8 ประเด็น ? "ปัญหาความมั่นคงที่รัฐบาลไทยต้องไตร่ตรอง"
ลำดับที่มา โครงการระเบิดแก่งปรับปรุงทางน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ในแม่น้ำลานซาง-แม่โขง

แนวคิดเบื้องต้น
เกิดขึ้นภายใต้แผนความร่วมมือของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ( Greater Mekong Subregion ) ซึ่งครอบคลุมภาคี 6 ประเทศ คือ จีน ลาว ไทย พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เป็นโครงการหนึ่งในการพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ แม่น้ำลานซาง-แม่โขง อันเป็นแม่น้ำนานาชาติ ความยาวทั้งสิ้น 4,880 กม. มีต้นกำเนิดจากภูเขา Tanggula ในจังหวัด Qinghai ประเทศจีน เป็นระยะทาง 2,130 กม. จากท่าเรือซึเหมา ประเทศจีน ถึงท่าเรือที่หลวงพระบาง ประเทศลาว เป็นเส้นพรมแดนจีน-พม่า ยาว 31 กม. เส้นพรมแดนลาว-พม่า 234 กม. เป็นเส้นพรมแดนลาว-ไทย 976 กม. นอกนั้นไหลอยู่ใน ลาว เวียดนามและกัมพูชา

โคงการปรับปรุงลำน้ำโขง เป็นแนวคิดของรัฐบาลจีน เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าและการคมนาคมผ่านลำน้ำโขง สู่ตลาดอินโดจีน แต่เนื่องจากสภาพธรรมชาติของแม่น้ำโขง ยังเป็นอุปสรรค เพราะมีเกาะแก่งและสันดอน อยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดสายน้ำโขง ทำให้เรือที่มีขนาดเพียง 60 ตัน เท่านั้น ที่แล่นผ่านได้ จึงมาสู่ข้อสรุปของภาคี 4 ประเทศ คือจีน ไทย พม่า และลาว ว่าจะร่วมมือกันปรับปรุงควบคุมลำน้ำโขง เพื่อเปิดเส้นทางเรือขนาดใหญ่ขึ้น

มาสู่แนวคิดการระเบิดเกาะแก่งและลอกสันดอนใหม่ เพื่อปรับปรุงลำน้ำโขงให้มีลักษณะคล้ายคลอง (Canalization) เพื่อ ให้สามารถแล่นเรือขนาดใหญ่ คือ 100 ,300 และ 500 ตัน ได้ตามลำดับ โดย ทั้ง 4 ประเทศได้ลงนามเมื่อ 20 เมษายน 2543 ซึ่งประเทศลาว เป็นประเทศสุดท้ายที่ลงนามไปเมื่อต้นปี 2545 โดยระยะขุดลอกสันดอนและระเบิดหินแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักๆ คือ
- ระยะแรก เป็นการขุดลอกสันดอนและระเบิดเกาะแก่งต่างๆ ในฤดูน้ำลด 2 ปี และ
- ระยะที่สอง
เป็นกระบวนการควบคุมระดับความลึกของลำน้ำให้ได้มาตรฐานการเดินเรือขับระวางขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแบ่งออก เป็น 3 ระยะย่อย คือ

- ระยะที่ 1 หลังจากระเบิดแก่ง ลอกลำน้ำและติดตั้งสัญญาณเดินเรือ หรือ ติดวินซ์แล้ว จะเริ่มเดินเรือที่มีระวางบรรทุก 100 ตัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95 % ของรอบปี
- ระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงแก่งจำนวน 51 แห่ง จะทำให้สามารถเดินเรือขนาด 300 ตัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95% ของรอบปี
- ระยะที่ 3 เป็นการตกแต่งลำน้ำ เพื่อให้สามารถเดินเรือ 500 ตัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95% ของรอบปี

เดือนเมษายน 2545 ที่ผ่านมา เสียงระเบิดก็ดังกระชั้นขึ้น เมื่อรัฐบาลประเทศลาว ระเบิดเกาะแก่งแห่งแรกระหว่างพรมแดนพม่า-ลาว ซึ่งมี 3 แก่ง คือ บริเวณปากน้ำหลอย (Nam Loi River Mouth ) แก่งต้นอ้อ ( Tang Ao) และแก่งมองผาเหลียวหลัง ( Lower Mong Pa Liao ) หลังจากที่จีนและพม่าทำการระเบิดเสร็จสิ้นไปแล้ว

สู่พรมแดนประเทศไทย-ลาว ที่มีเกาะแก่งสำคัญๆ กว่า 100 จุด หรือ ประมาณ 11 เกาะแก่ง ที่มีโครงการจะเริ่มระเบิดในเดือนกันยายน 2545 ปีนี้ ถึงเดือนมีนาคม 2546 และจุดที่จะต้องระเบิดมี 4 เกาะแก่ง คือ แก่งไก่ , ดอนสะเพ็ง ,แก่งผาฟ้าและคอนผีหลวง ในเขตอำเภอเชียงแสน อ.เชียงของ และอ.เวียงแก่น จ.เชียงราย แม้จะเป็นโครงการที่ใหญ่และมีผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชน ชุมชนและระบบนิเวศน์ลำน้ำทั้งเพียงใด แต่จากปากคำชาวบ้าน กล่าวว่า ยืนยันว่า "รัฐบาล" ไม่เคยแจ้งข่าวให้ทราบ และไม่เคยถามความคิดเห็นชาวบ้านและชุมชนที่อาศัยแม่น้ำโขงแห่งนี้เลย นี่คือคำบอกกล่าวยืนยันจากชาวบ้าน

ขณะที่ทีมการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( Environmental Impact Assessment : EIA ) เมื่อเดือนเมษายน 2544 ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก็ทำเพียง 1 เดือนเท่านั้น (จาก 18 เมษายน- 12 มิถุนายน ) แต่คณะรัฐมนตรีไทย ก็เซ็นอนุมัติรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA ) ไปแล้ว โดยไม่ผ่านกระบวนตรวจสอบความถูกต้องจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด......



สภาพทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง จากการศึกษาพบว่า เป็นสายน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่ มาก เป็นอันดับหนึ่งของทวีปเอเชีย และเป็นอันดับสามของโลก รองจากแม่น้ำอะเมซอนและแม่น้ำแซร์ เนื่องจากการศึกษาพบว่า พันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดเจริญพันธุ์ได้ดีที่สุดในระบบนิเวศลุ่มลำน้ำโขง เท่านั้น โดยเฉพาะปลาที่เรารู้จักกันดีและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ นั่นคือ"ปลาบึก" โดยนักสิ่งแวดล้อมเชื่อมั่นว่า แม่น้ำโขงยังมี
พันธุ์สัตว์น้ำจืดที่หายากอีกมากมาย เนื่องจากสายน้ำโขงเป็นสายน้ำที่มีความยาวไหลผ่านซอกภูเขา ทั้งพื้นที่สูงและที่ราบ อีกทั้งตลอดลำน้ำ ยังมีเกาะแก่งโขดหินมากมายสลับซับซ้อน อันเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ จึงมีคนเปรียบเปรยเสมอว่า " แม่น้ำโขงคือชีวิตและสายเลือดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ...

อดีตนักพัฒนาเอกชนหลายท่าน มักกล่าวไว้เสมอว่า ความมั่นคง ของรัฐชาติ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงของประชาชน และชุมชน จึงจะถือได้ว่าชาตินั้นเป็นชาติที่มีความมั่นคงอย่าง ยั่งยืนแท้จริง และชุมชนจะมั่นคงได้ ย่อมต้องมีปัจจัย หลายอย่างที่พร้อม และเอื้อต่อ การดำรงวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ที่เกื้อกูลกัน องค์ความรู้ ที่สามารถสืบทอดสู่ลูกหลาน และสิทธิชุมชน ที่มีกฎหมาย รัฐธรรมนูญคุ้มครองได้อย่างแท้จริง

แต่เมื่อความมั่งคงของชุมชนถูกสั่นคลอน โดยรัฐบาล ที่มาจากประชาชน เสียงที่ทวงถามหาคำตอบ ว่า สิทธิชุมชน และความมั่นคงของประชาชน อยู่ที่ไหน ถ้าการระเบิด เกาะแก่งแม่น้ำโขงในระดับความลึกลงไปอีก 3 เมตร ที่กำลังจะเริ่มต้นในเดือนกันยายนนี้

เป็นเพียงการเปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ให้กับจีน เข้ามาเปิดตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภค ผลิตผลการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ในตลาดอินโดจีนและไทย ขณะที่รัฐบาลเองยังให้บทสรุปที่ชัดเจนไม่ได้เลยว่า ประชาชนชาวไทยได้อะไร จากการเสียสละระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำโขงอันล้ำค่านี้ "แม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนอุทรแห่งสรรพมัจฉา" ....


8 ประเด็น ?

"ปัญหาความมั่งคงที่รัฐบาลไทย"ต้องสำเหนียก"ก่อนละเมิดสิทธิประชาชนและชุมชน
ที่สูญเสียวิถีชีวิตริมลำน้ำโขง

1. ปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องการระเบิดเกาะแก่งและสันดอน เป็นการทำลายระบบการไหลของน้ำ ซึ่งสัมพันธ์กับระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านสองฝั่งลุ่มน้ำ ที่ดำรงวิถีชีวิตพึ่งพาอาหาร จากความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์น้ำมานมนาน เมื่อแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของปลาถูกทำลาย ปลาก็ลดน้อยลง อาชีพชาวประมงพื้นบ้านก็หายไป ชาวลุ่มน้ำโขงที่เคยมีขาย มีกินปลา ก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน

และเมื่อแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของปลาถูกทำลายจากการระเบิด อีกกระทั่งกำลังขับเคลื่อนของเรือขนาดระวาง 100 - 500 ตัน ขับผ่านตลอดเวลา เพราะเป็นเส้นทางคมนาคม ก็อาจจะก่อให้เกิดการรบกวนการวางไข่ของปลา โดยปลาที่อยู่ในระยะอนุบาล และปลาที่จะขึ้นมาวางไข่อาจตระหนกและหนีหายไปได้ แล้วความอุดมสมบูรณ์ที่ชาวลุ่มน้ำโขงเคยมีเคยได้กิน ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น ช่วงที่จีนระเบิดแม่น้ำโขงตอนบน ทำให้แม่น้ำโขงขุ่นข้นจนพืชใต้น้ำเช่น ไก เตา และคก ตามแหล่งต่างๆ ตายไปจำนวนมากเนื่องจากไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ในการสังเคราะห์อาหาร ดังนั้น การระเบิดแก่ง ผา และขุดลอกสันดอน จะทำให้ปลาซึ่งเป็นอาหารหลักสูญหายไปได้

2. ปัญหาความมั่นคงด้านคมนาคม การระเบิดเกาะแก่งและทำลายสันดอนกลางแม่น้ำ เป็นการเปิดเส้นทางก็จริง แต่ก็ทำให้แม่น้ำโขงไหลแรงขึ้น พัดเชี่ยวกรากมากขึ้น อีกทั้งการที่เรือขนาดใหญ่แล่นผ่าน ย่อมก่อให้เกิดคลื่นใหญ่ขนาดใหญ่เช่นกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคและอันตรายสำหรับเรือขนาดเล็ก อาทิ เรือพาย เรือยนต์เล็ก ที่ประชาชน ชุมชน ใช้สัญญจรไปมาในระยะใกล้ๆ ใช้ประกอบพิธีกรรมและใช้เป็นพาหนะสำหรับการทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งกลายเป็นการผลักดันให้ชุมชนหันมาใช้เรือยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น เพราะจากประสบการณ์ชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเดินเรือสินค้ามากที่สุดจาก อ.เชียงของ กล่าวว่า แม้แต่เรือสินค้าขนาดกลาง ที่วิ่งระหว่างเชียงของ - ห้วยทราย - หลวงพระบาง ของนักธุรกิจลาว ซึ่งมีขนาดไม่เกิน 50 ตัน ยังก่อปัญหานี้แล้ว เพราะทุกครั้งที่เรือสินค้าขนาดกลางวิ่งผ่าน คลื่นจากเรือก็สามารถจมเรือขนาดเล็ก ของชาวบ้านได้ หากว่าชาวบ้านไม่รีบถอนสมอเรือ และหันหัวเรือเข้าโต้กับคลื่นได้ทัน ด้วยเหตุนี้ ชุมชนในอนาคตอาจจะต้องพึ่งพาเรือขนาดใหญ่ในการสัญจร

3.ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน สภาพปัญหาจากข้อที่ 2 ทำให้ชุมชนที่เคยใช้เรือพาย เรือเล็ก ต้องหันมาใช้เรือยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อความปลอดภัย เสมือนการพัฒนาถนนเกวียน ทางเดินไปสู่ถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกวียนและพาหนะพื้นเมืองสูญหายไป จากกระแสการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว เรือประมงขนาดเล็กๆก็เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่ม demand น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนับวันยิ่งจะร่อยหรอ และมีราคาแพงมากยิ่งขึ้น ทำให้การคมนาคมของชุมชนและอาชีพประมงพื้นบ้านมีต้นทุนเพิ่มขึ้น พึ่งพาพลังงานจักรกล มากขึ้น

4. ปัญหาระบบนิเวศน์
- การระเบิดครั้งแรกที่ประเทศจีน ก่อให้เกิดน้ำขุ่นข้นพัดลงมา ซึ่งน้ำขุ่นข้นเหล่านี้ ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านไปสู่พืชใต้น้ำได้ ทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์อาหารได้ ซึ่งอาจจะทำให้พืชหลายชนิดได้รับผลกระทบ ลดจำนวนลงได้ เพราะพืชเหล่านี้คืออาหารของปลา ถ้าพืชสูญพันธุ์ไป ย่อมหมายถึงปลาหายไปด้วย และการควบคุมระบบการไหลของน้ำโขง ซึ่งวงจรชีวิตสัตว์น้ำจืดและสัตว์บกบางชนิดนั้น สัมพันธ์กับฤดูกาล ลักษณะน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติของแม่น้ำโขงด้วย ดังนั้น ถ้ามีการควบคุมโดยมนุษย์ ย่อมมีผลกระทบแน่นอน

- อันตรายจากคลื่นกระแทก ( shock wave ) และ เศษระเบิดที่ปลิว ( flying block) ต่อปลาที่เข้าวางไข่ และนกหายากจำนวนมากที่เข้ามาหากินและทำรังในละแวกลุ่มน้ำโขงตลอดสาย อาทิ นกกระเรียน ( Common Crane ) ที่หนองจอทองดำ นกเป็ด ที่หนองสะแล็บ เป็ดปากพลั่ว ( Northern Shoveler ) เป็ดหางแหลม ( Northern Pintail ) เป็ดเทา ( Spot-billed Duck ) และนกชายเลนที่หาดทรายกลางแม่น้ำเช่น นกชายเลนท้องดำ ( Dunlin ) นกเป็ดพม่า ( Ruddy Shelduck ) หรือนกที่อาศัยตามพงหญ้าริมฝั่งแม่น้ำโขง เช่น นกจาบปีกอ่อนหน้าดำ ( Black-faced Bunting ) นกยอดหญ้าหลังดำ ( Jerdon’s Bushchat ) นกกระติ๊ดแดง ( Red Avadavat ) นกไก่น้ำ ( Eurusian Coot ) ฝูงนกแอ่นทุ่งเล็ก ( Small Pratincole ) นกแอ่นทรายสีน้ำตาล ( Plain Martin ) เป็ดมอลลาร์ด ( Malllard ) เป็ดดำหัวน้ำตาล ( Ferruginoues Pochard ) เป็ดปากสั้น ( Eurasian Wigeon ) เป็ดเปีย ( Tufted Duck ) ห่านหัวลาย ( Bar-headed Goose ) เป็นต้น อาจจะได้รับผลกระทบหากมีกระบวนการควบคุมและเปลี่ยนธรรมชาติของสายน้ำ

- มลภาวะของการเดินเรือ คือ เสียง น้ำมัน และขยะของเสียจากเรือขนส่งสินค้า เรือสำราญ ดังเช่น กรณีมลภาวะจากน้ำมันและของเสีย ที่ถูกปล่อยออกจากเรือท่องเที่ยวและเรือสินค้า ที่ชาวเชียงของ กำลังเผชิญจากท่าเรือใกล้ๆ อยู่ในขณะนี้ ที่มักปล่อยน้ำมันและขับถ่ายของเสียลงแม่น้ำ จนชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถใช้น้ำในแม่น้ำได้เหมือนเดิม
และเสียงเครื่องยนต์ก็ทำลายความสงบสุขของคนและสัตว์อีกด้วย

5.ปัญหาความมั่นคงด้านภูมิปัญญา

คนหาปลาและ "ชาวเรือ" แต่ละคนจะมีความรู้ความชำนาญในการเดินเรือในแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เช่นกัน ชาวเรือในท้องถิ่นจึงเข้าใจธรรมชาติของแม่น้ำโขง เข้าใจวิถีชีวิตและกระบวนการทางธรรมชาติขิงปลา และยังรู้ว่าจะล่องเรือผ่านแก่ง ผาและดอนอย่างไรไม่ให้เกิดอันตราย

เช่น ที่บ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ คนหาปลาที่ไหลมองปลาบึกเชื่อว่า ปลาบึกเป็นปลาที่มีเทพาอารักษ์คอยปกปักรักษา การจับปลาบึกจึงต้องขอจากเทพาอารักษ์ ดังนั้นก่อนถึงเวลาจับปลาบึก คนหาปลาจะร่วมกันทำพิธีไหว้ผีก่อน เหล่านี้คือองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเคารพธรรมชาติ

ดังนั้น สำหรับคนท้องถิ่นแล้ว การระเบิดแก่งลอกลำน้ำจึงไม่เพียงแต่ทำลายระบบนิเวศน์ของปลา และพื้นที่หาปลาของคนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเท่ากับเป็นการทำลายองค์ความรู้ท้องถิ่น ทั้งในเรื่องของการหาปลา การเดินเรือ และการจัดการธรรมชาติ อีกด้วย ที่สำคัญคือการทำลายวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องและสมดุลย์กับธรรมชาติ ของชุมชนที่นี่อีกด้วย

6.ปัญหาความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ
มิติทางเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนกระทบต่อเนื่องทั้งระบบสังคม แต่ประชาชนคนยากคนจนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายในชุมชนย่อมมองเห็นได้ชัดเจน ว่า ชีวิตคนชนบทการพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก เป็นทั้งราย เป็นทั้งปัจจัยบริโภค-อุปโภค จึงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นชุมชนจึงเป็นผู้แบกรับผลกระทบด้านลบจากโครงการนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะชุมชนแห่งนี้สูญเสียแหล่งการประมงพื้นบ้าน แหล่งอาหารตามธรรมชาติ ถูกแย่งชิงสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจหลักๆ

7.ปัญหาความมั่นคงด้านสังคม
ชาวเรือมีคติความเชื่อมาแต่โบราณว่า แม่น้ำโขงมีผีนางเงือก ดังนั้น ทุกๆ วันที่ 20 เมษายนของทุกปี ชาวเรือพื้นเมืองใน อ.เชียงของ จึงรวมตัวกันทำพิธีสักการะผีนางเงือกที่เรียกว่า "เจ้าพ่อผาถ่าน" ให้ช่วยปกปักรักษาเรือ และชีวิตของชาวเรือ ซึ่งกิจกรรมเช่นนี้ไม่มีรายงานว่าพบในบริเวณอื่นของแม่น้ำโขง


ขณะที่ วัฒนธรรม "กลุ่ม-เสี่ยว" ของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขงชายแดนไทย-ลาว ซึ่งชุมชนหลายกลุ่มชาติพันธุ์มากทั้ง ขมุ ไทลื้อ ไทยวน และไทลาว ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อน ทั้งในระดับเครือญาติ ชุมชน ระหว่างชุมชน และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติและได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมของคนลุ่มน้ำโขงขึ้น เช่น

(1.) ระบบความสัมพันธ์ภายในกลุ่มคนหาปลาและชาวเรือ ซึ่งปฏิสัมพันธ์กันจากการลงเรือและหาปลาในพื้นที่สาธารณะของ
แม่น้ำโขง คนกลุ่มนี้มีกิจกรรมทางสังคมร่วมกันภายในกลุ่มของตน ทั้งเพื่อช่วยเหลือกัน รวมไปถึง การเกิดความสามัคคีในการร่วมกัน จัดการทรัพยากร ตัวอย่างเช่น คนหาปลาที่ไหลมอง (มองคือตาข่ายดักปลาชนิดหนึ่ง) นั้น ทุกคนที่อยากร่วมใช้พื้นที่ไหลมองเอาปลา ก็จะมาร่วมมือร่วมแรงกันทำความสะอาดพื้นที่จับปลา ด้วยการรื้อเศษไม้หรือขยะที่เป็นอุปสรรคในการไหลมอง

(2.) ระบบความสัมพันธ์แบบ "เสี่ยว" ซึ่งพบมากในกลุ่มไทยวนและลาว ที่คล้ายคลึงกับภาคอีสานของไทย ระบบความ สัมพันธ์ แบบเสี่ยวนี้ เป็นระบบที่ทำให้คนต่างชุมชนช่วยเหลือ เกื้อกูลและสามัคคีกลมเกลียวกัน นอกเหนือจากความสัมพันธ์แบบ
เครือญาติ ซึ่งระบบนี้ก่อเกิดจากการคบค้าสมาคมและการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ที่ อ.เชียงของ ชาวบ้านบางคนไม่ได้จับปลา ในชุมชนของตนเอง แต่มีการตามปลาหรือเดินทางไปหาปลาในแม่น้ำโขงบริเวณอื่น ที่อยู่ไกลออกไป จึงต้องพักบ้านเสี่ยว อาศัยเรือและเครื่องมือเสี่ยวจับปลา จึงเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมเสี่ยว ดังนั้น การระเบิดแม่น้ำโขง คือการระเบิดหัวใจเสี่ยว ที่เป็นวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ของคนในชุมชนสองฝั่งโขง ที่เคยร้อยรัดไว้อย่างสันติสุขด้วยแม่น้ำและปลา ความสูญเสียนี้ จึงไม่สามารถประเมินค่าได้

(3.) การพัฒนาการท่องเที่ยว คือกระบวนการทำลายวัฒนธรรม "คนกับสายน้ำ" เพราะวัฒนธรรมจะถูกทำให้กลายเป็นเพียงสินค้า และชาวบ้านไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตในสายน้ำอย่างปกติสุขได้อีกต่อไป บทเรียนของการท่องเที่ยวที่ชาวเชียงของ พบก็คือ ชุมชน หาปลาในเชียงของบางชุมชน ต้องจัดพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจับปลา เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวชม จากแต่เดิมที่พิธีกรรมนี้ ถูกจัดขึ้นเพื่อรับใช้คนในชุมชน กลับถูกคุกคามจากจากพัฒนาตามกระแสการท่องเที่ยว ขณะที่มีบางชุมชน เช่น ชุมชนหาดไคร้ ยังคงมีความเข้มแข็งและไม่หลงกระแสสนองการท่องเที่ยวมากนัก ดังนั้น ชาวบ้านจึงยังคงจัดพิธีกรรมที่แท้จริง ที่มีความหมายทางจิตใจอยู่ แม้ว่าจะต้องแอบจัดกันอย่างเงียบ ๆ ในที่ที่สายตาของคนภายนอกเข้าไม่ถึง ก็ตาม

(4.) ชุมชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งโขงนั้น ไม่ได้มีเพียงชุมชนบนฝั่งเท่านั้น แต่ยังมีชาวบ้านบางกลุ่ม สร้างแพรวมกันอยู่ตามริมฝั่งโขงด้วย โดยเฉพาะบ้านน้ำเกื๋อง ในประเทศลาว ชาวบ้านเหล่านี้มีอาชีพจับปลา และค้าขายสินค้าอุปโภค ให้กับชาวเรือทั้งไทยและลาว การเดินเรือขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง จะทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ ซึ่งเรือนแพของชาวบ้านไม่สามารถที่จะต้านทานแรงคลื่นได้ นำไปสู่การล่มสลายของชาวแพอย่างถาวร

8.ประเด็นทั้งหมดจะมาสู่ คำถามถึงความมั่นคงของประเทศ ว่า ถ้าสภาพชุมชนไทยล่มสลาย ไร้หนทางทำกิน ไร้ความอุดมสมบูรณ์ ไร้แบบแผนวิถีชีวิตที่เคยอยู่อย่างสงบสุขเรียบง่าย และไร้ความเกื้อกูลสัมพันธ์สามัคคีของคนน้ำโขงแล้ว ชาติจะเอาความมั่นคงจากที่ไหนกัน และปัญหานี้ยังไม่รวมถึงแรงเชี่ยวกรากของกระแสน้ำอาจทำให้เกิดการเซาะร่องน้ำลึก ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศไทยและลาว หรือเซาะตลิ่งพัง เป็นต้น ทำให้เขตแดนเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้ชุมชนขัดแย้งกัน หรือรัฐบาลขัดแย้งกันได้ในอนาคต

ชุมชนริมฝั่งโขงวันนี้ หากหลับตาลง คงเข้าใจแล้วว่าตน คือผู้ที่ต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง หากโครงการนี้เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ อย่างแท้จริงมีเพียงคนไม่กี่กลุ่มคนเท่านั้น แต่ชาวบ้านแห่งลุ่มน้ำโขงนี้ จะเหลือเพียงและตำนานการจับปลา บึก อันยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง

 

- คำร้องขอของคนลุ่มน้ำของ(โขง) -

พี่น้องชาวบ้านในแถบลุ่มนน้ำโขง เคยอยู่อย่างสงบร่มเย็นเนิ่นนานมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่ง พื้นที่ลุ่มน้ำโขง ได้เริ่มพัฒนาจากบุคคลภายนอก อาทิ โครงสร้างพื้นการสร้างเขื่อนประเทศจีน การเปิดเส้นทางเดินเรือ เพื่อทำการค้า ตลอดจนพื้นที่ลุ่มน้ำ สาขาของแม่น้ำโขงที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนทางวัตถุเหมือนกัน พวกเราชาวบ้านได้เริ่มเห็นผลกระทบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่น กระแสน้ำขึ้นลงผิดปกติที่ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ เราเห็นเรือขนาดใหญ่เดินทางสัญจรไปมามากขึ้น พร้อมกับความขุ่นข้นของแม่น้ำ ทุกครั้งที่มีเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านไปมา อันตรายจากคลื่นขนาดใหญ่ชาวประมงต้องระมัดระวังในการใช้เรือขนาดเล็ก เราหาปลาได้น้อยลง "ไก" หรือสาหร่ายสีเขียว เริ่มหายไป เราเริ่มไม่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความวิตกกังวลใจได้กระหน่ำมาอีกครั้ง

เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการระเบิดแก่ง ขุดลอกสันดอนเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ ให้เรือขนาดใหญ่ 300-500 ตัน เดินทางได้ตลอดปี ในลำน้ำโขง ทั้งที่ผ่านมา เรือ 50 ตัน ก็สามารถเดินทางในลำน้ำโขงได้ตลอดเวลา พวกเราจึงอยากร้องขอไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินการดังกล่าว ในเบื้องต้นดังนี้

1. ให้ยุติโครงการระเบิดแก่ง และชี้แจงข้อมูลทั้งหมดต่อประชาชนในพื้นที่ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน
2. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น และเสนอทางเลือกในการขนส่งสินค้า ตลอดถึงมีบทบาทที่สำคัญต่อการตัดสินใจ ในโครงการดังกล่าว
3.ให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่เห็นชอบ กับการรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ที่ใช้เวลาศึกษาเพียง 6 เดือน (เมษายน - กันยายน 2544)

พี่น้องชาวบ้านหวังว่า คำร้องขอดังกล่าว เป็นคำร้องขอที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมต่อประชาชน เราไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ทางความคิด ระหว่างประชาชนกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พวกเราหวังว่าสิ่งที่พวกเราได้บอกกล่าว ต้องได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล

ชุมชนริมฝั่งโขง
กลุ่มรักษ์เชียงของ
ชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง


- หนังสือจากกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ราชการจังหวัดเชียงราย -

กระทรวงมหาดไทย
ถนนอัษฎางค์ กทม. 10200

ที่ มท0205.1/5505

22 เมษายน 2545


เรื่อง โครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

สิ่งที่ส่งมาด้วย
1. สำเนาหนังสือ The Chinese Office of JCCCN ลงวันที่ 7 มีนาคม 2545
2. สำเนาหนังสือ The Chinese Office of JCCCN ลงวันที่ 22 มีนาคม 2545


ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 29 มกราคม 2545 ให้ความเห็นชอบรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และอนุมัติให้กรม เจ้าท่า ดำเนินงานตามโครงการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือในแม่น้ำโขงตอนบนได้ ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการประสานการ ดำเนินการ ตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขงของประเทศภาคีความตกลง (ไทย จีน พม่า ลาว) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2545 ณ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พิจารณากำหนด มาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการเดินเรือในแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งแผนการปฏิบัติงานการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือ ในแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งจะมีการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งสิ้น 11 จุด โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การจัดตั้งสำนักงานประสานโครงการ ประเทศภาคีจะตั้งผู้แทนทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานโครงการประเทศละ 3 คน และ จัดตั้งสำนักงานประสานโครงการ (Project Coordinating Office) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานกับส่วนราชการต่างๆในประเทศ ของตน และผู้แทนของประเทศภาคีอื่นๆ ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการฯเป็นไปโดยราบรื่น

2. ระยะเวลาการดำเนินโครงการปรับปรุงร่องน้ำ (ระเบิดเกาะแก่ง) อยู่ในห้วงเวลา ตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 - 3 เมษายน 2546 โดยจะหยุดดำเนินการในช่วงพฤษภาคม-ตุลาคม 2545 เนื่องจากเป็นช่วงน้ำหลาก

3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รัฐบาลจีนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร และ วัตถุระเบิด

4. การเดินทางเข้า - ออกประเทศภาคี ประเทศภาคีจะต้องอำนวยความสะดวกในการเดินทางผ่านเข้าออก-ประเทศให้แก่เจ้าหน้า ที่โครงการฯ รวมถึงการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร รวมทั้งวัตถุระเบิด และสิ่งจำเป็นทั้งหลายที่จะต้องใช้ในการปฏิบัติงาน โดย จะมีการแจ้งประสานให้ทราบล่วงหน้า 10 วันทำการ ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในดินแดนของแต่ละประเทศ เอกสารของเจ้าหน้าที่ โครงการฯที่ใช้ผ่านแดนระหว่างประเทศลาวและพม่าจะใช้หนังสือผ่านแดน สำหรับประเทศไทยจะใช้หนังสือเดินทาง

5. ค่าธรรมเนียมต่างๆ ประเทศภาคีจะต้องยกเว้นภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆให้กับบุคลากร รวมทั้ง วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร วัตถุระเบิด ทั้งหมดที่จะให้ในโครงการ

6. สถานที่จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ ประเทศภาคีจะต้องจัดการสถานที่เพื่อเป็นที่จัดเก็บเครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ โดยจะต้องรับผิดชอบ ในการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ดังกล่าวด้วย

7. การรักษาความปลอดภัย ประเทศภาคีจะต้องทำการประชาสัมพันธ์โครงการฯ และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่น และจัดระบบการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ปฏิบัติงานโดยห้ามมิให้มีการเดินเรือเข้าไปใกล้พื้นที่ของโครงการ เนื่องจากจะ มีการใช้ วัตถุระเบิดในลำน้ำ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน ประเทศภาคีเจ้าของพื้นที่มีหน้าที่ดูแลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

8. การสิ้นสุดโครงการ เมื่อโครงการเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่โครงการฯจะต้องกลับประเทศในทันทีและประเทศจีนจะเป็นผู้แจ้งการ สิ้นสุดของโครงการให้ประเทศภาคีทราบ

ในการนี้ กระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ทางการจีนขอแจ้งรายชื่อเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อขออำนวย ความสะดวกในการเข้า-ออกของเจ้าหน้าที่และการนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆเพื่อดำเนินการตามโครงการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือ ในแม่น้ำโขงตอนบน (ระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง) รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ซึ่งขณะนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวได้ ปฏบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณน่านน้ำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า

จึงเรียนมาเพื่อทราบและแจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการดังหล่าว และเตรียมอำนวยความ สะดวกให้การเดินทางเข้า-ออกของเจ้าหน้าที่และการอนุญาตให้นำเข้า เก็บรักษา และขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ ประเภทวัตถุอันตราย ซึ่งจะนำเข้ามาใช้ดำเนินงานในโครงการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ให้เตรียมการประชาสัมพันธ์ และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนใน ท้องถิ่นและดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณพื้นที่ เนื่องจากจะมีการใช้วัตถุระเบิดในลำน้ำ อนึ่ง กระทรวงมหาดไทยได้เสนอแนะ
ให้กรมเจ้าท่า / สำนักงานประสานงานโครงการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือในแม่น้ำโขงตอนบน ฝ่ายไทย เชิญส่วนราชการที่เกี่ยว ข้องมาหารือเพื่อรับทราบรายละเอียด และซักซ้อมแนวทางปฏิบัติด้วยแล้ว ผลเป็นประการใด กระทรวงมหาดไทยจะแจ้งให้ทราบ ต่อไป


จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น
(นายไพโรจน์ พรหมสาส์น)
รองปลัดกระทรวง ปฏิบัติราชการแทน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย

 


- เนื้อหาที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ -

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอโครงการปรับปรุงร่องน้ำ เพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง เพื่อที่คณะผู้แทนไทยจะได้แจ้งต่อ ที่ประชุมคณะกรรม การประสานการดำเนินการตาม ความตกลงว่า ด้วยการเดินเรือพาณิชย์ ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ต่อไปทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไทย ลาว พม่า และจีน ได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 เพื่อให้การเดิน เรือในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง เป็นไปโดยเสรีและเป็นระเบียบ และเพื่อประโยชน์ในการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและ การค้าระหว่างกัน ต่อมาประเทศภาคีคู่สัญญา ซึ่งในส่วนของประเทศไทยมีกรมเจ้าท่า เป็นหน่วยงานหลัก ได้จัดทำระ เบียบการเดินเรือร่วมกัน จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามความตกลง ว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง เพื่อให้การปฏิบัติตามความตกลงฯ หลังจากการมีผลบังคับใช้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดความ ปลอดภัย ต่อการสัญจรในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง

คณะทำงานด้านเทคนิคของไทย ลาว พม่า และจีน มีความเห็นร่วมกันว่า การเดินเรือ พาณิชย์ใน แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง จำเป็นต้องมีการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือและกำจัดเกาะแก่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินเรือ ทั้งสี่ประเทศจึงเห็นชอบร่วมกันให้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมสำรวจเกาะแก่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือดังกล่าว ตลอดจนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการปรับปรุงร่องน้ำ การปรับปรุงร่องน้ำจะดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เป็นเกาะแก่งและหาดตื้น ที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ ตลอดความยาวร่องน้ำ 331 กิโลเมตร จำนวน 11 แห่ง ประกอบด้วย เกาะแก่งบริเวณชายแดนจีน-พม่า 1 แห่ง พม่า-ลาว 9 แห่ง

สำหรับการปรับปรุงร่องน้ำในประเทศไทยจะดำเนินการที่แก่ง Kon Pi Luang ติดเขตแดนประเทศลาวในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และการปรับปรุงร่องน้ำดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ปริมาณน้ำ และร่องน้ำลึกตามธรรมชาติ จึงไม่มีผลกระทบต่อเส้นแบ่งเขตแดนของไทยและลาว สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้าง รัฐบาลจีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำนวน 42,087,600 หยวน ซึ่งมีรายการหลักประกอบด้วย งานปรับปรุงร่องน้ำ การจัดหาและติดตั้งงานเครื่องหมาย จำนวน 206 ชุด และการติดตั้งสถานีรอกและสะพานคนเดิน จำนวน 6 สถานี


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน