|
รักบรรทัด
"รักษ์" ที่ไร้ลวดหนาม
บ้านทุ่งโชน ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด นครศรีธรรมราช
เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่รายรอบเทือกเขาบรรทัด ผื่นป่า ที่ครอบคลุมถึง
5 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูลและสงขลา เมื่อปี 2520 ผ่านพ้น
หลังการสัมปทานทำไม้ระลอกแรกเสร็จสิ้น หมู่บ้านแห่งนี้ก็เหลือเพียงป่าหญ้าคาชาบ้านต้องเผชิญวิบากกรรมธรรมชาติวิกฤติมากมาย
ทำให้คนในหมู่บ้านนี้ในยุคนั้น ต้องปรับเปลี่ยนอาชีพมาเลี้ยงสัตว์วัว-ควาย
กันเป็นส่วนใหญ่ จนเป็นตำนานทุ่งเลี้ยงควาย ซึ่งปัจจุบันป่าหญ้าคาได้กลับกลายเป็นป่าสมบูรณ์หมดแล้ว
บวกกับในระยะต่อมาดินแดนแถบนี้ถูกยึดเป็นเขตพรรคคอมมิวนิสต์ทำให้ปลอดจากอำนาจรัฐ
ป่าที่เคยเสื่อมโทรมจึงไม่ถูกรบกวน จากป่าที่เสื่อมโทรมเหลือเพียงหญ้าคาหลังการสัมปทานกลับฟื้นคืนเป็นป่าสมบูรณ์มาสู่การให้สัมปทานอีกครั้ง
หลังประกาศ 66/2523 พร้อมๆ กับการประกาศเงียบๆ ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ
ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน กลุ่มนายทุนสัมปทานและอำนาจรัฐ ก็เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่ในนามพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ในนามคนรักเทือกเขาบรรทัด คือตำนานชุมชนตำบลเขาพระทอง
ผู้เฝ้ามองชีวิตของผื่นป่ามาอย่างยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

ทุ่งชะอวด ถ่ายจากทิวเขาบรรทัด ระหว่างห้อยยอด
ตรัง-ชะอวด นครศรีฯ
สร้อย บำรุงชาติ ประธานองค์กรพิทักษ์ป่าโซนร้อนเขาพระทอง ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้าน
ได้ย้อนตำนานเรื่องราวของชีวิตป่าภูบรรทัด ผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอ ว่า
ตอนทางการประกาศเขตอุทยานนั้น ป่ายังสมบูรณ์มาก แต่ไม่ใช่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคนมันทำมาหากินอยู่แล้ว
แต่ในขณะนั้น กลับมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเข้ามาตีตรานับจำนวนต้นไม้เพื่อจะให้นายทุนสัมปทาน
จนกระทั่งหลังปี 2525 ซึ่งเชื่อว่าหมดสัญญาสัมปทานไปแล้ว แต่ไม้ก็ยังถูกตัดแล้วก็ขนไม่หมดเสียที
หลังจากนั้นจึงมีการประกาศแนวเขตอุทยานในปี 2527 ซึ่งการตัดไม้ก็ยังมีอยู่และชาวบ้านก็พยายามเข้าไปขอสงวนไว้
บางคนเข้าไปถ่ายรูปแต่โดนทำลายฟิล์ม
ปัญหาตอนนั้นเกิดจากไม่รู้ของประชาชน ว่าถ้าเตรียมจะประกาศเป็นเขตอุทยานแล้ว
อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2525 ที่เจ้าหน้าที่อ้างการประกาศในตอนหลัง อุทยานจะให้สัมปทานไม่ได้
จะต้องปิดป่า เหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นชาวบ้านได้แต่มองกลุ่มนายทุนตัดไม้แล้วก็ขนออกไป
ตัวกฎหมายอุทยานเป็นไงไม่รู้ สัญญาสัมปทานเป็นไงไม่รู้ ชาวบ้านเราในตอนนั้น
ไม่รู้จริงๆ แม้แต่วันประกาศเป็นเขตอุทยาน ที่อ้างว่าปี 2525 นั้น ประกาศเมื่อไหร่
อย่างไรชาวบ้านเองก็ไม่รู้ ทั้งหมดเรามารู้ตอนหลังเมื่อหัวหน้ากล่ำ แจ้งให้ทราบเท่านั้นเอง
จนมาสู่เหตุการณ์ชาวบ้านนำกำลังไปปิดถนน ปิดป่า ห้ามมีการขนไม้ ห้ามสัมปทานตัดไม้จากป่าทั้งเขาเลย
เมื่อปี 2526 และปี 2527 อุทยานก็ประกาศแนวเขตอุทยานออกมา เรื่องราวจึงได้ชัดเจนขึ้น
ที่จำได้เพราะปี 2526 เป็นปีที่ชาวบ้านหลายคนได้ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ เข้ามอบตัว
กับทางการ และปีนั้นโรงเรียนที่นี่เพิ่งสร้าง ก็มาจากการไปยึดเอาไม้สัมปทานบางส่วนมาด้วย
เหตุการณ์เหล่านี้ชาวบ้านจำได้ดีเพราะวันที่ประกาศและวางเขตแนวอุทยานนั้น
ชาวบ้านสูญเสียที่ดินไปเยอะแยะเลย
อย่างที่หมู่ 7 ตำบลเขาพระทองนั้นเดิมที ก็ถูกสัมปทานไปแล้วตั้งแต่ปี 2505
ต่อมาชาวบ้านที่ไปรับจ้างนายทุนขอแบ่งที่ตัดไม้จนโล่งนั้นทำกิน นั่นคือเรื่องราวการสัมปทานในยุคแรกๆ
ต่อมาชุมชนก็เริ่มเติบโตขยายมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์พายุใหญ่ถล่มในปีนั้นเองก็ทำให้มีชาวบ้านจากที่อื่นๆ
เข้ามาบุกเบิกทำกินที่ใหม่เพิ่มขึ้นอีกมาก จนปี 2520 พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามามีบทบาทมากในพื้นที่แถบนี้และตัวเองก็ได้
เข้าไปอยู่ร่วมกับพรรคด้วย แต่พอออกจากพรรคมาปี 2526 ก็เริ่มพบว่ามีการบุกรุกแผ้วถางป่าไปมากแล้ว
ก็เริ่มมีการประชุมชาวบ้านพูดคุยกันว่า อย่าเพิ่งแผ้วถางป่าใหม่ แต่ให้ใช้ป่าอ่อนหรือป่าใสให้หมดก่อนได้ไหม
เพื่อกันตลิ่งพังและไม่ทำให้น้ำในคลองแห้ง ซึ่งชาวบ้านก็รับเงื่อนไข ในขณะที่ปี
2525 ก็ยังเห็นนายทุนตัดไม้สัมปทานอีก จนปี 2527 เจ้าหน้าเริ่มออกเดินวางเขตป่าอุทยาน
จุดนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านสับสน ว่า ตกลงประกาศเขตอุทยานไปแล้ว ให้สัมปทานได้อย่างไร
ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราเองยังไม่แน่ชัด แต่วันที่ตีตราไม้นับให้สัมปทานนั้น
เองชาวบ้านก็ได้เข้าไปขอเว้นป่าไว้ให้ชาวบ้านไว้สร้างบ้านบ้าง เจ้าหน้าที่ก็เว้นให้
เพราะไม้มันเยอะมากในช่วงนั้น
ปัญหาที่สำคัญและน่าสนใจคือก่อนนั้น ชาวบ้านจะใช้พื้นที่ทำการเกษตรแต่ละทีต้องลงแรงหาคนไปช่วยกันถากถาง
เพราะมีเพียงขวานเท่านั้น ได้ทีดินไม่เกิน 1-2 ไร่ แต่พอสัมปทานเข้ามา ใช้เลื่อยยนต์
ตัดถนนเข้ามาทำให้ชาวบ้าน ที่เคยตกลงกันว่าจะเอาหรือใช้ประโยชน์เฉพาะป่าใส
ป่าอ่อน ก็ไม่ยอมแล้ว ต่างบุกจับจองเอาที่ดินกัน ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
เพราะชาวบ้านเขาคิดว่าเมื่อคนอื่นเอาได้ เขาก็เอาได้ คำพูดที่เคยขอให้เขาดูแลป่า
รักษาไว้ มันไม่มีเหตุผลแล้ว ครั้งนั้น เราไม่ห้ามแล้ว และปล่อยมาเรื่อยๆ
จนมามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับพี่น้องจากภาคเหนือบ้าง ภาคอีสานบ้างว่า ชาวบ้านต้องสู้น่ะ
เพราะป่าอุทยานถ้าประกาศทับออกมาแล้ว ชาวบ้านจะเข้าไปทำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นชาวบ้านต้องสู้เอาสิทธิการจัดการป่าคืนมาให้ได้
ซึ่งระยะแรกๆ ก็ไม่รู้จะสู้ยังไง ก็พยายามเสนอกันว่า ต้องไปทำลายป้ายเขตแดนกัน
แต่พอศึกษากันจริงๆ มันไม่สามารถทำลายไปได้หมดเพราะยังมีพิกัดทางอากาศ มีหมุดใต้ดินต่างๆ
ซึ่งไม่รู้อยู่ตรงไหนบ้าง
การดำเนินการในระยะแรกๆ ของอุทยานเองก็ยังไม่มีอะไรแค่มาวางแนวเขตบอกไว้
ส่วนชาวบ้านเองก็ยังทำไร่ ทำสวนได้ปกติ แต่พอมาปี 2535 ป่ากำลังจะหมดลงไปอีก
ที่สำคัญมีผู้มีอิทธิพลข้างนอกมาแอบตัดขนไม้ไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านตอนนั้น
ประชุมชาวบ้านว่า มาตั้งองค์กรพิทักษ์ป่ากันดีกว่า เพราะชาวบ้านเริ่มเห็นปัญหากระทบแล้ว
เห็นน้ำในลำคลองเริ่มแห้งขอด ทั้งที่ความชาวบ้านพยายามจะปกป้องมาโดยตลอดแต่มันทำไม่ได้
มันสู้อำนาจเขาไม่ได้ พอมาตั้งเป็นองค์กรชื่อ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดยตัวเองเป็นประธานในตอนนั้น หลังจากนั้น ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็ส่งรายชื่อองค์กรและคณะกรรมการไปให้นายอำเภอชะอวดรับทราบ
ปรากฏว่า ทางนายอำเภอแจ้งมาว่า การตั้งองค์กรอย่างนี้ทำไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่อยู่แล้ว
เมื่อตั้งองค์กรไม่ได้ตอนนั้น ชาวบ้านก็ได้แต่นั่งดูการตัดการขนไม้ต่อไป
เพราะทำอะไรไม่ได้จริงๆ ดูไม้ที่ถูกนายทุนข้างนอกแอบตัดทยอยขนออกไป จนมาปี
2540-2541 ก็มีองค์กรของรัฐเองลงมาจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ป่าโดยใหชาวบ้านในพื้นที่
มามีส่วนร่วมด้วย ปรากฏว่าองค์กรนั้นก็ยังไม่สามารถพิทักษ์ป่าได้เช่นเดิม
พิทักษ์ไม่ได้ เพราะคนที่เข้ามาตัดหริอช่วยเอื้ออำนวยให้ ก็คนมีสีทั้งนั้น
แล้วชาวบ้านจะทำอะไรได้ ถ้าถามหาคนตัด คนเลื่อยก็ชาวบ้าน แต่ถ้าหาเจ้าของไม้ที่เขารับซื้อคือนายทุนและคนมีอำนาจทั้งนั้น

ปี 2543 ก็มีเจ้าหน้าที่อุทยาน มาหาชาวบ้านว่าให้ไปช่วยลงหลักปูน
ลงลวดหนามกั้นเขตแดนอุทยานแห่งชาติ และนั่นเองคือจุดที่ชาวบ้านลุกขึ้นสู้อีก
พร้อมได้ขยายเครือข่ายไปร่วมกับกลุ่มชาวบ้านที่อำเภอทุ่งสง
ว่าเราไม่ยอมให้ทำการล้อมลวดหนาม เพราะว่ามันทับที่ดินทำกินชาวบ้านไปหมดเลย
หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้นแล้ว วันนั้นเองเราก็ได้มาสรุปกันว่า เราจะมาดูแลป่ากันร่วมกันใหม่
คือป่าส่วนที่เหลือ ในขณะที่ส่วนที่ทำกินก็ยังทำกันได้อยู่
แต่แล้วหลังจากนั้น ชาวบ้านที่เห็นร่วมกับแนวทางนี้ก็ยังน้อย จนเป็นพลังจัดการป่าร่วมกันไม่ได้จริงๆ
จังๆ เสียที จนถึง ณ วันนี้ทางการอุทยานก็ยังรุกเข้ามาปักเสาปูนแจ้งแนวเขตอุทยานบนที่ชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ
เพียงแต่ยังไม่ลงลวดหนามล้อม เท่านั้นเอง" นางสร้อยกล่าว ก่อนชี้แจงถึงบทบาทกลุ่มรักเขาบรรทัดในการเคลื่อนไหวเรียกร้องกับรัฐว่า
การทำงานของเราชาวบ้านนั้น ได้พยายามประสานเป็นเครือข่ายกลุ่มรักเทือกเขาบรรทัด
ร่วมกับพี่น้องทางจังหวัดตรัง พัทลุง เพื่อร่วมกันดูแลเทือกเขาบรรทัดทั้งหมด
ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2543 แล้ว งานเคลื่อนไหว ที่ผ่านๆ มา เราเคยขึ้นไปเสนอเป็น
มติ ครม. 23 เมษา 2543 ว่ารัฐต้องอนุญาตให้ชาวบ้านทำกินได้อย่างปกติสุข ไม่จับกุมข่มขู่
และกับข้อเสนอตรงนี้ ตัวกลุ่มทำงานจะไม่คุ้มครองคนที่ยังบุกรุกป่า ทำลายป่า
นะ คือสำหรับคนขอแค่สิทธิทำกินเช่นเดิม ตามคำเรียกร้อง เราช่วยกันคุ้มครองสิทธินี้
แต่คนที่ชอบบุกรุกป่า แผ้วถางคนเหล่านี้รัฐก็ดำเนินการไปได้เลย แต่ ตลอดเวลาที่ทำงานผลักดันการจัดการของชุมชน
ตนเองก็ยอมรับว่าหนักใจเช่นกัน เพราะตัวกลุ่มเองก็ขาดกระบวนการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่
ทำให้การทำงานของกลุ่มยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร อีกทั้งชาวบ้านที่นี่ยังไม่เดือดร้อนกันจริงๆ
กับปัญหานี้ ซึ่งต่างกับกรณีที่ทุ่งสง ที่ถูกจับ ถูกข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านที่นั่นต่อสู้เข้มแข็งมาก"
นางสร้อยเล่า
สร้อย บำรุงชาติ
|
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว |
|
สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนเขาพระทอง
ซึ่งต้องดำเนินการ สร้างกิจกรรม ผลักดันบทบาทชุมชนให้หันมาร่วมมือกันสร้างกระบวนการดูแล
จัดการและสืบสานอุดมการณ์อนุรักษ์ป่านั้น ได้มีการจัดกิจกรรม ประชุม
แลกเปลี่ยนและรวบรวมข้อมูล อะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง ซึ่งก็ได้คิดกิจกรรมออกมาหลายแนวทาง
โดยเฉพาะแนวทางการรวบรวมข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ แนวทางภูมิปัญญาและการจัดการป่าของชุมชน
แนวทางการใช้ทรัพยากรของชาวบ้านเขาพระทองเพื่อทำเป็นข้อมูลพื้นฐานของชุมชน
เป็นความชาญฉลาดในการใช้ การรักษาและเป็นหลักสูตรไว้ให้ลูกหลานได้เล่าเรียนในโรงเรียน
อาทิ รูปแบบการใช้ประโยชน์ วิธีการใช้ประโยชน์ การแบ่งปันแจกจ่าย ระบบกรรมสิทธิ์และปัญหาต่างๆ
เป็นต้น โดยมี สุรศักดิ์ เย็นทั่ว คณะทำงานป่าชุมชนภาคใต้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชน
และเป็นผู้ร่วมผลักดันการจัดเก็บข้อมูลสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน
ได้เผยให้ชาวบ้านและทีมงานไทยเอ็นจีโอ ฟังว่า
"หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมการประชุมรวบรวมข้อมูลโดยชาวบ้านใช้ประโยชน์อะไรได้มั้ง
แต่ผมอยากบอกว่าข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งแม้แต่หน่วยงานของรัฐเองในปัจจุบันนี้
อย่างกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังได้สั่งการมายังหน่วยงานทุกโรงเรียนว่า
ให้ประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้เกิดหลักสูตรของท้องถิ่น
ซึ่งข้อมูลการเก็บรวบรวมเหล่านี้ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ทำให้ลูกหลานได้เล่าเรียนกันได้ด้วย
เป็นการชี้ให้เห็นว่า เราชาวบ้านเองก็พยายามเตรียมพร้อม ที่จะสร้างหลักสูตร
ซึ่งเวลาครูถามว่า ชุมชนเรามีครูภูมิปัญญาอะไรมั้ง และเป็นใคร เราสามารถตอบได้
หรือมีเอกสารให้เลย จึงพยายามผลักดันให้ชาวบ้านเองเขามีความพร้อมตรงนี้ด้วย
โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่มีคำสั่งถึงกระทรวงศึกษาธิการนั้น
คือต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จักธรรมชาติจริงๆ ในพื้นที่ของเขา ซึ่งชาวบ้านเองคือผู้ที่เดินป่า
หากินกับป่ามาตลอด คือผู้ที่มีภูมิรู้ที่สุดกับป่า แล้วทำอย่างไรที่จะให้ความรู้ตรงนี้ของชาวบ้านสามารถถ่ายทอดสืบไปได้
ดังนั้นสิ่งที่เราคิดกันวันนี้ มาจากสิ่งที่หลายๆ คนคิด มาก่อน แต่ไม่ได้มาเห็นโอกาสการเริ่มเติบโตของวันนี้
อย่างกิจกรรมการสำรวจป่า ศึกษาหาความหลากหลายในผื่นป่าบ้านเราที่จะมีขึ้นนี้ |
เราจะเชิญทุกๆ ฝ่ายขึ้นมาเป็นคณะศึกษาร่วมมีทั้งชาวบ้าน ฝ่ายวิชาการ เจ้าหน้าที่อุทยาน
ครู NGOs และส่วนอื่นๆ ตั้งเป้าหมายว่าจะสำรวจอย่างละเอียดเพื่อให้เด็กๆ
ได้เอาข้อมูลนั้นมาศึกษา สร้างสำนึกความหวงแหน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือก็เพื่อยืนยันว่า
ป่าของเราทุกวันนี้มันสมบูรณ์ได้มาจากพวกเราทั้งสิ้น และผ่านรักษาไว้โดยชุมชนเรา
ดังนั้น วันนี้เราจึงมาปรึกษากันว่า ทำอย่างไรจึงจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อให้สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนเรา สามารถมีได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้อมีการปฏิบัติการกันหลายๆ อย่าง ส่วนเนื้อหาของข้อมูล
เราจะลงบันทึกทั้งหมด ว่าใครรู้เรื่องอะไรนั้น คือความสำคัญของพี่น้องชาวบ้านเองทั้งสิ้น
เพราะไม่มีใครเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ มีแต่พี่น้องในชุมชนนี้เท่านั้นที่เอาไปใช้ได้
มากที่สุดครับ" นายสุรศักดิ์กล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
พฤศจิกายน 2546
|