Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

'กระบือ' งานฟื้นชีวิตสร้างชุมชนเกษตรไทย

จังหวัด สุรินทร์เป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียง เหนือของไทย หรือที่นิยมเรียกว่า อีสานใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ หลากหลายทั้งชนชาวลาว ชาวกุย และชาวเขมร ประชากรส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมในพื้นที่ขนาดเล็กเป็นหลัก โดยเฉพาะ การทำนา ซึ่งแต่ดั้งเดิมนั้น ระบบการผลิตยังใช้แรงงานจากคนใน ครอบครัวและสัตว์เป็นหลัก ไม่มีต้นทุน ไม่มีการแข่งขัน ล้วนต่าง เกื้อกูลกัน ในแต่ละชุมชน แต่ปัจจุบันวิทยาการก้าวหน้าไปไกลมาก มีการพึ่งพา เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพการเกษตร มี ระบบการค้า เข้ามากำกับและกระตุ้นการผลิตดังนั้น เหล่าเกษตรกร รายย่อย จึง ทุ่มเทการผลิตโดยการพึ่งพาทั้งเครื่องจักร ปุ๋ย ยาฆ่า แมลงและ สารเคมีอื่นๆ อย่างมาก ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังผูกชีวิต ไว้กับราคาผลิตผลที่ขึ้นกับปัจจับด้านการตลาด

ในกระแสโลก เกษตรรายย่อยที่เคยทำการเกษตรบนพื้นที่เล็กๆ มีวิถีชีวิตเรียบง่ายพอเพียง ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ที่กล่าวมาคือผล กระทบโดยตรง ยังไม่นับรวมผลกระทบทางอ้อม อาทิ ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ปัญหาสารพิษในร่างกาย ในพืชผัก ในสัตว์เลี้ยง ในดิน และเกี่ยวเนื่องมาถึงกลไกสุขภาพที่เสื่อมทรุด สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สังคมและวัฒนธรรมวิกฤติ ครอบครัวแตกแยก และ ชุมชนล่มสลาย

จากการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรภาครัฐ เห็นพ้องต้องกันว่า ระบบการผลิตในแนวทางการ เกษตรแบบยั่งยืนเท่านั้น ที่จะเป็นทางเลือกหนึ่งในกระบวนการหาทางออกของปัญหาเกษตรกรรายย่อยได้ ความยั่งยืนที่กล่าวมา นี้ต้องหมายถึง ลดความเสี่ยงด้านราคาผลผลิต ด้านต้นทุน ด้านตลาดซื้อขายและลดการพึ่งพาเทคโนโลยี อีกทั้งต้องหันมาใช้ทรัพยากร ใช้ภูมิปัญญาของท้องถิ่น และการจัดการที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลักด้วย



นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์
ผู้ว่าฯ สุรินทร์
รากฐานแห่งภูมิปัญญาดั้งเดิมของปู่ย่าตายายนั้น เคยสร้างแก่นแท้ของวิถีชีวิตที่สงบสุขเรียบง่าย ให้คนรุ่นหลังสังคมไทยไว้มากมาย ซึ่งก็คือเปลวเพลิงที่จุดประกายให้คนทำงานพัฒนา ผู้นำชุมชน และปราชญ์ท้องถิ่นต้องหันกลับไปขบคิดและเสาะหารูปแบบ ว่าต้องการ รื้อค้นและฟื้นฟูภูมิปัญญา ฟื้นฟูวิญญาณของชุมชนให้กลับคืนมา สู่วิถีที่สงบสุขเกื้อกูลกันเหมือนเดิม โดยใช้กลไก วัฒนธรรมร้อยรัด ความเป็นแบบแผนของวิถีชัวิตคนไทย เฉกเช่นเมื่อครั้งก่อน มากกว่า การดิ้นรนทำอยู่ ทำกินเอาตัวเองให้รอดถ่ายเดียว แต่คือการ สร้างชุมชนที่ สุขสงบ เกื้อกูลอาทร ต่อสรรพสิ่งและ การมีพลานามัย มีจิตใจที่ดี เบิกบานแจ่มใส่ด้วย

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเล็กๆ ที่รับฟังเสียง ชาวบ้าน และคนทำงานพัฒนา ได้เข้า ร่วมงาน"บายศรีสู่ขวัญควาย" ในชื่อ"โครงการควายเพื่อ ชีวิตและชุมชน" ภายใต้ความรับผิดชอบของโครงการนำร่องเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ของเกษตรกรรายย่อย ภูมินิเวศน์สุรินทร์ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านหนองแวง ตำบลหนองแวง กิ่ง อ.ศรีณรงค์ สุรินทร์ โดยมี นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานบายศรีสู่ขวัญและมอบควายในโครงการ ให้แก่สมาชิกกลุ่ม ที่เข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง ทั้งภาครัฐ ประชาชน องค์การบริหารส่วนตำบลและองค์กรพัฒนาเอกชน

ส่วนเหตุผลการจัดงานครั้งนี้ พ่อผึ้ง สมัญญา ประธานเครือข่ายกลุ่มฟื้นฟูการเกษตรตำบลหนองแวง กิ่ง อ.ศรีณรงค์ สุรินทร์ ได้กล่าวอธิบายถึงเหตุผลการจัดงานอนุรักษ์ควายฟื้นฟูภูมิปัญญาชุมชน ว่า " ควายก็ถือว่า เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่ปู่ย่าตายาย ของเรานะครับ และปู่ย่าตายายของเราก็ใช้ควายทำงานโดยไม่สิ้นเปลืองต้นทุนแต่อย่างใด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งควายยังเป็นสัญลักษณ์ที่ดีเป็นมงคลแก่ครอบครัวและชุมชน อีกทั้ง มูลควายก็ยังนำมาเป็นปุ๋ยใช้ในการเกษตรได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรผสมผสานก็ตาม



พ่อผึ้ง สมัญญา
ถ้าเทียบระหว่างควายกับรถเหล็ก (รถไถนาเดินตาม)นั้น ค่อนข้างแตกต่างกันมาก แน่นอนว่ารถเหล็กนั้น ไถได้รวดเร็ว ไถได้มากในเวลาเท่ากัน ส่วนควายอาจจะไถได้เพียงวันละ 1 ไร่เศษๆ เท่านั้น แต่การไถ ควายนั้นจะไถเฉพาะหน้าดินด้านบน ส่วนไถ เหล็กนั้น ไถลงลึกเลยหน้าดินที่เป็นปุ๋ยไปมาก คือทำให้ดิน ด้านล่างพลิกขึ้น ซึ่งทำให้หน้าดินแน่นมากขึ้น เพราะดินข้างล่างในภาคอีสานนั้นเป็นดินทรายส่วนใหญ่ ลึกลงไปอีกก็เป็นดินกรวด อีกรถไถนั้นจะตีน้ำเวลาไถ มีผลทำให้เกิดดินแข็งมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เป็น ปัญหาในการดำยากมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ควายยังเข้ามาเกี่ยวพันธ์กับวิถีชีวิตในเชิงเกื้อกูลกัน ทั้งในแง่มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม หรือสิ่ง แวดล้อมกับสัตว์ เหล่านี้แหละ คือสิ่งสำคัญ ซึ่งอยากอธิบายให้ชัดอีกครั้งว่า งานอนุรักษ์ควาย ก็คืองานปลุก จิตสำนึกให้คน มีความรักต่อสัตว์ โดยเฉพาะควาย ที่เคยช่วยทำนาให้ชาวนามานาน และการรักสัตว์เลี้ยง นั้น ทำให้คนมีจิตใจที่งดงามด้วย
อีกอย่าง ก็เพื่ออยากบอกแก่ชาวบ้านในละแวกชุมชนแถวนี้ว่า บางคนขายควายไปซื้อรถเหล็ก ซึ่งการใช้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำนาในบ้านเรานั้น มีแต่การติดหนี้ติดสิน เปลืองหลายอย่างครับ เพราะแค่เพียง ก้าวขาออกจากบ้านสตาร์ทรถก็สิ้นเปลืองทันที หรือมีต้นทุนทันที ส่วนควายเวลาเราเอาออกจากคอกก็ ไม่ได้เสียอะไร ส่วนการไถนาก็ไม่มีต้นทุน อีกทั้งยังได้มูลควายมาทำ การเกษตรอีกด้วย " พ่อผึ้งกล่าว อธิบายหนักแน่น ก่อนจะอธิบายเสริมและสรุปว่า

"จึงอยากให้พ่อแม่พี่น้องพึงตระหนักว่า การใช้ควายนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง เช่นเราได้ผูกพันกับสัตว์ ได้ดูแล ได้ความรู้สึกรักและ อาทรสัตว์ ดังนั้นจึงอยากให้คนรุ่นใหม่หันหน้ามามองและใส่ใจควาย ที่เคยเป็นวิถีชีวิตของพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ให้มันดีขึ้น พยายามอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ให้นานๆ เพราะในภายภาคหน้า เราอาจจะเหลือไว้แค่อนุสรณ์ให้ลูกหลานได้ดู เนื่องจากขณะนี้ควาย เริ่มหมดลงไปเพราะถูกทอดทิ้ง

งานวันนี้เราพยายามจุดประกาย การอนุรักษ์ควายขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้พี่น้องลูกหลานในชุมชนของเราให้หันมารักษาไว้ และยิ่ง กว่านั้น งานวันนี้จะนำไปสู่การฟื้นฟูภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยดำรงสืบทอดกันมานมนาน ให้กลับคืนมาสู่ชุมชน กลับมาสงบสันติสุข เกื้อกูลกันและกัน" พ่อผึ้งกล่าวสรุป

ทางด้าน พ่อเชียง ไทยดี ประธานกลุ่มฟื้นฟูการเกษตรตำบลยาง อ.ศีขรภูมิ สุรินทร์ ซึ่งเป็น นักบุกเบิกรุ่นแรกๆ ของสุรินทร์ ที่หันมาทำการเกษตรทางเลือก ได้กล่าวถึงงานอนุรักษ์ควายเพื่อมาสู่การ ฟื้นฟูภูมิปัญญาของชุมชนอีสานใต้ ว่า "พูดถึงเรื่องควายนี่นะครับ ก่อนอื่นต้องย้อนไปมองด้วยว่าพื้นฐาน สังคมไทยนั้นคืออาชีพด้านการเกษตร และการเกษตรดั้งเดิมของสังคมไทยนั้น ก็มีการใช้ควายเป็น เครื่องมือการผลิตเป็นหลักมานาน โดยเฉพาะการทำนาของคนไทย และที่สำคัญคนในสมัยก่อนเขาทำ การ ผลิต โดยใช้ควายก็จริง แต่เขาก็สามารถดำเนินชีวิตได้ คืออยู่ได้ ไม่มีคำว่าขาดทุน หรือมีหนี้สิน เพราะควายไม่ได้ลงทุน อีกทั้งวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิมนั้นควายกับคน ผูกพันกันมานาน จนมาถึงวันนี้ หรือระยะ หลังๆ นี้เทคโนโลยีเริ่มเข้ามา มีกระแสการบริโภคต่างๆ ใหม่ๆ โหมกระหน่ำทุกวัน ผู้คนก็เริ่มหลงใหล ตามกระแสไปด้วย เชื่อคำโฆษณาเขา อาทิ "รถไถยี่ห้อนี้ ไถลึกร่วนซุย สะดวกรวดเร็ว " ก็ขายควายซื้อมา หรือปุ๋ยยี่ห้อนี้ " กอใหญ่ รวงโตได้ผลผลิตมาก " ก็ซื้อมาอีก เหล่านี้เองคืออุปนิสัยคนไทย แล้วก็ลืมที่จะ อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย สมบัติของปู่ย่าตายายเอาไว้ ที่ที่ทำนาทำไร่เพื่ออยู่เพื่อกินเป็นหลัก โดยใช้ควายนี่แหละเป็นแรงงาน แล้วเหลือจากกินค่อยนำมาขาย แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ เกษตรกรไทย ทำ เพื่อเงิน ทำเพื่อขายกันอย่างเดียว มันก็เลยมีผลกระทบอย่างที่เห็น


พ่อเชียง ไทยด

ประเพณีวันฒนธรรมไทยเมื่อก่อนน่ะครับ การทำนาของเขา เขาใช้แรงงานของตัวเองหรือครอบครัว แล้วก็อาศัยความเอื้ออาทรต่อกัน ในชุมชน ลงแขกไม่ว่าจะเป็นการ ไถ หว่าน ดำ เกี่ยวหรือนวดก็ตาม ประเพณีเราทำกันอย่างนั้น มาก่อน พอระบบเงินตราเข้ามาก็วิ่งไป พึ่งเงินกันหมด ยิ่งกว่านั้น มีการแข่งขันกันอีก ว่าใครให้ค่าจ้างสูงกว่าใคร ใครให้ราคาดีกว่าใคร ซึ่งเมื่อต่างคนต่างแข่งขันกันเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดความคิดเรื่องการเอาเปรียบกันเอาชนะกันขึ้น ผลกระทบก็กลับมาสู่เกษตรกร บวกกับปัญหาหนี้สินจากการซื้อเครื่องจักร ปัญหาราคาพืชผล เมื่อไม่มีราคาก็ยิ่งทำให้ชีวิตเกษตรกรไทยล่มจมกันหนักขึ้น เหล่านนี้เอง ที่ทำให้วิถีชีวิตเกษตรกรไทยเปลี่ยนแปลง ดังนั้น งานวันนี้เกิดขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ดั้งเดิมของปู่ย่าตายายที่เคยอยู่กันอย่างสงบสุข ต้นกำเนิด ความคิดในการจัดงานก็มาจากการพูดคุย สรุปบทเรียนกัน ซึ่งก็พบว่า การที่วิถีชีวิตชุมชนในปัจจุบันนี้ไม่มีความสุข ไม่มีความเอื้อ อาทร ซึ่งและกันนั้น มาจากความล่มสลายไปของวัฒนธรรมประเพณี ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ และ ปัญญาอื่นๆ อีกเยอะแยะ ดังนั้นงานสู่ขวัญควายวันนี้ จึงเสมือนการกลับมาฟื้นฟู ขนบธรรมเนียมประเพณี ให้กลับมาสู่ชุมชนอีกครั้ง นี่คือภูมิปัญญาของของชุมชนในการคิดค้นหาทางแก้ไขปัญหา ครับ "พ่อเชียงกล่าวชี้แจงก่อนจะสรุปสั้นๆ ถึงวิถีชีวิตพอเพียง หนทาง การกลับไปสู่ความสุขของชุมชน ว่า

"การดำเนินชีวิตแบบพอเพียงในสมัยดั้งเดิมนั้น ครอบครัวค่อนข้างอบอุ่นกินอิ่ม เมื่อครอบครัวอบอุ่นกินอิ่ม ร่างกายก็เข้มแข็งจิตใจดี ก็ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รู้จักความเอื้ออาทร แบ่งปันกัน แล้วความสงบสุขก็จะตามมา ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ที่ความสุขของชุมชนมันไม่ ค่อยมี มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะ 40 กว่าปีที่ผ่านๆ มา หน่วยงานรัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาของ ชุมชน รัฐจะเข้ามาจัดการวางแผนให้ตลอดเวลา ให้ปลูกโน้น ทำนี่ พัฒนาอย่างนั้น ส่วนชาวบ้านมีหน้าที่ทำตามอย่างเดียว ตอนนั้น รัฐต้องการเป็นเสือตัวที่ห้าด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเรากลายเป็นอะไรไปแล้ว จึงอยากฝากถึงหน่วยงานรัฐว่า การเดินตามแนวเศรษฐกิจ พอเพียงใช้เครื่องมือการผลิตที่เหมาะสม ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ ไม่ทำลายวัฒนธรรมมท้องถิ่นนี้แหละ ที่เป็นหนทางสร้างความสุข ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากวันนี้ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งมีความสุข ก็จะเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ ปฏิบัติตามได้ด้วย " พ่อเชียงกล่าวสรุป



นายปิยศักดิ์ สุคันธพงษ
ขณะที่ นายปิยศักดิ์ สุคันธพงษ์ ผู้ประสานงานโครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์สุรินทร์ กล่าวถึง การนำควายมาเป็นสะพาน เชื่อมร้อยรัดชุมชนไปสู่การฟื้นฟูภูมิปัญญาครั้งนี้ว่า "ถ้าเราสังเกตให้ดี ตลอด ละแวกชุมชนแถบนี้ เราจะพบว่า มีใครบ้างที่ยังใช้ควายไถนาอยู่ ซึ่งก็จะพบว่าแทบไม่มีเลย เกือบทุก ครัวเรือนใช้ควายเหล็กกันหมดแล้ว จะมีเพียงบางครอบครัวเท่านั้น ที่ยังใช้อยู่ และน้อยมากเลย ตรง นี้เอง ที่เป็นสิ่งสะกิดความคิดเราให้กลับมาคิด แล้วก็มาตั้งคำถามให้คนเฒ่าคนคนแก่ขบคิดกัน ก็มี พ่อผึ้งด้วย คนหนึ่งในตอนนั้น คนเฒ่าคนแก่เขาก็คุยกันแลกเปลี่ยนกันว่า เมื่อก่อนใช้ควายเป็นชีวิต อย่างไร เดี๋ยวนี้ใช้ รถชีวิตเป็นอย่างไร จนเราได้ข้อสรุปว่า เราน่าจะหาช่องทางทำงานฟื้นฟูภูมิปัญญา กันขึ้นมา ซึ่งก็ได้ ข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า เราน่าจะมองเรื่องควาย เนื่องจากควายผูกพันและมีบทบาท ภาคการเกษตร ในสังคมไทยมาช้านาน แล้วเราก็เชิญสมาชิก เชิญกรรมการมาประชุมหามติกันจัดงาน สู่ขวัญควายขึ้น ซึ่งพิธีกรรมแบบนี้นั้นสูญหายไปจากสังคมไทยนานแล้ว ทั้งๆ ที่ ควายเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ที่เป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัวของสังคมเกษตรกรรมไทย ที่ผูกพันเอื้ออาทรต่อกัน และทำงานแบบ พึ่งพาอาศัยกัน ไม่แปลกครับที่คนในสมัยก่อนเขาผูกพันควาย เขาจะเลี้ยงไว้จนแก่เฒ่าตายไปเลย นะครับ แต่พอสมัยนี้ คนหันไปใช้เครื่องจักร ใช้รถไถ ซึ่งเครื่องจักรเหล่านี้มันไม่มีชีวิต มันสามารถ ทำงานได้ทั้งวัน ทำให้คนก็ทำต้องทำงานทั้งวันด้วย ต่างจากควายไถได้อย่างมาก 3 งาน หรือไร่เดียว ก็ต้องพักให้ควายกินหญ้า

ตรงนี้เองที่มันมาเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสุขภาพของเกษตรกรไทย ที่ไม่ต้องหักโหมตามแรงเครื่องจักร ซึ่งเดี๋ยวนี้ชาวบ้าน อายุ 40-50 ปี ก็ เริ่มทำงานในไร่นาไม่ไหวแล้ว เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยและเจ็บหน้าอก ผลพวงจากการโหมแรงงานตามเครื่องจักร แต่เกษตรกรสมัยก่อน ไม่ได้หักโหมมากมาย เพราะเขาใช้ควายเป็นหลัก ไถวันละนิดละหน่อย แดดร้อนก็หยุดพัก อายุ 50-60 ปี ก็ยังแข็งแรงทำงานได้อยู่
มากกว่านั้น การใช้เครื่องจักรกับการใช้ควายยังมีมิติด้านอื่นๆ ให้ศึกษาอีกมาก เช่น ควายเมื่อกินหญ้าก็เป็นการกำจัดวัชพืช เมื่อถ่าย ก็เป็นมูลปุ๋ยช่วยบำรุงดิน นำไปใช้ในการเพาะปลูกได้ ขณะที่รถไถนั้นใช้น้ำมัน น้ำมันซึ่งเริ่มจะขาดแคลนมากขึ้นในโลกใบนี้ และ น้ำมันหรือน้ำมันเครื่องเมื่อหกรดหรือหยดลงพื้นดินก็ทำลายพืชขนาดเล็ก ทำลายหน้าดิน ทำลายน้ำ ซึ่งถ้าสะสมเยอะๆ มากๆ ก็เป็น พิษกับพืช เหล่านี้ก็มาจากบทสรุปของชาวบ้านที่เขาแลกเปลี่ยนกันนะครับ" นายปิยศักดิ์กล่าวเสริมและอธิบายเพิ่ม ถึงกระบวนการ จัดงานครั้งนี้อีกว่า

"โครงการนำร่องฯ ก็เลยมีการตั้งคำถามว่า ถ้าจะฟื้นฟูการใช้ควายในระบบการผลิตภาคการเกษตรนั้น เป็นไปได้หรือไม่ มีใครสนใจ หรือไม่ ตอนนี้เฉพาะกลุ่มหนองแวงก็มีคนสนใจสมัครเป็นสมาชิกแล้ว 60 คน แต่คนที่เข้าร่วมจริงๆ ประมาณ 15 คน และตัวโครงการ เองก็มีควายมาให้สมาชิกเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์เอาลูกเพียง 17 ตัว พร้อมพ่อพันธุ์อีก 1 ตัว เท่านั้นเอง ส่วนที่มีควายอยู่แล้ว และมาขอ เข้าร่วมโครงการด้วยก็ได้ ก็มีอีกประมาณ 22 ครอบครัว ที่นำควายเข้ามาร่วม ซึ่งบางคนก็มีรถไถด้วย แต่เราก็เปิดโอกาสให้เขา กลับไปพิสูจน์ถึงระบบการผลิตแบบเดิม เพราะผมคิดว่า การใช้ควายนั้นเหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีที่นาไม่มากนัก และเน้นการพึ่ง ตนเองของเกษตรกร เน้นการสร้างอาหารให้ครอบครัวรับประทานเป็นหลัก ส่วนข้อผิดพลาดที่ผ่านๆ มาของเกษตรกรไทย คือมุ่งเน้น ที่การค้า การผลิตเพื่อส่งออกมากเกินไป สาเหตุก็มาจากรัฐที่พยายามส่งเสริมให้ปลูกพืชพาณิชย์ จึงทำให้เกษตรกรล่มจมเป็นหนี้กัน มหาศาล อยู่ทุกวันนี้ "นายปิยศักดิ์กล่าวและย้อนมองถึงผลกระทบเปรียบเทียบระหว่างการใช้ควายและการใช้รถว่า

"ช่วงนี้เป็นช่วงของการศึกษาร่วมกันมากกว่า ว่า การเอากิจกรรมควายมาเสริม เพื่อไปสู่การฟื้นฟูภูมิปัญญาชาวบ้านนั้น จะได้ผลต่อ ชุมชนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะการเอาประเด็นควายเป็นประเด็นฟื้นฟูชุมชนในรูปแบบองค์รวม ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและ วัฒนธรรม ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้เราต้องคอยดูผลการทำงานของสมาชิกและผลการศึกษาของโครงการฯ ซึ่งเราจะ มีการสรุปกันในต้นปีหน้า แต่เท่าที่เราสอบถามกันเรื่อยๆ เป็นระยะๆ หลายคนก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง รู้สึกสุขภาพดีขึ้น หลังจาก มาใช้ควาย ไม่ค่อยเจ็บปวดร่างกายเหมือนรถไถ หรือบางคนก็กล่าวว่า เขารู้สึกว่าเขาได้กลับมาสู่วิถีชีวิตที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งตรงนี้ผม คงต้องยกความดีให้กับผู้นำกลุ่มคือพ่อผึ้ง สมัญญา ที่ท่านเอาใจใส่พบปะสมาชิกและพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง จนเห็นผลออกมาดี ส่วน ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้เรายังสรุปได้ไม่ชัดนัก แต่ในระยะเวลา 1 ปีนั้น เราเชื่อว่า ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกโครงการฯ เขาจะสามารถสรุปให้เห็นได้ว่า การนำควายมาใช้ในกระบวนการผลิตนั้น คือทางออก ของการแก้ปัญหาเกษตรกรรายย่อยอีสานใต้ เพื่อไปสู่วิถีชีวิตแบบพอเพียงได้หรือไม่และการปฏิเสธวิทยาการสมัยใหม่นั้น คือการถอยหลังเข้าคลอง หรือเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน

ในอนาคตถ้ามีโอกาสอีก เราจะมีการพูดคุยกันถึงระบบแลกเปลี่ยน ที่ไม่ต้อง ใช้เงิน ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก แต่นั่นไม่ได้ หมายความ ว่า เราปฏิเสธยุคสมัยไอที เพียงแต่เราต้องมีจุดยืนและ ประยุกต์ใช้ เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งการนำพา วิถีชีวิต เกษตรกรนั้นค่อนข้างเป็น วิถีที่สงบสุขมาก ดังนั้นเราต้องฟื้นฟูภูมิปัญญาเดิมกลับมาใช้ร้อย เกี่ยวผสมผสานกันให้พบความสุข

ขณะเดียวกัน ระบบการ ศึกษาก็ต้องดึงคน ดึงลูกหลาน ให้กลับมาบ้าน
ไม่ใช่ไล่คนออกจากบ้านจากชุมชน ไล่ลูกให้เรียนเพื่อเป็นเจ้าคน

นายคน แต่ระบบการศึกษาต้องทำให้คนในชุมชน ซึมซับและมองเห็นคุณค่าในวิถีชีวิตตัวเอง ว่าอาชีพเกษตรนี่แหละคืออาชีพ ที่มั่นคง คือรากฐานของชีวิต ที่ให้ความสุขแก่เราครับ"นายปิยศักดิ์ กล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org