"กสช.-กทช." - คำตอบอยู่ในท่าที "ทุน-รัฐ"

เมื่อกระบวนการเยื้อยุดผลประโยชน์ของชาติยังอึงอวลเพราะแบ่งปันไม่ลงตัว ความขัดแย้งที่ลุกปะทะกันผ่านสื่อมวลชน ทำให้สังคมไทยจับตามองมากขึ้นทุกวัน ว่าทำไม องค์กรอิสระเล็กๆ ที่ต้องขึ้นใหม่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อดูแลกำกับคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์ จึงต้องเผชิญสถานการณ์ที่หนักหน่วงยิ่ง กระบวนการสรรหาที่ยืดเยื้อและจบลงที่ศาลปกครองเพราะไม่ผ่าน ใครอยู่เบื้องหลัง? กลุ่มใดได้ประโยชน์? กลุ่มใดสูญเสีย? และภาคประชาชนอยู่ส่วนไหนในผลประโยชน์มหาศาลเหล่านั้น


สุภิญญา กลางณรงค์ หญิงร่างเล็ก หัวใจเหล็กเพียงหนึ่งเดียว จากคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่กล้าลุกขึ้นเผชิญพายุอันเกรี้ยวกราดของ กลุ่มทุนสื่อ-รัฐ ที่หวังจะเข้ามาฮุบผลประโยชน์ของชาตินับแสนล้านนี้ และวันนี้ สุภิญญา กลางณรงค์ เธอยังลุกขึ้นมาไขคำตอบอีกครั้ง ถึงสถานการณ์การแย่งชิงเพื่อหวังครอบครองหรืออำนาจการจัดสรรคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์ ผ่านตัวแทน"กรรมการสรรหา" เพื่อไปสู่การผลักดันกลุ่มของตน ซึ่ง สุภิญญา รองเลขา คปส. เธอชี้แจงอีกครั้งว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหนประชาชนต้องจับตามอง

"สถานการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาของ กสช. ยังไปไม่ถึงไหน หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาแล้วว่า การทำงานของคณะกรรมการสรรหา ผิดกฎหมายปกครอง เพราะคณะกรรมการสรรหามีสภาพไม่เป็นกลางอย่างร้ายแรง เนื่องจากกรรมการสรรหามีสายสัมพันธ์ในทางธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นคณะกรรมการสรรหาเพียง 2 คน แต่รูปการณ์ก็พิสูจน์แล้วว่า เสียงส่วนใหญ่ก็เข้าข่ายรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำที่ไม่เป็นกลาง และกระแสสังคมก็ได้บีบให้ลาออก แต่ท่าทีของคณะกรรมการสรรหา กสช. ก็ได้บอกว่าจะไม่ลาออกและจะทำงานภายไต้โครงสร้างเดิม และในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เอง ก็ได้พยายามเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ลงมาช่วยไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ให้ ส่วนท่าทีของกลุ่มทุนสื่อนั้น ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือยังไม่ยอมอ่อนให้กับหน่วยงานของ NGOs ที่เข้ามาผลักดันในเรื่องนี้ และในส่วนของ NGOs นั้น ยังการเคลื่นไหวเผยภาพการสรรหา เพื่อให้ประชาชนรับทราบเป็นระยะ

สุภิญญา กลางณรงค

ส่วนการผลักดันของ NGO เอง ก็ไม่ได้หมายความว่า จะพยายามผลักดันกลุ่มของตัวเองขึ้นไปเป็นคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แต่บทบาทของ NGOs คือพยายามสร้างกระบวนการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะภาครัฐและกลุ่มทุนทางด้านสื่อ ต่างมืผลประโยชน์จากสื่อ ซึ่งวันนี้ตนคิดว่า ควรที่จะถอยไปซักครื่งก้าว เพื่อให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง เพราะภาคประชาชนเองก็ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากจุดนี้เลย ตรงกันข้าม ภาครัฐและกลุ่มทุนได้รับผลประโยชน์จากสื่อมากอยู่แล้ว ถ้าถอยไปซักครึ่งก้าวก็คงจะไม่เสียผลประโยชน์อะไร" สุภิญญากล่าวและเพิ่มถึงส่วนของประชาชนว่า

"ภาคประชาชนควรจับตาดูการควบรวมกิจการของธุรกิจสื่อสาร-โทรคมนาคม ในกระแสโลกทุกวันนี้ เราจะเห็นว่า มีการรวบกิจการทางด้านสื่อ ทำให้ภาพของข้อมูลข่าวสารที่ออกมานั้นถูกควบคุมโดยผู้ที่มีอำนาจผูกขาด อยู่เพียงฝ่ายเดียว ดูอย่างสถานการณ์สงครามอิรักเป็นตัวอย่าง ซึ่งยุทธศาสตร์การต่อสู้ของภาคประชาชนในอนาคต นั้นก็เพื่อแย่งพื้นที่ "สื่อ" ภาคประชาชนจะต้องกระตือรือร้นให้มาก เกาะติดกับสถานการณ์ตลอดเวลาและที่สำคัญคือ ต้องทำความจริงให้ปรากฏแก่สายตา ในกลุ่มภาคประชาชนด้วยกันเอง พยายามสื่อสารกันเองให้มาก แล้วซักวันหนึ่งพื้นที่ในสื่อก็จะเป็นของภาคประชาชน

ท้ายที่สุดเราเชื่อมั่นว่าการสร้างความเป็นประชาธิปไตยทางการสื่อสาร คือหัวใจสำคัญของการสร้างความเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมให้กับสังคมไทย และ กสช. รวมทั้ง กทช.จะเป็นองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่เพื่อผลักดันเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เป็นจริงร่วมกับประชาชน และถือเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ด้วย สิ่งที่อยากจะฝากไปถึงแนวร่วมภาคประชาชนก็คือ การต่อสู้เรื่อง กสช. ภาคประชาชนจะถอยไม่ได้เพระมันคือผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งชาติ" สุภิญญาย้ำก่อนจะสรุปถึงอุปสรคอีกอย่างหนึ่งของประชาชน นั่นคือกฎหมายกำกับกิจการการกระจายเสียง ซึ่งได้รับกระแสคัดค้านอย่างมากจากประชาชนและสื่อมวลชนว่า จำกัดเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยและขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งร่างโดยประชาชน

"ในส่วนของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติที่ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2543 นั้น เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมมาก และให้อำนาจแก่คนของรัฐมากเกินไป ถึงขั้นที่สามารถสั่ง ถอดถอน หรือปลดกลุ่มสื่อที่รัฐเห็นว่าไม่เหมาะสมได้ แทนที่จะให้กลุ่มสื่อด้วยกันเองและภาคประชาชนเป็นผู้ตัดสินซึ่งจะเหมาะสมกว่า " สุภิญญากล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน