|
บทสรุปจากประสบการณ์ การต่อสู้
ผ่านตัวแทนแต่กลุ่ม ทั้ง 6 กรณีปัญหาคือ เขื่อนปากมูล ราษีไศล ที่ดินลำพูน
บ่อนอก-หินกรูด
คลองด่าน ท่อก๊าซไทยมาเลย์และเหมืองแร่โปรแตส จ.อุดรธานี
กรณีปากมูล
โดย แม่สมปอง เวียงจันทร์,แม่ลำดวน
เศลาทอง

จินตนา แก้วขาว |

มณี บุญรอด |

ประจวบ แสนพงษ์ |

อลิสา หมานละ |
"การต่อสู้ของชาวปากมูลมีความหมายในแง่ ความสามารถเชิงกลุ่ม
ที่สามารถทำให้การต่อสู้ยืนยงอยู่ได้ยาวนานกว่า 10 ปี ไม่มีสิ่งใดสามารถสลายการรวมตัวของชาวบ้านได้
เพราะความคิดอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน ของขบวนชาวบ้าน คือ ความคิด ที่ว่า "แผ่นดินที่เราอยู่
คือ แผ่นดินของเรา" ทุกครั้งก่อนจะออกไปเคลื่อนไหว จะมีการประเมินและคุยสรุปกันภายในกลุ่มทุกครั้ง
ถึงความคาดหวังของเราว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เรามีความคาดหวังกันมากน้อยแค่ไหน
จากกลุ่มหมู่บ้าน 56 หมู่บ้าน ความคาดหวังเดียวที่เราจะสรุปกันทุกครั้ง คือ
ความพยายาม ที่จะอธิบายกับสาธารณะ ให้เห็นถึงความทุกข์ยากที่พวกเราชาวบ้านได้รับ
และเผชิญอยู่ ทั้งในด้านวิถีชีวิตและที่ทำกิน
การออกมาเคลื่อนไหวใหม่ ๆ เราชาวบ้านแต่ละคนไม่ได้มีความคิดกันว่า เขื่อนปากมูลจะก่อผลเสียให้เกิดแก่ชาวบ้าน
ที่มีจำนวนมากถึง 3,000 ครอบครัว ผลสุดท้ายในการคุยกันกับรัฐบาลทุกชุด เรามีบทสรุปที่น่าเศร้าอย่างที่สุดว่าไม่ว่า
รัฐบาลยุคสมัย หรือชุดใด ก็ตาม ไม่เคยที่จะมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้กับเรา
คนยากคนจนโดยสิ้นเชิง เป็นเรื่องของผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ว่า นักการเมืองในระดับประเทศ
รัฐมนตรี ส.ส. หรือ ระดับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.บ.ต. ล้วนแต่หาประโยชน์เข้ากลุ่มพวกทั้งสิ้น
เป็นอย่างนี้ ทุกชุดรัฐบาล ดังนั้น บทสรุปอันเดียว ที่เกิดจากมติที่ประชุมของชาวบ้าน
ในเรื่องการจัดการ การดูแล หรือ กระบวนการทางการเมือง ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ประชาชน
เข้าไปมีส่วนร่วมให้มากที่สุด
จนถึงวันนี้ที่ปากมูลยืนหยัด มาได้ ถึง 12 ปี เพราะทุกคนเข้าใจดีว่า ประชาชนทุกคนต้องเข้าไปมีส่วนในการเคลื่อนไหว
ในการตัดสินใจทุก ๆ โครงการของรัฐ ที่ผ่านมา เราปล่อยให้รัฐเป็นพียงผู้ตัดสินใจ
อย่างที่ไม่มีใครเป็นคนคอยตรวจสอบ กำกับ การทำงาน บ้านเมือง แผ่นดินจึงได้เกิดปัญหามากมาย
เมื่อความพยายามของชาวบ้านที่ต้องการเข้าไปกำกับ และทำหน้าที่เหล่านี้ตั้งแต่สันเขื่อน
ในครั้งแรก ๆ ทุกครั้งนั้นเกิดความขัดแย้ง ที่กลายเป็นความรุนแรงทั้งสิ้น
ประสบการณ์เหล่านี้ เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด ในหัวใจชาวบ้านทุกคน ในครั้งแรก
ๆ นั้น ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะต้องต่อสู้อย่างไร แต่ก็ทำการคัดค้านมาตลอด เพราะว่าบางส่วนได้รับผลกระทบโดยตรง
คือ น้ำท่วมที่ทำกินและเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน ตอนนั้น ทางรัฐไม่มีข้อมูลเรื่องนี้มาให้ชาวบ้านได้ทราบ
แต่ตัวอย่างจากเขื่อนสิรินธรเป็นความชัดเจน ที่ทำให้เราทำการคัดค้านการสร้างเขื่อน
และการพัฒนาของรัฐ ที่เรียกว่า เขื่อนปากมูล แต่ตอนนั้น ทำไม่สำเร็จ เพราะเราเป็นคนส่วนน้อย
แต่ก็คัดค้านต่อเนื่องกันมา เรียกร้องค่าชดเชยเป็นเบื้องต้น ขณะนั้นที่ดินราคาประเมินกันในราคา
4,000 บาท /ไร่ แต่รัฐบอกว่าให้ค่าชดเชยได้เพียงครึ่งหนึ่ง คือ 2,000 บาท/
ไร่ ชาวบ้านไม่ยอม จึงเรียกร้องต่อสู้มาเป็นไร่ละ 35,000 บาท / ไร่ ซึ่งเป็นความจำยอมที่
ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน ค่าชดเชยอันนี้ มันเทียบไม่ได้กับแหล่งทำมาหากิน
แผ่นดินที่เราเคยอยู่เคยใช้ ป่าบุ่งป่าทามเป็นที่ตาย การต่อสู้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
ตามวันเวลา การให้ชดเชย ความรับผิดชอบความเสียหาย ที่เกิดจากโครงการรัฐไม่เคยได้มาอย่างง่าย
ๆ ชาวบ้านทุกคนต้องเรียกร้องต้องต่อสู้ทั้งน้ำตา เพื่อให้ได้มาซึ่งวิถีชีวิตแบบเดิม
อะไรที่เป็นความจริง ความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น ชาวบ้านทุกคนจึงเริ่มเข้าใจและทยอยเข้ามาร่วมเรียกร้อง
ให้รัฐเกิดความรับผิดชอบมากขึ้น
เมื่อเราทุกคนรู้ว่า ผู้ที่ถูกฉกฉวยเอาผลประโยชน์ไปนั้นแท้จริงแล้วคือ ชาวบ้านทุกคน
ความเป็นปึกแผ่นจึงเกิดขึ้น ความกลมเกลียวจึงเกิดขึ้น ในบรรดาชาวบ้าน ข้อเรียกร้องเรื่องอาชีพประมง
ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ จะเป็นประเด็นสำคัญ ในช่วงระยะ 3 ปี ที่สร้างเขื่อน
ทำให้ปลาขึ้นมาไม่ได้ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่ สังคม ทุกส่วนควรจะให้ความสนใจ
ถึงวันนี้ เกิดพันธมิตรเครือข่ายคนจน ขึ้นมามากมาย ทั้งในส่วนชาวบ้าน นักศึกษา
องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ สื่อมวลชน นับว่าสังคมเริ่มมีความเข้าใจในการเรียกร้องของเรามากขึ้น
โดยเฉพาะ มหามิตร ที่เป็นคนจนด้วยกัน ทำให้เราเข้าใจว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นที่เดือดร้อน
แต่มีคนจนอีกหลายกลุ่มที่มีความทุกข์ยากไม่แพ้พวกเรา การต่อสู้ ที่ทำให้พวกเราได้รับชัยชนะที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง
คือว่า เราได้เปิดประตูเขื่อน มีคณะกรรมการและนักวิชาการที่สามารถให้คำปรึกษา
การศึกษา ความรู้จะทำให้ชาวบ้านมีความฉลาดและแกร่งขึ้นเรียกร้องได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
ทราบข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง เพื่อไม่ตกหลุมพรางที่เขาขุดเอาไว้
เมื่อโครงการเขื่อนปากมูลเกิดขึ้น ชาวบ้านทุกคนได้รับการกระทำด้วยความรุนแรง
ที่หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองปกครองด้วยระบอบเผด็จการ
พูดคุยกันเพียง 3 คน ก็ถูกจับขังแล้ว ตอนนั้นชาวบ้านกลัว ลักษณะทำนองอย่างนี้
กลัวว่า หากออกไปคัดค้านเรื่องเขื่อนแล้วจะถูกจับ คนจึง สนับสนุนการสร้างเขื่อน
บอกว่า จะนำพาความเจริญ มีไฟฟ้า มีถนน เป็นการพัฒนา ทำไมไม่เอา
ความรุนแรงเกิดขึ้นทั้งสองด้าน
ทั้งส่วน ชาวบ้านที่สนับสนุนและหน่วยงานของรัฐ การเรียกร้อง การเวนคืนที่ดิน
ที่อยู่อาศัยไร่นาที่น้ำท่วม ชาวบ้านต้อง ต่อสู้เรียกร้องค่าชดเชยกันทั้งน้ำตา
ผ่านอุปสรรคความรุนแรงมากมาย ครั้งแรก ๆ ชาวบ้านยึดระเบิดที่เขาเจาะผ่านร่องน้ำเพื่อสร้างเขื่อน
ชาวบ้านบอกว่าอย่าสร้างเลย มิฉะนั้น อาชีพพวกเราจะไม่เหลือ เขากลับบอกว่า
เขาเป็นเพียงบริษัทที่รับเหมามา หากจะให้เลิกต้องไปคุยเอาเองกับรัฐบาล เราก็ไม่คุย
แต่เขาก็ไม่เชื่อ เหตุการณ์รุนแรงที่สุด เป็นการลอบยิงนักศึกษาและเยาวชน
ที่ร่วมเรียกร้อง บาดเจ็บสาหัส จับไปกักขัง ผ่านมาหลายสมัยหลายยุค ชาวบ้านเลย
เผชิญกับความเจ็บปวด รุนแรงหมักหมม อยู่ตลอดเวลา ตั้งยุค นายกฯชาติชาย นายกฯชวน
นายกฯบรรหาร นายกฯชวลิต ถึง ยุคฯพณฯ ท่านทักษิณ นายกฯ คนปัจจุบัน ไม่เคยเลยที่สมัยใด
ที่ขบวนการเรียกร้องของชาวบ้านจะไม่จบลงด้วย ความเจ็บปวด ถูกทุบตี ปล่อยหมามากัด
ถูกประณาม ตั้งข้อหาให้กลายเป็นคนไม่รักชาติ ที่เหมือนกันทุกสมัย ทุกรัฐบาล
เขาจะใช้ สื่อ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อ.บ.ต. ที่เป็นคนของรัฐ ในระดับท้องถิ่นเข้ามาปลุกปั่น
ทำให้เกิดความแตกแยก เป็นฝักเป็นฝ่าย พี่น้องไม่คุยกัน มองหน้ากันไม่ได้
อีกฝ่าย อยู่ข้าง กฟผ. อีกฝ่าย อยู่ข้างชาวบ้านที่เรียกร้อง อีกส่วนก็ไม่สนใจอะไรเลย
เพราะมีเงินมีบ้านช่อง ที่พักอาศัยเรียบร้อยไปแล้ว
การพัฒนาของรัฐที่ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วม จะไม่เกิดผลดีแก่ประเทศเลย
จะเกิดปัญหาคว้าน้ำเหลวตลอดเวลา การสร้างเขื่อน มีการทุจริตทุกรูปแบบ ตั้งแต่การขายหิน
ขายดิน ล้วนแล้วเป็นคนของเขา เป็นพวกพ้อง-พี่น้องของเขาทั้งสิ้น นี่เป็นอีกจุดที่ทำให้ชาวบ้านอย่างเราทนไม่ไหว
เราจึงต้องยืนหยัดเพื่อต่อสู้จนถึงปัจจุบัน ของวิงวอนว่าให้พี่น้องทุกคนจงยืนหยัด
เพื่อการต่อสู้กับความอยุติธรรมในใจของคนมาร"
กรณีเขื่อนราษีไศล
โดย ไพจิตร ศิลารักษ์
"การสร้างเขื่อนราษีไศลในตอนแรก ๆ นั้น ทางรัฐยืนยันว่า เขาจะไม่ให้เกิดกรณีน้ำท่วมที่ทำกินของชาวบ้าน
แต่ต่อมาเริ่มเห็นว่า ไม่เป็นความจริง การเรียกร้องจึงเกิดขึ้น โดยในครั้งแรก
ๆ มีชาวบ้านมาเรียกร้องเพียง 300 คน ซึ่งการเรียกร้องครั้งแรก ๆ นั้น เป็นการให้ทางหน่วยงานราชการ
เปิดเผยข้อมูล ต่อมามีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วมและให้ข้อมูลชาวบ้าน จึงเกิดเป็นความแตกแยกระหว่างชาวบ้าน
มีการขึ้นป้านประท้วงเข้าร่วมของ เอ็นจีโอ เช่น เอ็นจีโอโกโฮม อะไรทำนองอย่างนี้
ส่วนชาวบ้านที่เข้าไปยื่นหนังสือกลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์อย่างไม่มีอะไรต้องสงสัย
ช่วงนั้นเป็นรัฐบาลนายกฯ บรรหาร ชาวบ้านจึงเริ่มรวมตัวเป็นองค์กรเครือข่ายพันธมิตร
ร่วมเรียกร้องหน้าทำเนียบ เกิดการเจรจาต่อรองกัน นายกฯ บรรหาร ก็ลงมาให้นโยบายเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
การเจรจาจึงเกิดขึ้นเป็น รายกรณี สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ มติคณะรัฐมนตรี 22
เมษายน 2539 เป็นหลักการกว้างๆ ร่วมกันว่า ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านนั้น
จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน อย่างละครึ่ง ครั้งนั้น ชาวบ้านมีกำลังใจในเชิงการต่อสู้มากขึ้น
เหตุการณ์ เริ่มเป็นไปด้วยดี นับเป็นผลจากชัยชนะของขบวนการชาวบ้าน จากสายตาชาวบ้านด้วยกัน
กำนัน นาย อำเภอ จนถึงกำลังใจของชาวบ้านที่มีความมั่นใจ ในการเรียกร้องต่อสู้
มากขึ้น กระทั่งเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล เป็นรัฐบาลพลเอกชวลิต ทุกอย่างจึงพังทลายลง
เมื่อปัญหาราษีไศล ตกเป็นประเด็นทางการเมือง เมื่อชาวบ้านราษีไศลได้รับการกล่าวหาว่า
ทำการคอร์รัปชั่นร่วมกับรัฐมนตรี อดิศร เพียงเกษ ที่รับผิดชอบเรื่อง การจ่ายค่าชดเชยในขณะนั้น
จำนวนเงินค่าชดเชยที่ชาวบ้านควรจะได้รับ ถูกอายัติ อยู่ในธนาคาร มีการกดดันในพื้นที่ด้วยส่งเจ้าหน้าที่กองปราบจากกรุงเทพฯ
50 นาย ลงไปประจำที่หมู่บ้านชาวบ้าน จึงออกมาต่อสู้อีกครั้ง พี่น้องเข้ายึดพื้นที่
อ่างเก็บน้ำแล้วทำการเรียกร้อง ช่วงนั้นเกิดปัญหากันวุ่นวายมาก ทั้งปัญหาดินเค็ม
ทำให้น้ำใช้ไม่ได้ การพิสูจน์สิทธิ จึงต้องทำการเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำ
ตั้งแต่ปี 2542 กระทั่งตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณ อ่างเก็บน้ำ ทางราชการจึงสั่งให้เปิดน้ำเข้าสู่อ่าง
ทำการขับไล่ชาวบ้าน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พี่น้องของเราเสียชีวิตหนึ่งคน
เนื่องจากจมน้ำ ขบวนการชาวบ้านจึงยกทัพเข้ายึดเขื่อน กดดัน จนกระทั่งเกิดมีคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด
เรียกว่า คณะกรรมการกลางแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ที่พิจารณาว่า ให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนราษีไศล
พบว่า นายกฯ ชวน ไม่ยอม พี่น้องจึงไปกดดันอีกครั้ง อันเป็น คืนที่เรียกว่า
คืนพระจันทร์แดง คือ การปีทำเนียบรัฐบาลเกิดการทุบตีชาวบ้าน เพียงเพราะความต้องการชาวบ้านที่ต้องการเรียกร้องให้
นายกฯ ชวนทำตามมติคณะกรรมการกลางเท่านั้นปัญหา เขื่อนราษีไศล ผ่านมาหลายยุคสมัย
เมื่อถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่มีการพูดคุยถึงเรื่อง กรณีปัญหาเขื่อนราษีไศล
แล้วปรากฏว่า ท่านนายกให้ความเห็นว่า "กฏหมายของประเทศไทยล้าสมัย ต้องมีการแก้ไขกฏหมายโดยใช้กรณีปัญหาของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง"
เป็นคำสัญญาที่เกิดก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ภาพนายกฯ มาร่วมกินข้าวร่วมกับชาาวบ้านเป็นภาพที่ติดตาพร้อมกับคำพูดคำเดิม
เป็นการยืนยันเจตนรมณ์เดิมที่ จะแก้ปัญหาปากมูล ราษีไศล สิรินธร ด้วยการแก้กฎหมาย
ให้สอดคล้อง หลังจากนั้น มีการตั้งคณะกรรมการร่วมหลายชุด มีการนัดกินข้าหารือหลายครั้ง
เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีออกมา ว่ารับทราบและเห็นชอบ การแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน
มีปัญหาจุดไหนต้องแก้ไขจุดนั้น หลังจากนั้นบรรดาชาวบ้านต่างดีใจกลับบ้าน
แต่กลับไม่มีความคืบหน้า ใดใดเลย
แม้กระทั่งมีการปรับโครงสร้าง ราชการใหม่ บรรดาชาวบ้านก็ไปทวงถาม อีกครั้ง
มีการจัดฉากการเจรจา โดยเฉพาะกับพี่น้องปากมูล ใช้ความชอบธรรมทางกฎหมาย ขับไล่ให้พี่น้องกลับมา

กรณีโปรแตส จ.อุดรธานี
โดย นายประจวบ แสนพงษ์ ,แม่มณี บุญรอด จาก
กลุ่มอนุรักษ์ฯ จ.อุดรธานี
"โปรแตส เป็นโครงการใหม่ และมีขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และอายุการเรียกร้อง
ต่อสู้ก็ยังเป็นน้องรองจาก กรณี อื่น ๆ ทั้ง 5 กรณี ปัญหาการทำเหมืองแร่โปรแตส
ไม่เฉพาะเป็นปัญหาของคนในจังหวัดอุดรเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ
การต่อสู้คัดค้าน โครงการเหมืองแร่โปรแตส เริ่มต้นเมื่อปี 2541-2544 ซึ่งตอนนั้น
องค์กรพัฒนาเอกชนได้เริ่ม รวมกลุ่มชาวบ้าน 10 หมู่บ้าน ยื่นหนังสื่อกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
แต่ไม่ได้ผล จึงหาวิธีใหม่เพื่อสร้างและหาวิธีให้ชาวบ้านตื่นตัว โดยการรวมกลุ่มชาวบ้านไปดูสถานะการณ์จริงที่
ลำน้ำพอง ที่มีโรงงานกระดาษอยู่ ชาวบ้านเห็นความจริง จึงเข้ามาร่วมมากขึ้น
ครั้งแรกที่เริ่มเรียกร้องในพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านกำลังกินข้าวอยู่ในวัด
ทางกลุ่มข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอาวุโส เข้ามาขับไล่ออกจากพื้นที่ ชาวบ้านไม่ยอม
ทางกลุ่มอนุรักษ์จึงประสานความช่วยเหลือกับองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่
เกิดการตื่นตัวขนานใหญ่ ในกลุ่มชาวบ้าน มีการรวมตัวกันถึง 20 หมู่บ้าน มีการรณรงค์ครั้งแรก
5 คันรถ ครั้งที่สอง 15 คันรถ ครั้งที่สาม ถึง 49 คันรถ ครั้งที่สี่ ถึง
58 คันรถ เพียงในระยะเวลา 1 ปี ในการรณรงค์ ทำการคัดค้านโครงการขนาดใหญ่
ที่เป็นทั้งทุนขนาดใหญ่ระดับและทุนร่วมระหว่างประเทศ สภาพปัญหามีความคล้ายคลึงกันกับพื้นที่ต่าง
ๆ ทั้งในเรื่องกรทำร้ายตัวผู้นำในพื้นที่และเรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ การปิดบังข้อมูลด้านต่าง
ๆ เมื่อชาวบ้านเริ่มตื่นตัวมากขึ้น จึงมีการรวบรวมชาวบ้านประมาณ 700 คน ยื่นหนังสือที่ศาลกลางจังหวัด
ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสองฝ่าย
ในระดับจังหวัดเพื่อศึกษาถึงผลกระทบโครงการ เหมืองแร่โปรแตส เรียกร้องให้คณะกรรมนำข้อมูลออกมาเพื่อทำการศึกษา
แต่กลับได้รับการตอบโต้โดยการใช้อิทธิพลท้องถิ่น พยายามแบ่งแยกชาวบ้านออกมา
โดยการขู่ปรามชาวบ้าน ไม่ให้เข้าร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์ เหมือนกับทุกที่
ช่วง ปี2545 มีการชุมนุมอีกครั้งที่ศาลากลาง เพื่อให้มีการรายงานผลกระทบของโครงการ
ซึ่งในรายงานระบุว่า มีการดำเนินการที่ผิดขั้นตอน ไม่มีการควบคุมพื้นที่
และขาดการมีส่วนร่วมในภาคประชาชน ชาวบ้านยื่นหนังสือถึง กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ให้มีการทบทวน อีไอเอ อีกครั้งว่า ผิดขั้นตอน
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการ 6 ระหว่างหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน
ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งระหว่างนี้ ห้ามกระทรงอุตสาหกรรมออก
สัมปทานบัตร จนจะมีการรายงานผลกระทบเสียใหม่ก่อน ถึงแม้จะมี พ.ร.บ. แร่ฉบับใหม่
ที่อนุญาตให้ประชาชนทุกคน มีสิทธิในครอบครองที่ดินลึกลงแค่ 100 เมตร ในส่วนที่ลึกมากกว่านั้น
รัฐบาลสามารถให้ใครก็ตาม ที่ขอสัมปทานมีสิทธิ อันชอบที่จะทำการขุด เจาะโดยไม่จำเป็นจะต้องแจ้งให้เจ้าของพื้นที่ทราบ
ซึ่งเป็นกฏหมายอีกฉบับ ที่ขายชาติและทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขเพราะเมื่อกฎหมายเหล่านี้บังคับใช้ทั่วประเทศ
พี่น้องทางภาคใต้ หรือภาคอื่น ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้
ตามข้อมูลที่ได้มา การทำเหมืองโปรแตส ที่จังหวัดอุดรในครั้งนี้ กินเนื้อที่ที่ได้รับการสัมปทานไปถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งจังหวัดกฎหมาย
พ.ร.บ. แร่จึงเป็นกฎหมายขายชาติ ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนทั้งในระดับชาติและข้ามชาติ
ทั้งในการอนุญาตครั้งนี้มี ข้อสัญญา บางกรณีที่แสดงความไม่รับผิดชอบใดใดแก่ชาวบ้าน
อย่างเช่น หากเกิดกรณี แผ่นดินทรุด หรือ ถล่ม ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบกรณีที่เกิดขึ้น
ให้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย
แร่โปรแตสเป็นแร่ประเภทเกลือ ที่หากมีการนำมาใช้ในเชิงอุตสาหกรรม จะเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง
ดิน-น้ำ จะเค็มทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรและเพาะปลูกพืชผลใดใดได้ ทั้งผลกระทบที่จะเกิดแก่ระบบหายใจ
ชีวิตชุมชน ทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญ ที่ขบวนการประชาชนต้องทำการต่อสู้-คัดค้าน
ที่เหมือนกันในทุกกรณี คือ การปกปิดข้อมูลข่าวสาร ของหน่วยงานราชการ ที่เมื่อใดก็ตามหากปล่อยให้มีการทำเหมือง
แร่โปรแตสเกิดขึ้น ผลประโยชน์จะเกิดแก่กลุ่มทุน ชาวบ้านจะทำนาไม่ได้ แผ่นดินทรุด
เกิดฝุ่นเกลือ จากการแต่งแร่ ซึ่งการแต่งแร่ต้องใช้น้ำ 5,000 ตัน/วัน ในสัญญาบอกว่ามีสัญญา
22 ปี แต่จากหลักฐานบางอย่างบอกว่า มีระยะเวลาถึง 50 ปี จะเห็นว่ามีปกปิดข้อมูลตลอดเวลา
ฝุ่นเกลือที่เกิดจากการแต่งแร่ จะมีรัศมีกระจายถึง 9-12 กิโลเมตร สถานการณ์ในขณะนี้
มีความพยายามแบ่งแยกกลุ่มชาวบ้านออกเป็นสองกลุ่ม โดยผ่านมาสนับสนุนเรื่องงบประมาณ
จากส่วนต่าง ๆ ทั้งจากหน่วยงานในพื้นที่และดึงชาวบ้านบางส่วน ด้วยการอุดหนุนสิ่งของ
เงินในงานเทศกาลประจำปี เช่นงานที่ทุ่งศรีเมือง ก็มีการนำเสื่อไปแจกโดยการติดป้ายของ
เหมืองแร่โปรแตสเอาไว้หรือ มีการสนับสนุนเงินแข่งขันกีฬาเป็นต้น"
กรณีที่ดินลำพูน
โดย นายรังสรรค์ แสนแคว
ประมาณ ปี 2545 ชาวบ้านที่ร่วมคัดค้านกรณีที่ดินที่ลำพูนได้เข้ามอบตัว แต่ละคนได้รับข้อกล่าวหาไปคนละหลายคดี
เช่น ทำลายทรัพย์สิน ตัดต้นไม้ ปลุกปั่นยุยง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นที่ศาลกำลังพิจารณา
การแลกเปลี่ยนบทเรียนการต่อสู้ของพี่น้องชาวบ้าน ปัญหาที่แท้จริงเป็นสิ่งเดียวกัน
เป็นปัญหาในเชิงการรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาเชิงโครงสร้าง เกิดขึ้นจากที่เดียวกัน
การให้สิทธิในการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ ดินน้ำป่า ซึ่งในความเป็นจริงเรา สามารถจัดการอย่างมีส่วนร่วมได้หรือไม่
ตามที่รัฐบาลไดแถลงเอาไว้การแก้ไขต้องแก้ สองส่วน คือโครงสร้างข้างบน คือ
กฎหมาย ที่เป็นอำนาจจากเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่เป็นธรรม ในการปกครองกับคนทั้งประเทศ
ซึ่งต้องอาศัยพลังภาคประชาชน ในการคลี่ขยายอำนาจที่มีการรวมศูนย์ ที่หากจะสรุปจากปัญหาที่เกิดจากโครงการของรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการ บ่อนอก-หินกรูด ท่อก๊าซ เหล่านี้ล้วนมีการตั้งคณะกรรมการ
เพื่อให้เกิดการยุติข้อขัดแย้ง เหมือนกับว่า หากเราหิวข้าว กรรมการก็จะนำข้าวมาให้เรากิน
เพื่อบรรเทาความหิวเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แล้วเราก็จะหิวอีก แม้จะมีสัดส่วนเท่ากัน
แต่อำนาจที่เป็นเครื่องมือของเราไม่มี ขณะที่อีกฝ่ายมีทหาร ตำรวจ ศาลแม้กระทั่งอิทธิพลมืด
ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปฏิเสธระบบกรรมการ แต่การเมืองภาคประชาชนต้องมองออกไปให้ทะลุมากกว่านั้น
เราต้องสร้างเวทีสาธารณะ เพื่อขยายผลอธิบายแก่สังคม ขบวนการภาคประชาชนต้องหวังพึ่งตนเองในการแก้ไขปัญหา
ของแต่ละกรณี แต่ละประเด็น อย่างกรณีลำพูนที่มีปัญหาเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชั่น
การออกเอกสารสิทธิทับที่ทำกิน ทับที่สาธารณะ การรุกไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ด้วยมาตรการที่รุนแรง
ปล่อยทิ้งไว้แล้วเอาเข้าจำนองธนาคาร กลายเป็นหนี้ เอ็นพีแอล
ด้วยการเท่าทันสภาพปัญหาอย่างนี้ เราสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตนเอง
ความคิดที่ยังรู้สึกว่าเราเป็น ขี้ข้ารัฐ ขอให้เลิกความคิดเหล่านี้เสียได้แล้ว
เห็นได้จากปัญหากรณี ที่ดินลำพูน ท่านนายกออกมาบอกว่า จะจัดการแปลงสภาพที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าให้
แต่ก็ยังไม่ได้ทำ ดังนั้น กลุ่มประชาชนที่ลำพูนจึงรวมตัวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า
หากท่านไม่ทำก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง เราก็เข้าจัดการแผ้วถางป่าเพื่อจับจอง
ในเมื่อมันไม่มีเอกสารใดแสดงและตรงนั้น เป็นแผ่นดินที่รกร้าง ไม่มีเจ้าของ
เมื่อเข้าไปทำประโยชน์ ก็เป็นดอกเป็นผลแก่แผ่นดินทั้งสิ้น ดีกว่านโยบายที่แปลงสินทรัพย์เป็นทุนที่จะทำให้เกษตรกรเข้าถึงทุน
เข้าถึงอำนาจของเงินกลายเป็นลูกหนี้รัฐ ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านเกิดการพึ่งตนเอง
ไม่ได้ทำให้เกิดการจัดการที่ดิน หรือตั้งธนาคารชุมชน เป็นวิธีการพึ่งตนเองลดการพึ่งพาจากภายนอก
อย่างนี้เราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด การเกษตรที่ทำให้เราเกดหนี้เกิดสิน เพราะความรู้การเกษตรแบบเชิงเดี่ยว
ที่มุ่งไปที่การผลิต ส่งออก ผันวัตถุดิบเป็นเงินทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้
ต้องจัดการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน
ให้เกษตรกรสามารถ พึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
เรื่องน้ำ ป่าไม้ ชาวบ้านจะต้องเป็นผู้จัดการทรัพยากรตรงนั้น ด้วยตนเองชาวบ้านต้องเริ่มสร้างความคิดใหม่
ต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการ ที่เคยล่ามเราเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องการจัดการทรัพยากรดิน
น้ำ ป่า ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เราคือคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้
เราทุกคนประชาชนทุกคน ต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง
กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์
โดย อาริสา หมานละ
เริ่มด้วยเจ้าของโครงการลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ ท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ขณะที่ชุมชนในอำเภอจะนะของเรา ได้รับการขนานนามว่าเป็น มรดก 2 วัฒนธรรม ระหว่างไทยพุทธ-มุสลิม
แต่อยู่มาวันหนึ่งเมื่อโครงการท่อก๊าซเกิดขึ้นสิ่งแรกที่เกิดคือ ความแตกแยกทางด้านความคิดและสังคม
ที่นำไปสู่ความรุนแรงจากตรงนี้เอง ขบวนการต่อสู้ภาคประชาชนของชาวจะนะจึงเริ่มต้น
8 หมู่บ้านหลัก ที่ออกมาคัดค้านในขณะนั้นได้สรุปบทเรียนจากที่อื่น ๆ เช่น
ที่มาบตาพุด แล้วทำการขยายความคิดออกไปเรื่อยๆ จนมีคนเข้ามาสบทบจนสามารถตั้งเป็นเครือข่ายขึ้นมา
โดยการใช้กลไกของหลักศาสนาเข้าไปช่วย ทำความเข้าใจ
ขณะนั้น เป็นยุคนายชวน หลีกภัย เริ่มเซ็นสัญญากับทางมาเลเซีย เมื่อบรรดาชาวบ้านรู้ข่าว
จึงพยายามรวมตัวกันคัดค้านการเซ็นสัญญา แต่ไม่สำเร็จ ทางชาวบ้านจึงยื่นหนังสือถึงหน่วยงานอื่น
ๆ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ภายใต้โครงการใด โครงการหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
จำเป็นต้องศึกษาและทำประชาพิจารณ์ แต่ในที่สุดการศึกษาผลกระทบกลับไม่เป็นความจริง
เมื่อมีการจ้างมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ทำการศึกษาโดยมีการจ้างเป็น เงินจำนวน
21 ล้านบาท แต่การศึกษาครั้งนั้น เป็นการโกหกชาวบ้าน เช่น ระบุว่าเรือหาปลาในอำเภอจะนะมีเพียง
300 ลำ แต่ความเป็นจริง เรือประมงมีจำนวนมากถึง 3,000 ลำ หรือ ชายฝั่งตลิ่งชันเป็นที่สูงไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ
อันนี้ ล้วนเป็นข้อมดเท็จที่เกิดจากการศึกษาโดยรัฐ โดยไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริง
ทั้ง อีไอเอ ก็ไม่ผ่าน ทางด้านสังคม และการทำประชาพิจารณ์ก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ที่ทางชาวบ้านพยายามยื่นหนังสือเพื่อจะบอกว่า ประชาพิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ทั้งสองครั้ง ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการทำร้ายชาวบ้าน หรือไปจ้างคนและเอาชื่อคนที่ตายไปแล้ว
มาเข้าร่วมทำประชาพิจารณ์ หัวละ 500 บาท บรรดาเหล่านักเลงหัวไม้หัวละ 1,000
บาท และนักศึกษาจากราชภัฎสงขลา หัวละ 100 บาท ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ
มีการตรึงกำลังทหารในพื้นที่ ใช้เครื่องแบบทหารกดดันความรู้สึก
เพียง 15 นาที ประชาพิจารณ์ผ่าน อย่างที่ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อมาถึงยุค
รัฐบาลทักษิณ ที่เป็นรัฐบาลที่สร้างภาพอย่างสวยหรู ทำการลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูล
ท่านนายกฯ ลงไปพูดคุย กับชาวบ้านที่ลานหอยเสียบ ทำการแลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมทั้งในส่วนชาวบ้านและนักวิชาการ
มติในวันนั้นสรุปออกมาว่า ท่านจะทำเพื่อประเทศชาติโดยรวม โครงการจะไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โดยย้ายโครงการไปอีกจุดหนึ่ง ที่บ้านควนหัวหิน เป็นการแสดงให้สาธารณชนเห็นว่า
มีการยอมรับฟังแต่กลุ่มชาวบ้านยังดื้อดึง ในการคัดค้านกระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้ในสร้างความชอบธรรมมีมาก
ด้วยตั้งคณะที่ปรึกษาและทำการศึกษา ถึงที่สุด นายกฯ ก็ตั้งคณะวิชาการขึ้นมา
ซึ่งผลสรุปของนักวิชาการ ในครั้งนั้น ระบุออกมาว่า ให้ยุติโครงการ ควรจะทำการศึกษาใหม่เพื่อหาข้อยุติร่วม
ซึ่งถึงเวลานั้น ท่านายกฯ ก็ไม่ยอม บอกว่าการศึกษาใช้ไม่ได้หน่วยงานอื่น
ๆ อย่างเช่น ส.ว. คณะกรรมการการมีส่วนร่วม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็ออกมาบอกว่าให้ชลอโครงการ
แต่ท่านนายกฯ ก็ไม่ฟัง ต่อมานักวิชาการทั่วประเทศประมาณ 1,384 คน ได้ร่วมลงชื่อเพื่อชลอโครงการ
จากจุดนี้ เหมือนที่ พี่น้องหลาย คนพูด หน่วยงานในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ ที่ทำการแบ่งแยกเพื่อดึงชาวบ้านไปสนับสนุนโครงการ
ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานส่วนประมง กรมป่าไม้ แล้วทำการบีบผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพวกเราชาวบ้านที่ชุมนุมคัดค้าน กระทั่งถึง
วันที่ถือเป็นวันแตกหัก เมื่อมีการประชุม ครม. สัญจรในภาคใต้ พวกเราชาวบ้านก็เข้ายื่นหนังสือแก่ท่าน
นายกฯ แต่ท่านนายกฯ กลับใช้กำลังสลายกลุ่มชาวบ้าน โชว์นายกฯ มาเลเซีย โดยการทุบตีชาวบ้านเป็นความเจ็บปวด
ซึ่งคงไม่ต้องบรรยาย
ี่ในขณะที่คนทำงาน ในองค์กรพัฒนาเอกชน 12 คน ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน
ต่อสู้เรียกร้องกลับโดนจับขัง โดยการแยกบรรดาแกนนำที่เป็นชาวบ้าน และบรรดาแกนนำจากฝ่าย
เอ็นจีโอ ในสุดท้ายเมื่อชาวบ้านถอยร่นไปรวมตัวกันที่ลานหอยเสียบ ก็ทำการจับกุมชาวบ้านไปอีก
2 คน โดยไม่ใช้วิธีการทางกฎหมาย กักขังโดยไม่ให้ติดต่อกลับมา ใช้อิทธิพลท้องถิ่นเป็นการละเมิดกฎหมาย
โดยน้ำมือของผู้ใช้กฎหมาย ในเรื่องนี้ชาวบ้านจึงขอความช่วยเหลือไปทาง คณะกรรมการสิทธิฯ
ให้เข้าไปจัดการกับเรื่องนี้ หมายถึงว่า รัฐคิดจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม ทั้งสถานการณ์ตอนนี้
ก็ยังมีการละเมิดสิทธิและคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคลของชาวบ้านอยู่เหมือนเดิมทั้งเฮลิคอปเตอร์
ที่บินวนเวียนเหนือลานหอยเสียบและมอเตอร์ไซด์ที่วิ่งไปมาในส่วนภาคพื้นดิน
ทั้งกีดกันและแบ่งแยก ที่จำได้ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 มีคนมายิงปืนขู่
พื่อจะทำการยั่วยุให้พวกเราต้องใช้ความรุนแรง กำลังใจในขณะนี้ คือ พวกเราชาวบ้านมีพันธมิตร
มีเครือข่ายมีสายใย ที่จะเป็นส่วนเติมเต็มพลังในการต่อสู้ ขณะนี้ยังคงมีการกว้านซื้อที่ดิน
เพื่อมาตั้งโรงงานแยกก๊าซ ซึ่งเป็นความไม่ถูกต้อง เป็นการกระทำของรัฐบาล
ที่มีความเป็นเผด็จการ มีความพยายามแยกกลุ่ม นักวิชาการและเอ็นจีโอ ออกจากชาวบ้าน
แต่นักวิชาการและเอ็นจีโอ ที่รู้ข่าวสาร ต้องยืนเคียงข้างความเป็นธรรม หรือแม้แต่
ข้าราชการที่เป็นคนงานของรัฐ แล้วจะออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ไม่ได้ ทำไม อะไรที่ไม่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนต้องออกมาคัดค้าน
กรณีโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก
โดย จินตนา แก้วขาว
การคัดค้านโรงไฟฟ้าที่ทำเนียบรัฐบาล ในครั้งนั้นรัฐบาลเองไม่อยากให้ประเด็นเหล่านี้
ได้รับการเปิดโปงจากสาธารณะ แต่จากการผลักดันของชาวบ้านและนักวิชาการกลุ่มเอ็นจีโอ
ทำให้เกิดประเด็นขึ้นมาว่าวันนี้ กำลังไฟฟ้าสำรองของประเทศมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
ที่ชาวบ้านพยายามพูดตลอดเวลาว่า วันนี้กำลังงานไฟฟ้านี่มีมากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว
ชาวบ้านตัวดำๆ กลับเป็นเสียงเล็กเสียงน้อยที่ไม่มีความหมาย ไม่มีใครได้ยิน
แต่ก็พยายามเรียกร้องต่อสู้ตลอดมา การสำรวจพบว่า โครงการมีหมกเม็ด ข้อมูลต่าง
ๆ ที่เป็นเท็จ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ครั้งนั้น เอ็นจีโอกลับไม่ได้รับความไว้วางใจ
เพราะเอ็นจีโอทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น รัฐบาลกลัวตรงนี้ กลัวชาวบ้านเข้มแข็ง
จึงใส่ร้าย สร้างภาพ ป้ายความผิดให้กับกลุ่มเอ็นจีโอกับสาธารณะมาตลอดว่า
การต่อสู้ที่รุนแรง ไม่ว่าจะที่จะนะหรือหินกรูด-บ่อนอก เอ็นจีโอและกลุ่มนักวิชาการทำงานด้านข้อมูลเป็นหลัก
คอยเฝ้าระวังตรวจสอบความเป็นจริงว่า พลังงานไฟฟ้าสำรองนั้น มีมากน้อยเพียงใด
การอนุรักษ์พลังงานที่ถูกวิธีควรจะใช้วิธีการเช่นใด เหล่านี้ เป็นหน้าที่หลัก
ที่กลุ่มนักวิชาการและเอ็นจีโอได้ยื่นมือเข้ามา ให้ความช่วยเป็นเสมือนเกราะป้องกัน
เพิ่มความคิดความรอบคอบให้ชาวบ้านอีกชั้นหนึ่ง ส่วนหนึ่งแล้ว เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
เป็นเพราะความวิตกกังวล เคียดแค้น กดดัน ชาวบ้านยอมรับผิดตรงนั้น หรือแม้แต่การทุบตี
ขว้างปาสิ่งปฏิกูลอันนี้ เอ็นจีโอ ไม่ต้องสอน ชาวบ้านก็คิดกันเองได้ ชาวบ้านพยายามยืนยันส่วนนี้มาตลอด
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เหตุผลทุกอย่าง ข้อหา คำใส่ร้ายป้ายสี กลับไปตกอยู่ที
เอ็นจีโอ และนักวิชาการบางส่วนทั้งสิ้น กลายเป็นแพะรับบาป ซึ่งหน้าที่ของ
เอ็นจีโอ-นักวิชาการ ในวันนี้ลึกไปถึงว่า การเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบรายงานผลกระทบของสิ่งแวดล้อม
ในเรื่องทางสังคม ในเรื่องใดใดก็ตาม แล้วทำให้ชาวบ้านเข้าใจ เพื่อจะสามารถทำงานได้โดยตัวของชาวบ้านเอง
อย่างเช่น วันนี้รัฐบาลประกาศนโยบายเป็นศัตรูกับการทุจริต-คอร์รัปชั่น เรา
ชาวบ้านก็ทำหน้าที่พลเมืองดี ช่วยรัฐบาลตรวจสอบเรื่องโรงไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่า
รัฐบาลก็ไม่เอาด้วย เลือกที่จะย้ายโครงการไปจังหวัดราชบุรี
สถานการณ์ขณะนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องน่ายินดี ว่ามีการย้ายโรงไฟฟ้าแล้ว
อันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ หรือว่าถือว่าเป็นเรื่องของชัยชนะ
การยกเลิกโครงการอันเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลเอง นโยบายที่ผิดพลาดเหล่านี้
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าจะเคลื่อนย้ายโรงไฟฟ้าที่อื่นแล้วบอกว่า
นี่เป็นความรับผิดชอบ กลายเป็นว่า คนหินกรูด-บ่อนอก ต้องมาเสียน้ำใจกับคนราชบุรี
กลายเป็นว่า คนหินกรูด-บ่อนอก คัดค้านแล้วโยนของเสียไปให้คนราชบุรี ความหมายไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น
การคัดค้านของเราตั้งแต่แรกนั้น เนื่องจากความคิดที่ว่า เราประชาชนเห็นว่า
พลังงานไฟฟ้าสำรองของเรายังเหลือเพียงพอ เพราะเราเห็นว่า โรงไฟฟ้าจะกลายเป็นภาระ
ค่าใช้จ่ายของพี่น้อง และชาชน กลายเป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ เฉพาะคนประจวบฯ
เท่านั้น เราเรียกร้องให้มีการตรวจสอบปัญหาทุจริต เราเรียกร้องให้เกิดการพิทักษ์รักษาสภาพแวดล้อม
แต่วันนี้รัฐบาลทำเสมือนว่า มีความรักประชาชน ย้ายโรงไฟฟ้าออกไป สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือว่า
จะมีการจ่ายค่าชดเชยร่วมหรือไม่ การย้ายต้องเสียค่าชดเชย แต่การยกเลิกคือการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ฉะนั้น การเลิกย่อมเป็นเงื่อนไขที่ดีกว่า การประกาศย้าย ณ วันนี้ ยังไม่มีที่ดินที่จะสร้าง
และเงื่อนไขของการย้ายกลับอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ ในเรื่องก๊าซธรรมชาติ ทั้งอาจจะกลายเป็นประเด็นความชอบธรรม
ที่จะให้เกิดท่อก๊าซที่จะนะด้วย ดังนั้น ขอพี่น้องประชาชนทุกคนจับตาดูกันไปอย่างไม่ต้องกระพริบ
ในยุคนี้นั้น การตรวจสอบเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างมากที่สุด หลังจากการต่อสู้
กรณีหินกรูด-บ่อนอก ในระยะหนึ่งนั้น ชาวบ้านได้รับทราบว่า ความไม่เป็นธรรมในสังคมนี้มีอยู่จริง
ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่โดนคดี ทั้งที่จะนะและหินกรูด-บ่อนอก เฉพาะตัวดิฉันเอง
มีคดีถึง 5 คดี ขึ้นศาลปีนี้ด้วย พี่น้องบ่อนอก แต่ละคน ตกคนละ 11 คดี ทำผิดครั้งเดียวกรณีทำร้ายร่างกายแต่ต้องขึ้นศาลถึงสามศาล
อย่างนี้ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน โรงไฟฟ้าที่มาตั้งบริเวณหน้าบ้านเราไม่มีความผิด
เราชาวบ้านแค่เดินเฉียดกรายเข้าใกล้ ถูกจับกุมติดคุก เราต้องต่อสู้เรื่องนี้
เรียกร้องจนกระทั่งได้ชัยชนะ เหมือนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่การต่อสู้
ภาคประชาชน ต้องขยายขอบเขตมากกว่านั้น ไม่เฉพาะชาวบ้านที่อยู่ภายในพื้นที่เท่านั้น
ที่เรียกร้องอย่างมีสันติ เราเชื่อว่า เราต้องต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จะชนะแพ้กันในพื้นที่เท่านั้น
กระบวนการทางสังคมการต่อสู้ของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ต้องขยายวง ขยายขอบเขตออกไปให้กว้าง
เป็นเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีในความเป็นคน เป็นเจ้าของแผ่นดินไม่ใช่นายทุน
ไม่ใช่รัฐบาลความรุนแรงในพื้นที่ ขณะนี้ไม่ได้ลดหย่อน ใดใดเลย ล่าสุด ทางโรงไฟฟ้าได้เข้าไปปลุกปั่นให้ชาวบ้าน
ผู้นำท้องถิ่น กำนัน อ.บ.ต. ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีกิจการเหล็กเส้น มีกิจการรถแม็คโคร
หรืออย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ยั่วยุว่าโรงไฟฟ้าสร้างไม่ได้
เพราะกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านมีการพูดในวงประชุมในที่ประชุม ในเชิงข่มขู่ว่าจะทำร้าย
ด้วยการลอบยิงอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย นี่เป็นการกระทำของคนที่มีกฎหมายอยู่ในมือ
ขณะนี้ ประเด็นที่คลุมเครือในคำพูดหรือทางแก้ไขของรัฐบาล ก็คือว่าไม่มีการกระทำอย่างเป็นรูปธรรมใดใด
ที่จะส่อนัยว่า จะมีการเคลื่อนย้ายโรงไฟฟ้าจริง กระแสการย้ายโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นมา
เนื่องจากความพยายามของรัฐ ที่สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ประวิงเวลา ขณะที่ผู้บริหารโรงไฟฟ้าบอกกับชาวบ้านว่า
เขาจะย้ายโรงไฟฟ้าจากจุดเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ ย้ายมา 800 เมตร
ที่เป็นกระแส เกิดขึ้น คือ บอกว่าจะย้าย แต่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน สร้างความสับสนแก่สาธารณะ
บทเรียนอันหนึ่ง ที่สรุปได้ ณ เวที ตรงนี้จากประสบการณ์การต่อสู้ที่ผ่านมา
ข้อมูลเชิงวิชาการของนักวิชาการ ของรัฐหรือเอกชนกลุ่มรัฐ ไม่มีความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง
เช่น ข้อมูลเรื่องแนวหินโสโครกในทะเลบ้านกรูด แท้จริงคือแนวปะการัง การตรวจสอบที่ดินสาธารณะ
ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ล้วนมีผลประโยชน์แอบแฝงร่วมกันทั้งสิ้น การต่อสู้กันเชิงข้อมูล
ก็ได้รับความช่วยเหลือระหว่าง นักวิชาการ ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ที่วันนี้ เราไม่ได้เห็นการออกมาชี้แจงรับผิดชอบใดใด
จากทั้งหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของเอกชนว่า จะรับผิดชอบอย่างไร จะยุติเรื่องนี้อย่างไร
ด้วยความเป็นธรรมและถูกต้องไม่ใช่ เป็นการแสดงความรับผิดชอบด้วยการบอกว่า
สร้างที่นี่ไม่ได้ ก็สร้างที่อื่นได้..
การต่อสู้ภาคประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ขยายขอบเขตการต่อสู้ออกไปให้กว้าง
ไม่เฉพาะแค่ในพื้นที่เท่านั้น อาวุธทางปัญญา ข้อมูลทางวิชาการเพื่อตรวจสอบ
เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนต้องให้ความสำคัญ การต่อสู้กับโรงไฟฟ้าวันนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่จบง่าย
ๆ โรงไฟฟ้าต้องยุติโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะการยกเลิกโครงการ จะนำไปสู่การทบทวนเรื่องนโยบายพลังงาน
นำไปสู่การทบทวน เรื่องการเอาผิดผู้ที่กระทำความผิดและการทบทวนนโยบายการพัฒนาประเทศ
ในลำดับต่อไป โรงไฟฟ้าที่ประจวบฯ วันนี้ สร้างความบาดหมางในระดับชุมชน เกิดความแตกแยกในระดับท้องถิ่น
ทั้งในระดับนักวิชาการกับนักวิชาการ แตกแยกกันในหมู่ ส.ว. และ ส.ส. ทุกชุมชนและองค์กรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า
เกิดความแตกแยกร่วมทั้งสิ้น ถึงวันนี้ กรณีย้ายโรงไฟฟ้าไปที่ราชบุรี จะกลายเป็นชนวนที่จะทำให้เกิดความแตกแยกข้ามจังหวัดได้
ทุกฝ่าย ทุกภาค ที่อยู่ในขบวนการต่อสู้ภาคประชาชน ต้องจับมือร่วมกันต่อสู้
เคลื่อนประเด็นการต่อสู้ให้คม ชัดเจนและกว้างขวางมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเปิดเขื่อน
เลิกสร้างโรงไฟฟ้าหรือท่อก๊าซ แต่ต้องมีประเด็นที่เชื่อมโยงกันมากกว่านั้น
เพื่อสร้างเป็นพลัง สร้างให้เป็นเครือข่าย เป็นองค์กรร่วมระหว่างกลุ่มพลังภาคประชาชน
คิดถึงสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้อง เผชิญร่วมไม่เฉพาะประชาชนในพื้นที่เท่านั้น
การต่อสู้ภาคประชาชน เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน เพราะการต่อสู้นั้น เกิดจากอุดมการณ์
เป็นพลังที่เกิดขึ้นด้วยความคิดร่วมที่เป็นของเราชาวบ้าน ที่ต้องเป็นผู้ตัดสิน
บริหารจัดการ ในเรื่องทรัพยากรของเราเอง การต่อสู้เหล่านี้ต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ
สุดท้ายกำลังใจอยู่ที่ตัวเราทุกคนที่จะต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
และแบ่งปันกำลังใจเหล่านั้นให้ ทุกคน
|