 แสนกว่าบาท ซึ่งเป็นเพียง
small grand เล็กๆ และมาเริ่มทำงานจริงๆ กันประมาณปี 2544 กิจกรรมก็เริ่มจากการทำค่ายเด็ก
กับโรงเรียนริมแม่น้ำ ซึ่งก็นำเด็กนักเรียนจากโรงเรียนละ 5 คน มาเข้าค่ายเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของสายน้ำ
ความสำคัญของแม่น้ำ การดูแลแม่น้ำทำอย่างไร และการตรวจคุณภาพน้ำ และวันสุดท้ายของค่าย
เมื่อเยาวชนมองเห็นปัญหาของสายน้ำแล้ว ก็ถามว่า เขาจะกลับไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร
หรือทำอย่างไรให้ดีขึ้น ซึ่งพอเด็กๆ เยาวชนกลับไปถึงโรงเรียนแล้ว พวกเขาก็จะไปคิดโครงการเล็กๆ
ขึ้นในโรงเรียน เช่น โครงการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ โครงการสำรวจแม่น้ำ
เป็นต้น
ระยะแรกๆ มีทั้งหมด ประมาณ 11 โรงเรียนและเด็กๆ เยาวชนก็เริ่มทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย
ต่อมาก็มีค่าย สอง ค่ายสาม แล้วเครือข่ายก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จมาสู่การตั้งชื่อเครือข่ายว่า"เครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำเลย"
เพื่อช่วยกันดูแลแม่น้ำเลย กิจกรรมเครือข่ายก็เช่น จัดรายการวิทยุ
ในรายการ"ต้นกล้า" ทำเว็บไซต์ และกิจกรรมรณรงค์อื่น ซึ่ง
เด็กๆ เยาวชนเขาจะคิดกันเองทั้งหมด ว่าปีนี้จะทำอะไร จะคิดอะไร ทำยังไง
เช่น กิจกรรมรณรงค์ก็มี คืนชีวิตให้แม่ หรือช่วงวันลอยกระทง ก็มีโครงการ
ลอยกระทงหารสอง ไม่ใช้โฟม ไม่ใช้ใบตอง แต่ใช้ขนมปัง ซึ่งเด็กๆ เขาจะคิดกันตลอดเลยว่าจะทำอะไรบ้าง
และพอค่ายสอง ผ่านไปเสร็จเครือข่ายก็ขยายออกมาอีกจาก 11 โรงเรียน
เป็น 14 โรงเรียน เปลี่ยนชื่อจากเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำเลย มาเป็น"เครือข่ายรักษ์น้ำเลย"
ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วย
ส่วนงานที่เครือข่ายรักษ์น้ำเลยอยาก ทำกันในอนาคตคือกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ขึ้นมา
ให้ชัดเจนเลย อาจจะไม่กว้างหรือยาวมากนัก แต่ก็ทำให้พวกเขาสามารถดูแลอนุรักษ์ได้จริงๆ
จังๆ หลังจากนั้น ถ้าเขาทำได้ดี ก็จะลงไปสู่ชุมชนมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
" น.ส.เทพธิดากล่าว
"เราพบสาเหตุปัญหาน้ำเลยเสีย ซึ่งก็คือมาจากสำนึกคนเท่านั้นเอง
เราอาจจะปิดโรงงานได้ แต่ถ้าสำนึกยังเหมือนเดิม ปัญหาก็คงไม่หมด
เช่นชุมชนใช้แม่น้ำเลยเป็นที่ทิ้งขยะ ตรงนี้หนักมากหนักว่าพวกดูดทราย
หรือโรงงานด้วยซ้ำ ดังนั้นแม่น้ำเลยก็กลับมาดีไม่ได้ ในขณะที่บทบาทเยาวชนไม่ใช่บทบาทที่จะต้องไปประท้วง
ปิดโรงงานอุตสาหกรรม หรือยุดสร้างเขื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เราทำได้คือให้เด็กๆ
พยายามหาข้อมูล หารูปภาพโรงงานอุตสาหกรรม มาช่วยกันจัดนิทรรศการ
เพื่อให้ชุมชนมองเห็นความจริง ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อจิตสำนึกคนสองฝั่งแม่น้ำเลย
เราจึงทำงานเพียงให้ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ที่ทำงานมานี้ เราถือว่าเราทำงานประสบความสำเร็จ
ในส่วนเยาวชนพอสมควร เฉพาะเยาวชนเองที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ได้รับรู้ข้อมูลกับเราก็น่าจะมากกว่าพันคนได้
และส่วนแกนนำเยาวชนเองก็มากถึง 30-40 คน ที่เติบโตทางความคิดมาก
ส่วนความเปลี่ยนแปลงในชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ นั้น มีหน่วยงานให้ความร่วมมือและสนใจทำงานร่วมกันมากขึ้น
ทั้งสาธารณสุข สถาบันราชภัฏ อ.ส.ม.ท. ประชาชนทั่วไปก็มีบางส่วน ก็เข้ามาร่วมกันมากขึ้น
" น.ส.เทพธิดาอธิบายพร้อมเผยถึงเนื้ออนาคตของดครงการอีกว่า
"คิดว่าปีนี้เราจะกำหนดเขตการดูแลให้ชัดเจน และกิจกรรมที่คิดกันก็มี
การปลูกต้นไม้ การกำหนดอนุรักษ์ปลา ห้ามล่าสัตว์น้ำ เพราะเรามีความเชื่อว่า
สิ่งดีๆ มันจะกลับมาอีก ถ้าดูแลร่วมกันดีๆ แม้ว่า 2 ปีแรกที่ทำงานมานั้น
อาจจะเป็นเพียงงานที่เน้นการรณรงค์ กิจกรรมพื้นฐานเป็นต้น และอีกอย่างที่อยากทำมากคือการทำธรรมยาตราฟื้นฟูลุ่มน้ำเลย
ตลอดลำน้ำ เพื่อให้คนมีจิตสำนึกร่วมกัน แต่ต่อไปคงทำงานที่ไม่เน้นเฉพาะเด็กแล้ว
แต่คงต้องเป็นผู้ใหญ่ด้วย

เทพธิดา บัวเลิง
อีกอย่างภาครัฐในแต่ละพื้นที่จะต้องกำหนดมาตรการออกมาให้ชัดเจน
ว่าจะเอาจริงเอาจังแค่ไหนอย่างไร ร่วมกัน เช่น ลูกบ้านตัวเองไปทำ
ผู้ใหญ่จะเฉยเมยไม่ยุ่งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นปัญหาจะแก้ยากมาก
หรือบาง อ.บ.ต.มีขยะกองอยู่หน้า อ.บ.ต. ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
กองเต็มไปหมด อย่างนี้ไม่ได้ และสิ่งที่ต้องแก้ไขสำคัญและเร่งด่วนที่สุดคือ
จิตสำนึกคนใช้แม่น้ำเลย ทั้งหมด ต่อไปภาครัฐจะมาอ้างว่าแม่น้ำเป็นของตนไม่ได้แล้ว
แม่น้ำเลยต้องเป็นของทุกคน ทุกคนที่ใช้และอยู่ร่วมกับแม่น้ำเลยต้องเป็นเจ้าของ
ร่วมกันดูแลพิทักษ์รักษา คนลุ่มน้ำเลยต้องมีจิตสำนึก
ไม่ว่าเรื่องการใช้น้ำ การหาอยู่หากิน ต่อไปคนทั้งหมดต้องดูแลร่วมกัน
ซึ่งอนาคตการแย่งชิงน้ำสำหรับมาใช้สอยจะรุนแรงมากขึ้นตลอดแม่น้ำเลย
เพราะในอนาคตใกล้ๆ นี้จะมีเขื่อนกั้นแม่น้ำเลย ฝ่ายทดน้ำ
เกิดขึ้น ที่ต้นน้ำเลย แถบ อ.ภูหลวง วันนั้นเองที่ความรุนแรงของการแย่งชิงน้ำจะเกิดขึ้น
ซึ่งชุมชนต้องเข้มแข็งแล้วหันมาร่วมมือกันดูแลและจัดสรรน้ำให้ยั่งยืน"
น.ส.เทพธิดาสรุป