สวนส้ม
"เกษตรเคมี" ปิดล้อมชุมชน
| โลกมนุษย์ในปัจจุบันนี้กำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
เพราะมนุษย์มีแบบแผน มีกระบวนการผลิตและมีพฤติกรรมการบริโภคที่ผิดแปลกไปจากในอดีตมาก
จากที่เคยดำรงอยู่อย่างสอดคล้องและชาญฉลาด ทั้งในการผลิต
และการบริโภค ทั้งในมิติที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ ที่เอื้อและกำหนด
ความต้องการ และในมิติทางวัฒนธรรมการผลิต การรักษา การผลิต
และความสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนสอดคล้องและเอื้ออำนวย ระหว่างวิถีและสิ่งแวดล้อม
แต่ความเจริญของเทคโนโลยี การสื่อสาร วิทยการสมัยใหม่ วัฒนธรรมการบริโภคและระบบการผลิต
การค้าการแลกเปลี่ยน ทำให้มนุษย์มองข้ามความซับซ้อนแต่ชาญฉลาดนั้น
แล้วหันมาเร่งทำการผลิต เร่งขายเร่งสร้างผลกำไร |
|
ประเทศไทยมีรากฐานการผลิตและแบบแผนการดำเนินชีวิต มาจากลักษณะที่สอดคล้องกับพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์
มีระบบนิเวศและฐานวัฒนธรรมที่หลากหลาย ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีแบบแผนการผลิตบนความยั่งยืน
และเมื่อรัฐเริ่มมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แนวคิดการเกษตรแบบอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยว
เพื่อการส่งออกก็เข้าหนุนเนื่องอย่างสำคัญ ทำให้เกษตรกรไทย รุกล้ำพื้นที่ป่าอย่างหนัก
โดยเฉพาะเกษตรอุตสาหกรรมของกลุ่มนายทุน ยิ่งโหมกระหน่ำการใช้เครื่องจักร
เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ อาทิ สารเคมี ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลิตผล
นำเงินเข้าประเทศให้มาก โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ต่อสิ่งแวดล้อม
ต่อสภาพภูมินิเวศ แหล่งน้ำ ระบบทางวัฒนธรรมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
เช่นกรณีการลุกพรึบของสวนส้ม แถบอำเภอฝาง ,อ.
แม่อาย ,อ. ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ
ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ 3 อำเภอดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันชุมชนที่ถูกรายรอบด้วยสวนส้ม
กำลังเผชิญปัญหาผลกระทบอย่างรุนแรง จากการทำสวนผลไม้(ส้ม) บนพื้นที่ขนาดใหญ่
นอกจากจะได้รับผลกระทบแล้ว ยังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกลุ่มเจ้าของสวนส้ม
และชุมชนกับหน่วยงานรัฐที่มิยอมเหลียวแล จัดการให้เด็ดขาดชัดเจน
ทำให้สถานการณ์สวนส้มลุกลาม จนมีท่าทีว่า อย่างไรรัฐบาลก็ต้องหันมาหามาตรการในเฃิงนโยบายเพื่อจัดการปัญหาเสียที
โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน อาทิ ถอยร่นแนวต้นส้ม ออกห่างชุมชน 50
วา กรณีปลูกในที่สาธารณะ ป่าสงวนแห่งชาติ ต้องรื้อถอนออก ยกเลิกการใช้สารเคมีแล้วหันมาใช้สารชีวภาพแทน
และห้ามขุดบ่อสำหรับสวนส้มใกล้ลำน้ำสาธารณะ เป็นต้น
เนื่องจากปริมาณการใช้สารเคมีในสวนส้มบนพื้นที่ 40,000 ไร่
ประมาณเกือบกว่า 600 ตัน/ปี กำลังเป็นภัยมืดของชุมชนและยิ่งนานวันยิ่งเป็นปัญหาเรื้อรังลุกลาม
สู่สุขภาพชุมชนทั้งตำบล และอำเภอ โดยล่าสุดมีการรายงานการตรวจสุขภาพ
ของสถานีอนามัยแม่เมืองน้อย ตำบลแม่นาวาง อ.ฝาง พบว่า ราษฎรหมู่
3 บ้านหนองบัวงาม และบ้านหนองขี้นกยาง กว่าร้อยละ 70 มีสารพิษตกค้างในเลือดสูงมากถึงอันตราย
โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องเผชิญฝุ่นหมอกของยาฆ่าแมลงจากการฉีดพ่นโดยเครื่องจักร
ในยามดึกซึ่งเป็นเวลาที่ชุมชนพักผ่อนนั้น เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เด็กพิการและผิดปกติทางชาติพันธุ์ได้
ปัญหาผลกระทบจากสารเคมีนั้น ยังลุกลามซึมลึกลงสู่พื้นดิน อาหาร
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และแหล่งน้ำ จนทำให้ชาวบ้านหลายราย มีอาการผื่นคัน
ผุพองเน่า และเจ็บป่วยจากการอุปโภคบริโภคน้ำ และอาหาร ในชุมชน
จนมีบางครอบครัวพยายามดิ้นรนซื้อน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคจากข้างนอก
หน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะกรมป่าไม้ ต้นตอปัญหาที่เป็นผู้ให้เช่าปลูกส้ม กลับเพิกเฉย
แม้กระทั่งการตรวจสอบการออกโฉนด เอกสาสิทธิ์บนเนื้อที่หลายพันไร่
และการบุกรุกยึดครองแหล่งน้ำสาธารณะกว่า 10 แหล่ง โดยมิชอบ หรือการเพิกเฉยต่อการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าสงวนฯ
เหล่านี้ล้วนเป็น ปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว การมุ่งแสวงหาผลประโยชน์
และความเกรงกลัวจนละเลยชีวิตชุมชน ของกลุ่มนายทุนและข้าราชการเพียงไม่กี่คน
ทั้งที่ชุมชนคือรากฐานการผลิตที่สำคัญ ชาญฉลาดและยั่งยืนกับธรรมชาติ
กับสภาพแวดล้อม
 |

ผื่นผุพองตามผิวหนัง |

อาการบวมจากสารเคมี |
|

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกภาคประชาชน
บันทึกมุมมองผู้นำแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ ( นกน.
) ซึ่งเฝ้าติดตามผลกระทบและท่าทีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างกระชั้นชิด
ได้เผยข้อเท็จจริงและมุมมอง ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
นายปัน สิทธิ ประธานกรรมการกลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ
นกน.(เชียงใหม่บน) แจ้งถึงสภาพบางชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
สารเคมีจากสวนส้มของ กลุ่มนายทุนว่า
"คืออย่างกรณีสวนส้มบ้านขี้ยางนกนั้น
เป็นของนายทุนเกือบทั้งหมด กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งสาเหตุของปัญหาที่นี่มันเกิดจากการไม่มีกฎระเบียบในการบังคับที่จะไม่ให้ปลูกส้ม
ในพื้นที่ใกล้ๆ ชุมชน อย่างบ้านหนองขี้นกยาง ซึ่งมีประชากรกว่า
50 ครอบครัว 162 คน ตอนนี้มีสวนส้มเข้ามาปลูก ล้อมรอบชุมชนหมดเลย
ในตอนแรก ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะว่าเชื่อคำโฆษณาว่า
จะทำให้คนในชุมชนมีงานทำ ตอนหลังเมื่อต้นส้มเริ่มโต
ก็เริ่มมีผลกระทบทำให้ชุมชนเดือดร้อน ซึ่งผมได้ไปลงพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญหากับชาวบ้านในชุมชนนี้
ก็ได้ประชุม หาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันไปแล้ว ระดับหนึ่งครับปัญหาเรื่องสุขภาพคน
ในชุมชนนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อย่างเด็กๆ ในชุมชนมีปัญหาเรื่องผิวหนังมาก
|
เนื่องจากโดนสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่นสวนส้ม ซึ่งทางสวนส้มไม่มีอะไรปิดกั้นหรือ
ป้องกันคนในชุมชนเลย
ในขณะที่สวนส้มปลูกติดรั้วชาวบ้านเลย ทำให้ละอองยาปลิวไปเกาะเสื้อผ้าเด็กๆ
ส่งผลทำให้แพ้กันมาก และมีอยู่ครอบครัวหนึ่ง เป็นหนักมากครับ
เพราะมีเด็กอ่อนอยู่ในบ้านซึ่งหมอได้แจ้งว่า เด็กคนนี้ถ้าโตขึ้น
เขาจะต้องผิดปกติอย่างแน่นอนครับ
ระยะการฉีดของสวนส้มคือ 7 วันครั้งหนึ่ง ถ้าในช่วง ออกผล ก็
4-5 วันต่อครั้งครับ อาการที่พบๆ คือ เป็นผื่นคัน จากน้ำที่อาบ
มีบางคนพยายามเอาน้ำมาต้มดื่มต้มอาบ แต่ก็ยังเป็นผื่นคันอยู่ไม่หาย
หรือ น้ำดื่มในบ่อน้ำนั้นไม่สามารถดื่มได้เลย ทางชาวบ้านในพื้นที่ก็เคยพยายามร้องเรียนไปยังเจ้าของสวนส้มและ
ไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ไม่มีการแก้ปัญหาใดๆ
เลย และเคยร้องเรียนไปถึงท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว แต่ก็ไม่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ
อีก สิ่งที่ชาวบ้านขอก็คือ ขอให้ถอนต้นส้มออกไปจากแนวรั้วที่ติดบ้านชาวบ้าน
ประมาณ 50 วา
| แล้วให้มีม่านหรืออะไรก็ได้กั้น
ฝุ่นละอองยา
เพราะปัญหาก็คือเวลาฉีดพ่นยา เขามักจะฉีดกลางคืน ทำให้ชุมชนซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ไม่สามารถหลบออกไปไหน
ได้เลย ทำให้ชุมชนที่นี่ต้องเผชิญกับ ฝุ่นสารเคมี
จากสวนส้มมา 7-8 ปี ตามอายุของต้นส้ม
เคยไปขอร้องกลุ่มนายทุนสวนส้ม เขาก็แจ้งมาว่า กฎหมายห้ามการปลูกส้มนั้นไม่มี
เขาจึงมีสิทธิ์ปลูกและปลูกมาเรื่อยๆ
ขยายใหญ่ทุกวัน
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนายทุนจากข้างนอก
ไม่ใช่คนในชุมชนแน่นอนครับ"
นายปันกล่าวและชี้ถึงแนวทางการต่อสู้ต่อไปว่า |
ปัน สิทธิ และ วิโรจน์ แดงเขียว |
"ตอนนี้ชุมชนก็ได้แต่พยายามร้องขอไปทางหน่วยรัฐให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา
อย่างน้อยก็ย้ายต้นส้มออกไปให้ห่างจากชุมชนสักนิด อีกอย่างขณะนี้
สถานการณ์การ บุกรุกพื้นที่ทำกินใหม่กำลังรุนแรงมาก ซึ่งมีทั้งส่วนชาวบ้านและกลุ่มนายทุนสวนส้ม
ต่างรุกที่ป่าเพิ่ม รวมทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากการแย่งชิงแหล่งน้ำและเปลี่ยนทางน้ำ
เพื่อเข้าสู่สวนส้มตนเอง ทำให้คนหรือชุมชนปลายน้ำเดือดร้อนกันหนักขึ้นไปอีก"
นายปันว่า
นายวิโรจน์ แดงเขียว กรรมการกลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ
(เชียงใหม่บน) นกน. ออกมาย้ำถึงปัญหาและวิเคราะห์ท่าทีขบวน
นกน. ที่ต้องหาทางช่วยเหลือเคลื่อนไหว คุ้มครองแกนนำชุมชนที่ถูกคุกคามพร้อมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาล
หาแนวทางยับยั้งปัญหาสวนส้มดังกล่าว
"เรื่องที่ดินจะเป็นปัญหาตามมาที่น่าเป็นห่วงมากครับ
เพราะการบุกรุกที่กันมาก ทั้งที่ป่า ที่สาธารณะ ซึ่งที่ผมทราบข่าวล่าสุด
มีชาวบ้านบุกเข้าไปฟันต้นส้ม ของกลุ่มนายทุนซึ่งนั่นคือสัญญาณมาสู่ความรุนแรง
จนทำให้ผมซึ่งทำงานในบทบาทกรรมการ นกน.ไม่อยากจะเข้าในพื้นที่
เพราะจะทำให้ แกนนำชาวบ้านบางคนมีบทบาทโดดเด่นเกินไป ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของแกนนำ
ผ่านมาถึงวันนี้ ชาวบ้านเขาต่อสู้ จนไม่รู้จะต่อสู้อย่างไรแล้ว
เมื่อมีการประชุม ตั้งกลุ่ม ก็จะโดนคุกคาม จนแกนนำที่เคยคิดพยายามจะต่อสู้ต้องหนี
หรือล่าถอยไป ทำให้กระบวนการต่อสู้ที่คิดกัน คือให้ นกน. อยู่ห่างๆ
เป็นคนข้างนอกไม่ไปกำหนดทิศทางการต่อสู้ แล้วให้ชาวบ้านในพื้นที่คิดเอง
และรวมตัวกันให้ชัดเจนให้ได
| ้ ถึงแม้ว่าจะลำบากเพราะโดนคุกคามนะครับ" นายวิโรจน์กล่าวและเพิ่มอีกว่า
"ข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ผมอยากให้กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงฯสิ่งแวดล้อม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น่าจะลงไปพื้นที่สวนส้มเพื่อพิสูจน์
เก็บข้อมูล จากชาวบ้าน แล้วค่อยไปคิดหาทางแก้ไข จะได้ไม่ต้องอ้างกฎหมายกัน
ว่า ไม่มีกฎหมายห้ามปลูก อย่างนี้ไม่ได้ครับ รัฐต้องใส่ใจ
ดูแล เช่นแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ ต้องมีมาตรการดูแล เพราะถ้าไม่สร้างกรอบ
กฎเกณฑ์ เหล่านี้ขึ้นมาในชุมชน ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เลย
ซึ่งชุมชนจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบหนักครับ
ทางออกอีกอย่างก็คือหน่วยงานรัฐต้องใส่ใจ ดูแล ถ้าหน่วยงานรัฐเกรงกลัวอิทธิพล
แล้วจะให้ชาวบ้านพึ่งพิงใคร เพราะตอนนี้สวนส้มกำลังผุดขึ้นมาเยอะมาก
ทั้งแถบอำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ เชียงดาว แต่ละแปลงมีขนาดนับพันไร่
รวมแล้วหลายหมื่นไร่ ซึ่งอยู่บนที่สูงทั้งนั้น ทำให้ผมคิดว่าหน่วย
งานรัฐ สมควรที่จะต้องเข้ามาดูแล ศึกษาผลกระทบ อย่างจริงจังได้แล้ว
ถ้าเป็นไปได้เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของการศึกษา
ควรตั้งกลุ่มขึ้นมาศึกษา เรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมาจากหลายๆ
หน่วยงาน ร่วมทั้งชาวบ้านด้วย มาร่วมกันเป็นคณะศึกษา
ปัญหาผลกระทบจากสวนส้ม แล้วเอาผลนั้นมาหาแนวทางแก้ไข ซึ่งไม่ต้องให้มีฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งเป็นเป้านิ่งในการถูกคุกคามเกินไป ในส่วน นกน.
นั้นพร้อมเสมอสำหรับร่วมงานครับ " นายวิโรจน์กล่าวย้ำ |
|
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
เอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปภาพประกอบ
โดย สำนักข่าวประชาธรรม
|