วิทยุชุมชน
: ก้าวเล็กๆ ที่ชัดเจนบนเส้นทางเสรีสื่อ
| รัฐธรรมนูญประชาชน
2540 กำหนดไว้ในมาตรา 40 ว่า" .... คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุ
กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรการสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง
และกำกับดูแลการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงประโยชน์ของประชาชน
ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ
และประโยชน์อื่นรวมทั้งการแข่งขันเสรีอย่าง เป็นธรรม...." โดยจัดสรรให้ภาคประชาชนมีสิทธิใช้สื่อ
20 % ส่วนภาครัฐ 40% และเอกชน 40%
|
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือภาพประวัติศาสตร์ล่าสุดของการบิดเบือนข่าวครั้งใหญ่จากสื่อมวลชนไทย
ซึ่งเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนทั้งประเทศโดยรัฐเป็นผู้สั่งการ ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนมีอุดมการณ์อันแน่วแน่
เป็นจรรยาบรรณหลักในวิชาชีพ คือต้องรับใช้ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับกัน
เหตุการณ์ครั้งนั้น "รัฐ" ได้กระทำการละเมิดสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อเท็จจริงของประชาชน
ทำให้เกิดคำถามว่า "สื่อของประชาชนเพื่อประชาชนโดยประชาชน"
นั้นอยู่ที่ไหน และมิใช่สื่อเสรี ทีวีเสรี อย่างที่เห็น ณ ปัจจุบันนี้แน่นอน
วันนี้ ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายนั้นมานับ 10 ปีแล้วก็ตาม แต่สื่อ
อย่างวิทยุ โทรทัศน์ และบางส่วนของอินเตอร์เน็ต ก็ยังดำเนินไปบนเนื้อหาที่เน้นหนักเพียงการครอบงำประชาชน
เพียงเอื้อประโยชน์ในการรักษาสถานะทางอำนาจ ของคนบางคนบางกลุ่ม และรักษาผลโยชน์เฉพาะพรรคพวกเพื่อนพ้องตนเองเท่านั้น
ซึ่งมากไปด้วยการโฆษณา ละครน้ำเน่า เกมส์โชว์ การเสนอข่าวที่บ่อยครั้งบิดเบือนครอบงำปิดกั้นและการให้ข้อมูลด้านเดียว
เป็นต้น
ย้อนมองสถานการณ์วิทยุชุมชน ผ่านการเคลื่อนไหวของสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
20 ธันวาคม
2544 ภาคประชาชนได้ประกาศตัวตนของวิทยุชุมชนต่อสาธารณะว่า ให้มีวิทยุภาคประชาชน
หรือวิทยุชุมชนขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของวิทยุชุมชน เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไร
โดยเสนอให้มีจุดปฏิบัติการ หรือสถานีนำร่องสำหรับทดลองเรียนรู้ จังหหวัดละ
1-2 แห่ง และต่อมาได้เกิดเป็นเครือข่ายคณะทำงานสื่อวิทยุชุมชนขึ้น 7 ภูมิภาค
คือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง
และภาคอีสาน และยังประสานความร่วมมือ ไปยังคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ(คปส.)และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในการร่วมเคลื่อนไหวผลักดัน ร่างกฎหมายที่เกี่ยวพันทรัพยากรสื่อสาธารณะ
จากบทเรียนการพยายามเปิดพื้นที่นำร่องวิทยุชุมชนนั้นเอง ทำให้ค้นพบบทสรุป
ว่า สังคมระดับล่างเกิดพลังทางบวกมากขึ้น ในการขับเคลื่อนสังคม เนื่องจากสื่อได้สะท้อนปัญหาทั้งในชุมชนและระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง
และมากกว่านั้น ยังมองถึงการบริหารนโยบายของภาครัฐอีกด้วย เพราะวิทยุชุมชนทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
จากชุมชนหนึ่งไปสู่ชุมชนหนึ่ง และผลจากการเรียนรู้นี้เอง ทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส
การตรวจสอบและการแลกเปลี่ยนสู่ระดับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น เช่น วิทยุชุมชนที่จังหวัดกาญจนบุรี
กรณีผลกระทบจากเขื่อนและวิทยุชุมชนอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กรณี การทำเกษตรทางเลือกเพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจ
เป็นต้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545 ที่ผ่านมา ที่อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
(มอส.) กรุงเทพมหานคร ได้เปิดเวทีแลกมุมมองบทเรียนจากขบวนการเคลื่อนไหวสื่อภาคประชาชน
และ มองถึงการปรับทิศทางการเรียกร้องสิทธิของสื่อภาคประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของวิทยุชุมชน
ว่า "เจตนารมณ์การตั้งสถานีวิทยุชุมชนกว่า 140
สถานีทั่วประเทศนั้น เพื่อต้องการทำเป็นสถานีทดลองนำร่อง และเพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้จากการได้ทดลองปฏิบัติจริง
" ซึ่งเมื่อไหร่ที่ กสช. ผ่านกระบวนการคัดสรรและเริ่มปฏิบัติหน้าที่จัดสรรและดูแลการใช้คลื่นสาธารณะจริง
สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ก็จะยุติการตั้งสถานีฝึกหัดนำร่องทดลองทำวิทยุชุมชนและจะปฏิบัติตามเงื่อนไขและนโยบายของ
กสช.
ในขณะที่ท่าทีของฝ่ายการเมืองเริ่มเปิดศึกรุก และจัดการการเคลื่อนไหวของสหพันธ์วิทยุชุมชนอย่างแรงและรวดเร็ว
จากตัวอย่าง ข่าว นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ส.ว.สุพรรณบุรี ตั้งกระทู้ถามกลางสภาวุฒิว่า"
หากปล่อยให้เกิดสถานีวิทยุชุมชน จะละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ
ทั้งนี้วิทยุชุมชนที่ตั้งขึ้นนั้นผิดกฎหมาย ควรยุบเลิกและกลับไปใช้วิทยุของรัฐ
อาทิ วิทยุกรมประชาสัมพันธ์แทน " ส่วน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
ก็กล่าวเช่นกันว่า " เป็นสภาวะที่รัฐกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะขณะนี้มีสถานีวิทยุชุมชนประมาณ
50-200 สถานี ที่ถือว่าผิดกฎหมายและไม่สามารถดำเนินการกระจายเสียงได้ "
(จาก นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2545 )
และปฏิบัติการภาคเองก็ไม่ได้รีรอ ทำหนังสือด่วนมาก นร 0205/ ว. 6377 จากกรมประชาสัมพันธ์
ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2545 โดยนายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
แจ้งถึง นางกาวี คำภูแก้ว ว่า" ให้ระงับการทำการสถานีวิทยุชุมชน
และให้จัดสรรรายการมาใช้สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์แทน จนกว่าจะมีผลการพิจารณา
มาตรการหลักเกณฑ์จากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากสถานีวิทยุชุมชนทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
พ.ศ.2498 แก้ไขเพิ่มเติม 2530 " นี้คือภาพรวมเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานรัฐจัดการตอบโต้"การเคลื่อนไหวสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
" ที่ตั้งขึ้นตามสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้
มองแนวคิดวิทยุชุมชน
วิทยุชุมชน หมายถึง เทคโนโลยีที่เปิดช่องทางการสื่อสาร
เพื่อชีวิต ของคนในชุมชนและมาจากการจัดทำนำเสนอ โดยคนในชุมชน ซึ่งเป็นเพียงสถานีวิทยุขนาดเล็กๆ
ที่มีเครื่องส่งกระจายเสียง ขนาด 20-30 วัตต์ รัศมีการกระจายเสียง 10-15
กิโลเมตร ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงเป็นเรื่องของชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนนำเสนอและชุมชนตรวจสอบจัดการเป็นหลัก
หรือ
เป็นการนำเทคโนโลยีที่รัฐเคยผูกขาด มาสร้างช่องทางอย่างเป็นรูปธรรมแห่งสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ
ที่ชุมชนต้องการมีสิทธิ ในการสื่อสารเรื่องที่ดีเพื่อสิ่งที่ดีต่อชุมชน
ของตน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการได้ หรือมีสถานีวิทยุเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างดุลแห่งอำนาจของภาคประชาชน
ที่จะสร้างสรรค์สื่อและสาระบนรากฐานทางวัฒนธรรมที่แท้จริง ของตนเอง
ดังนั้นหัวใจของวิทยุชุมชนก็คือ
1.คนในชุมชนเป็นผู้ผลิตและเป็นผู้ฟัง
2.เข้าถึงง่าย ปิด-เปิด ง่าย ใช้ภาษาถิ่น ต้นทุนต่ำ การผลิต การจัดการมีเครื่องมือไม่ซับซ้อน
เป็นต้น
3.เป็นสมบัติสาธารณะ ใช้ระบบอาสาสมัครเข้ามาช่วย และไม่แสวงหากำไร
4.ชุมชนเป็นเจ้าของ สำหรับการกำหนดทิศทางและนโยบาย |
|
เมื่อวิทยุชุมชนเป็นเรื่องราวของชุมชน ที่ต้องมีส่วนร่วมในการร่างวัตถุประสงค์
การจัดการ การกำหนดเป้าหมายทิศทางร่วมกัน
ย่อมเป็นการเสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้ดำเนิรายการ ให้สามารถนำเสนอได้ครอบคลุมพื้นที่
เนื้อหา ตามสภาพของวิถีทางสังคม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน ลักษณะภูมิประเทศและอาชีพของท้องถิ่นนั้นๆ
บนพื้นฐานที่สังคมไทยเชื่อเหมือนกันว่า "คลื่นความถี่ คือทรัพยากรธรรมชาติ
ที่ไม่มีวัดหมดสิ้น และคลื่นความถี่ไม่มีข้อจำกัดในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
เพียงแต่มีต้นทุนในการถือครองและใช้ความชำนาญการเป็นพิเศษ ในการทำประโยชน์
และเมื่อคลื่นความถี่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ ดังนั้น แนวความคิดในการบริหารจัดการ
สรรหาคลื่นความถี่ จึงไม่อาจใช้วิธีคิด เช่นเดียวกับการใช้ในการบริหารจัดการ
ทรัพยากรชนิดอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพได้ มันจึงสามารถถูกนำไปใช้ในฐานะ
ของการสร้างคุณประโยชน์สู่ประชาชนได้ อย่างไม่มีขีดจำกัด
ปัญหาและอุปสรรค
จากการศึกษาและติดตามแนวโน้มการกำหนดนโยบายวิทยุชุมชนนั้น มักกระจุกและรอการตัดสินใจจากฝ่ายบริหาร
เป็นหลัก เนื่องจากกรอบการศึกษาของฝ่ายนโยบายนั้น ค่อนข้างคับแคบ ที่สำคัญละเลยการคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว
เพราะข้อเสนอเหล่านั้นคือกระบวนการนำพาเทคโนโลยีเข้าไปให้ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์
ดังนั้น หากสมมติฐานจากกรอบคิดของฝ่ายนโยบายมีปัญหาคับแคบขาดวิสัยทัศน์ ก็ย่อมส่งผลให้ประชาชนไทยขาดโอกาสได้เรียนรู้
ได้พัฒนาศักยภาพจากเทคโนโลยีการสื่อสารขนาดเล็ก ทั้งๆ ที่ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเปิดช่องทางการเรียนรู้
การเข้าใจ และเท่าทันสถานการณ์กระแสโลกาภิวัตน์ ได้มาก
จากการศึกษาพบว่า คลื่นความถี่ ที่ใช้ในประเทศไทย เพื่อกิจการวิทยุกระจายเสียงนั้น
แบ่งได้ 2 ระบบ คือ
หนึ่ง ระบบเอเอ็ม สามารถแบ่ง 2 ย่านความถี่ คือ
-ความถี่ย่านปานกลาง (Medium Frequency ) หรือที่รู้จักกันทั่วไปเรียกว่า
เอ็มเอฟ ( MF ) หรือเอ็มดับเบิ้ลยู ( MW )
- คลื่นความถี่ย่านสูง ( Hight Frequency ) หรือที่เรียกว่า เอสดับเบิ้ลยู
( SW )
สองระบบเอฟเอ็ม ใช้คลื่นความถี่ย่านความถี่สูงมาก ( Very Hight Freqency
) หรือเรียกว่าย่านความถี่ วีเอชเอฟ ( VHF )
และที่ผ่านมา การใช้ประโยชน์ของคลื่นความถี่ทั้งหมดนี้ อยู่บนพื้นฐาน เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของรัฐ
และอยู่บนพื้นฐานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีเครือข่ายกระจายเสียงหลัก ( Nation
Wide Broadcasting ) ที่แบ่งได้ 3 ระดับ ได้แก่
1.ระดับประเทศ อาทิ วิทยุกรมประชาสัมพันธ์, วิทยุอ.ส.ม.ท. ,วิทยุสำนักข่าวไทย,วิทยุกองพลที่
1 รอ. และวิทยุรัฐสภา เป็นต้น
2.ระดับภูมิภาค อาทิ ศูนย์วิทยุกรมประชาสัมพันธ์เขต 8, วิทยุกองทัพภาค
เป็นต้น
3.ระดับท้องถิ่น วิทยุ วปถ.ของกองทัพบก, กองทัพเรือ, อ.ส.ม.ท. และเอฟเอ็มในจังหวัดต่างๆ
( จากตัวเลขการครอบครองคลื่นคือ กองทัพ 203 คลื่น ( ขยายเวลาให้นายทุนเอกชนเช่าทำธุรกิจสื่อสารร่ำรวยมหาศาล)
ตำรวจ 44 คลื่น อ.ส.ม.ท. 62 คลื่น กรมประชาสัมพันธ์ 147
คลื่น ขณะที่กระทรวง ศึกษาธิการมีเพียง 1 คลื่น เป็นต้น )
ข้อเสนอทางเทคนิคกระบวนการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน
กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับวิทชุมชนในอนาคต คือ จัดทำระบบ
Radio Broadcasting Network ที่มีเครือข่าย Nationwide ซึ่งจะสอดคล้องกับวิทยุท้องถิ่น
Local Broadcasting Network มากที่สุด โดยใช้ระบบการแบ่ง Zoning คลื่นความถี่สูง
( FM ) เนื่องมีการรบกวนของสัญญาณน้อยกว่า AM และการจัด Zoning จะสามารถซอยแบ่งระดับ
คลื่นความถี่ให้แตกต่างกัน ในแต่ล่ะท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกันตามกระบวนการ
ทั้งภาคส่งและภาครับ อีกอย่างถ้าหากกล้าที่จะนำระบบเทคโนโลยีดิจิตอล ( Digital
Radio Broadcasting Technology ) ซึ่งเป็นเทคโลยีใหม่ที่ให้คุณภาพเสียงแจ่มชัดและคมชัดสูงกว่าแล้ว
ยังช่วยให้เกิดการแบ่งซอยคลื่นได้มากขึ้นอีกด้วย หรือมากกว่าระบบอนาล็อค
(Analog ) ซึ่งเป็นระบบเดิม เพียงแต่ว่า หากเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบดิจิตอล
ย่อมกระทบต่อระบบการสื่อสารวิทยุในระยะแรกอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องเปลี่ยนแปลงทั้งเครื่องมือส่งและเครื่องรับ(ผู้ฟังตามบ้าน)
ด้วย ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลสมควรพิจารณาถี่ถ้วน เพื่อจะได้หาแนวทางลงทุนและพัฒนาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม
เนื่องจากมูลค่าการพัฒนาไปสู่คุณภาพครั้งนี้ต้นทุนค่อนข้างสูงจริง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะนำมากล่าวอ้างว่า
ไม่มีเงินและยังทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ทำให้สิทธิของภาคประชาชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจริง
สรุปข้อเสนอสถานการณ์และความเห็นจากเวทีปฏิรูปสื่อ ที่อาคาร มอส.
โดยมี นักวิชาการทั้งจากสาขานิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
คณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสื่อ นักพัฒนาเอกชนด้านสื่อและทีมงาน thaingo
ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และเป็นหนึ่ง ในทีมงานริเริ่มโครงการนำร่องไอซีทีสู่ชุมชน
ร่วมกับองค์กรพันธมิตร 4 ภูมิภาคและชมรมไอซีทีเพื่องานพัฒนา
จากเวทีที่ประชุมเสนอตรงกันว่า ทำอย่างไรที่จะให้วิทยุชุมชนเกิดขึ้นได้จริง
ขณะที่สถานการณ์วันนี้นักการเมืองเองเข้าใจเรื่องนี้ดี แล้วและ ทุกๆ ฝ่ายต่างก็เข้าใจเรื่องนี้
แต่ก็ขยับไม่ได้เนื่องจากว่ามันเกี่ยวพันกับองค์กรธุรกิจเยอะมาก และมีผลประโยชน์มหาศาลอีกด้วย
ดังนั้นภาคประชาชนต้องเคลื่อนไหวเข้าช่วยและผลักดันให้เกิดจริงให้ได้ เพราะฝ่ายการเมืองเองตอนนี้ก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว
ต้องขยับทำงานหาทางออกในเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งนั่นก็เพราะว่า การประชุมใหญ่ที่ธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2545 ได้ก่อให้เกิดสหพันธ์วิทชุมชนแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายวิทยุชุมชนมาร่วมประกาศเจตนารมณ์กว่า
3 พันคน ดังนั้นงานเร่งด่วนของสื่อภาคประชาชนในเวลานี้คือ ต้องเสนอร่างกฎหมาย
พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุ เข้าไปสู่กฤษฎีกาให้ได้ทัน เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจได้เสนอเข้าไปแล้ว
ส่วนประเด็นที่ว่า นักธุรกิจเอกชนกลัวภาคประชาชนยึดครองสื่อนั้นไม่จริง เพราะที่ภาคประชาชนทำนั้น
เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะภาคประชาชนกำลังดึงเอาทรัพยากรนี้มาจากภาครัฐ
มาจากการผูดขากของกลุ่มทุนเอกชนเพียงไม่กี่กลุ่ม ดึงมาให้ ทุกๆ ฝ่ายมีโอกาสได้ใช้ร่วมกัน
แต่ที่ผ่านๆ มา เครือข่ายวิทยุชุมชนพยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ถึง มาตรา
40 เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และสนใจ เรื่องวิทยุชุมชนกันให้มากขึ้น แม้ว่า
บางทีเครือข่ายต้องระวังให้มากเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องการจัดการและการเข้าถึงทรัพยากร
เพราะตอนนี้กลุ่มทุนท้องถิ่นก็เริ่มขยับปรับตัวและรุกเข้าเกี่ยวพันอย่างมีบทบาทยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ในทางธุรกิจ
ขณะที่รัฐบาลควรมีนโยบายให้ประชาชนได้ทดลองใช้ด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมและสะสมประสบการณ์
ซึ่งถ้ารัฐยังขืนจะห้ามจริงๆ ก็คงจะทำไม่ได้เนื่องจากว่า ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ยอมเปิดช่องทาง
ผลักดันกฎหมาย ปล่อยให้กรมไปรษณีย์ออกมาสั่งการ และขู่จะดำเนินคดีทางกฎหมาย
อีกทั้งยังเสนอให้วิทยุชุมชน หันไปใช้ร่วมกับวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์แทน
ซึ่งให้ใช้จังหวัดละหนึ่งสถานี ผ่านหอกระจายข่าว ตรงนี้มันผิดเจตนารมณ์สื่อภาคประชาชน
และผิดวัตถุประสงค์การมีวิทยุชุมชนอย่างสิ้นเชิง เพราะวิทยุกรมประชาสัมพันธ์นั้น
มีกรอบ มีระเบียบในการทำงานเยอะมาก
ทีมงานการจัดรายการและบริหารสื่อวิทยุและสื่อภาคประชาชน ต้องคำนึงเรื่องจรรยาบรรณความเป็นนักวิชาชีพ
ให้มาก ต้องร่างธรรมนูญการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้บรรทัดฐาน มาเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน
ว่าสื่อสาธารณะนั้นควรดำเนินไปอย่างไร เนื่องจากถ้าเราไม่เร่งรีบวางกระบวนการคุ้มครองการสื่อสารของชุมชนให้เข้มแข็ง
ในอนาคตกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอเมริกาจะเอาเรื่องวิทยุชุมชนขึ้นมาผลักดันบนเวทีการค้าโลก
ผ่านเงื่อนไขการค้า พุ่งเป้าหมายการรุกครอบสื่อ หรือเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชุมชน
มีเกราะกำบังการทะลุทะลวงของสื่อทุนชาติและสื่อครอบงำจากกระแสโลกาภิวัตน์
ได้บ้าง และทำอย่างไรจะให้สื่อทางเลือกขนาดเล็ก มีความอิสระเป็นสื่อสาธารณะและจัดการโดยเราเองและเพื่อเราเองด้วย
ดังนั้นหัวใจของสื่อภาคประชาชน ก็คือ กระจายอำนาจการสื่อสาร สร้างกระบวนการเรียนรู้และเพิ่มช่องทางการนำเสนอ
พลังความคิดของประชาชนไปสู่ประชาชน สื่อทางเลือกรูปแบบใหม่หรือสื่อภาคประชาชน
ทั้งสื่อ วิทยุชุมชน ทีวีชุมชน หรืออินเตอร์เน็ตชุมชน จึงต้องการมากกว่ารูปแบบที่อย่างที่ผ่านๆ
มา ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถปฏิบัติออกมาอย่างมีผลสะท้อน ต่อสังคม ต่อชุมชน
และเป็นผลสะท้อนที่สังคมยอมรับว่าดีมีประโยชน์ เหล่านี้คือภารกิจหลัก และภารกิจเร่งด่วนคือ
เร่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุฯ ในส่วนของภาคประชาชนเองให้ไวที่สุด ส่วนรูปแบบของสื่อภาคประชาชนเองก็ต้องคิดให้มากและต้องทำให้ได้จริง
เพื่อมาสู่การยอมรับและเชื่อมั่นจากสังคม และร่วมเป็นพลังหนุนเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งได้
ที่สำคัญการรูปขบวนสื่อภาคประชาชนต้องจัดระบบการคิด การทำงาน การนำเสนอให้ชัดเจน
มีเอกสาร มีงานวิจัย ชี้แจงยืนยันถึงผลดีผลเสียจากการปฏิบัติงาน ไม่เช่นนั้นสื่อทางเลือกอย่างวิทยุชุมชน
ก็อาจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในด้านสิทธิขึ้นระหว่างคนมีและคนไม่มี
เช่นกัน
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|