"จะนะ"ยึดมั่นในสันติวิธี

หากศึกษาประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้ในสังคมไทย จะเห็นภาพชัดเจนว่า สังคมไทยไม่ปรารถนาความรุนแรง หรือขัดแย้งกันถึงขั้นต้องรุนแรงเลย โดยเฉพาะขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากย้อนไปมองในบันทึกทุกๆ หน้าในประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่าจุดกำเนิดความรุนแรงทั้งมวล หรือผู้กระทำความรุนแรงทั้งปวงนั้น "คือรัฐ" "คืออาญาสิทธิ์" แต่กระบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน หรือประชาชน เป็นแค่เพียงภาวะปกป้องสิทธิหรือทางเลือกของตนเองเท่านั้น จึงมาสู่การต่อสู้ ยิ่งหากพิเคราะห์ถึงรากเหง้าปัญหา ให้เห็นที่มาความรุนแรงนั้นเกิดจากอะไรแล้ว แน่นอนที่ชัดเจนที่สุด คือความรุนแรงที่มาจากโครงสร้างของสังคมที่บีบคั้น ปิดกั้นคนที่ด้อยโอกาสกว่า โดยมีรัฐเป็นผู้ตัดสินใจหลัก กำหนดวิถีชีวิตให้ประชาชน ให้ชุมชน ว่าใครควรได้ ใครควรมีสิทธิ แค่ไหนอย่างไร ทำให้วันหนึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญเปิดประตูคุ้มครองสิทธิประชาชน สิทธิชุมชนขึ้น กระบวนการเรียกร้องปกป้อง ทางเลือกและทรัพยากรของชุมชนจึงเกิดขึ้น

ถ้าถามถึงหัวใจชาวบ้านชนบททุกๆ ถิ่นที่ ว่าเลือกอะไรให้ชีวิต คงตอบคล้ายๆ ว่า ตนรักสงบ รักวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของตนและ ไม่ปรารถนากระทำการใดๆ ที่เป็นความรุนแรงต่อกันแม้แต่น้อย ชาวบ้านที่ตำบลสะกอม และตลิ่งชัน อ.จะนะ สงขลา ซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่มีวิถีชีวิตอยู่กับทะเลกับธรรมชาติ ยึดมั่นในคำสอนพระอัลเลาะห์ และคัมภีร์กุรอาน ได้รวมตัวกันคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีคำประกาศิตว่า"มึงสร้าง กูเผา" นั้น หากมาได้สัมผัสให้ลึกซึ้งวิญญาณชาวสะกอม ตลิ่งชัน ถึงวิถีแต่ดั้งเดิมที่ทำประมงพื้นบ้าน นั้นจะเห็นว่า เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ที่เจือจานความใจดี จริงใจและการุณอย่างที่สุด แล้วภาพความรุนแรงเกิดจากใคร

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 ที่ผ่านมา ณ ลานหอยเสียบ ต.สะกอม อ.จะนะ สงขลา ชาวบ้านที่คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ได้เปิดเวทีเสวนา ทบทวนกระบวนการต่อสู้ในทางสันติวิธี โดยมีตัวแทนศาสนาจาก 3 ศาสนาสำคัญๆ คือศาสนามุสลิม มี อ.มัรยัม สาเมาะ ศาสนาพุทธ มีพระมหาเจิม สุวโร และศาสนาคริสต์ มีบาทหลวงวิชัย โภคทวี ร่วมเสวนาถึง "กระบวนการต่อสู้สันติวิธี" ว่า การเอาคำสอนของศาสนามาเป็นแนวทางการต่อสู้ เอาหลักอหิงสาธรรมมากำหนดเป็นรูปแบบนั้น จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้แค่ไหน ในบริบทสังคมไทยที่มีรัฐตัดสินใจทั้งหมด โดยมี พิณผกา งามสม เป็นผู้นำเสวนา ซึ่งได้มีชาวบ้านให้ความสนใจมากมายร่วมแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะบทเรียนจากเหตุการณ์ล่าสุดที่โรงแรมเจบี หาดใหญ่ นอกจากนั้นยังมี สื่อมวลชน นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมรับฟังอีกคับคั่ง

พระมหาเจิม สุวโร ชี้แจงถึงปัญหาที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อกันและนำเสนอการต่อสู้สันติวิธีตามแนวทางพุทธศาสนาว่า " สาเหตุของปัญหาคือ เมื่อไหร่ที่โครงสร้างหลักของสังคมจับมือกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาสังคมทันที ซึ่งปัจจุบันสังคมใกล้เข้าสู่จุดขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทุกขณะแล้ว ดังนั้น การต่อสู้กับความรุนแรง เราต้องคำถามก่อนว่า เรากำลังต่อสู้กับอะไร ? กับคน กับกลุ่มคน กับฝ่ายตรงข้าม หรือกับความหลงผิดของคน ดังนั้นภารกิจของเรา คือต้องเปิดเผยความจริงและตีแผ่ความขัดแย้งให้สังคมเข้าใจให้มาก เพราะเราต่อสู้กับความไม่ดี ความหลงผิดนั้น เราต้องไม่โกรธเกลียด แค้น ชิงชัง แต่เรากำลังต่อสู้กับความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง เราจึงต้องอดทน อีกอย่างเราต้องเข้าใจกระบวนการสันติธรรม เราจะต้องรู้และวิเคราะห์ให้ได้ เพราะถ้าเรามองความขัดแย้งไปที่ตัวบุคคล เราก็จะเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น ดังนั้นเราอย่าหลงประเด็น เราต้องมองให้เห็นความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วมันขัดแย้งกับเราอย่างไร

ทุกสังคมมีความขัดแย้ง ซึ่งก็คือสัจจธรรม แต่ความขัดแย้งนั้นไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความรุนแรงเสมอไป จึงย้ำว่าภารกิจเราต้องทำให้สังคมเข้าใจ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพราะสันติวิธี ไม่ใช่การเอาความขัดแย้ง มาเผชิญกับการขัดแย้ง หากคิดจะสู้ด้วยสันติวิธีเราต้องทำให้สังคมได้รับรู้ความเป็นจริง นี่คือหัวใจของสันติวิธี ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลออกมาทันอกทันใจ แต่ในระยะยาว มันทำให้สังคมได้แสวงหาแนวร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สำหรับคนที่ใช้ความรุนแรงกับเรานั้น เขาถูกฝึกมาเพื่อให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เขาจึงไม่รู้หรอกว่าสันติวิธีคืออะไร แต่ชาวบ้านยังสามารถเรียนรู้ได้ และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ เราอย่าเผลอไปใช้ความรุนแรงให้ตกหลุมพรางเขา เพราะจะทำให้เขามีความชอบธรรมในการปราบปราม อย่างเช่น เหตุการณ์ที่บุรีรัมย์ในอดีต ที่รัฐถือสิทธิปราบปรามชาวบ้านอย่างเราจนราบคาบ

สุดท้ายขอย้ำว่าสันติวิธี ไม่ใช่ได้ผลสำเร็จ 100% แต่สันติวิธีนั้น เป็นการต่อสู้ที่ไม่ เบียดเบียนคนอื่น และตัวเอง และยังทำให้ศาสนธรรมเจริญงอกงามอีกด้วย เพราะสันติวิธีคือการรักษาธรรมในการต่อสู้ โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นที่โรงแรมเจบี การตอบโต้ในเชิงสันติวิธีมีหลากหลายมากมาย เช่น กระจายข้อเท็จจริง การเจรจา การประสานความร่วมมือ เพราะสันติวิธีไม่ได้หมายความว่าเราไม่ใช้ความรุนแรงแล้ว คนอื่นจะไม่ใช้กับเรา แต่สันติวิธีคือกระบวนการรักษาธรรม เพื่อไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในอนาคตของสังคม ส่วนการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามมีไม่มากรูปแบบ ไม่หลากหลาย อย่างมากก็ ซื้อ หรือใช้อาวุธ แต่สันติวิธีมีรูปแบบการต่อสู้ที่มากมายกว่า เพราะสันติวิธีคือคนที่ใช้ความรุนแรงได้ แต่เลือกที่จะไม่ใช้ ความรุนแรง นี่คือหัวใจที่แท้จริงของสันติวิธี" พระมหาเจิมวิเคราะห์

อ.มัรยัม สาเมาะ กล่าวถึงแนวคิดเรื่องสันติชาวมุสลิมและ ย้ำถึงวิถีละหมาดคือวิถีการต่อสู้ว่า " การต่อสู้ของเราชาวมุสลิม มี 3 กรณี คือ มาลอฮ สฟารัคและการทดสอบ ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนว่า เรานั้นไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ทำความเสียหายอะไร ดังนั้นเราจึงต้องมาทำตรงนี้ เพราะว่าพระอัลเลาะฮ์ ทดสอบเราอยู่ ว่าเรายึดตามหลักการอิสลามหรือไม่ อีกทั้งเราต้องเชื่อมั่นว่า แนวทางของพระอัลเลาะฮ์ นั้นสันติสุขอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องอดทน แล้วซอบาละหมาดอย่างเคร่งครัด เพื่อต่อสู้และเพื่อพระอัลเลาะฮ์ และที่สำคัญวิถีของพระอัลเลาะฮ์ไปทำอะไรที่รุนแรง ทุบตีใครไม่ได้ เราชาวอิสลามต้องอยู่ในวิถีละหมาดอย่างเคร่งครัด

ส่วนถ้าให้มองเรื่องการพัฒนานั้น ตนคิดว่าการพัฒนาไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ทุกคนอยากเดินไปข้างหน้า แต่ถ้าพัฒนาแล้วเดินไปตกหลุมก็หยุดดีกว่า แม้ว่าพระพระอัลเลาะฮ์จะสอนให้เดินไปข้างหน้าทุกวัน แต่ก็ต้องเดินให้มันสมดุลทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ ไม่ใช่อยากจะเน้นแต่ความร่ำรวยกันอย่างเดียว แต่การพัฒนานั้นต้องเน้นจิตวิญญาณ ซึ่งเราชาวมุสลิมต้องคิดให้มาก และพยายามดึงวิธีละหมาดมาใช้นอกละหมาด ตรงนี้เองที่พี่น้องมุสลิมต้องยึดให้มั่น ให้ได้ เพราะเราต้องการความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จแค่ในโลกนี้ แต่คือโลกหน้า โลกที่อยู่กับพระอัลเลาะฮ์

ตอนนี้ ฝ่ายคู่แข่งของเรา คู่แย้งของเราคือ ความคิด ไม่ใช่คน ดังนั้นเราต้องตีความคิดเขา ไม่ใช่ตัวเขา ที่สำคัญเราต้องสู้เพื่อชัยชนะโลกหน้า ไม่ใช่โลกนี้ " อ.มัรยัมกล่าว

บาทหลวงวิชัย โภคทวี ตัวแทนท่านสุดท้ายจากศาสนาคริสต์ กล่าวแต่เพียงสั้นว่า "การนำเอาศาสนธรรมมาเคลื่อนไหวให้เกิดสันติได้อย่างไรนั้น คือเราต้องเข้าใจแก่นแท้ของพระศาสนา เราและคุณธรรมตรงนั้นจะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการต่อสู้ของเรา แต่ต้นเหตุของปัญหาที่เรากำลังเผชิญคือ เราเอาประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง แล้วไม่เอาสันติเป็นหลัก ดังนั้น เราจะหาวิธีไหนมาแก้ปัญหาโดยสันติได้ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เราลุกขึ้นทำมันด้วยความรัก มันจะพบหนทางไปสู่สันติได้ แล้วเมื่อนั้นเองที่เราเอาชนะความรุนแรงด้วยสันติ ไม่ใช่การเอาชนะความรุนแรงด้วยความรุนแรง

เราต้องเอาดอกไม้ไปวางที่ปลายปืน ซึ่งนั่นหมายความว่า เราคือผู้ที่กล้าหาญกว่าและจิตใจของเรางดงามกว่า เพราะสันติวิธีไม่ใช่การต่อสู้ ถ้าหากเราไม่รู้ว่าเราสู้กับอะไร กับใคร เช่น ญาติพี่น้องเราลุ่มหลงวัตถุ เราจะสู้กับญาติหรือความลุ่มหลง ดังนั้นสันติวิธีคือการหาความจริง หาสัจจะ เพื่อนำมาต่อสู้ เราไม่ได้สู้กับผลประโยชน์ แต่เราสู้กับสิ่งที่ขัดธรรมมะ ธรรมมะที่เกิดขึ้นจากวิถีของเรา" บาทหลวงวิชัยเน้นย้ำ


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน