'ชาวเล' ไทยใหม่กลุ่มสุดท้ายที่ถูกลืม
"ข้าพเจ้าเข้ามากอดซายัคและไปอุ้มตาบาบาอ่ะ
จากอ้อมกอดของกาจ๊ะเหมือนกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย กาจ๊ะเข้มแข็งและไม่มีน้ำตาปรากฎให้เห็น
พวกเขาทุกคนพากันยอมตายเพื่อประท้วงความอยุติธรรม เป็นวิธีการต่อสู้อย่างหนึ่งที่หาญกล้าน่ายกย่องควรแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาตร์ของการต่อสู้ของชาวอูรังลาโว้ย...
...ชาวอูรังลาโว้ยหรือไทยใหม่
ส่วนใหญ่หลังจากที่อพยพไปอยู่ที่ดินนิคมได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดโรคระบาดและไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสวนยางได้
จึงกลับมาอยู่ที่ปลายแหลมตุ๊กแกบนเกาะสิเหร่เช่นเดิมโดยความช่วยเหลือของ
NGOs
และนักบวชคริสตศาสนา...
ปัจจุบันนี้ เกาะสิเหร่ไม่มีร่องรอยของอดีตชาวอูรังลาโว้ยที่เคยพบเห็นแล้ว
มีแต่คนเมืองตั้งร้านค้า รีสอร์ท โรงแรม และร้านอาหาร บริเวณแหลมตุ๊กแกกำลังได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ปรากฎขึ้นปิดบังน้ำตาและเลือดเนื้อชาวอูรังลาโว้ย
อย่างสิ้นเชิง" ....
(
เสียงเพรียกจากท้องน้ำ,ประทีป ชุมพล,แพรวสำนักพิมพ์
2546) |

ด้านหลังบ้านแหลมตุ๊กแกเกาะสิเหร่
ท่ามกลางพายุพัดจัดในท้องทะเลอันดามัน ภูเก็ตเกาะสวรรค์ก็ยังคึกคัก รื่นเริงและคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ซึ่งล้วนแต่รู้จักภูเก็ตเป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย โหมโฆษณาเพื่อหารายได้จากการท่องเที่ยว
ธุรกิจบริการและการค้าต่างๆ ขยายตัวมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เท่าจังหวัดอันดับต้นๆ
ของประเทศ มีโรงแรมชั้นดี มีประเพณีสำคัญขึ้นชื่อ และรัฐบาลปัจจุบันประกาศจะให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลาง
ICT (Information and Communication Technolog) ใหญ่โตในระดับภูมิภาคเอเชีย
ทำไมรัฐบาลไทย นายทุนและชาวต่างชาติถึงสนใจเกาะเล็กๆ แห่งนี้
เมื่อความเจริญและการพัฒนาได้เข้ามามีบทบาทนำทิศทางประเทศ ภูเก็ตจังหวัดเล็กๆ
ที่มีประชากรไม่กี่แสนคน ได้รับการสนใจจากนักลงทุนและนักการเมืองกันมาก ทุกตารางนิ้วของภูเก็ตจึงเป็นสินค้าและการคอบครอง
แต่ภูเก็ตในอดีตนั้น และจนถึงบัดนี้นั้น มิใช่พื้นที่ของนักเศรษฐกิจและคนไทยถิ่นอย่างที่เข้าใจเท่านั้น
แต่ยังมีกลุ่มสังคมเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า อูรังลาโว้ยและมอแกน หรือคำใหม่ที่รัฐไทยตั้งให้คนทั้ง
2 กลุ่ม คือไทยใหม่ อีกด้วย
| ประวัติศาตร์การต่อสู้เพื่อขอพื้นที่เผยการมีตัวตนของเขาว่า
เขาก็คือคนที่นี่ อยู่ที่นี่มานมนานเช่นกัน
ภาพการต่อสู้แสดงผ่านความรู้สึกที่โกรธแค้นเกลียดชัง ใครก็ตามที่เรียกเขาว่า"ชาวเล
หรือชาวน้ำ" ทั้งๆ ที่ "อูรัง" หมายถึง คน
"ลาโว้ย" หมายถึงน้ำ และเขาก็เคยเรียกคนไทยว่า อูรังเซียม
การพัฒนามิใช่เพียงแค่การขจัด ปิดกั้น
กดทับและกลั่นแกล้งเขาออกไปไกลจากโอกาสแล้ว
ยังเบียดบังคดโกงสิทธิอันชอบธรรม เพียงเขาไม่รู้หนังสือไปอีกด้วย
ภาพวันนี้ของอูรังลาโว้ยหรือไทยใหม่ คือได้แต่มองดูคนไทยอื่นๆ
กอบโกยโอกาส สิทธิและความสุขสบายจากการพัฒนา โดยยึดเอาทั้งท้องทะเล
ที่ดิน และผลึกภูมิปัญญาของเขาไปจนหมดสิ้น |
พ่อเฒ่าชาวอูรังลาโว้ยหรือไทยใหม่
วัย 92 ปี บ้านท่าฉัตรชัย เปิดภาพอดีตอันยาวนานของตน |
ชุมชนบ้านแหลมตุ๊กแก(เกาะสิเหร่) ต.รัษฎา ชุมชนหาดราไวย์ อ.เมือง ภูเก็ต
คือกลุ่มอูรังลาโว้ยและมอแกน รุ่นสุดท้ายที่ยังพอจดจำตัวเองได้ ก่อนที่จะเป็นไทยใหม่
เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ดำรงชีพเกี่ยวพันกับท้องทะเลมานมนาน เร่ร่อนหาปลาไปตามฤดูกาลและกระแสคลื่น
ทั่วท้องทะเลอันดามัน ภูเก็ต กระบี่ พังงา วันนี้ของชาวไทยใหม่ กลายเป็นคนชายขอบของการพัฒนาอีกกลุ่มหนึ่ง
และยังโดนบีบคั้นจากเจ้าที่ดินระบบกรรมสิทธิ์ที่บรรพชนชาวไทยใหม่ไม่รู้จัก
ชาวไทยใหม่ในปัจจุบันจึงดำรงอยู่ท่ามกลางปิดล้อมของกระแสทุนและการเอารัดเอาเปรียบ
บ้านเรือนมีสภาพเสมือนสลัมริมทะเล ในเนื้อที่ไม่ถึง 3 ไร่แต่ต้องยัดเยียดกันอยู่นับร้อยๆ
ครัวเรือน ไร้เอกสารสิทธิ์ ไร้เอกสารแสดงฐานะตน(ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน)
และต้องเผชิญการถูกไล่รื้อยึดที่ตลอดเวลา
หอยเป็นทั้งอาหารและอาชีพหลัก
ของแม่บ้านอูรังลาโว้ย
บ้านแหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่ |
นายสุริยา สิทธิพงศ์ ชาวบ้านแหลมตุ๊กแก
ได้เผยถึงปัญหาของชาวบ้านว่าพวกไทยถิ่น คือคนไทยกลุ่มหลัก ในอดีตมักจะมองพวกเขาไม่ค่อยดีสกปรก
ไม่มีการศึกษาป่าเถื่อน ทั้งๆ ภาพเหล่านั้นไม่มีแล้ว "พวกเขามักเห็นว่าเราไทยใหม่เป็นคนชั้นต่ำ
การพูดการจาของเราเวลาพุดกับเจ้านาย มักจะถูกมองว่าด้อยการศึกษา เขาจึงมาเอาพื้นที่ของเรา
เขาบอกว่าเขามีเอกสารสิทธิ์ มีสค. มีทบ.มีโฉนด อะไรพวกนี้แหละ แต่พวกเราไม่มี
ที่ดินในหมู่บ้านที่นี่เหมือนกับที่หาดราไวย์ ที่ไม่ใช่ของชาวบ้านเพราะตัวเอกสารสิทธิ์เป็นของคนอื่น
ที่นี่มีชื่ออยู่ 2 เจ้า แต่พวกเราไม่ถูกสั่งย้ายแน่นอน หมู่บ้านเราดีกว่าราไวย์
ไม่กดดันเหมือนชาวบ้านที่ราไวย์ |
ก็รู้ๆ อยู่แล้ว นะครับว่าเราไม่ได้โกงใคร เราอยู่ของเรามาแต่ปู่ย่าตายาย
พื้นที่ดินที่นี่ลองขุดดูซิครับเป็นเปลือกหอย ทั้งนั้น เปลือกหอยที่เรากินเราแกะ
แล้วอยู่ๆ มีคนไปจดเอกสารสิทธิ์เอาที่ดินเราหมดเลย เราอยู่มา 40-50 เป็นอย่างน้อย
เราอยู่เราไม่ได้สนใจ เราไม่คิดกัน เรื่องโฉนด เรื่องเอกสารสิทธิ์ แต่เรามาบุกเบิกเรามีสิทธิที่จะอยู่
แต่ทำไมอยู่ๆ ประมาณปี 2527-2528 กลับมามีโฉนดบนเนื้อที่ของเรา และเรากลับกลายเป็นผู้อาศัยที่ดินคนอื่นไปเฉยๆ
ดังนั้นวันนี้ที่เราอยู่ เราไม่ได้โกง แต่เขาโกงเรา เราจึงไม่ไปไหนทั้งนั้น"
นายสุริยากล่าวและเล่าย้อนถึงเหตุกาณ์ผลักดันอพยพชาวบ้านไทยใหม่ ที่ผ่านมาเมื่อหลายปีก่อนว่า
"พวกเจ้านายเขาอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา อยากมาเปลี่ยนวิถีชีวิต มาย้ายพวกเราไปอยู่ที่อื่น
ทั้งที่บ้านเราอยู่กับทะเล พวกเจ้านายเคยพยายามมาแล้วหลายครั้ง ประมาณ 2535
ในสมัยนายบรรลือ ตันติวิทย์ อดีต ส.จ. ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว เขาไม่เคยทราบเลยว่า
พวกเราคนจนนั้นเยอะมาก เวลาอดอยากถ้าเราอยู่ที่นี่ เราไปเก็บหอยเก็บปู ตอนน้ำลดมากินได้
หรือตอนน้ำขึ้นเราไปหาปลามากินก็ได้ เพราะเราชาวเลอยู่กับทะเล แล้วนี่จะย้ายเรา
2,000 กว่าชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไปอยู่ในตลาด หน้าองค์การสวนยาง แล้วไม่มีงานรองรับ
เราไม่รู้จะไปทำอะไรกิน แค่เปลือกหอยที่เราแกะก็ไม่รู้จะเอาไปทิ้งไว้ไหน
ข้อสัญญาของเขาในขณะนั้น คือจะให้ห้องขนาด 5x5 เมตรกว่า ครอบครัวละห้องเป็นห้องแถว
และไม่มีค่าชดเชยใดๆ ไม่มีงานรองรับ ไม่มีที่ทำกินให้ เราอยู่ไม่ได้ วิถีชีวิตเราอยู่กับทะเล
อยู่กับการดำน้ำ หาปลา จับหอย แล้วจะเปลี่ยนเราไปอยู่ข้างบน อยู่ห่างจากฝั่งมาก
อย่างนี้ไม่ได้ การเก็บเครื่องมือหากินเราก็สำคัญ น้ำขึ้นน้ำลง เรือเข้าเรือออก
สำคัญทั้งนั้น
อย่างน้อยๆ พลังของเราก็ทำให้พื้นที่หมู่บ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ข้างหลังหมู่บ้านนี้ออกโฉนดไม่ได้
เพราะชุมชนเราเวลามีปัญหาเรารวมตัวกันได้ พื้นที่หลังหมู่บ้านเล็กๆ ตอนนี้มีคนจะเอาและได้เข้ามาถมแล้ว
ทั้งที่ ชาวบ้านไปประท้วง เรียกร้องขอทำสนามเล่นฟุตบอลให้กับเยาวชนในหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ยอมให้ ชาวบ้านไปประท้วงมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สมัยนายบรรลือนั้น
มีนักการเมืองระดับสูงๆ เยอะมากจะเอาที่ตรงนี้ มาทำโครงการท่าเทียบเรือ ซึ่งที่ข้างหลังนี้แต่เดิมเป็นคลองธรรมชาติและเป็นป่าโกงกาง
ที่ชาวบ้านเอาเรือมาเก็บในฤดูพายุ เพราะมันขึ้นฝั่งทางหน้าหาดไม่ได้ พายุมันแรงมาก
ก็มาขึ้นและเก็บเรือข้างหลังหมู่บ้าน อีกอย่างคลองนี่ก็เป็นที่หากินของเรา
เวลาฤดูพายุ ออกทะเลไม่ได้ด้วย แต่พวกเจ้าของที่ซึ่งมีทั้งเจ้านายและเส้นสายนายทุน
ทั้งถิ่นและระดับบน มาถมคลองออกเป็นโฉนดเอาที่ดินบริเวณนี้ของชาวบ้าน ป่าโกงกางที่ชาวบ้านปลูกรักษาไว้ก็โดนถมทิ้งหมด
แถมจะย้ายเราไปอยู่ที่อื่น" นายสุทธิพงศ์ย้ำ
| 
ที่ดินหลังหมู่บ้านแหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่
"มีเพียงระยะนี้เท่านั้นที่ ไม่ค่อยมีใครเข้ามารบกวนชาวบ้าน
ตั้งแต่กระแสรัฐบาลพรรคไทยรักไทย บุกเรื่องที่ดิน สปก. ทำให้ชาวบ้านนอนตาหลับมากขึ้น
ไม่เหมือนในยุคของรัฐบาลก่อนหน้านี้ชาวบ้านนอนไม่หลับเลย มีการบุกถมที่ก่อสร้างหลังหมู่บ้านเรากันอึกทึกเลย
เพราะรัฐจะมีโครงการตัดถนนจากราชภัฏภูเก็ต มาที่ภูเขาเลยหมู่บ้านตัดคลองหลังบ้านและ
ตัดผ่านหมู่บ้านเราเลย เพราะรัฐจะสร้างสะพานและท่าเทียบเรือสำราญ หรือท่าเรือรัษฎา
ประมาณปี 2545-2546 จากนั้นก็จะมีรีสอร์ท มีโรงงานอุตสาหกรรมของไต้หวันตามมาอีกมาก
แต่เนื่องจากเราสู้ ก็เลยเปลี่ยนไปสร้างที่คลองฝั่งถัดไป ซึ่งกำลังสร้างอยู่
คิดว่าคงเสร็จแล้ว |

แม่บ้านชาวอูรังลาโว้ย บ้านท่าฉัตรชัย
|

ลอบปลาใหญ่เครื่องมือประมงพื้นบ้าน
ชาวอูรังลาโว้ย บ้านแหลมตุ๊กแก |
|
นายจิรัญ ประมงกิจ ชาวบ้านจากแหลมตุ๊กแก อีกคนย้ำถึงนักวิชาการว่ามาศึกษาแล้ว
ไม่นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้าน จนชาวบ้านรู้สึกเอือมระอาและยังย้ำว่าที่นี่นอกจากปัญหาที่ดินแล้วมีปัญหาเรื่องฐานะทางกฎหมายด้วย
"งานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับพวกเรามีมากแล้ว ศึกษาไปเยอะ แต่เอาไปอธิบายผิดๆ
ซึ่งก็มีมาก เช่น บอกว่าชาวบ้านหากินแบบนู้น แบบนี้ ทำลายธรรมชาติ หรือนักศึกษาบางคนก็เขียนไปผิดๆ
แต่ส่วนใหญ่ก็หายไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
หมู่บ้านเรามีสมาชิกชุมชน 2 พันกว่าคน แต่มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพียง 500
ร้อยกว่าเสียง และชาวบ้านที่มีบ้านเลขที่ไม่ถึงร้อย ครัวเรือน เพราะเราไปขึ้นจดเป็นทะเบียนบ้านไม่ได้
เจ้าหน้าที่เขาบอกว่ามันขัดกับหลักกฎหมาย เพราะหมู่บ้านของเรามีคนไปออกโฉนดกรรมสิทธิ์
ทำให้แต่ละบ้านมีสมาชิกถึง 20-30 คน อยู่รวมกันหลายครอบครัวมาก เมื่อก่อนที่ใช้ทะเบียนบ้านแบบกระดาษ
ในแต่ละบ้านมีรายชื่อยาวจนต้องมีบ้านละหลายใบ บ้างบ้านมีถึง 5 ใบ แต่ปัจจุบันใช้เป็นบัตร
เหมือนบัตรเครดิตธนาคาร เลยไม่เห็นภาพนั้น ยิ่งปัญหาเรื่องน้ำกิน น้ำใช้เราลำบากมาก
คอยประปาภูมิภาคเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2545 ถึงวันนี้ยังไม่ได้ใช้เลย เราซื้อน้ำตกเดือนละ
5-6 ครั้ง โอ่งละ 60-100 บาท ยิ่งหน้าแล้งเราลำบากมาก น้ำไม่พอใช้ "นายจิรัญกล่าวก่อนสรุปถึงทางออกว่า
"พวกเราไม่มีความรู้อะไรมากนัก แต่ได้คุยกันเรื่องปัญหาและทางแก้ว่า
ภูเก็ตบ้านเราเป็นเมืองท่องเที่ยว ชายหาดหน้าหมู่บ้านเราออกโฉนดไม่ได้ ถือว่าของหลวง
ในขณะที่ชุมชนมันแออัดมาก ชายหาดมันแน่นเพราะชุมชนเรา เราก็คิดและอยากเสนอกันอย่างนี้
คือให้รัฐเวรคืนหรืออนุญาตยกพื้นที่ด้านหลังให้เรา เพื่อให้ชายหาดด้านหน้ามันมีพื้นที่รับนักท่องเที่ยวได้
หรือมาคุยกับเรา ว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร ให้มันมีทางออกตรงกันอย่างนี้
ที่นี้ใครหัวดื้อก็ค่อยเอากฎหมายจัดการกันไป พวกเราพยายามคิดทำเพื่อส่วนรวม
และเป็นทางออกของชุมชนเราด้วย ที่นี่อากาศดี หาดสวย ทำให้คนมาเที่ยวมาก เมื่อมีคนมาเที่ยวชาวบ้านก็มีรายได้ขายปลาได้ด้วย
ดังนั้นการแก้ปัญหาชุมชนชาวไทยใหม่ อย่างแรกคือต้องทำให้เรามีความั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยก่อน
ให้เราได้ทำชุมชนเพื่อส่วนรวมก่อน อย่างเรื่องขยะตอนนี้เรามีการจัดการทำให้ชุมชนเราสะอาดขึ้นมาก
ส่วนชายหาดที่งอกเพิ่มขึ้นอีกเยอะก็เอางบ อบต.มาทำ ศาลา ทำที่นั่งพักนักท่องเที่ยวได้
แต่รัฐก็ช่วยไม่จริง"นายจิรัญว่า
นางพึงใจ ทองสายปาน ชาวไทยใหม่บ้านหาดราไวย์ ซึ่งเป็นชุมชนที่ขัดแย้งและถูกกดดันเรื่องไล่รื้อเอาที่มาหลายครั้ง
ชุมชนบ้านหาดราไวย์เป็นชุมชนเก่าแก่ มีคนมาอาศัยอยู่หลายชั่วอายุคนมาก อยู่รวมกันทั้งมอแกนและอูรังลาโว้ย
หลายร้อยครอบครัวจึงมีปัญหาความแออัดของชุมชนมาก บวกกับเจ้าของที่ดินสั่งห้ามปลูกสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเด็ดขาด
ซึ่งนางพึงใจ ได้เล่าย้อนถึงปัญหาอาชีพประมงที่ถูกทางการกำลังดำเนินการจับกุมเรื่อง
การ หาปลาในพื้นที่ทะเลรอบเกาะเพราะถูกพัฒนาให้เป็นที่ท่องเที่ยวและความยากลำบากของการสู้คดีว่า
"เมื่อก่อนมีผู้ใหญ่เจน ซึ่งเป็นคนไทยถิ่น คอยช่วยเหลือชาวบ้านวิ่งเต้นสู้คดี
หานายหัว เพราะเวลาถูกจับ เป็นปัญหาชาวบ้านมาก เพราะต้องสู้คดีและต้องประกันตัว
บางรายก็สูงถึงแสนบาท ส่วนเหตุผลที่กวาดจับชาวบ้านทำประมงเนื่องจากไม่อยากให้ท่องเที่ยวเห็น
สร้างความเกะกะสายตานักท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้เกิดความไม่สวยงามของท้องทะเล
ทำให้ปัจุบันนี้ ชาวบ้านออกไปหาปลาลำบากมาก ส่วนใหญ่จึงออกไปรับจ้างข้างนอกมากขึ้น
ทั้งรับจ้างขับเรือ บริการนักท่องเที่ยว ทำงานโรงงาน กรรมกรก่อสร้าง หรือทำตามโรงแรมแล้วแต่มีงาน
เพราะชาวบ้านที่นี่การศึกษามีน้อย
| 
นายมน บางจาก วัย 72 ปี
บ้านหาดราไวย์
|
นายมน บางจาก ผู้เฒ่าชาวบ้านหาดราไวย์ ได้เล่าถึงประเพณีอันดีงามเมื่อครั้งมีที่ดินในอดีต
และเสริมถึงกระบวนการเรียกร้องต่อสู้ของชาวบ้านราไวย์เรื่องที่ดินของหมู่บ้านถูกออกเอกสารสิทธิ์
เอาไปว่า "ประเพณีของเราแต่เดิมที่บ่งบอกว่าเกาะทั้งหลายเป็นของเรานั้น
คือประเพณีนอนทั้งเกาะบอนและเกาะเฮ ในช่วงเดือนสี่ เดือนห้า หรือ เวลาเรามีใครไม่สบายก็จะบนบานศาลกล่าว
ว่า ถ้าหากหายจะพาลูกหลานไปนอนเกาะถวายสัก 2-3 คืน แต่ 4-5 ปี ให้หลังมานี้
ไม่มีประเพณีนี้แล้วแล้วเนื่องจาก พื้นที่เกาะบอนไม่มีเหลือเป็นของชาวบ้านแล้ว
ถูกกว้านซื้อไปจนหมดตั้งแต่เมื่อไม่ถึง 10 ปีมานี้ ทำให้ประเพณีนอนเกาะเหลือเพียงตำนานนอน
ส่วนเกาะเฮ นั้นได้ขายไปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว
เรื่องที่ดินหมู่บ้านพวกเราเคยเดินทางไปเรียกร้องกับทางการถึง 2 ครั้ง กรณีโดนขับไล่ที่ดิน
เนื่องจากพวกเราไม่มีโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ ส่วนแนวทางการแก้ไขของชาวบ้าน
ตัวชาวบ้านเองก็พยายามประชุมปรึกษากันเรื่อยๆ ว่าจะทำอย่างไร ให้ลูกหลานเราในอนาคตมีที่ดินสร้างบ้านกัน
เพราะตอนนี้แต่ละครอบครัวอยู่กันหนาแน่นมาก มากถึงหลังละ 3 ครอบครัว มันขยับไม่ได้แล้ว"นายมนกล่าว

"ที่บ้านหาดราไวย์ ชาวเลทำมาหากินด้วยการออกทะเลแบบเดิมตลอดต่อเนื่องมา
โดยเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับทางราชการน้อยมาก แม้แต่การแจ้งเกิดก็ไม่ค่อยได้ทำ จึงมีประชาการจำนวนมากที่ไม่มีบัตรประชาชน
ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด และไม่ได้รับการศึกษา แม้แต่ภาคบังคับ
และถึงแม้ความเจริญแบบใหม่ที่ขยายเข้าไปใกล้ชุมชนของพวกเขามากขึ้นทุกที พวกเขาก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร
โดยทางราชการเองก็ไม่ได้สนใจอะไรกับชาวเลมากนักและยังมองว่าเป็นพวกที่ไม่น่ามีสิทธิเท่ากับคนไทยทั่วไป
ดังจะเห็นว่าทางราชการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินในชุมชนชาวเลทั้งหมดให้กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
ทั้งที่เห็นอยู่อย่างชัดเจนและรู้กันทั่วไปว่า ชาวเลอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว
"
( สิทธิชุมชนและปัญหาสิทธิชุมชนท้องถิ่นภาคใต้,ดร.เลิศชาย
ศิริชัย:
พลวัตรสิทธิชุมชน:กระบวนทัศน์ทางมนุษยวิทยา,ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร)
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
7 กรกฎาคม 2546
|