"คน 4 น้ำ" วิบากกรรมจากการพัฒนาของรัฐ

"มีคนบอกว่าโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้เป็นความคิดที่ผิด หรือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากถ้าโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยไม่เจริญ พระราชดำรินั้นก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าความคิดของพระราชาแก้ไขไม่ได้ ก็หมายความว่าเมืองไทย มีความก้าวหน้าไม่ได้ "
(จากหนังสื
อ "พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา"

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ 2540 ,หน้า 94 )



ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ

ชีวิตริมน้ำและความรุ่งเรืองของชาวปากพนัง

ลุ่มน้ำปากพนัง มีพื้นที่ 1.7 ล้านไร่ หรือประมาณ 26.64 ของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุม 3 เภอ คือ อ.ปากพนัง เชียรใหญ่ และอ.หัวไทร มีแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขา กว่า 119 สาย มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาบรรทัด ลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะตอนกลางซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 5-10 เมตร และตอนปลายเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่ง เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยขึ้นถึง ในฤดูแล้งที่แล้งจัดของบางปี


วิถีชีวิตริมคลองของชาวลุ่มน้ำปากพนัง

สภาพน้ำท่วมขังตามนา - สวน

วิถีของสายน้ำและชุมชนที่สอดคล้องกัน


สวนผสมริมบ่อเลี้ยงกุ้งที่เติบโต
และเจริญงอกงามได้ดี

ลักษณะระบบนิเวศน์ของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จะมีความแตกต่างออกไปตามลักษณะรสน้ำ ซึ่งจำแนกได้ถึง 4 ลักษณะคือ น้ำจืด น้ำเปรี้ยวจากป่าพรุ น้ำกร่อยเกิดจากน้ำจืดผสมน้ำเค็ม และน้ำเค็มหรือน้ำทะเล ซึ่งก่อให้เกิดระบบนิเวศน์สัตว์และพรรณพืชรูปแบบต่างๆ กันออกไป อาทิ ป่าจาก ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าสาคู ป่าบกและหญ้าทะเล ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิต ที่แตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละพื้นที่ด้วย จากความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปากพนังในอดีต นอกจากจะเป็นแหล่งอาหาร และพื้นที่การเกษตรของชุมชนแล้ว ยังเป็นศูนย์ของการค้าข้าว และเป็นปราการทางธรรมชาติอันสำคัญ ในการป้องกันการรุกขึ้นของน้ำเค็มในช่วงฤดูฝนอีกด้วย และนั่นคือกระบวนการปรับสภาพน้ำให้เป็นน้ำรสต่างๆ

ชุมชนของชาวลุ่มน้ำปากพนังในอดีต จึงเคยรุ่งเรืองอันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ หลากหลายนั่นเพราะลุ่มน้ำปากพนังคืออู่ข้าว - อู่น้ำ ที่สำคัญของภาคใต้ และเป็นเมืองท่าค้าขายของพ่อค้าวาณิชชาวต่างประเทศ โดยมีสินค้าหลักคือ"ข้าว" แต่หลังปี 2500 การค้าขาย เริ่มซบเซา ราคาข้าว ผันผวน ต้นทุนสูง และเมื่อมีการย้ายท่าเรือไปอยู่ที่อื่น บวกกับการมีโรงสีเล็กขึ้นในชุมชน ทำให้โรงสีไฟที่เคยรุ่งเรืองเริ่มหยุดกิจการ ส่งผลให้ชาวนาเริ่มเปลี่ยนอาชีพและอพยพย้ายถิ่นฐานทำกิน ไปอยู่ที่อื่น บางส่วนหันไปทำสวนในแถบจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ดั่งคำกล่าวของชาวบ้านว่า"หนีนาหาสวน" จนกระทั่งปี 2529 ได้มีกระแสการเลี้ยงกุ้งแบบอุตสาหกรรมส่งออกเริ่มเข้ามา และทำให้ชาวลุ่มน้ำปากพนังมีรายได้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้ชาวสวนที่หนีนาเริ่มกลับถิ่นฐานอีกครั้งเพื่อพลิกนาข้าวทำนากุ้ง จนทำให้นากุ้งขยายตัวอย่างรวดเร็วครอบคลุมเกือบทั่วพื้นที่ ทั้ง 3 อำเภอ ในลุ่มน้ำปากพนัง ในช่วงปี 2531-2535 และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ สร้างชีวิตใหม่ให้ชาวลุ่มน้ำปากพนัง หรือชาวนาในอดีต ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่อาชีพทำนา และไร่นาสวนผสมยิ่งนานวันยิ่งลดน้อยลงเนื่องจากต้นทุนสูง แต่ราคากลับน้อยไม่คุ้มทุนหรือขาดทุนถึงไร่ละ 500 บาท คือขายได้ราคาเพียงเกวียนละ 3,300-3,500 บาท จากต้นทุนกว่า 4,000 บาท ในขณะนั้น จึงเป็นเหตุผลทำให้ชาวนาจำนวนมากหนีนา

ระบบน้ำ จืด เปรี้ยว กร่อย เค็ม หรือ น้ำขึ้น-น้ำลง สอนให้ชาวลุ่มน้ำปากพนังปรับวิถีชีวิต ปรับสภาพตัวเองตามปรากฏการณ์ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สอดคล้อง และประสานการเรียนรู้ ที่จะดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ที่เขาคุ้นชิน โดยเฉพาะการดำเนินอาชีพตามวัฏจักรของลักษณะน้ำนั้น ถือเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่ง ของชาวลุ่มน้ำปากพนัง อย่างกนณีเลี้ยงกุ้งนั้น จากจุดแรกเริ่มเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มก็มีบทเรียนมากมายทั้งผลกระทบ ทั้งปัญหา โรค พันธุ์กุ้งและการกำจัดน้ำโคลน ก็พัฒนามาสู่การเลี้ยงน้ำกร่อยและน้ำเค็มที่เหลือค่าความเค็มเท่ากับศูนย์ จนสามารถปลูกพืชผักสวนครัวริมบ่อเลี้ยงกุ้งได้ ปกติ ที่สำคัญน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันนี้ชาวบ้าน ค้นพบว่าสามารถนำมาเลี้ยงใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำ จะได้ผลกว่า ในขณะที่อาชีพเลี้ยงกุ้ง คือช่องทางหารายเสริมอีกหลายๆ อาชีพ อาทิ ชาวนา รับจ้าง โรงงาน เป็นต้น

ในยุคแรกๆ ที่กระแสการเลี้ยงกุ้งมาแรงและเป็นยุคแรกของการริเริ่มเลี้ยงกุ้ง ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่นจึงค่อนข้างรุนแรง ออกมาบ้าง ทำให้เกิด"โครงการพระราชดำริ " ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงห่วงใย ความเดือดร้อนของประชาชน ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำจืด-น้ำเค็ม ตลอดพื้นที่ อำเภอปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ ชะอวด ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม จ.นครศรีธรรมราชและ อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง จึงได้ทรงพระราชดำริเสนอโครงการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวทำการศึกษาและดำเนินโครงการแก้ปัญหา นั่นคือจุดก่อให้เกิดโครงการแยกย่อยมากมายในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อาทิ การจัดทำประตูน้ำ ขุดลอกคลองน้ำจืด เปิดปากคลองสู่ทะเลเพิ่มและสร้างเขื่อนกั้นน้ำเค็ม-น้ำจืดขึ้นเพื่อแยกน้ำจืด- น้ำเค็ม ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ ป้องกันน้ำเค็มที่จะไหลเข้าไปทางแม่น้ำปากพนัง และลำน้ำสาขา เป็นช่องทางระบายน้ำท่วม ขจัดความขัดแย้งของราษฎรระหว่างนากุ้งและนาข้าว กักเก็บน้ำจืดไว้ใช้และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ตามแผนงานจัดการและบริหารโดยหน่วยรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการดำเนินการและการขาดการศึกษาข้อเท็จจริงจากข้อมูลต่างๆ ให้ทันสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาวลุ่มน้ำปากพนัง


การค้าที่เคยรุ่งเรืองในลุ่มน้ำปากพนัง

หลักฐานโรงสีไฟในอดีตซึ่งมีมากมาย


โครงการขนาดเล็กที่รองรับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังคือ
1.โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำปากพนังพร้อมอาคาร (ประตูน้ำปากพนังกั้นน้ำจืดน้ำเค็ม)
2.ระบบระบายน้ำพร้อมประตูระบายน้ำตามคลองต่างๆ และงานขุดเปิดปากคลองเชื่อมต่อทะเล
3.งานก่อสร้างคันแบ่งน้ำเค็ม-น้ำจืด
4.งานก่อสร้างชลประทานตอนบน
5.งานก่อสร้างและปรับปรุงชลประทานตอนล่าง เป็นต้น


กำแพงกั้นเพราะถูกเซาะพังจนถึงริมถนน

ตัว T ปราการกันคลื่นเซาะตลิ่ง-หาดทราย

(บน-ล่าง) ปากคลองสู่ทะเล ที่ขุดใหม่ถูกคลื่นทราย
พัดถมจนตื้นเขิน
โดยเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2537 ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งโครงการนี้ใช้งบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท แต่ถึงปัจจุบันนี้โครงการดำเนินมาได้ เพียง 56% กับระยะเวลาร่วม 8 ปี กับความเปลี่ยนแปลงหลังประตูใหญ่ "อุทกวิภาชประสิทธิ" กั้นแม่น้ำปากพนัง มาจากแม่น้ำชะอวดกับแม่น้ำหัวไทร ที่ไหลมาบรรจบกัน ตรงปากแพรก แล้วไหลผ่าน อ.ปากพนัง เรียกว่า" แม่น้ำปากพนัง" ซึ่งประตูใหญ่แล้วเสร็จและเปิดทำการเมื่อ 1 ตุลาคม 2542 ขณะที่ประตูอื่นๆ ยังไม่แล้วเสร็จ ทำระบบไหลเวียนของน้ำตามลำคลองสาขาต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากธรรมชาติ และยิ่งโครงการล่าช้าหยุดชะงักบ่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบจากระบบน้ำที่เปลี่ยนไป อาทิ ไม่ไหลเวียนจนเน่า หรือท่วมขังจนเพราะปลุกไม่ได้ ชาวนากุ้งจำนวนมากถูกแยกเป็นโซนน้ำจืด หรือชาวนา ชาวประมงพื้นบ้าน กลุ่มจากถูกจัดอยู่ในโซนน้ำเค็ม น้ำซึ่งเดิมเคยหมุนเวียนเป็น 4 น้ำ คือจืด เปรี้ยว กร่อย เค็ม ก็เหลือเพียง 2 น้ำ คือ จืด กับ เค็ม ทำให้ วิถีชีวิตที่เคยดำเนินมาอย่างสอดคล้องกับปรากฏการณ์ของน้ำ เริ่มประสบปัญหา บ่อน้ำใช้ไม่ได้ น้ำกร่อยที่จะต้องใช้เลี้ยงกุ้งไม่มี ต้องซื้อจากข้างนอกก่อให้เกิดต้นทุนสูงเพิ่ม ปลาหลายชนิดที่อาศัย หรือเดินทางระหว่าง 2 น้ำ คือน้ำกร่อยกับน้ำจืด ทั้งในการเพาะพันธุ์และ เจริญพันธุ์ สูญหายไปกว่า 96 ชนิด ป่าจากซึ่งเป็นพืชที่จะขึ้นและออกน้ำตาลได้ดีในน้ำกร่อย ก็หมดไปหรือไม่มีน้ำ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนต้นจากนั้น คือรายได้เสริมหรือ อาจจะถึงรายได้หลักของชาวลุ่มน้ำปากพนัง บางตำบลก็หายไป เมื่อปลาสูญพันธุ์ไปกว่า 96 ชนิด ชาวประมงพื้นบ้านที่หาปลาตามลุ่มน้ำ หลายพันครอบครัวที่เคยมีรายได้สูงก็ต้องทิ้งอาชีพเดิมไป ที่สำคัญกลุ่มเกษตรกรเช่นชาวนา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการจัดระบบน้ำ ในแถบลุ่มน้ำปากพนังกลับมีสถิติว่า ณ ปัจจุบันนี้ยิ่งทำนาน้อยลงเนื่องมาจากน้ำขังตลอดปีทำให้รากเน่า บวกกับปัญหาเดิมเรื่องต้นทุน ราคา ยิ่งส่งผลให้ชาวนาได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะแม้แต่อาชีพเสริมอย่าง รับจ้างจับกุ้ง-เฝ้าบ่อกุ้ง ก็หายไปด้วย

ประเสริฐ คงสงค์ ชาวบ้านหมู่ 3 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร ซึ่งเป็น ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำและสิทธิชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวถึงการจัดการน้ำของหน่วยงานรัฐที่สนองโครงการพระราชดำริ ว่า " ทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดของข้าราชการเองที่พยายามดันโครงการนี้ ทั้งที่เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าน้ำเน่า หรือแม้แต่เรื่องข้อมูล ที่นำเสนอต่อรัฐบาล อย่างเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมา มีข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งรายงานให้นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบว่าในลุ่มน้ำปากพนังมีป่าพรุ เพียง 2,000 ไร่ ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะจริงๆ มันเกือบ 20,000 ไร่ หรือตัวเลขผลผลิตภาคเกษตรก็ให้เยอะกว่าความเป็นจริงด้วย  

หากย้อนไปในอดีต วิถีชาวบ้านแต่เดิมนั้นอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลักกันจริงๆ ครับ แต่ระยะหลังๆ คนเริ่มเบื่อ เนื่องจากราคาข้าวต่ำมาก เพียงเกวียนละ 3,200 -3,300 บาท คนจึงหันมาทำนากุ้งกันมาก ส่วนคนที่ไม่ทำนากุ้งก็หันมารับจ้างในบ่อกุ้งแทน ทำให้มีรายได้มากขึ้นเยอะมาก หรือบางคน ก็นำเวลาที่เหลือจากการทำนาไปทำประมงพื้นบ้านหรือรับปลาไปขาย เหล่านี้เป็นต้น อย่างที่อำเภอเชียรใหญ่ จะทำนาปีเป็นหลัก เพราะตอนนั้นไม่มีแนวคิดการทำนาปรัง ชาวบ้านก็จะหว่านข้าวเบาในช่วงเดือน 9 เดือน 10 ซึ่งอายุสั้นเก็บเกี่ยวไว หลังน้ำลด แต่พอจัดระบบน้ำใหม่เพื่อทำนาปรังในฤดูแล้ง ก็ทำไม่ได้จริง เพราะน้ำในแม่น้ำไม่พอใช้

ส่วนปัญหาเน่าเกิดจากระบบน้ำแต่เดิมมีการเคลื่อนตัวไหลไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดออกซิเจน ฟอกตัวเอง นั่นคือได้บำบัดตัวเอง แต่พอโครงการเข้ามาปิดประตูเขื่อนกั้นทำให้น้ำไม่ไหล จึงไม่มีการบำบัด ทำให้เกิดตะกอนทับถม ที่นี้ทั้งน้ำเสีย ดินเสีย เกิดขึ้นเต็มไปหมดครับ" นายประเสริฐกล่าวและชี้แจงว่าการเลี้ยงกุ้งของชาวบ้านได้ปรับตัวเองพัฒนาวิธีการสอดคล้องกับธรรมชาติได้มาก พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้กับหน่วยงานรัฐว่า

"ในระยะหลังๆ ชาวบ้านที่เลี้ยงกุ้ง จะเอาน้ำที่เลี้ยงกุ้งแล้วไปเก็บไว้ใช้ใหม่ เพราะน้ำเลี้ยงกุ้งนนั้นถูกบำบัดมาตลอดเวลาไว้ อยู่แล้ว ดังนั้นหลายปีมานี่หลายบ่อไม่ได้ถ่ายน้ำเลี้ยงกุ้งลงคลองเลย ซึ่งพอจับกุ้งเสร็จก็เอาน้ำเดิมนั้นเองมาเลี้ยงอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งก็เลี้ยงได้ผลดี เพียงแต่ต้องมีบ่อสำรอง 2-3 บ่อไว้เก็บน้ำ เท่านั้นเองและแต่ละบ่อจะใช้น้ำเค็มในช่วงระยะลูกอ่อนเท่านั้น พอกุ้งเริ่มโตก็จะผสมน้ำจืดให้เป็นกร่อยจนมีค่าเค็มเท่าศูนย์

ส่วนวิธีการที่รัฐต้องแก้ไขก็คือ การพยายามขุดเปิดคลองให้ทะลุทะเลเพื่อเพิ่มประตูน้ำเค็มให้กับโซนน้ำเค็มทั้งตรงจุด ปากคลองหน้าโกฏิ ที่ทรายกำลังขึ้นมาปิดปากคลอง เพราะทรายเหล่านี้พัดมาเยอะมาก ดังนั้น ต่อให้ลงทุนเท่าเขื่อนที่ปากพนังก็แก้ปัญหาไม่ได้ ในขณะเดียวกันน้ำกลับกัดเซาะชายทราย ชายฝั่งหนักขึ้นทุกวัน จนขณะนี้ชายหาดแถบหัวไทรยาวหลายกิโลเมตร ถูกน้ำทะเลเซาะตลิ่งพัง เกือบถึงถนนแล้ว ถึงจะทำกำแพงหินแบบตัวทีก็แก้ปัญหาไม่ได้มากนัก เพราะคลื่นมันแรงมาก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการก่อสร้างท่าเรือที่สงขลา เป็นเหตุทำให้ทิศทางลมเปลี่ยน เพราะแต่ก่อนอาจจะเกิดพายุทรายอย่างนี้บ้างก็นานๆ ครั้ง อาจจะเป็น 10 ปี ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งทั้งหมดผมเชื่อว่า มาจากการขุดปากคลองทะลุทะเลทั้งคลองหน้าโกฏิ คลองปากระวะ คลองแพรกเมือง เป็นต้น ทำให้ลมทะเลเปลี่ยนทิศไปมากมายขนาดนี้

ดังนั้นข้อเสนอของผมที่ได้คุยกันกับสมาชิกอื่นๆ 10 กว่าตำบลคือ ให้ภาครัฐเปิดประตูเขื่อนปากพนังอย่างถาวร เพื่อให้ระบบน้ำกลับมาเหมือนเดิมครับ ซึ่งในอนาคตรัฐไม่ต้องลงทุนทำอะไรอีกเลย ในการแก้ปัญหา"นายประเสริฐกล่าวอธิบาย


เจริญ มหาราช

ประเสริฐ คงสงค์

มณีรัตน์ มิตรปราสาท

ตฤณ สุขนวล

นายเจริญ มหาราช ชาวบ้านจากหมู่ 1 ต.บ้านเนิน อ.เชียรใหญ่ แกนนำกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวถึงผลกระทบว่า " จริงๆ แล้ว ในพื้นที่ 3 อำเภอ ก็มีบางส่วนที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ซึ่งก็คงจะมีอยู่ประมาณ 2-3 ชุมชน นอกจากนั้น คิดว่าต่างก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสคือชุมชนริมแม่น้ำลำคลอง บริเวณใกล้เคียงจากประตูน้ำ ไปจนถึง อ.ชะอวด จากอ.ชะอวด ถึง อ.หัวไทร ประชาชนริมแม่น้ำลำคลองกว่า 600-700 ครัวเรือน ที่ทำอาชีพประมงโดยได้รับผลกระทบตลอดลำคลอง อีกประเด็นหนึ่ง คือกลุ่มอาชีพทำน้ำตาลจากประมาณ 200 ครัวเรือน โดยเฉพาะชาวตำบลขนาบนาค ซึ่งมีป่าจากสมบูรณ์มาก และที่อำเภอเชียรใหญ่คือตำบลบ้านเนิน และตำบลใกล้เคียง ซึ่งต่างก็มีรายได้ จากผลิตภันฑ์ ประมาณ 500 บาท/คน/วัน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร และใน 1 ปี เขาทำได้ประมาณ 6 เดือน
ส่วนประเด็นต่อมาคือ กลุ่มอาชีพนาข้าว ซึ่งได้รับผลกระทบมาตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาของภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2530 จากโครงการไร่นาสวนผสม ที่รัฐนำมาให้เกษตรกรทำ ที่เป็นปัญหาก็เพราะโครงการนี้ออกแบบมาผิด ที่คันดินอยู่ด้านนอก คันคูน้ำอยู่ด้านใน จึงทำให้กระทบกระทั่งกับชาวนาที่ต้องเผาซังข้าวก่อนฤดูปลูกข้าว เพื่อกำจัดวัชพืช ประเด็นนี้ กลายเป็นความขัดแย้ง เรื่อยมาของกลุ่มทำนากับกลุ่มทำสวนผสม

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง ทำให้ระดับน้ำกับระดับพื้นดิน มีความต่างระดับกัน 50-70 ซม. เมื่อฝนตกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ทำให้เครื่องจักรกลการเกษตรลงไถดินไม่ได้ เพราะติดหล่ม ชาวนาซึ่งมีมากกว่า 80% ในสมัยก่อน พอมีโครงการพัฒนามาลง บัดนี้สูญหายไปเกือบหมด ดังนั้นพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ณ ปัจจุบันนี้ จะเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เสียส่วนใหญ่ ส่วนที่ยังทำนากันอยู่จริงๆ ก็คงประมาณ 30% เท่านั้น ซึ่งถ้าถามชาวบ้านที่มีอาชีพทำนาก็คงจะตอบคล้ายว่า " เขายังอยากจะทำนาอยู่ " เพราะอย่างน้อยก็จะได้มีข้าวไปเลี้ยงครอบครัว แต่ว่าปัญหามันมาก จึงทำให้ชาวนาปัจจุบันนี้ต้องซื้อข้าวสารมาบริโภคกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 อำเภอ แห่งนี้ ข้าวสารในพื้นที่ไม่พอบริโภค ต้องสั่งซื้อมาจากข้างนอก

ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกว่า 40% นั้น ก็ได้รับผลกระทบมากจากการแบ่งโซนน้ำจืด - น้ำเค็ม ของโครงการ เพราะมันกระทบทั้งโซนน้ำจืดและโซนน้ำเค็ม เช่นโซนน้ำเค็มก็ดึงจากน้ำทะเล ความเค็มมันเกิน 30 PPM ส่วนในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งเคยเลี้ยงกุ้งมาตั้งแต่ ปี 2531 เป็นต้นมา น้ำก็นิ่งไม่ได้ไหลเวียน ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากน้ำนิ่ง เหมือนกัน

ในขณะที่เกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่อยู่ในพื้นที่โซนน้ำจืด ก็เลิกอาชีพไปมากแล้ว เพราะได้รับผลกระทบ และแม้ว่าจะเลิกไปมากแล้ว ก็ตาม ถึงวันนี้น้ำในแม่น้ำลำคลองก็ยังเน่าเสียอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นข้ออ้างว่า น้ำเน่าเสียจากกลุ่มอาชีพเลี้ยงกุ้งนั้นไม่จริงทั้งหมด ดังนั้น แนวทางที่ชาวบ้านร้องเรียนร่วมกันก็คือ เสนอให้เปิดประตูระบายน้ำใหญ่เพื่อการศึกษา 2 ปี โดยต้องมีทั้งนักวิชาการจาก ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และนักวิชาการชาวบ้านมาร่วมทำการศึกษา และเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้เสนอข้อร้องเรียนนี้ ต่อรัฐมนตรีเกษตรฯ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ไปแล้ว ซึ่งท่านก็รับปากว่า จะนำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งครับ"

นางสาวณีรัตน์ มิตรปราสาท นักวิจัยโครงการสิทธิชุมชน ศึกษากรณีการจัดการลุ่มน้ำปากพนัง อธิบายถึงระบบ นิเวศน์ 4 น้ำตามธรรมชาติกับวิถีชาวบ้าน ว่า " เราต้องมาพูดถึงฐานเดิมก่อนว่า ลุ่มน้ำปากพนังนั้นเป็นพื้นที่ลุ่มลาดต่ำลงมาจาก อ.ชะอวด หัวไทร เชียรใหญ่แล้วถึงปากพนัง ซึ่งระหว่างพื้นที่ชะอวดกับหัวไทรนี้ก็จะมีป่าชนิดหนึ่งเรียกว่าป่าพรุ ซึ่งจะทำให้น้ำเปรี้ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ฤดูฝนตกชุกมากๆ น้ำจืดจากชะอวดจะไหลบ่าลงมา สู่แม่น้ำปากพนัง น้ำจืดเหล่านี้ก็จะดันลงมาสู่ที่ลุ่มปากพนัง ลงสู่ทะเล โดยผ่านออกไปทางปากแม่น้ำ แต่พอถึงช่วงมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม ซึ่งเป็นหน้าแล้งนั้น น้ำทะเลก็จะหนุนขึ้นมา เนื่องจากแรงดันน้ำจืดน้อยลง ซึ่งถ้าปีไหนแล้งจัดก็อาจจะหนุนไปได้ไกลมากขึ้น ซึ่งลักษณะการหนุนของน้ำคือ น้ำเค็มนั้นจะหนักกว่าน้ำจืด ดังนั้นน้ำเค็มจึงดันหรือไหลอยู่ด้านล่างส่วนด้านบนที่เป็นพื้นผิวน้ำจะเป็นน้ำจืด เพราะฉะนั้นการรุกตัวของน้ำทั้ง 2 ก็จะอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ถ้าในปีไหนแล้งจัด และนี่เองคือเหตุผลทำให้มีการคิดและดำเนินโครงการนี้

หากมองถึงวิถีสายน้ำจากจุดปากแพรก มันจะมีแม่น้ำหัวไทรสายหนึ่งและแม่น้ำชะอวด- เชียรใหญ่ อีกสายหนึ่ง ไหลมาบรรจบกันตรงปากแพรก แล้วจึงไหลลงทะเล ส่วนนี้เรียกว่าแม่น้ำปากพนัง ที่คนส่วนใหญ่จะเรียกกัน วิธีการไหลของน้ำคือ แม่น้ำชะอวด-เชียรใหญ่ ที่อยู่เหนือขึ้นไปนั้น ต้นน้ำอยู่ที่อ.ชะอวด ส่วนแม่น้ำหัวไทรนั้น ต้นน้ำอยู่ที่ทะเลสาบสงขลา ดังนั้น เวลาน้ำจืดจากชะอวดเอ่อล้นมา ก็จะไหลย้อนไปทางคลองหัวไทรด้วย หรือแม่น้ำหัวไทรท่วมเอ่อมาก็ไหลไปทางแม่น้ำชะอวด แต่ถ้าเป็นปกติคือ ทั้ง 2 สาย จะไหลลงมาที่ปากแพรกเป็นแม่น้ำปากพนัง ระบบเหล่านี้เองที่ทำให้สภาพแม่น้ำทั้งสายมีความเค็ม ความกร่อย ความจืด และความเปรี้ยวที่เกิดจากป่าพรุ มีสภาพทางนิเวศน์ต่างกัน

ในขณะที่ ปกติชาวนาแถบลุ่มน้ำปากพนัง จะทำนาในฤดูฝนหรือนาปี อาศัยน้ำฝนเป็นหลักปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นการทำนาที่ไม่ได้ทำเป็นระบบชลประทาน เท่าไหร่นัก เนื่องจากน้ำจืดจากฝน มันพอเพียงอยู่แล้ว แม้จะมีคูคลองมากก็เพื่อการสัญจร เป็นหลัก ในขณะที่ระบบนิเวศน์แบบนั้นเองกลับมีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก เช่นเมื่อฤดูน้ำเค็มขึ้นรุกน้ำจืดปลาในทะเลก็จะขึ้นมาวางไข่ ด้วย ซึ่งนั่นก็จะเป็นการไล่ปลาน้ำจืดให้ขึ้นไปตามสายน้ำข้างบนอีกด้วย ตรงนั้นเองที่ชาวประมงในย่านนี้เขาจะรู้กันว่า ช่วงน้ำแบบไหน เขาจะจับปลาอะไร หรือถ้าช่วงน้ำจืดหลากลงมา ปลาน้ำจืดก็จะลงมาด้วย ส่วนน้ำเปรี้ยวถ้าหลากลงมา ก็จะทำให้ปลาจะเมาน้ำ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขารู้ และดำรงชีวิตสอดคล้องกับสภาพน้ำแบบนี้ตลอดมา

ดังนั้นน้ำเค็มจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของชาวลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเท่าที่เก็บข้อมูลทำวิจัยมานั้น ชาวนาแถบลุ่มน้ำปากพนัง เริ่มเลิกทำนาข้าว ตั้งแต่ปี 2532-2533 ซึ่งจากการศึกษาปัจจัยอันเป็นสาเหตุนั้น ก็มีหลายปัจจัยด้วยกัน คือ 1.ราคาข้าวต่ำมาก 2.ที่นาเป็นที่ลุ่มต่ำมาก ดังนั้น เมื่อโครงการนี้กักเก็บน้ำทำให้ระดับน้ำสูงท่วมขังเป็นเวลานาน ข้าวเสียหายเพราะรากเน่า 3.ต้นทุนการผลิตสูงมาก ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และ 4.น้ำเค็มเข้ามาถึง ในขณะที่กระแสการทำนากุ้งกำลังมาแรงมากในสมัยนั้น ทำให้ชาวนาเห็นว่า ในเมื่อที่นามันเค็มอยู่แล้ว ทำไมไม่แปรสภาพให้เป็นนากุ้งแทน ซึ่งกระแสการเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มมันเริ่มเกิดจากตรงนี้เอง บวกกับสภาพแวดล้อมสมบูรณ์มากในขณะนั้น ทำให้ชาวนากุ้งมีผลิตผลสูงมากในระยะแรก จึงเป็นแรงจูงใจให้คนทั้งลุ่มน้ำปากพนังหันมาทำนากุ้ง

ปี 2532-2536 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาข้าว มาเป็นนากุ้งกันเยอะมาก เกือบเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะริมสองฝั่งแม่น้ำปากพนัง เชียรใหญ่ และหัวไทร แต่พอมีโครงการสร้างเขื่อนปากพนังขึ้น ตรงคิดว่า เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่อยากจะช่วยคนทำนาข้าวในขณะนั้นเป็นหลัก ซึ่งอาจจะคิดว่า คนสองกลุ่มอาชีพนี้ขัดแย้งกัน แต่ความจริงของเรื่องนี้ ตัวชาวบ้านเองก็สงสัยเช่นว่า ทราบมาจากไหน เพราะชาวบ้านเขายืนยันให้ไปดูคดีความที่โรงพักหรือที่ศาลก่อน ว่ามีคดีความที่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีกันบ้างแต่ก็ตกลงกันได้ ส่วนข่าวที่เห็นภาพความขัดแย้งรุนแรงนั้น เกิดจากชาวบ้านทางฝั่งคลองแดน ติด อ.ระโนด จ.สงขลา มากกว่า เพราะแถบนั้นขัดแย้งรุนแรงมากจริง และเป็นจุดแรกที่ริเริ่มการเลี้ยงกุ้งด้วย" น.ส.มณีรัตน์กล่าวและมองถึงความเข้าใจสถานการณ์การปรับตัว ตลอดจนมาสู่การจัดการโครงการนี้ของหน่วยงานรัฐ
ว่า

" โครงการนี้ต้องการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปากพนัง จากคลองเชียรใหญ่ขึ้นไปทางคลองชะอวด ซึ่งเป็นคลองน้ำจืดทั้งสายและกั้นคลองหัวไทร ตรงแยกปากแพรกลงไป เป็นน้ำเค็มทั้งสาย โดยมีนโยบายให้ชุมชนที่อยู่ตรงคลองหัวไทร เป็นโซนน้ำเค็มให้ทำนากุ้งได้ ส่วนโซนที่อยู่ถัดขึ้นมาคือคลองเชียรใหญ่-ชะอวด เป็นคลองน้ำจืดให้ทำนาข้าว ในขณะที่ชาวนากุ้งได้มีพัฒนาการมาไกลมาก โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มดั่งแต่ก่อนนั้น ก่อให้เกิดโรคมากมายและผลผลิตก็น้อย แต่การเลี้งกุ้งน้ำกร่อยในความเค็มระดับต่ำมาก นั้นจะได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะความเค็มในระดับศูนย์ และที่สำคัญน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งสามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีกเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทิ้งลงคลองเช่นแต่ก่อน ที่ถูกตำหนิว่าทำน้ำเสีย

ส่วนประเด็นการส่งเสริมการเกษตรของภาครัฐที่เดินคู่มาด้วยกันคือ การทำไร่นาสวนผสม ที่พยายามนำมาส่งเสริมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าว โดยการแจ้งว่าจะมาขุดคูแบบไร่นาสวนผสมให้ เหมือนทางภาคอีสานทำ คือขุดคันดินไว้นอกแล้วคันคูน้ำเอาไว้ใน ซึ่งในความเป็นจริงคันดินค่อนข้างต่ำ พอค่อนข้างต่ำเมื่อน้ำหลากมาก็ท่วมหมด เหมือนเดิม ในขณะที่ฤดูทำนามาถึงชาวนาก็ทำแบบเดิมไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถจุดไฟเผาซังข้าวเพื่อ ฆ่าเชื้อราและเผาหน้าดินให้แห้งก่อนไถ เนื่องจากดินเป็นดินเหนียวได้ เพราะจะลามไหม้กลุ่มไร่นาสวนผสม ซึ่งจุดนี้เองกลายเป็นข้อพิพาทใหม่ จนชาวบ้านเสนอว่า การขุดต้องเอาคันคูไว้ข้างนอก และกว่ารัฐจะยอมรับความคิดนี้ได้ ก็เข้าปี 2540 ไปแล้ว จนระบบน้ำเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำให้วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย " น.ส.มณีรัตน์กล่าวย้ำ

นายตฤณ สุขนวล นักวิจัยโครงการสิทธิชุมชน ศึกษากรณีการจัดการลุ่มน้ำปากพนัง เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ชาวบ้านร่วมกันเสนอ ว่า " อย่างแรกต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อนว่า ชาวบ้านในแถบลุ่มน้ำปากพนังนี้ เขามีวิถีชีวิตที่พร้อม จะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของน้ำ และ เขาปรับตัวได้ดีกับระบบไหลเวียนแบบ 4 น้ำ ตามธรรมชาติมากกว่า วิถีชีวิต 2 น้ำแบบใหม่อย่างปัจจุบัน ส่วนแนวทางที่ชาวบ้านนำเสนอนั้น มีหลายแนวทางครับ แนวทางแรกคือ เปิดประตูเขื่อนอย่างถาวรทั้งหมด เพื่อให้ระบบน้ำแบบธรรมชาติกลับคืนมาหมุนเวียน เพราะในสภาพธรรมชาติที่น้ำหมุนเวียน มันเกิดลักษณะน้ำหลายๆ รูปแบบ เช่น น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเปรี้ยว น้ำเค็ม แต่ละน้ำก็จะมีระบบนิเวศน์ของมันแตกต่างกันออกไป ซึ่งประชาชนก็จะปรับตัวอาศัยปรากฏการณ์ของน้ำนั่นแหละ ดำรงเลี้ยงชีพ เช่น ช่วงน้ำเค็มขึ้นมาผสมน้ำจืด ปลาจะเมาน้ำ ชาวบ้านก็จะออกมาหาปลาขาย ซึ่งเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่รายได้ดีมาก อีกแนวทางคือ เปิดเขื่อนเพื่อศึกษาผลกระทบ สัก 2 ปี ว่า ระบบน้ำที่ปิดประตูเขื่อนกับเปิดประตูเขื่อนกลับไปอย่างเดิม
อย่างไหนมีผลกระทบหรือได้ผลประโยชน์กับชาวลุ่มน้ำปากพนังมากกว่ากัน หรือได้รับกระทบน้อยกว่า และแนวทางที่สาม คือ ชาวบ้านยังมีความหวังตามที่นโยบายรัฐได้ประกาศไว้ ว่า โครงการนี้จะช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาทั้งชาวนากุ้งและชาวนาข้าว และเนื่องมาจากหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านแถบนี้ ยังไม่เคยได้รับโครงการอะไรจากภาครัฐ ดังนั้น เมื่อมีโครงการเข้ามาสักหนึ่งโครงการ ทำให้ชาวบ้านค่อนข้างมีกำลังใจ เชื่อมั่น และมีความหวังว่า สักวันหนึ่งเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ จนสามารถจัดการระบบน้ำได้จริง อย่างที่เคยประกาศให้ชาวบ้านทราบ ก็จะรอ และจึงเสนอทางออกของปัญหานี้ว่า ระหว่างที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จนั้น หรืออีกนานกว่าจะแล้วเสร็จ อยากเสนอให้ภาครัฐเปิดประตูเขื่อน ที่ปิดแม่น้ำปากพนังออกก่อน เพื่อทำการศึกษา และเพื่อให้น้ำได้หมุนเวียนไปตามธรรมชาติก่อน เพื่อให้ชาวบ้านได้ทำประโยชน์ดั่งเดิมไปก่อน และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จทุกประตูหรือทุกโครงการย่อย จึงค่อยปิดประตูเขื่อนปากพนังอีกครั้ง ครับ " นายตฤณกล่าวสรุปข้อเสนอ


วงกลมคือประตูใหญ่เขื่อนปากพนังและแม่น้ำขุดใหม่
ทั้งสาย เพื่อควบคุมน้ำทะเลที่ดันขึ้นจากด้านซ้ายมือ

ประตูน้ำขนาดย่อยๆ ที่กั้นลำคลอง

ผังการจัดระบบน้ำใหม่ และจุดสีแดงคือปากคลอง
เปิดใหม่เชื่อมทะเล


ประตูย่อยตามคลองต่างๆ


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน