กระเทาะข้อเท็จจริง กรณีทำไมต้องถมบึงจำรุง ?



กระเทาะข้อเท็จจริง กรณีทำไมต้องถมบึงจำรุง ?

หลัง
จากทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ ได้รับข้อมูลจากประชาชนผู้รักและ หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งสุดท้ายของจังหวัด ระยอง "บึง จำรุงหรือบึงสำนักใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวระยองและจันทบุรี มานานหลายชั่วอายุคนกำลังถูกหน่วย งานของภาครัฐ อ้างสิทธิ เหนือวิถีชีวิตชุมชน นำโครงการถม บึง แอ่งน้ำจืดที่มีรอย ต่อกับ น้ำกร่อย ผื่นใหญ่ที่สุดใน จังหวัดระยอง บนเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ เพื่อสร้างมหาวิทยาลัย และหน่วยงาน ของรัฐ โดยมินำพาเสียง คัดค้าน และคำถามจากประชาชนที่ต้อง พึ่งพาอาศัยบึงจำรุงเพื่อ หล่อเลี้ยงชีวิต ว่าทำไมต้องเลือกบึง จำรุง?ทั้งๆ ที่จังหวัดระยอง มีสถานที่มากมาย ที่เหมาะสำหรับการ ก่อสร้างหน่วยงานของรัฐ

สาวเหตุโครงการใหญ่รุกบึงจำรุง
ตามที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แสดงความจำนงขอใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์บึงจำรุง หรือบึง สำนักใหญ่ ตำบลชากพง อำเภอแกลง จ.ระยอง เพื่อก่อสร้างเป็นวิทยาเขตจังหวัดระยอง จำนวนพื้นที่ประมาณ 1,250 ไร่ และพื้นที่ สำหรับหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ศูนย์ พฤกษศาสตร์ และชลประทานจังหวัดระยอง อีกจำนวน ประมาณ 1590 ไร่

ทำให้ประชาชนในพื้นที่ผู้ได้รับความเดือดร้อน อาทิ องค์กรภาคประชาชนในจังหวัดระยอง องค์กรภาคประชาชนเครือข่ายภาคตะวันออก จึงออกขอคัดค้านการนำพื้นที่สาธารณประโยชน์ บึงจำรุง หรือบึงสำนักใหญ่ ไปใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีหนังสือสำคัญที่หลวง (นสล.) กำกับไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2519 ที่มุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ในขณะที่ การดำเนินการที่ผ่านๆ มาของหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้อง กลับมิได้เคารพในสิทธิของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ตามมตรา 46 มาตรา 56 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่ประการใด ประชาชนไม่มีส่วนรับรู้กระบวนการพิจารณา และตัดสินใจของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในการเข้ามากระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบต่อวิถีชีวิตอันสงบสุขของประชาชน ซึ่งเมื่อประชาชนทราบก็ต่อเมื่อมีข่าวปรากฏออกมาว่า มีการตัดสินใจก่อสร้างโครงการนี้




ตามแผนแม่บทของสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บนเนื้อที่บึงจำรุงนั้น จากการศึกษาพบว่า การถมบึงจำรุงเพื่อก่อสร้างนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนท้องถิ่น และกระทบต่อระบบนิเวศน์ โดยรวม อย่างกว้างขวาง จนยากที่จะประเมิน ค่าความเสียหายได้ ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐว่า จะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง ถ้าหากมีการถมพื้นที่ซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ทั้งในด้านระบบนิเวศน์ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถวิเคราะห์ ผลกระทบออกมาได้เป็น 4 ประเด็น คือ


1.ผลกระทบต่ออาชีพของประชาชน
บึงจำรุง หรือบึงสำนักใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 3,870 ไร่ เป็นแหล่งอาศัยทำมาหากินของประชาชนมาช้านาน จนไม่สามารถระบุได้ว่า เมื่อใด เพราะทุกคนที่นี่เกิดมาก็เห็นบึงจำรุงแล้ว และก็เห็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคน ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยอยู่รอบๆ บึงจำรุงนี้ จำนวน 7 หมู่บ้าน ของตำบลซากพง ที่ยังชีพด้วยการพึ่งพาบึงจำรุง เพื่อ
- แหล่งอาหาร
ประชาชนโดยรอบบึงของตำบลซากพง 7 หมู่บ้าน จำนวน 6,000 คน และ ประชาชนอีกหลายอำเภอรอบนอกในจังหวัดระยอง และบาง ส่วนของจันทบุรี เช่น อำเภอเมือง อ.วังจันทร์ อ.บ้านค่าย จังหวัดระยอง อ.นายายอาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งต่างก็อาศัยความอุดม สมบูรณ์ของบึงแห่งนี้เป็นแหล่งหาอาหาร โดยเฉพาะชาวบ้านที่ยากจน ได้อาศัยการจับปลาไปขายเพื่อยังชีพ อีกทั้งประชาชน ดังกล่าว ยังคงดำรงชีพด้วยการหาปลาและสัตว์อื่นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือใช้เครื่องแบบเก่าดั้งเดิม ซึ่งเป็นการยังชีพแบบยั่งยืน ไม่ทำลายล้าง เฉกเช่นเครื่องมือสมัยใหม่ที่ทำหลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพนี้มากกว่า 1,000 คน มีราย ได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท ตลอดปี
- เป็นแหล่งอาชีพ
ด้วยลักษณะของบึงซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์ และความอุดม สมบูรณ์พันธุ์พืชพันธุ์ปลา หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ประชาชนช่วยกันรักษาไว้ ก็ยังมีพืชกอชุ่มน้ำคือ"จูด" ที่ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ ทำเป็นเครื่องจักสาน ชนิดต่างๆ ไว้ใช้สอยและจำหน่าย ซึ่งการสานจูดในละแวกนี้นั้น ทำกันมานานเป็นวิถีชีวิตของชุมชนที่นี่ ไปจนถึง อ.บ้านค่าย อ.วังจันทร์ ต่างก็อาศัย จูดจากบึงแห่งนี้ในการทำเครื่องจักสาน ซึ่งปัจจุบันมีชาวบ้านที่ยึดอาชีพสานจูด ไม่ต่ำกว่า 5 000 คน

ดังนั้น บึงจำรุงหรือบึงสำนักใหญ่ จึงค่อนข้างสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวระยองและชาวจันทบุรี โดยเฉพาะชาวอำเภอแกลง และอำเภอรอบๆ นั้น แทบจะไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องเข้าเมืองเพื่อหางานทำ สร้าง ปัญหาความแออัดของให้กับเมือง


2.ผลกระทบต่อความสำคัญทางประวัติศาสตร์
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใน "นิราศเมืองแกลง" ของ สุนทร ภู่ กวีเอกของโลก ได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองแถบนี้ ที่ต้องทำงานสานเสื่อส่งเมืองหลวง ในยุคสมัยนั้นว่า

"ถึงศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด
เลียบลิลาศขึ้นตามช่องที่คลองขวาง
ถึงบ้านแกลงลัดบ้านในย่านกลาง
เห็นฝูงนางสานเสื่อนั่งเหลือใจ
แต่ปากพรอดมือสอดขยุกขยิก
จนมือหงิกงอแงไม่แบได้
เป็นส่วยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร
เด็กผู้ใหญ่ทำเป็นไม่เว้นคน"

จากข้อความทางประวัติศาสตร์ข้างต้นนั้น จะเห็นว่า อาชีพสานเสื่อ ทอเสื่อที่มีจูดเป็นวัตถุดิบสำคัญนั้น มีมาช้านานแล้ว นานเท่าใด ไม่ปรากฏ และก็มีความสำคัญถึงขั้นที่เสื่อจากที่นี่(อำเภอแกลง) ใช้เป็นบรรณาการในฐานะ"ส่วย" ที่ต้องส่งให้เมืองหลวง ดังนั้น จึงสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างเสริมคุณค่าสิ่งเหล่านี้ให้กับคนรุ่นหลังอนุรักษ์ สืบไว้

3.ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์




พื้นที่บึงจำรุง ประมาณ 3,781 ไร่ ซึ่งผสมรวมทั้ง "บึงน้ำจืดและป่าพรุในระบบนิเวศน์เดียวกัน" นั้น เป็นลักษณะพิเศษที่หายากยิ่งในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็น "พื้นที่ชุ่มน้ำ" เพียงแห่งเดียวที่คงเหลืออยู่สมบูรณ์ ในภาคตะวันออก ดังนั้นการก่อสร้างอภิโครงการต่างๆ ในพื้นที่นี้ ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำโดยรวม อย่างแน่นอนอย่างน้อย 3 ประการ สำคัญๆ คือ
- เป็นแหล่งน้ำใต้ดิน
เนื่องจากบริเวณพื้นที่รอบบึง และด้านล่างของบึงแนวชายหาด จะได้รับน้ำจืด ใต้ดินจากบึงแห่งนี้ รวมทั้ง ยังเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลลึกไหลเอ่อเข้ามาท่วม บึงนี้จึงเปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร ป้อนอาชีพ และกำแพงพิทักษ์ทางธรรมชาติอีกด้วย ดังนั้นการเพิ่มขึ้น-ลดลง ของน้ำล้วนมีผลต่อระดับน้ำ ใต้ดินโดยรอบ ทั้งด้านบนและด้านล่างทั้งสิ้น หากไม่มีบึง น้ำเค็มใต้ดินจะดันเข้าสู่พื้นที่ และดันให้น้ำใต้ดินสูงขึ้น ทำให้น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อพืชสวนไร่นาและระบบนิเวศน์
- เป็นพื้นที่รับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วม
ในฤดูมรสุม ซึ่งมีฝนตกหนัก น้ำฝนจากตอนบนที่เป็นภูเขาและที่สูงจะไหลบ่าลงมารวมกันในบึงแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นแหล่ง พักน้ำป่า ทำให้ชุมชนโดยรอบบึงแห่งนี้ประสบปัญหาน้ำท่วมขังน้อยครั้งมาก
- ความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้วยลักษณะพิเศษของบึงจำรุง ที่เป็นทั้ง "บึงน้ำจืดและป่าพรุอยู่ในระบบนิเวศน์เดียวกัน" ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพสูง อุดมไปด้วย พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาทิ ปลาและนกชนิดต่างๆ หลากหลายชนิด ซึ่งบางชนิดหาไม่พบแล้วในพื้นที่อื่นๆ ทั่วภาคตะวันออก จึงเหมาะแก่การเก็บไว้เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาวิจัย มากกว่าการก่อสร้างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ ซึ่งหากรัฐมีเจตนาที่ดีปรารถนาจะพัฒนาวิถีชีวิตให้กับประชาชนและชุมชนท้องถิ่น รัฐควรพัฒนาให้บึงจำรุงหรือบึงสำนักใหญ่ ก้าวไปสู่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสถานที่ทำการศึกษาวิจัย มากกว่าถมที่เพื่อการก่อสร้างอาคาร !

4.การดำเนินการของหน่วยงานราชการ เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย
พื้นที่ชุ่มน้ำสาธารณประโยชน์บึงจำรุงหรือบึงสำนักใหญ่ จำนวนกว่า 3,871 ไร่ นั้น มีเอกสารสิทธิ์เป็น "หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง" กำกับไว้ชัดเจนว่า "เป็นที่ดินประเภทสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน" ออกให้ตั้งแต่ วันที่ 7 มกราคม 2519 การที่หน่วยงาน ราชการจะนำที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มี นสล. กำกับไว้ใช้ประโยชน์จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ยกเลิกสิทธิ์เดิมเสียก่อน ดังนั้น การดำเนินการของหน่วยงานราชการ ในจังหวัดระยองที่ผ่านมา จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อหลักกฎหมาย เอาที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์คุ้มครองการใช้ร่วมกันของประชาชน ไปสนองประโยชน์หน่วยงานราชการอื่น โดยมิชอบ จึงสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนการก่อสร้างโครงการแห่งนี้และเอาผิดแก่ผู้รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ทีมงานไทยเอ็นจีโอ เชื่อว่าเป็นเหตุผลที่มากพอ ที่จะทำให้รัฐบาลที่เคยประกาศว่าจะเคียงข้างคนจน และจะบริหารบ้านเมืองด้วยความเคารพต่อสิทธิหน้าที่ของประชาชน ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่า สมควรต้องมีการทบทวนและสั่งการให้มีชะลอเพื่อศึกษา หรือยกเลิกโครงการนี้โดยเร็วที่สุด เพราะโครงการนี้นอกจากจะทำลายระบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำภาคตะวันออกแล้ว และละเมิดสิทธิ ละเมิดกฎหมายของประชาชน นำพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยร่วมไปใช้ผิดเจตจำนงประชาชน ทั้งๆ ที่โครงการมีทางเลือกอื่นๆ มากมาย

บทสรุป จึงไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ที่ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ให้ผิดแผกออกไป นอกจากการต้องอนุรักษ์ให้เป็นมรดกคู่แผ่นดินตะวันออก คู่ลูกคู่หลาน เพราะไม่มีความสามารถของมนุษย์ใด ที่จะรังสรรค์บึงธรรมชาติที่สมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศน์เช่นนี้ได้ นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นเองธรรมชาติผู้ให้มาคู่กับโลก "บึงจำรุง" คือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีรั้ว ไม่มีประตูกั้น เปิดตัวเองให้มนุษย์ทุกคนเข้ามาศึกษาและให้ประโยชน์แก่ทุกคน อย่างไม่เคยร้องขอค่าตอบแทน
.... หยุด ! ถมบึงจำรุง
.... หยุด ! ถมชีวิตประชาชน


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน