ภาคประชาสังคมกับการจัดการน้ำ 'ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง'

ผลของการเปิดประเทศแล้วเข้าร่วมระบบตลาด"ทุนนิยมเสรี" มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 1970 ทำให้สถานการณ์การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำโขงเปลี่ยนโฉมหน้าไป อย่างฉับพลันและนานวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ในทรัพยากร(กลุ่มส่วนน้อย) และผู้เสียประโยชน์(กลุ่มส่วนใหญ่) ในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเปิดประเทศทำการค้าเสรีมายาวนานกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบลุ่มน้ำโขง เริ่มมีบทเรียนจาก"เสือตัวที่ 5 กลายเป็นแมวผอมโซ ตัวแรก" เนื่องจากเร่งผลาญทรัพยากรธรรมชาติในหลายๆ รูปแบบ หลายๆ มิติ ความสูญเสียระบบนิเวศน์จึงมีมากกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบลุ่มน้ำโขง ด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือ ตอบสนองการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ที่มีคนไม่กี่กลุ่มคุมกลไกการตลาดเสรี

ทรัพยากร"น้ำ" ก็เป็นอีกทรัพยากรหนึ่ง ที่ระบบเศรษบกิจทุนนิยม พยายามรวบรวมเอามาจัดการและทำให้เป็นสินค้า จำหน่ายให้แก่ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร เนื่องจากมีแหล่งน้ำ- ลุ่มน้ำสาขา จำนวนมากที่เชื่อมร้อยประเทศแถบเอเชียไว้ถึง 6 ประเทศ นั่นก็คือ แม่น้ำโขง ที่รัฐบาลในทุกประเทศพยายามยื่นมือเข้ามาจัดการ


ปลาจำนวนมากที่ถูกขังตายหน้าเขื่อน

โดยการผลักดันและให้เงินกู้สนับสนุนของธนาคารเพื่อการพัฒนา ( ADB) และธนาคารโลก (World BanK) ในขณะที่ภาคประชาชน เริ่มพยายามสรุปบทเรียนเท่าที่มีจากประเทศเพื่อนบ้าน จากตัวเอง ถึงแนวทางการพัฒนาของรัฐ เพื่อตรวจสอบ และขอมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ต่อเนื้อหาโครงการ หรือมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยนำบทเรียนภาคประชาสังคมจากโครงการจัดการน้ำ อาทิ โขง ชี มูล ของไทย หรือโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ( Murray Darling ) ของ ประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์เขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนทรีกอดจ์ (Three Gorges ) บนแม่น้ำแยงซีเกียง ของจีน ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 18 ปี ผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 20,000 เมกะวัตต์ เป็นเขื่อน ผลิตกระแสไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลก ครอบคลุมพื้นที่ยาวถึง 600 กม. น้ำท่วมไร่นาที่สมบูรณ์กว่า 200,000 ไร่ และอพยพคนออกไปกว่า 1.2 ล้านคน หรือกระทบประชาชนที่ต้องใช้น้ำกว่า 14 เมือง และจีนซึ่งไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการแม่น้ำโขง ตั้งแต่แรกได้ มีโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขากว่า 8 เขื่อน คือเขื่อนแมนวาน เขื่อนดาเชาชาน เขื่อนเซียววาน เขื่อนจิงฮอง เขื่อนนัวซาดู เขื่อนกองกัวเคียว เขื่อนกันลันบาและเขื่อนแมงซอง ซึ่งทั้ง 8 เขื่อน สำเร็จไปแล้ว 1 เขื่อนคือคือแมนวาน และกำลังก่อสร้างอีก 2 เขื่อนคือ เขื่อนดาเชาชานและเซียววาน เหล่านี้ คือประสบการณ์ที่รอการเปิดเผยสู่ประชาสังคมทั้งสิ้น

ในขณะที่ผลกระทบของจีน เขื่อนทรีกอดจ์ ของไทยเขื่อนปากมูล จากโครงการจัดการน้ำ โขง ชี มูล และโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิง ออสเตรเลีย ที่ได้เข้าไปศึกษาตัวอย่างและดูผลกระทบนั้นพบว่า ค่อนข้างมีผลกระทบเป็นอย่างมาก หรือเมื่อประเมินผลกระทบในทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในหลายๆ มิติแล้วก็ยิ่งชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้คุ้มกับการลงทุน เพราะปัญหาการปิดกั้นการไหลเวียนของตะกอน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศน์น้ำอย่างสำคัญ จึงกระทบทั้งวิถีชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในขณะที่น้ำซึ่งไม่ได้รับการไหลเวียนหรือปิดกั้นให้นิ่ง นั้น นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาดินเค็มแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะพืชคลุมน้ำ สาหร่ายบางชนิด อาทิ ผักตบชวา หรือกรณีออสเตรเลียคือสาหร่ายน้ำเงินแกมเขียว ที่มีมากจนทำลายปริมาณอากาศ หรืออกซิเจน ในน้ำ ทำให้ปลาตาย น้ำเน่าเสียอีกด้วย

เมื่อผลกระทบทั้งหมดประชาชนคือผู้ได้รับเคราะห์กรรม และอภิโครงการมหึมาทั้ง 6 ประเทศ ( จีน ลาว เขมร ไทย พม่าและ ไทย ) บนที่ราบลุ่มน้ำโขง นี้เชื่อมโยงผลประโยชน์ ถึงกัน ย่อมถึงเวลาที่ภาคประชาสังคมทั้ง 6 ประเทศ จะได้เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมองและได้แสดงความคิดเห็น ต่อกระบวนการจัดการน้ำ ในฐานะประชาชนของรัฐ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงควรมีสิทธิตรวจสอบท้วงติง ต่อรัฐบาลของตนอย่างไรได้บ้าง ว่าทิศทางการพัฒนาประเทศ ต้องมาจากกระบวนการคิด การเรียนรู้ร่วมกันของภาคประชาสังคม ในการจัดการน้ำจึงจะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ใช้ได้อย่างยั่งยืน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อนักพัฒนาและเพื่อองค์กรภาคประชาชน ได้เข้าร่วมรับฟังถ้อยแถลงจาก 3 นักพัฒนาเอกชน ที่ติดตามและศึกษาผลกระทบจากการจัดการน้ำของภาครัฐ ที่อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพฯ โดยทั้ง 3 ท่าน ได้กล่าวถึงแนวคิด บทเรียนและวัตถุประสงค์การจัดงาน "ภาคประชาสังคมกับการจัดการน้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2545 ที่จะถึงนี้ ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ศยามล ไกยูรวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวถึงแนวคิดการจัดงานครั้งนี้ว่า"1. หากจะมองบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วมการพัฒนาลุ่มน้ำโขงแล้ว จะน้อยมาก ยิ่งในกรณีประเทศเพื่อนบ้านเราแล้ว ยิ่งน้อยมาก เพราะบทบาทการตัดสินใจนั้น จะเป็นภาครัฐเสียส่วนใหญ่ ทั้งนี้เราก็เลยคิดว่า การสัมมนาครั้งนี้ น่าจะทำให้เกิดเวทีที่เปิดมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการถกเถียง มีการแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายในประเทศไทยกันมามากแล้ว โดยเฉพาะประสบการณ์ภาคประชาชนเรื่องเขื่อนปากมูล เรื่องโครงการโขง ชี มูล หรือบทเรียนกลุ่มรักษ์เชียงของ จากจังหวัดเชียงราย ที่ได้ประสบการณ์ตรงจากการระเบิดแก่งหินในแม่น้ำโขง ว่าเขาเหล่านั้นมีแง่คิดอย่างไร

เราจึงได้คุยกันว่า การเวทีอย่างนี้ เราจะจัดกันที่ประเทศไทย เราจึงเลือกจัดกันที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของประเทศไทย ในการเปิดความสัมพันธ์หลายด้านกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา ทำให้ได้นำประสบการณ์จากชาวบ้านปากมูน ราษีไศล มาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ นักพัฒนา ข้าราชการ นักวิชาการ และเพื่อนบ้านจากประเทศอินโดจีน ได้มาเห็นการเคลื่อนไหว ของภาคประชาชนในประเทศไทย ด้วย

ศยามล ไกยูรวงศ์

2. ข้อถกเถียงในเรื่องนโยบายน้ำในประเทศไทย เช่น เรื่องนโยบายการจัดการน้ำ ซึ่งประเด็นเหล่านี้เคยมีการถกเถียงกันในประเทศออสเตรเลียมาแล้ว เนื่องจากประเทศออสเตรเลีย เคยมีประสบการณ์จากโครงการเขื่อนเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง ซึ่งวันหนึ่งประเทศไทยก็ไปรับเอาแนวคิดนี้มาใช้ตาม คือโครงการโขง ชี มูล ซึ่งในประเทศออสเตรเลียก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันมาก เพราะมีข้อเสียอยู่มาก ในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชน ในออสเตรเลียเองก็ติดตามโครงการนี้ของรัฐบาลออสเตรเลียมาโดยตลอดเช่นกัน เพราะเป็นผู้ให้เงินกู้สนับสนุนหลัก ในโครงการพัฒนา โขง ชี มูล นี้ และโครงการพัฒนาในแถบอินโดจีน เพราะออสเตรเลีย เป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่ให้มีเงินในธนาคารเอเชียเพื่อการพัฒนา ( ADB) และให้เงินสนับสนุนคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำโขงด้วย " ศยามลกล่าวชี้แจงและกล่าวอีกว่า

" งานนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากออสเตรเลีย จากไทย และจากประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงด้วย ว่า การพัฒนาลุ่มน้ำโขงที่จะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลมีแผนร่วมกันนั้น มันจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่างไรบ้าง หรือ มีผลต่อการใช้น้ำของคนในลุ่มน้ำโขงอย่างไร ที่สำคัญรัฐเคยคิดถึงการจัดการน้ำไปอีกมุมมองหนึ่งไหม ซึ่งเป็นการจัดการน้ำทางเลือก ที่ชาวบ้านเขามีวิธีการจัดการน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการจัดการน้ำที่ช่วยภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจัง และจะทำให้ประสบการณ์เหล่านี้ ได้เกิดการแลกเปลี่ยนต่อกันในภาคประชาสังคมและในประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีนและประเทศออสเตรเลียด้วย

3. เราอยากให้สังคมไทยมีส่วนรับรู้ด้วยว่า มีอะไรเกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขงของเรา เพราะบรรยากาศการตื่นตัว ในเรื่องการจัดการน้ำร่วมกันตลอดลุ่มน้ำโขงนั้น คนไทยตื่นตัวเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งๆ ที่ คนไทยน่าจะมีแนวคิดต่อการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการน้ำ ว่า มันควรจะมีรูปแบบเดียวหรือ ควรจะมีรูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลาย รูปแบบ

ดังนั้น เราจึงอยากเชิญ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของบ้านเมือง ได้เข้ามาร่วมงานนี้ด้วย เพื่อให้ท่านที่ทำงานด้านการจัดการน้ำ ได้ทบทวนแนวคิดใหม่เสียที" ศยามลกล่าว


เปรมฤดี ดาวเรือง
เปรมฤดี ดาวเรือง โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีน กล่าวถึงผลกระทบ ของโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำโขงและกระแสการพัฒนาของประเทศสมาชิก ว่า " สำหรับกลุ่มคนที่จะมางานเราวันนี้ คือกลุ่มคนที่จะมาร่วมกับเรา ตั้งแต่แรกเลย แต่จะขอพูดลงลึกไปสักนิดว่า ทำไมเราจึงจะจัดงาน ในเรื่องลุ่มน้ำโขง นั้นก็เพราะว่า หลังจากที่เราติดตามสถานการณ์ดูความเคลื่อนไหว ดูการเชื่อมโยงกันในแต่ละประเทศ บวกกับประสบการณ์ประเทศไทยในเเรื่องจัดการลุ่มน้ำ โดยเฉพาะประสบการณ์คลาสิคที่พบความผิดพลาดมาก ในการจัดการลุ่มน้ำมูล ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นอีกในรูปแบบการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงด้วย

เรื่องของลุ่มน้ำโขง และความสำคัญนั้น สังคมไทย ไม่ได้มองแม่น้ำโขงในแง่ความสัมพันธ์กันแบบหลากหลายมากนัก เราจะมองแค่แม่น้ำสายหนึ่ง ที่สำคัญเพียงในเชิงการท่องเที่ยว หรือมองเป็นเพียงพรมแดนที่เห็นประเทศเพื่อนบ้านในแง่ลบ เห็นประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาตามแนวชายแดน มาหางานทำ ขณะที่สังคมไทยเอง มองภาพเรื่องแม่น้ำโขงไม่ค่อยชัดเจนนัก ทั้งๆ ที่ความจริง วิถีชีวิตทั้งในทางนิเวศวิทยา หรือแม้แต่ในทางเศรษฐกิจ แม่น้ำโขงทั้งสาย มีความเชื่อมโยง ทำให้วิถีชีวิตในแต่ละประเทศคล้ายกันมาก ตั้งแต่ประเทศจีน ลงมา ไทย ลาว พม่า กัมพูชา

จนถึงไหลลงทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม และแม่น้ำโขงทั้งสายใหญ่เอง ก็มีแม่น้ำสาขาย่อยๆ อีกเป็นร้อยๆ สาขา ซึ่งมีอายุกว่าล้านปี ทำให้แม่น้ำโขง มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เฉพาะพันธุ์ปลาก็มากกว่า 2 พัน ชนิด เป็นที่ 2 รองจากแม่น้ำอเมซอน และสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเราต้องมาพิจารณาพื้นฐานชีวิตประชาชนตลอดแนวแม่น้ำโขง ที่คนกับธรรมชาติพึ่งพิงกัน โดยการเก็บหาและทำการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อการดำรงอยู่ แต่ก็แน่นอนว่า 40 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลง มากมาย รวมทั้งแผนพัฒนาตลอดลุ่มน้ำโขง เพียงแต่ว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านเรามีสงครามมาตลอด ทำให้ข้อเสนอเรื่องพัฒนาไม่ค่อยเป็นจริง เช่น โครงการสร้างเขื่อนตลอดแม่น้ำโขง อย่างเขื่อนผามองของลาว ก็ยังไม่สร้าง เพราะติดปัญหาการเมือง ขนะประเทศนำหน้าเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างไทย ก็มีประสบการณ์มากมายเรื่องการสร้างเขื่อนและการจัดการลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ที่หมดไปจำนวนมากด้วย" เปรมฤดีกล่าวอธิบายและเพิ่มอีกว่า

"หากจะพูดเรื่องลุ่มน้ำโขงโดยตรงนั้น ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสงครามของไทย ก็มีข้อเสนอสร้างโครงการต่างๆ มากมายเกิดขึ้น และ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มยุติปัญหาและเปิดประเทศเสรีการค้า นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและการไหลทะลักของความคิดเสรีการค้า ซึ่งมาจากกลุ่มตัวแทนนายทุนโลกอย่าง ธนาคารเอดีบี ธนาคารโลก บรรษัทลงทุนข้ามชาติ ซึ่งล้วนต่างก็มีเป้าหมายพัฒนา เพื่อเอาทรัพยากร ธรรมชาติและล่าสุดคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง MRT ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ และกำลังมีการร่วมมือกันพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง อยู่ขณะนี้" เปรมฤดี กล่าวและย้ำว่า เขื่อนยักษ์เกิดขึ้นแล้วบนลำน้ำโขง

"การผลักดันของตัวละครเหล่านี้ ทำให้เกิดการพัฒนามากมาย ซึ่งหลายโครงการเราเองก็เป็นห่วง และจะยกตัวอย่าง สัก 2 เรื่องคือ โครงการเขื่อน ซึ่งถ้าเราดูโครงการประเทศต่างๆ ที่คณะกรรมการในลุ่มน้ำโขงกำหนดไว้ จะพบว่า จะไม่มีการสร้างเขื่อนใหญ่ๆ ขึ้น มีแต่จีน ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมการแม่น้ำโขง ดังนั้น จีนจึงมีการก่อสร้างเขื่อน กั้นแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว มีเขื่อนแมนวาน และเขื่อนดา เชาชาน และกำลังอยู่ในแผนการจะสร้างอีก 6 เขื่อน ในขณะที่ในเขตลำน้ำ สำคัญๆ ในลุ่มน้ำสาขา กลับก็มีโครงการจะสร้างเขื่อนเต็มไปหมดในปัจจุบัน อาทิเช่น ลาว ก็มีเขื่อนน้ำเทิน สร้างเพื่อขายไฟฟ้าให้ไทย( กฟผ.) ซึ่งสร้างมาแล้ว 4-5 เขื่อน และรอโครงอภิมหาโครงการอีกที่ คือโครงการน้ำเทิน 2 ซึ่งลากยาวสร้างมาเกือบแล้ว 10 ปี โดยมีธนาคารโลกเป็นผู้สนับสนุน ส่วนเขื่อนน้ำเทินแรกหรือเทิน หินบูน นั้น สนับสนุนโดย ADB ในเวียดนามเองก็มีเขื่อนเซซาน เป็นเขื่อนสาขาของน้ำโขง และเขื่อนน้ำตกยาลี เป็นเขื่อนที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่เขมรมาก เนื่องจากเมื่อเปิดประตูน้ำแล้ว น้ำจะไหลมาท่วมชาวบ้านที่เขมร และขณะนี้ เวียดนามกำลังจะมีโครงการ ที่เรียกว่าเซซาน 3 อีกที่หนึ่งอีกด้วย

ส่วนที่กัมพูชาเอง ก็มีโครงการออกมาเช่นกัน จุดหนึ่งคือบริเวณทะเลสาบเขมร ที่ได้รับอิทธิพลจากการไหลโดยตรงของแม่น้ำโขง ซึ่งแรงน้ำจากเขื่อนจะไหลหมุนเข้าไปในทะเลสาบเขมร ทำให้ทะเลสาบเขมรไหลหมุนแรงและกว้างเพิ่มจากปกติเป็นสิบเท่า ในขณะที่ทะเลสาบเขมรมีความกว้าง กว่า 7 หมื่น ตร.กม. เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของเอเชียและของโลกนั่นคือ คือปลา ดังนั้น น้ำโขงมีอิทธิพลมากต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในเขมรและเวียดนาม อย่างเวียดนามเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สำคัญของโลกมากด้วย เพราะผลิตข้าวเลี้ยงประชากรโลก ฉะนั้น เราจะพบว่าภูมิภาคแม่โขง กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากโครงการสร้างเขื่อนซึ่งได้รับการผลักดัน จากแหล่งเงินทุนข้างนอก ในขณะเดียวกันโครงการผันน้ำ ไม่ว่าจะเป็น กก อิง น่าน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง ของแม่น้ำโขง มาลงที่เขื่อนสิริกิตติ์ โครงการชลประทานขนาดใหญ่ โขง ชี มูล สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอด ระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดซึ่งถือว่าร้อนแรงมากพอสมควร นั้นก็คือ โครงการการร่วมกันขยายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นโครงการเซ็นสัญญากันระหว่างไทย จีน ลาวและพม่า ที่จะขุดลอกแม่น้ำโขง เพื่อที่จะทำเส้นทางเดินเรือ ทั้งๆ ที่เขตที่จะระเบิดแก่ง คือเขตที่ถือว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุด ในทางนิเวศน์ของแม่น้ำโขง เพราะเป็นทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และเป็นแหล่งกำเนิดปลาบึกด้วย

สุดท้ายไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากขนาดไหน แม้ว่าปลาแม่น้ำโขง ที่มีมากกว่า 2 พันชนิดนั้น จะมีอยู่ในแต่ละจุด สั้นๆ ของแม่น้ำโขงทั้งสิ้น และปัญหานี้แม้แต่นักวิจัยชื่อดังระดับโลกก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่า สถานการณ์ตอนนี้ เรากำลังทำลายความสลับซับซ้อนทางนิเวศวิทยาในลุ่มน้ำโขง ดังนั้นเลี่ยงไม่ได้ว่า ถึงอย่างไรก็ต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนที่เกิดขึ้นในลาว ในจีน ในเวียดนาม ต่างก็เผชิญปัญหาไม่แตกต่างกัน กับไทย ไม่ว่าจะเป็นการอพยพโยกย้ายคนจำนวนมาก ในการส้รางเขื่อน การทำไม้จำนวนมาก เช่น เขื่อนน้ำเทิน 2 ที่ลาว ซึ่งมีกระบวนการทำไม้เกือบ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร และทำมาตลอดระยะเวลา 8 ปี ของการสร้างแอ่งน้ำ" เปรมฤดีกล่าวก่อนจะปิดประเด็นตนเองว่า

" อยากจะเน้นอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า โครงการผลักดันแม่น้ำโขงนั้น มีองค์กรผลักดันอยู่หลายองค์กร และองค์กรที่เราจับตามองมากที่สุดคือ ธนาคารเพื่อการพัฒนา(ADB) ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เรียกว่า CMS ที่กำลังผลักดันในเวลานี้ และนายกรัฐมนตรีไทยก็กำลังประชุมร่วมด้วย ที่ประเทศเขมร แล้วก็โครงการร่วมมือทางเศรษฐกิจในลุ่มน้ำโขง ที่ ADB ีพยายามผลักดันให้มีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีข้อเสนอมากมาย อาทิ ข้อเสนอเรื่องการทำถนนเชื่อมถึงกัน เช่น อิโคโนมิค คอร์รีดอร์ เป็นต้น คือเชื่อมกันหมดทุกประเทศ เชื่อมสายส่งไฟฟ้า ซึ่งไทยจะซื้อไฟฟ้าจากจีน จากเขื่อนจิงฮอง การสร้างเส้นทางเดินเรือร่วมกัน เหล่านี้ มี ADB เป็นนายทุนใหญ่ ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการให้เงินกู้ ผลักดันนโยบายและมีอิทธิพลมากต่อรัฐบาลในประเทศแถบนี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงตอนนี้ ก็ทำให้เกิดคำถาม ว่า ทำอย่างไร จะเอาประสบการณ์ที่เราเคยมีอยู่แล้ว จากโครงการพัฒนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา โครงการที่สร้างขึ้นมายัดเยียดให้ประชาชน ไม่จะเป็นด้านเศรษฐกิจ ที่คนได้ประโยชน์จริงๆ มีเพียงน้อยนิด ส่วนประชาชนก็รับเคราะห์กรรม เป็นต้น ซึ่งทำอย่างไรจะให้ประเทศเพื่อนบ้านเราได้เรียนรู้ประสบการณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะไทยเรา ที่มีมากกว่าคนอื่นๆ

เราต้องคิดประเด็นว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ภาคประชาสังคมในแม่น้ำโขง มีความสำคัญอย่างไรในการตัดสินใจเพื่อตัวเอง ว่าต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดๆ ก็ตาม ในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง รัฐแทบรัฐ ไม่เคยถามประชาชน ว่าอยากได้อะไร นี่คือความเป็นห่วงและนี่คือสาเหตุการจัดงานครั้งนี้ " เปรมฤดีกล่าวสรุป

หาญณรงค์ เยาวเลิศ

หาญณรงค์ เยาวเลิศ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชฯ ประเทศไทย เผยข้อมูลการศึกษาเปรียบเทียบโครงการเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง กับโครงการโขง ชี มูล ว่า " หากเปรียบเทียบการจัดการน้ำของออสเตรเลีย คือโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิ่ง กับโครงการโขง ชี มูล ของไทย นะครับ ก็พบว่า มันมีการจัดการที่พยายามจะปรับให้คนในพื้นที่ใช้เพื่อการเกษตรแบบเข้มข้นมากขึ้น เพราะว่า ผลกระทบที่ตามมานั้นคล้ายๆ โครงการโขง ชี มูล ในตอนแรกมาก นั่นก็คือว่า ทำให้เกิดดินเค็มในพื้นที่ใช้น้ำการเกษตร อย่างเข้มข้น เพราะในบางพื้นที่ของออสเตรเลียมีการตัดไม้ในพื้นที่ออก เนื่องจากต้นไม้ตาย หรือยืนตาย คล้ายๆ กรณีไทย ที่เกษตรกรเอาน้ำในแม่น้ำมูลหรือ ในเขื่อนราษีไศลมาใช้ ในการเกษตร ปรากฏว่า หลายพื้นที่ ต้นไม้ตาย หลังจากชาวบ้านทำนาไป 2-3 ปี ก็มีเกลือขึ้นในที่นาอยู่หลายพื้นที่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าขี้เอียด หรือ คราบเกลือสีขาว ที่ขึ้นบนดินในแปลงนา นี่คือตัวอย่างปัญหาการใช้น้ำอย่างเข้มข้น ที่คล้ายกันของออสเตรเลียและของไทย ส่วนปัญหาอื่นๆ อาทิเช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในแอ่งน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งมาจากน้ำที่ขังตัวเองอยู่นาน ทำให้เกิดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งพืชชนิดนี้ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดจำนวนลง มีผลทำให้ปลาตาย เพราะสาหร่ายนี้มีความยาวถึง 1 พัน กม.หากถ้าเอามาคลี่วัดดู ขณะในประเทศไทย กลับมีผักตบชวาในเขื่อนปากมูล ซึ่งเกิดมาจากน้ำที่นิ่งนานๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีในแม่น้ำมูล ส่วนผลกระทบก็คือทำให้ชาวประมงพื้นบ้านหาปลาไม่ได้ หรือหาลำบากมากขึ้น และอีกปัญหาคือการจัดการสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย หลังจากก่อสร้างโครงการเมอร์เลย์ ดาร์ลิ่ง นั้นใช้เงินมหาศาล ในการดูแลแม่น้ำ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมครับ" หาญณรงค์กล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน