' คนลากกุ้ง! '
วิถีเราวิถีพระเป็นเจ้า

เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ยังดังซาซัดเป็นระลอกๆ เรียดคลื่นที่เคยทอดไกลออกไปสุดสายตา วิ่งเรียดเข้าหาฝั่งลูกแล้วลูกเล่า เสียงเครื่องยนต์จากเรือดังหื่อหึ่ง ใกล้เข้ามายังชายฝั่ง แพปลาเล็กๆ อยู่กลางชุมชน โชยกลิ่นคาวปลา คาวกุ้ง และปู คลุ้งทั่วบริเวณตลอดริมฝั่ง ซึ่งติดกับหมู่บ้านอันเป็นชุมชนชาวมุสลิม ที่นี่ยังคงคึกคักเฉกเช่นในอดีต กับชีวิตที่เริ่มต้นแต่ย่ำรุ่ง ยิ่งลำไหนได้กุ้งได้ปลาบรรทุกมาเต็มลำเรือ เสียงเพรียกถามยินดีและรอยยิ้มของวันก็เบิกบานกว่าเพื่อนๆ ในลำอื่นๆ ความสุขของชาวประมงพื้นบ้าน คือได้เห็นทะเลสีครามใส เมื่อฟ้าสาง เห็นฝูงปลายังชุกชุมติดอวนแน่นขนัด เห็นปูตัวโตๆ ยังดิ้นขลุกขลักตุงตาข่าย นั่นคือรายได้ คือพรของพระเป็นเจ้า ที่ประทานอาหารให้ปากท้องของครอบครัว ได้กินอิ่มในแต่ละวัน


เย๊าะ มุตจันทร์


กุ้งสดสำหรับทำเคย(กะปิ)

ชาวสะกอม เป็นชาวมุสลิมกลุ่มเล็กๆ ที่ดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำประมงพื้นบ้าน ทำเคย(กะปิ) จากกุ้ง ต่างอยู่อย่างเรียบง่ายรักความสงบ มีเอกลักษณ์ มีภาษาเฉพาะของตน แม้ว่าในอดีต ชาวสะกอมตำนานคือวีรชนกลุ่มแรกที่จับปืนต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น อย่างห้าวหาญก็ตาม แต่หลังจากนั้น ลูกหลานชาวสะกอมซึ่ง ทั้งจาก ต.ตลิ่งชัน และต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ก็ยังดำรงวิถีชีวิตอยู่กับท้องทะเลเงียบๆ มีความสุขกับครอบครัว มีความศรัทธากับพระอัลเลาะห์ จนเมื่อรัฐประกาศออกมาว่า พื้นที่ทะเลแถบนี้ จะมีโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ พาดผ่านและ จะมีโรงแยกก๊าซ พร้อมอุตสาหกรรมต่อเนื่องเข้ามาด้วย ทำให้เรือที่เคยแบกรอยยิ้มกลับบ้านในตอนย่ำรุ่ง พร้อมปลาเต็มลำเรือ เริ่มหม่นหมองสิ้นหวัง แต่ก็แฝงไปด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ที่พร้อมจะพิทักษ์ผื่นทะเลอันเป็นอู่ข้าว อู่ปลาแหล่งสุดท้ายไว้ให้ลูกหลาน

นางเย๊าะ มุตจันทร์ ชาวบ้านประมงพื้นบ้าน วัย 50 ปี ซึ่งมีอาชีพจับปลา และลากกุ้งทำเคย(กะปิ) จาก ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา ได้บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของตน เกี่ยวกับการออกท้องทะเลหากุ้งทำเคย ว่า

" กุ้งพวกนี้ มาจากการลากอวนตาเล็กๆ สำหรับลากกุ้ง วันหนึ่งๆ ก็ได้ประมาณ 100-200 กิโลกรัม กุ้งสดนี่ถ้าเอามาขาย ก็ได้ กิโลกรัมละ 15 บาท การหากุ้งทำเคย มันมีเป็นฤดู อย่างช่วงฤดูนี้เป็นช่วงหากุ้งก็ออกหากันทุกวัน ในแต่ละปีก็จะมีกุ้งให้หาประมาณ 2-3 เดือน คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของปี และใช่ว่าเราจะได้อย่างนี้ทุกวันหรอกน่ะ บางวันก็ไม่ค่อยได้

ที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก อยากกินกุ้งก็ได้กิน อยากกินปลาก็ได้กิน ประมงเล็กๆ อย่างพวกเราก็ออกไปกันตอนเช้าๆ ซึ่งชาวบ้านแถบนี้ทำประมงเล็กๆ หากุ้งทำเคย หาปลาเล็กๆ กัน ดังนั้นที่เรากังวลคือ ถ้ามีโรงงานมีท่อก๊าซ ก็จะทำให้น้ำไม่สะอาดซึ่งสัตว์พวกนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อน้ำต้องสะอาด ต้องใสเขียว จึงจะมีกุ้ง มีลูกปลา เพราะที่ไหนน้ำขุ่นไม่สะอาด ก็ไม่มีกุ้งทำเคยได้กินได้ขายแล้ว นี่ถ้าท่อก๊าซมา คงหายไปหมด นั่นแหละคือเหตุผลที่มะ (แม่) พยายามคัดค้าน เพราะว่าเรารักอาชีพนี้ ไม่อยากให้กุ้งให้ปลา มันถูกระทบหายไป " นางเย๊าะ กล่าวก่อนจะอธิบายถึงขั้นตอนการทำกุ้งเคยและรายได้ของตนว่า

"การทำเคย (กะปิ) ขั้นแรกคือต้องเอามาล้าง ล้างแล้วก็เอามาตาก มาเข้าเครื่องบด แล้วเอามาหมักอีก 10-15 วัน พอหอมๆ เสร็จจึงเอามาบดและตากอีกที พอหมาดๆ จับติดมือนั่นแหละจึงนำมาเป็นเคย(กะปิ) รับประทานได้ ถ้าขายก็ได้ กก.ละ 50 บาท ซึ่งรายได้ถ้าคิดเป็นเงินก็ประมาณ วันละ 3,000 - 7,000 บาท มะ ( แม่) ออกเรือก็หาทั้งกุ้งเล็กๆ กุ้งตาแฉะ หาปลา ด้วย จะมีรายได้ดีก็เพียงช่วงนี้ ช่วงหน้ามรสุมสงบเท่านั้นเอง ระหว่าง เดือนธันวาคม ถึงกุมภาพันธ์ คนที่หาเก่งอาจจะได้ถึง หมื่นบาท แต่อย่างมะเองวันละ 2,000 บาท มะก็เอาแล้วเพราะเราไม่มีอะไรจะกิน เพราะเรามีเรือเล็กๆ เท่านั้น" นางเย๊าะกล่าว และย้อนถึงภาพที่ตนเคยไปดูข้อเท็จจริงจากโรงแยกก๊าซมาบตาพุด จึงทำให้มั่นใจว่า ตนเองไม่เอาท่อก๊าซแน่นอน

"มะ ( แม่ ) เคยไปดูพื้นที่ทำโรงแยกก๊าซที่มาบตาพุด ระยองมาแล้ว มะทำใจรับไม่ได้ ที่นั่นหากิน หาปลายากมาก นานๆ กว่าจะหาปลาได้สักตัว เพราะน้ำเสีย ชายหาดที่นั่นมีแต่คราบน้ำมัน คราบขยะกว้างออกไปในทะเล 3-4 เมตร น้ำสกปรกมาก มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ลูกปลาตัวเล็กๆ มันถอยออกไป เพราะสกปรก แต่ที่จะนะ ที่นี่ปลายังมีเยอะ ไม่ต้องออกทะเลไปไกลมากนัก หาแค่ริมทะเลสัก 1-2 กิโลเมตร ก็ได้แล้ว แต่ถ้ามีท่อก๊าซ มาคงต้องไปหาไกลมากขึ้น แล้วมะ (แม่) จะไปยังไง เรือมะเล็ก ถ้าพายุมาหลบยังไงทัน เรือเราเล็กๆ ออกไป สัก 3-4 ไมล์ เจอคลื่นใหญ่ก้แย่แล้ว จะทำอะไรได้ คนรวยๆ ก็อาจจะซื้อเรือใหญ่ออกไปไกลๆ ได้ แต่มะเรือเล็กๆ เท่านั้นเอง อีกอย่างมะมีลูกตั้ง 8 คน ยังเรียนหนังสืออยู่ มะ (แม่) จะทำยังไง เอาอะไรกิน เอาอะไรส่งลูกเรียน เพราะที่นา ที่สวนเราก็ไม่มี เราทำแต่ประมง ที่นาที่ชาวบ้านเองเคยไปทำ ก็เสียหายจากโรงงานทั้ง 7 โรง ที่ตั้งอยู่ทุกวันนี้ รัฐแก้ไขอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ทั้งมะ (แม่) และชาวบ้านเหลือแต่ทะเล เท่านั้นไว้ทำกิน


การตากเคย


เคยมีคนมาเสนอว่า จะได้ทำงานในโรงงาน มะ(แม่) ไม่เอา มะแก่แล้ว มะขอแค่ออกทะเลเอากุ้งมาทำกะปิ ได้วันละ 100 กก. 1500 บาท มะก็เงินมาซื้อ ข้าวสาร ของหวานมากินแล้วน่ะ ยังพอเหลือได้ส่งลูกเรียน แต่ถ้าทำงานโรงงาน กว่าจะถึง 15 วัน เงินเดือนออก มะอดตายก่อนแน่ มะจึงต่อสู้คัดค้านกันสุดกำลัง ไม่ว่าเขาจะทำ เขาจะตีให้ตายยังไง ก็แล้วแต่เขา เพราะถ้ามะไม่สู้มะจะกินอะไร ลูกมะจะกินอะไร บ้านเมืองเราทำไมเป็นอย่างงี้ แม้แต่กุโบ (สุสาน) เขายังไม่ไว้เลย มะรู้ว่าเขาพูดถึงประโยชน์ประเทศชาติ แล้วจะให้เราไปอยู่ไหนทำอะไรกิน นายกฯ เขาบอกกว่า เขาไม่ทำตามหรอกคน 2-3 พันคน ที่ไร้การศึกษา ซึ่งมะรู้ว่าเราเป็นคนเล็กคนน้อย แต่เราจะยืนอยู่ที่นี่ ใครจะทำอะไรก็ทำไป หรือถ้ารัฐบาลเก่งจริง ก็จัดการโรงงาน ทั้ง 7 โรงนั้นให้ได้ก่อน เพราะเราจะได้มีที่นาทำกินกัน เพราะที่ตรงนั้นน้ำเสีย ดินเสียหมดเแล้ว ดูอย่างที่มาเลเซียเอง พอสร้างท่อก๊าซเสร็จก็กำหนดเขตรัศมี ท่อ ไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้เขตท่อก๊าซ ใครไปใกล้โดนจับ ในรัศมี 3-4 ไมล์ แล้วจะให้ชาวบ้านไปไหน" นางเย๊าะ เล่า

"เราเป็นคนจนนะลูก เราหากินกับเรือเล็กๆ หากินนานๆ เคยมี อ.บ.ต.มาบอกว่า จะจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน คิดเป็นลำเรือ ลำละ 200 บาท ในช่วงปิดทะเล ก่อสร้างท่อก๊าซ 3 เดือน แต่ชาวบ้านไม่มีใครเอาเงินนั้นเลย กับเงิน เพียงแค่ 18,000 บาท ในเวลา 3 เดือน นี้ ซึ่งส่วนตัวมะ (แม่ ) ให้มากแค่ไหนก็ไม่เอา แสนหนึ่งก็ไม่เอา มะขอแค่มีทะเลที่สมบูรณ์แบบเดิมมะพอใจแล้ว อย่างเช่นถ้าเอาเงินมาให้ มะ 1 ล้านบาท ถ้าวันหนึ่งเงินหมด มะจะกินอะไร ลูกมะจะกินอะไร ตัวมะเองแก่แล้ว มะกินแล้วมะตายไป แต่ลูกมะหล่ะกินอะไร ทั้ง 8 คน หากทะเลหายไปจากชีวิตเรา เพราะมะไม่มีสวนไม่มีไร่ไว้ให้ลูก มะมีแต่ทะเลไว้ให้ลูก นี่แหละเหตุผลที่มะหวงไว้ ขอไว้ ไว้ให้ลูกๆ

ลูกเอ๋ย เราเรียนใช่ว่าเราจะรู้ได้ ว่าเราได้เป็นอาจารย์ เป็นนาย มันอยู่ที่พระเจ้าจะหยิบยกให้เรา เป็นนั่นเป็นนี่ แต่เราไม่รู้ชะตาเรา ว่าที่เราเรียน หมดเงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน แล้วเราจะได้เป็นอะไร มะก็หวังสิ่งเดียวไว้ให้ลูกๆ ก็คือทะเลนี่แหละ เพราะเครื่องมือเรายังมี วิชาหาปลาเรายังมี เรากลับมาทำมาหากินได้ มะรู้แค่นี้แหละ" นางเย๊าะว่า

นายเจ๊ะหมัด สังข์แก้ว อายุ 43 ปี อาชีพหาปลาหลังเขียว เลี้ยงลูกๆถึง 10 คน เล่าเรื่องราวชีวิตหาปลาของตนบ้างว่า " ผมทำอาชีพจับปลาหลังเขียวนี้ตั้งแต่ อยู่ ป.2 เราจับปลามีรายได้ดีมาก โดยเฉพาะเดือน มกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเที่ยวหนึ่งก็ได้ ประมาณ 500 กก.แต่ผมเคยได้สูงสุดในหนึ่งเที่ยว ถึง 2-3,000 กก.ก็เคยได้นะครับ ซึ่งเริ่มออกเรือตั้งแต่ ตี 1-2 กลับมาก็ประมาณ 7-8 โมงเช้า ปลาพวกนี้จะชุมกับสภาพน้ำที่สะอาด ซึ่งถ้าน้ำเสียปลาจะไม่อยู่ หรือถ้ามีการวางแนวท่อก๊าซ เพราะปลาไม่ได้มีอยู่ทั่วไป แต่จะมีเป็นจุดเป็นโซน ดงันั้น วิถีชีวิตชาวประมงอย่างเรา ได้กินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็เพราะการหาปลา อีกอย่างเรา ไม่ได้หาแค่ปลาหลังเขียว บางช่วงเราก็ออกหาปู หาปลากระบอกด้วย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หรือบางทีก็ออกกาดลอยกุ้ง ทำเคย(กะปิ) ด้วย รายได้เฉลี่ยบางช่วงก็ได้ 5,000-6,000 บาทต่อเที่ยว หักน้ำมัน 25 ลิตรต่อ 3 คืน

เจ๊ะหมัด สังข์แก้ว

ตอนนี้ ก็กังวลเหลือเกินว่า ถ้าท่อก๊าซมาเราจะทำอย่างไร เพราะผมมีลูกตั้ง 10 คน ที่ต้องเลี้ยงดู ในชีวิตผมไม่เคยเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเลย อายุผมก็ 40 จะ 50 ปีอยู่แล้ว จะให้ผมไปทำงานโรงงาน คงไม่ไหวแล้วครับ แต่อาชีพประมงถึงผมจะอายุ 50 -60 ปี ก็ยังออกทะเลได้ ทำประมงได้สบาย และการทำประมงไม่เหมือนทำในโรงงาน เพราะเราได้พักผ่อน เราออกหาปลา 5-6 ชม. ก็ได้ปลากินแล้ว รู้ไหมผมเคยได้บางวันถึง 3-4 หมื่นบาท อย่างพวกเรือใหญ่จับปู บางวันได้ถึง แสนบาทยังมีเลย ครับ " นายเจ๊ะหมัดกล่าว


อาชีพแกะปู

สลัดปลาหลังเขียว

นายรอสักร อุมา อายุ 27 ปี วิเคราะห์ถึงรายได้ การทำเคยของประมงพื้นบ้านและยืนยันว่าอาชีพประมงนั้น ก่อให้เกิดอาชีพอื่นๆ ต่อเนื่องมาอีก นับร้อยอาชีพด้วย ว่า " เรือหากุ้งเคยลำหนึ่งอย่างน้อยต้องมี 2 คน คนขับกับลูกน้อง วันหนึ่ง ลำหนึ่งสูงสุดผมเคยเห็นมีคนได้ สูงสุดถึง 200-300 กก. หรืออย่างต่ำ 50 กก. คิดไป กก.ละ 14 บาท แต่ละลำก็เฉลี่ย 100 กว่า กก. แน่นอน ค่าน้ำมัน ประมาณ 400 บาท ค่าแรงก็แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยหักค่าเรือ 50 เปอร์เซ็นต์ คนขับกับลูกน้อง คนหล่ะ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ละลำก็ไม่ได้หากุ้งเคยอย่างเดียว แต่จะหาปลา หาปูด้วย แล้วแต่ฤดูกาล ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทะเลที่นี่มีอยู่มากในแถบนี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่คลื่นเงียบสงบ ประมาณกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ซึ่งช่วงที่อุดมสมบูรณ์นี้จะไม่เท่ากันในแต่ละปีครับ

รอสักร อุมา

ที่สำคัญอาชีพประมงนี้ทำให้เกิดอาชีพอื่นๆ ต่อเนื่องมาอีกเยอะมาก เช่นอาชีพทำเคยจากกุ้ง ซึ่งจะมีบางคนไปรับกุ้งมาทำเคยโดยเฉพาะ ผมเองกำลังสนใจการรวมกลุ่มกันทำเป็นวิสาหกิจชุมชน ขึ้น มีผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพราะเวลาที่เราเอาไปขายส่งให้พ่อค้าคนกลาง ก็ได้แค่ กก.ละ 50 บาท แต่ราคาในตลาดขายกัน กก.ละ 100 กว่าบาท เราเสียเปรียบมาก

ชุมชนชาวประมงทำให้มีอาชีพเกี่ยวเนื่องอีกกว่าร้อยอาชีพ ทำให้คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้ เช่น ประมงอวนปู ก็มีอาชีพต่อเนื่องตามมาอีกหลายอย่าง อาทิ อาชีพเย็บอวน ตัดอวน ลูกน้องเรือ คนขับหรือไต๋ก๋ง ปลดปู แกะปู นี้แค่ตัวอย่างคร่าวๆ ของอาชีพเกี่ยวเนื่อง ของพวกประมงอวนปูนะครับ และแต่ละอาชีพรายได้ก็ดี อย่างตัดอวนก็ตัด 5 ผื่น 60 บาท วันหนึ่งๆ ก็สามารถตัดได้ประมาณคนละ 60 ผื่น เป็นเงินเท่าไหร่ อาชีพประมงทำให้คนในชุมชนมีงานทำ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มีงานให้ทำมีรายได้อีกเยอะมาก เช่น งานตัดอวน แกะปู ปลดปู คนแก่แกะปู วันหนึ่งได้ อย่างน้อย 60 กก. กก.ละ 3 บาท เป็นเงินเท่าไหร่ แม้ว่าจะไม่มีงานให้ทำทุกวันก็ตาม เมื่อมีรายได้ พ่อค้าแม่ค้าก็มีรายได้ มันต่อเนื่องกันไปหมด หรือเด็กๆ ตัวเล็กๆ วัยประถม หรือมัธยม ก็เอาวันหยุดมารับจ้างแกะปู มีรายได้อีก 100-200 บาท ไปโรงเรียน ตรงนี้ผมคิดว่าทั้งชุมชนมีงานทำ มีรายได้ครับ" นายรอสักรกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน