|
'แต่งสางคลอง'
ภูมิปัญญาท้าทาย 'กรมชลฯ'
|
สาคู(Sago) เป็นพืชในตระกูลปาล์ม (Genus Metroxylon)
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Metroxylon sagus Rot แบ่งเป็น
2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ชนิดยอดสีแดง (Metroxylon sagus Rottb)
มีลักษณะขอบใบเรียบไม่มีหนาม ชนิดยอดสีขาว (Metroxylon
rumphii mart) มีลักษณะขอบใบมีหนาม ชนิดนี้มีใบสั้น เปราะและต้นเล็กกว่ายอดสีแดง
ปาล์มสาคูที่สำรวจพบในประเทศไทย มีอยู่เพียงชนิดเดียว
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Metroxylon sagus Rottb โดยมีลักษณะเป็นไม้ต้นสูงประมาณ
15-20 เมตร และมีความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40-60
เซนติเมตร
สาคูเป็นพืชที่ต้องการปริมาณน้ำสูง
มีฝนตกสม่ำเสมอหรือค่อน
ข้างตกชุก ชอบความชุมชื้นแต่มีอากาศร้อน มีอุณหภูมิประมาณ
29-30 องศาเซลเซียส ชอบขึ้นในที่ลุ่มเป็นที่ชื้นแฉะ(Wetland)
หรือมีน้ำขังตลอดปีมีการทับถมของซากพืชเป็นเวลานาน
หรือที่เรียกกันว่าป่าพรุ (peat swamp forest)
ขยายพันธ์ด้วยการแตกหน่อหรือเมล็ด
ทั้งวิธีตามธรรมชาติและการเพาะพันธุ์
การใช้ประโยชน์จากต้นสาคู
ลำต้น ใช้เนื้อในลำต้นทำแป้งสาคูทำขนม หรือแป้งดิบทำอาหารสัตว์
อาทิ เป็ด ไก่ ปลา หรือหมูพื้นบ้าน ตลอดจนนำลำต้นเลี้ยงด้วงสาคู
ได้ด้วย เปลือกนอก ของต้นสาคู ใช้ทำเชื้อเพลิง
กระถางต้นไม้หรือปูพื้น ใบสาค ูเย็บเป็นตับจากสำหรับมุงหลังคาและกั้นฝา
และห่อขนมจาก ก้านใบย่อย ใช้เป็นไม้กวาด ยอดอ่อน
สาคู นำมารับประทาน มาแกงส้มได้ ทางสาคู เปลือกนอกของทางสาคู
นำมาลอกเอาเฉพาะส่วนเปลือกทำเป็นตอกใช้สานเสื่อ หรือนำทางสาคูแห้งมากั้น
ทำคอกเป็ด ไก่ น้ำเลี้ยงทางสาคู เป็นกาวปิดกระดาษ
เป็นยาพื้นบ้านรักษา "เริม" ทาใบหน้าให้ขาวนวล
หรือรักษาสิว ฝ้า รากแขนงต้นสาคู เป็นยาพื้นบ้านรักษาอาการปวดศรีษะผลสาคูสุก
จะมีรสหวานและฝาด เป็นยาพื้นบ้านช่วยลดความดันโลหิตสูง
และบรรเทาอาการเป็นโรคเบาหวาน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันป่าสาคูลดลงเป็นจำนวนมาก
ภายในไม่กี่ปี หลังรัฐปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ทำให้ป่าสาคูเป็นพืชชนิดอื่นที่อยู่นอกวิถีชีวิต รกและไร้คุณค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ
|

กิจกรรมปลูกป่าสาคู
|

ชาวบ้านตัดต้นสาคูไปทำแป้ง
|

การขุดลอกป่าสาคูมีอยู่ทั่วไป
|
|
ในปัจจุบัน
เกิดวัตถุวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน ควบคุมความสำคัญและทำลายหรือตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรกับชุมชน
ที่เคยมีและเคยพึ่งพิงกันมายาวนาน ดังนั้นเมื่อไม่ได้ใช้หรือพึ่งพาเป็นหลัก
ก็ยิ่งทำให้ความสำคัญด้อยค่าลง ทำให้ปัญหาตามมาคือ ปล่อยปละละเลยการขุด
ถากถางป่าสาคู ตลอดจนการไม่สนใจปลูกเพิ่มเติม ไม่ดูแลรักษา มาสู่โครงการการขุดลอกคลองให้โล่งเตียนเพื่อส่งน้ำ
ของกรมชลประทานและการขยายของพื้นที่เมือง จากการศึกษาผลกระทบของการสูญเสียป่าสาคู
ทำให้พบข้อเท็จจริงมากมาย อาทิ หนูนาที่อาศัยอยู่ในป่าสาคู ต้องมาอยู่และกัดกินต้นข้าว
พืชผลอื่นๆ แหล่งเพาะพันธุ์ปลาไม่มี กำบังลมธรรมชาติไม่มี ฯลฯ

สมาคมหยาดฝน
จ.ตรัง คือองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) ที่ได้สร้างผลงานกระตุ้นประชาคมเข็มแข็ง
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาหลายสิบปี และยังคง ทุ่มเทศึกษา ผลักดันบทบาทองค์กรชุมชนให้หันมามีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรของชุมชน
โดยการฟื้นคุณค่าและพิทักษ์รักษา อาทิ ป่าสาคู กลุ่มนิเวศพืชอีกชนิดหนึ่งในพื้นที่ชุมน้ำ
ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ป่าสาคูเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เหลือน้อยมาก
โดยเฉพาะเป็นพืชที่มีเพียงในพื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่ป่าสาคูที่สมบูรณ์มากที่สุดในภาคใต้คือจังหวัดตรัง
นอกนั้นป่าสาคูใกล้จะเหลือเพียงอดีต ไม่มีให้ลูกหลานได้รู้จักกันอีกแล้ว
ชุมชน
ต.นาข้าวเสียและต.โคกสะบ้า อ.นาโยง ตรัง เป็นชุมชนแรกๆ ที่เล็งเห็นและตระหนักถึงอนาคตป่าสาคู
จึงได้ประสานการทำงานร่วมกับสมาคมหยาดฝน ฟื้นฟูและจัดกิจกรรมต่างๆ
มากมายเพื่อคืนคุณค่าป่าสาคู โดยเฉพาะการแต่งสางกลางคลอง คือกิจกรรมการตัดแต่ง
ถากถางพื้นที่ป่าสาคู ให้โปร่งน้ำไหลสะดวกและป้องกันไฟไหม้ในฤดูแล้งด้วย
น.ส.นิตยา
แก่นบุญ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม สมาคมหยาดฝน กล่าวอธิบายกิจกรรมาการแต่งสางกลางคลองและเน้นย้ำคุณค่าป่าสาคู
ผ่านทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ ว่า

นิตยา แก่นบุญ |
"เรื่องประโยชน์ทางเศรษฐกิจป่าสาคูนั้นบอกยาก
อย่างรายได้จากผลิตภัณฑ์สาคูนั้น มันเหมือนกับการเย็บจากมุงหลังคา
คือไม่ได้มีรายได้เป็นกอบกำ แต่มันช่วยลดรายจ่ายมากกว่า อย่างแต่ก่อนใครจะปลูกบ้านก็จะรู้ตัวเลยว่า
ตนต้องปลูกสาคูเอาไว้ เวลามีงานเลี้ยงอะไร ก็จะเอาแป้ง สาคูมาทำขนม
เอาใบก้าน มาทำพิธี รำมโนราห์ เป็นต้น เดี๋ยวนี้คนอายุ 60-70
ปี จะมีแรงทำงานอะไรได้ แต่เดี๋ยวนี้ คนเหล่านี้ในชุมชนมีรายได้
มีงานทำ นั่งเย็บจาก ได้ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แค่กลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น
กลุ่มวัยอื่นๆ ที่เสร็จภารกิจจากกรีดยาง ก็หันมาทำขนมจากแป้งสาคู
หรือทำแป้งสาคูส่งลูกค้า เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ความรู้จากป่าสาคูทั้งสิ้น
อย่างการทำแป้งสาคู หรือเย็บจาก คนที่จะทำได้ดี ได้สวย ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างชำนาญจึงจะทำได้ดี
หรือว่าการจักสานจำพวกสื่อ จากเปลือกก้านหรือทาง มาทำเป็นของใช้ในบ้าน
หรือแม้แต่ความเชื่อมากมายที่เกี่ยวพันกับป่าสาคู ก็เป็นองค์ความรู้จากป่าสาคูของชุมชนค่ะ
ฉะนั้น ต้องเข้าใจว่า ป่าสาคูคือแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์มากของชุมชน
ที่นั่นมีปลาชุกชุม เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาของธรรมชาติ
และมีพืชผักสมุนไพรมากมายหลายชนิดด้วย"
น.ส.นิตยากล่าวและอธิบายถึงกิจกรรมการแต่งสางกลางคลองที่ชุมชนคิดกันขึ้นว่า
"การแต่งสางกลางคลอง มีประโยชน์เยอะมาก
อาทิ การทำให้น้ำไหลสะดวก รักษาระบบนิเวศริมลำคลองไว้ ซึ่งการแต่งสางป่าสาคูนั้น
ตัวชาวบ้านในชุมชน เขาทำกันมานานแล้ว ส่วนใหญ่เขาจะแต่งในขณะที่เข้าไปใช้ประโยชน์
ก็จะแต่งสางไปในตัว เพราะแต่เดิมชาวบ้านเขาใช้ประโยชน์เป็นปกติ
การเข้าไปแต่งสางก็ทำสม่ำเสมออยู่แล้ว แต่ต่อมาคนใช้เริ่มน้อย
ทำให้ป่าสาคูเริ่มรก ทำให้เราคิดกิจกรรมเอาแรงงานของชุมชนมาช่วยกัน
จุดกำเนิดของกิจกรรมนี้นั้น มาจากแต่เดิมการแต่งสางคลองนั้น
ไม่มีผลกระทบอะไร แต่ปัจจุบัน รัฐได้หันมาใช้เครื่องจักรขุดลอกคูคลอง
ซึ่งต่อมาทำให้ชุมชนพบว่า การขุดลอกคูคลองโดยใช้เครื่องจักรแบ็คโฮหรือแทรกเตอร์นั้น
สร้างความเสียหายมาก แม้ว่า นี่เป็นการทำให้คลองลึก มีน้ำกักเก็บเต็ม
แต่จริงๆ แล้วกลับยิ่งทำให้น้ำไหลเร็วและแห้งไว เพราะน้ำจากป่าสาคูไหลออกลงสู่คลองขุดหมด
น้ำจะแห้ง และคลองทำให้ต้นข้าว ที่เคยได้น้ำจากป่าสาคูเสียหาย
เพราะน้ำที่จะขังไว้ในป่าสาคูสำหรับทำนา ไม่มี"
น.ส.นิตยากล่าว พร้อมสรุปปิดท้าย ถึงการเปิดให้บทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น
เข้ามามีส่วนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนว่า
"บทบาท
องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในท้องถิ่น เขาก็พยายามเข้ามามีส่วนพัฒนา
อย่างที่ ต.โคกสะบ้า ก็มีการทำโครงการขอไปทางสภาจังหวัด( ส.จ.)
มาทำการแต่งสางกลางคลอง ซึ่งวิธีการแตกต่างจากการขุดลอกมาก เพราะการขุดลอกคือขุดออกหมด
ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศมาก แต่การแต่งสางเป็นการทำให้เหลืออะไรๆ
ไว้มากในคลองของเขา จึงเป็นวิธีที่ดีกว่าการขุดลอกแบบที่โครงการรัฐทำอยู่
| และในปัจจุบันเราพยายามเข้าไปปฏิสัมพันธ์บอกกล่าวว่า
งานของ อบต. จริงๆ ไม่ใช่แค่งานช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกถังขยะ
หรือทำถนน แต่มันต้องมีงานพวกนี้ด้วย ซึ่งบางที อบต. เองเขาก็สู้กระแสของชุมชนที่อยากให้เขาทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ไหว
มีการต่อรองกันในชุมชน ชนิดที่ว่า ถ้า อบต. ไม่ร่วม ก็ดูจะไม่เอาชุมชน
แต่ถ้า อบต. ร่วมก็จะเป็นผลดีกับองค์กรและตัวเขาเองด้วย
แต่โชคดีเรามี อบต. ที่สนใจงานแบบนี้ บวกกับเรามอง อบต.
ว่า อบต.ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่มองว่า ถ้าเราร่วมกันได้
ก็อยากจะร่วมกันพัฒนา ส่วนความต่างเรื่องความคิด ก็จะเลือกเฉพาะที่คนเขาอยากร่วม
แต่ถ้าออกมาดีครั้งต่อๆ ไป สมาชิก อบต. ก็จะเข้ามากขึ้นเอง
|
จากซ้าย เย็บจาก,
โม่ต้นสาคูทำแป้ง, เม็ดแป้งสาคู |
|
ทั้งนี้สาเหตุหลักที่เรามาทำงานอนุรักษ์ป่าสาคูนั้น
เกิดจากการที่เรามองเรื่องทรัพยกรเป็นเรื่องหลักก่อน ซึ่งเราจะพบว่า
ความรู้เหล่านี้มาจากชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้าน เขารู้อยู่แล้วว่าสาคูมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศอย่างไร
ทั้งประโยชน์เรื่องน้ำ เรื่องพืชผักสมุนไพร ยารักษาโรค ทำให้เรามองเห็นจับประเด็นว่า
ชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่แต่ไม่ได้มองว่านั่นคือประโยชน์ ที่สำคัญมาก
โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจของคนรุ่นต่อรุ่น คือคนรุ่นพ่อแม่กับคนรุ่นลูก
จะมองเห็นประโยชน์เหล่านี้ต่างกันมาก ทำให้ความรู้บางอย่างของชุมชนเองหลุดหายไป
และยิ่งเมื่อมีความรู้ชุดใหม่ๆ เกี่ยวเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ เห็นชัดว่า
วิธีการขุดลอก แบบกรมชลประทานทำนั้น ทำลายระบบนิเวศป่าสาคูของเขามากกว่า"
น.ส.นิตยากล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
18 สิงหาคม 2546
|