ข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่สร้างเขื่อนท่าซางล่าสุด
(15 ธันวาคม 2545)
จัดทำโดยกลุ่ม Salween Watch

สถานการณ์ทหารพม่าในพื้นที่และการตัดไม้รอบที่ตั้งเขื่อนท่าซาง
ปัจจุบันมีทหารพม่าอย่างน้อย 17 กองพันทหารราบประจำการอยู่ในพื้นที่ใกล้กับที่ตั้งเขื่อนท่าซาง ทหารจำนวน 6 กองพันเคลื่อนย้ายเข้ามาประจำการเฉพาะในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา สำหรับบริเวณเมืองเชียงตอง ทางทิศตะวันเฉียงเหนือของเขื่อนท่าซาง เป็นพื้นที่ที่มีป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีกองกำลังทหารพม่าเข้ามาประจำการแต่อย่างใด ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ได้ถูกพัฒนา ให้เป็นศูนย์บัญชาการของทหารพม่า ในพื้นที่เฉพาะเมืองเชียงตองในปัจจุบัน มีทหารประจำทั้งหมด 4 กองพัน การขยายงานสร้างถนนสายใหม่หลายสายในพื้นที่แห่งนี้ยิ่ง เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทหารพม่า เข้ามาเสริมกำลังทหารมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งส่งเสริม ให้อัตราการตัดไม้ในผืนป่าเชียงตองสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ การตัดไม้ดังกล่าวจัดเป็นกลยุทธทาง การทหารอย่างหนึ่งของรัฐบาลทหารพม่าในการกวาดล้างกองกำลังไทยใหญ่ โดยการตัดไม้ให้เตียนโล่งจะช่วยป้องกันไม่ ให้ผู้พลัดถิ่นภายในชาวไทยใหญ่ซึ่งใช้ผืนป่าเป็นที่หลบซ่อนพักพิง (ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้มาจากหมู่บ้านชนบทซึ่งกองทัพพม่า บังคับโยกย้ายถิ่นฐานตั้งแต่ปี 1996) คอยส่งเสบียงหรือให้การสนับสนุนกองกำลังไทยใหญ่

สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน
การบังคับใช้แรงงานชาวบ้านท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา ถูกทหารพม่าบังคับใช้แรงงานสร้างถนนสายใหม่จากเมืองเชียงตองในช่วงสองปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้รับค่าแรงตอบแทน นอกจากนี้ รัฐบาลทหารพม่ายังได้นำเครื่องจักรและส่งนักโทษจำนวนมาก เข้ามาใช้แรงงานสร้างถนนหลายสายในเขตนี้เช่นกัน

ในช่วงปี 2002 ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีการบังคับใช้แรงงานฟรี แต่ในความจริง ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านยังคงถูกบังคับใช้แรงงาน ทั้งในการสร้างถนน และซ่อมแซมค่ายทหารให้กองทัพพม่าตาม เมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของรัฐฉาน บริเวณเมืองเชียงตอง เมืองกุ๋นฮิง เมืองโต๋น และเมืองปั่น ตรงข้ามกับจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 - 12 พฤษภาคม ต้นปีที่ผ่านมา ชาวบ้านจากหมู่บ้านศาลา (Wan Sala)และปาเลา (Palao) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของที่ตั้งเขื่อนท่าซางถูกทหารพม่ากองพันทหารราบเบาที่ (LIB) 519 บังคับให้ซ่อมแซมค่ายและสำนักงานของทหารใกล้กับที่ตั้งเขื่อนท่าซาง

การข่มขืน
จากรายงาน "ใบอนุญาตข่มขืน" ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มกิจกรรมหญิงไทยใหญ่ (Shan Woman's Action Network หรือ SWAN) และมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าสถานที่ ซึ่งผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมด 173 เหตุการณ์ถูกข่มขืนคือบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของ เขื่อนท่าซางและพื้นที่ซึ่งจะถูกน้ำท่วมหากมีการสร้างเขื่อน

รายงานจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนพฤษภาคมเปิดเผยว่า ทหารพม่ากองพันทหารราบเบาที่ (LIB) 519 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ท่าซาง ได้บังคับผู้หญิงไทยใหญ่จำนวน 9 คนไปใช้แรงงานในตอนกลางวันและนอนด้วยในตอนกลางคืน (sex slave) วันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2002 (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในจดหมายข่าวของมูลนิธิ สิทธิมนุษยนไทยใหญ่ฉบับเดือนเมษายน 2002 เรื่อง Mothers of small children conscripted as porters, and raped, in Murng Nai, www.shanland.org) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหน้าทีมสำรวจ 36 คนจากประเทศไทย จะเดินทางไปถึงที่ตั้งเขื่อนท่าซางเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น


การสังหารโหดและทรมานชาวบ้าน
เหตุการณ์ทหารพม่าทำการสังหารโหดและทรมานชาวบ้านตามหมู่บ้านต่าง ๆ และชาวบ้านผู้พลัดถิ่นภายในซึ่งอาศัยหลบซ่อนตัว ตามราวป่าใกล้กับพื้นที่รอบเขื่อนท่าซางยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ล่าสุดที่ได้รับรายงานเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา คือ ผู้หญิง 3 คนข่มขืนและฆ่า พร้อมกับชาย 5 คน โดยทหารพม่ากองพันทหารราบเบาที่ 502 ในหมู่บ้านตองควายห่างจากสะพานท่าซางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ 15 ไมล์

ส่วนพื้นที่เมืองกุ๋นฮิง ซึ่งตั้งอยู่บนแนวเขตน้ำท่วม จัดเป็นพื้นที่ที่มีชาวบ้านผู้พลัดถิ่นภายในถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายใน ช่วงห้าปีที่ผ่านมา เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปี 2000 คือ เหตุการณ์ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กรวม 64 คน ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำสาละวิน ถูกสังหารหมู่ โดยทหารพม่ากองพันทหารราบที่ 246

การถอนสิทธิความเป็นพลเมืองท้องถิ่น
สิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องจากแผนงานสร้างเขื่อนท่าซางของรัฐบาลทหารพม่าในช่วงที่ผ่านมา คือ รัฐบาลทหารพม่าพยายาม ลดต้นทุนการสร้างเขื่อน โดยการบังคับให้ชาวบ้านโยกย้ายออกจากพื้นที่สร้างเขื่อนไปอยู่ในเขตควบคุมของทหาร และถอนชื่อชาวบ้านออกจากทะเบียนประชากรในพื้นที่ การกระทำดังกล่าวทำให้รัฐบาลพม่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนในพื้นที่หากมีการสร้างเขื่อน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการสร้างเขื่อนลดลง

นอกจากนี้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลได้จัดทำสัมมโนประชากรใหม่ในเขตหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ที่ทำการสำรวจจะนับจำนวนประชากรเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบ้านขณะช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ หากสมาชิกของบ้านหลังใดไม่อยู่บ้าน เจ้าหน้าที่จะตัดชื่อออกจากสัมมโนประชากร ทำให้ชาวบ้านสูญเสียสิทธิความ เป็นพลเมืองในพื้นที่ไปโดยปริยาย สิ่งที่เกิดขึ้นหมายความได้ว่า ขณะนี้ชาวบ้านผู้พลัดถิ่นภายในและผู้ลี้ภัย ที่หนีมายังประเทศไทยหลายคนได้สูญเสียสิทธิความเป็นพลเมืองของตนเองไปเรียบร้อยแล้ว

และในช่วงต้นปี 2002 ที่ผ่านมา การจัดทำสัมมโนประชากร ในลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นในเมืองเชียงตองซึ่งเป็น พื้นที่รอบเขื่อนท่าซางเช่นกัน แต่การดำเนินการครั้งนี้ แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น เนื่องจากทหารพม่าได้เคลื่อนย้ายชาว พม่าจากภาคกลางของประเทศประมาณ 500 ครอบครัวเข้ามาอาศัยในพื้นที่แห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2001 และชาวพม่ากลุ่มนี้ ได้รับการบันทึกให้เป็นพลเมืองท้องถิ่นโดยความเห็นชอบจากทหารพม่า ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นจำนวนหลายพันคน กลับถูกบังคับให้โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในเขตควบคุมและสูญเสียสิทธิความเป็นพลเมืองของตนไปโดยปริยาย

สถานการณ์การตัดไม้ในพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่รอบ ๆผืนป่าทางตอนเหนือและใต้ของที่ตั้งเขื่อนท่าซางจัดเป็นผืนป่าที่อุดมสมบุรณ์ที่สุดของรัฐฉานที่หลงเหลือไม้มากนัก ปัจจุบัน ผืนป่าแห่งนี้กำลังถูกบริษัทซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกับครอบครัวนายทหารระดับสูงในกองทัพพม่าและชาวว้า ราชาเสพติดชื่อดังซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลพม่าเริ่มเข้าไปดำเนินการตัดไม้อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของกองกำลังทหารในพื้นและการขยายถนนหนทาง ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงการสร้างเขื่อนท่าซางได้นำไปสู่การทำลายผืนป่าแห่งนี้อย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

สำหรับบริษัทตัดไม้ของไทย แม้ว่าจะหมดสัมปทานตัดไม้จากป่าพื้นที่นี้อย่างเป็นทางการ ปัจจุบันยังมีบางบริษัทที่ลักลอบทำธุรกิจตัดไม้จากพื้นที่นี้ พร้อมกับดำเนินธุรกิจอื่นควบคู่ไปด้วย อาทิ บริษัทไทยสวัสดิ์ ปัจจุบันประกอบธุรกิจรับเหมาะทำถนน พร้อมกับดำเนินธุรกิจตัดไม้จากพื้นที่รอบเขื่อนท่าซาง ส่งต่อไปยังเมืองโต๋น ตรงข้ามจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นส่งต่อไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และส่งข้ามลำน้ำโขงไปยังประเทศลาวก่อนจะลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทย


ข้อมูลพื้นฐานโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน
โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินที่บริษัท MDX ประเทศไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลักดันให้สร้างแบ่งออกเป็นสองโครงการ คือ โครงการเขื่อนในรัฐฉาน คือ เขื่อนท่าซางและเขื่อนลูก และเขื่อนบนพรมแดนไทย - พม่า คือ เขื่อนสาละวินตอนบนและเขื่อนสาละวินตอนล่าง (เนื่องจากเขื่อนผลิตไฟฟ้า ทั้งสองแห่งมีการใช้เทคโนโลยีสูบน้ำจากเขื่อนด้านล่าง กลับขึ้นมาใช้ผลิตไฟฟ้าใหม่ การสร้างเขื่อน จึงจำเป็นต้องสร้างเขื่อนสองแห่งควบคู่กัน คือ มีเขื่อนขนาดใหญ่เป็นเขื่อนแม่อยู่ด้านบน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแบบสูบกลับ และเขื่อนขนาดเล็กกว่า เป็นเขื่อนลูกอยู่ด้านล่างสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าและให้เขื่อนแม่สูบกลับด้วย)


โครงการเขื่อนในรัฐฉาน คือ เขื่อนท่าซางและเขื่อนลูก

ลำดับการดำเนินโครงการ
โครงการเขื่อนท่าซาง เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่างบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมของญี่ปุ่น และการไฟฟ้าของฝ่ายผลิตของพม่า และบริษัท MDX ของประเทศไทย ได้มอบหมายให้ GMS power ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของ MDX ติดต่อบริษัทที่ปรึกษาจากเยอรมัน ร่วมทำการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จครั้งที่หนึ่งในปี 2541 และติดต่อบริษัทจากญี่ปุ่นให้พิจารณาผลการศึกษาอีกครั้ง ในปี 2542 หลังจากนั้นโฆษกของ GMS power ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ทางบริษัทคาดว่าการออกแบบสร้างเขื่อนท่าซางจะเริ่มต้นในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

ที่ตั้งและชนิดของเขื่อน
ผลการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น (Pre-feasibility Study ) กำหนดให้สร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ตอนใต้ของรัฐฉานในประเทศพม่าใกล้กับท่าเรือท่าซาง ห่างจากเมืองตองยี เมืองหลวงของรัฐฉานตอนใต้ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 370 กิโลเมตร และห่างจากจุดตรวจ BP-1 บริเวณชายแดนไทย - พม่า ด้านตำบลหนองอุก อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 130 กิโลเมตร

ที่ตั้งของเขื่อนตอนบน (เขื่อนแม่) อยู่ทางด้านเหนือของท่าเรือท่าซางขึ้นไปตามลำน้ำสาละวิน 12 กิโลเมตร ส่วนที่ตั้งของเขื่อนตอนล่าง (เขื่อนลูก) อยู่ต่ำลงมาจากท่าเรือท่าซาง 5 กิโลเมตร ภูมิประเทศบริเวณนี้มีลักษณะเป็นหุบเขา มีหน้าผาชัน และลำน้ำแคบ โรงไฟฟ้าจะตั้งอยู่บนพื้นดินบริเวณฐานของเขื่อน

ข้อมูลการสำรวจล่าสุดพบว่า ระดับกักเก็บน้ำสูงสุด (Full Supply Level: FSL) อยู่ระหว่าง 320-370 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (MSL) แต่ละหัวงาน (site) ที่สำรวจมีศักยภาพที่จะติดตั้ง เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า (installed capacity) มีขนาดระหว่าง 1,500-5,000 เมกะวัตต์ ทางเลือกที่ได้มีการสำรวจและตั้งสมมติฐานนี้ ขึ้นอยู่กับถนน ที่จะเข้าสู่หัวงานจากจุดตรวจ BP-1 ตรงชายแดนไทย และสายส่งไฟฟ้า กระแสตรงขนาด 500 กิโลโวลต์ (500kV AC) ไปเชื่อมกับระบบของพม่า และสายส่งไฟฟ้ากระแสสลับ 500 กิโลโวลต์ (500 kV DC) ไปยังประเทศไทย

ผลของการวิเคราะห์จากการศึกษา ความเป็นไปได้ของโครงการพบว่า รูปแบบเขื่อนที่ได้รับความสนใจที่สุดมีสองแบบ คือ เขื่อนแบบคอนกรีตบดอัดแน่น หรือ RCC (Roller Compacted Concrete dam : RCC) ที่จุด 840 ประมาณ 6 กิโลเมตร ทางตอนเหนือตามลำน้ำของท่าเรือท่าซาง และเขื่อนแบบหินถมดาดคอนกรีต (Concrete-faced rock-fill dam: CFR dam) ที่จุด 840 และสร้างโรงไฟฟ้าแบบใต้ดิน (แบบที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางด้านธรณีวิทยายังไม่สามารถยืนยัน ถึงที่ตั้งของเขื่อนที่เหมาะสมได้ การยืนยันถึงที่ตั้งและชนิดของเขื่อน ขึ้นอยู่กับการสำรวจทางธรณีวิทยาภาคสนามรวม ถึงการเจาะสำรวจ ในการศึกษาขั้นความเหมาะสม (Feasibility Study)โครงการ

ระดับเก็บกักน้ำ
ระดับเก็บกักสูงสุดที่ 350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นระดับที่มีการเลือกไว้สำหรับเขื่อนที่อ้างถึงแล้ว อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เปรียบเทียบ ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มระดับเก็บกักสูงสุดจะทำให้มีแรงจูงใจ ในทางเศรษฐกิจมากขึ้น การสำรวจทางวิศวกรรมในอนาคต การสำรวจทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และปริมาตรน้ำ จะเป็นตัวที่กำหนดขอบเขตที่แท้จริงของอ่างเก็บน้ำ

ขนาดของโรงไฟฟ้า
การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า การกำหนดขนาดของการผลิตไฟฟ้า (Energy generation) ต่ำสุดสัมพันธ์กับขนาดของกำลังการผลิต ติดตั้งระหว่าง 2,500 กับ 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งพบว่า ขนาดของเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่จะติดตั้ง มีจำนวน 6 เครื่อง มีขนาดเครื่องละประมาณ 550 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งหมด 3,300 เมกะวัตต์

ต้นทุนโครงการและระยะเวลาก่อสร้าง
โครงการเขื่อนแบบหินถมดาดคอนกรีต หรือ CFR (ที่จุด 840) ราคาขั้นต้น 3,397 ล้านเหรียญ ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ส่วนโครงการเขื่อนแบบคอนกรีตบดอัดแน่น (RCC dam) ที่จุด 840 ประมาณ 3,076 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจุด 725 ประมาณ 3,316 ล้านเหรียญสหรัฐ มีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปีเท่ากัน ต้นทุนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาทิ ค่าย้ายสะพานทางตอนบน ของลำน้ำที่ท่าซางและใกล้กับคุนฮิง (Kunhing) บนทางหลวงหมายเลข 4 และค่าชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เป็นต้น


ตารางแสดงข้อมูลหลักของโครงการเขื่อนท่าซางที่ได้เลือกไว้และโครงการเผื่อเลือก

หัวข้อ
โครงการที่เลือก (จุด 840)
ทางเลือกที่หนึ่ง (จุด 725)
ทางเลือกที่สอง (จุด 725)
ชนิดเขื่อน
CRF dam
RCC dam
RCC dam
ที่ตั้ง(ห่างจากท่าเรือท่าซาง)
6 กม. ทางตอนเหนือ
6 กม. ทางตอนเหนือ
6 กม. ทางตอนเหนือ
พื้นที่รับน้ำ(ตร.กม.)
207,000
อัตราการไหลเฉลี่ย(ลบ.ม./วินาที
2,583
ระดับเก็บกักสูงสุด(FSL) เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
350
พื้นที่อ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกักสูงสุด(ตรงกม.)
660
ปริมตรอ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกักสุดสุด(ลบ.กม.)
36,100
ปริมาตรน้ำเป็นที่ระดับเก็บกักสูงสุด(ลบ.กม.)
14,200
ความสูงสูงสุดของเขื่อน(ม.)
188
193
190
ความยาวสันเขื่อน(ม.)
768
783
955
อัตราน้ำไหลเข้าเทอร์ไบน์(ลบ.ม./วินาที)
430.5
ความสูงเทอร์ไบน์(ม.)
142
145
147
กำลังการผลิตติดตั้งรวม 6 เครื่อง(เมกะวัตต์)
3,327
3,399
3,434
ปริมาตรไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละปีในขั้นแรก (จิกะวัตต์-ชั่วโมง)
16,076
16,136
16,307
ปริมาตรไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละปี ในขั้นที่ 2 (จิกะวัตต์-ชั่วโมง)
6,903
7,923
8,001
พลังงานที่ผลิตได้รวมในแต่ละปี (จิกะวัตต์ชั่วโมง)
23,005
24,059
24,380
ราคาโครงการ(ล้านเหรียญสหรัฐ)
3,397
3,075
3,316
ระยะเวลาดำเนินโครงการ(ปี)
6
5
5



โครงการเขื่อนบนพรมแดนไทย - พม่า คือ เขื่อนสาละวินตอนบนและตอนล่าง

ลำดับการดำเนินโครงการ
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเขื่อนที่เป็นความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-ไทย-พม่า เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยการผลักดันของการพลังงานแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีของไทย ได้มีมติเมื่อ 12 มกราคม พ.ศ. 2533 ให้ดำเนินการโดยการแต่งตั้ง ให้มีคณะกรรมการโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ชายแดนไทย-พม่า เป็นตัวแทนการดำเนินการ ของฝั่งไทย ได้มีการเจรจาระหว่างไทยกับพม่าหลายครั้ง และตกลงให้ Electric Power Development Company (EPDC) ซึ่งเป็นถือหุ้นโดยบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนจาก 9 เขต ในญี่ปุ่นและกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เป็นผู้ศึกษา ภายหลังการสำรวจของ EPDC ในปี พ.ศ. 2535 EPDC ก็เสนอให้มีการสร้างเขื่อนทั้งหมด 8 เขื่อน บนแม่น้ำที่กั้นระหว่างชายแดนไทย-พม่า คือ โครงการเขื่อนน้ำแม่สาย โครงการเขื่อนแม่กก โครงการเขื่อนคลองกระ โครงการเขื่อนสาละวิน 2 เขื่อน และโครงการเขื่อนน้ำเมยอีก 3 เขื่อน โครงการทั้งหมดจะมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 6,397.5 เมกะวัตต์ (S.Boonpirak,1992)

ที่ตั้งและชนิดของเขื่อน
โครงการเขื่อนสาละวิน 2 เขื่อน รวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด 5,967 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการ โครงการเขื่อนสาละวินตอนบน กั้นแม่น้ำสาละวินเหนือสบเมย ตามลำน้ำประมาณ 76 กิโลเมตร ตรงบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 4,540 เมกะวัตต์ โครงการเขื่อนสาละวินตอนล่าง กั้นแม่น้ำสาละวินเหนือสบเมย 30 กิโลเมตร ตรงบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 793 เมกะวัตต์ โครงการทั้งหมด ได้ดำเนินการถึงขั้นศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นเสร็จแล้ว และจะศึกษาขั้นความเหมาะสมต่อไป (S.Boonpiraks,1992) สำหรับชนิดของเขื่อนและรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการยังไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด.

เอกสารอ้างอิง
Electricity Generating Authority of Thailand (1989), EGAT Power Development Paln(1990-2006),
Vol.1: Main Report. December.

EPDC, (Editing and Design)(1980) Printing: Bushodo Japan.

S. Boonpiraks (1992), "Thai-Myanmar Joint Hydro Scheme" International WaterPower and Dam
Construction, October.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (2536), เอกสารประกอบการดูงานโครงการเพิ่มน้ำให้อ่างภูมิพล, ฝ่าย
วิศวกรรมพลังน้ำ และฝ่ายสำรวจนิเวศวิทยา. เมษายน


ข้อมูลพื้นฐานระบบนิเวศน์-สังคมลุ่มน้ำสาละวิน
แม่น้ำสาละวินมีต้นกำเนิดจากการละลายของหิมะ บริเวณที่ราบสูงธิเบต เหนือเทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสูงมากกว่า 4,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง แม่น้ำสาละวินได้ไหลลงสู่พื้นที่ลาดชันที่เต็มไปด้วยภูเขาทางด้านทิศใต้ ผ่านมลฑลยูนนาน ประเทศจีน ไหลต่อเข้าสู่แผ่นดินเขตประเทศพม่า ผ่านรัฐฉาน (Shan State) รัฐคะยา (Kayah State) และลดระดับลงมาเหลือต่ำกว่า 300 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ก่อนที่จะกลายเป็นแม่น้ำ กั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่าที่แม่ฮ่องสอน หลังจากไหลกั้นพรมแดนไทยกับพม่า 118 กิโลเมตร และน้ำเมยที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี (Tenasserim Range) ไหลลงมาบรรจบที่สบเมย แม่น้ำสาละวิน ก็ไหลวกกลับเข้าประเทศพม่าอีกครั้ง และค่อยๆ ลดระดับลงจนใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ก่อนไหลเข้าสู่เขต ตะนาวศรี (Tenesserim Division) ก่อนที่จะไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ (Mataban Gulf) บริเวณที่ตั้งเมืองเมาะลำเลิงหรือมะละแหม่ง (Moulmein) รวมระยะทางที่ไหลจากชายแดนไทยจนถึงทะเลอันดามัน 200 กิโลเมตร ตลอดระยะทางที่ไหลผ่านแผ่นดินของชนต่างๆ แม่น้ำสาละวินถูกเรียกด้วยชื่อแตกต่างกันไป แม่น้ำทางตอนบนที่ไหลผ่านยูนนาน ถูกเรียกว่า "นู เกียง" (Nu Giang) ขณะที่แม่น้ำทางตอนกลาง ชาวไตเรียกว่า "น้ำคง" (Nam Kong) เช่นเดียวกับชนพื้นเมือง อื่นๆ ในล้านนา นับแต่คนลัวะ ไตลอง ไตลื้อ ดาระอั้ง รวมทั้งคนปกากะญอ ล้วนออกชื่อแม่น้ำสาละวินในสำเนียงใกล้เคียงกันว่า "คง" ส่วนคนพม่าเรียกว่า "ตาลวิน" (Talween) ซึ่งชาวอังกฤษเพี้ยนเป็นสาละวิน แม่น้ำสาละวินนับเป็นแม่น้ำสายใหญ่และยาวสายหนึ่งของโลก U.S. Geological Survey (1964) ระบุว่าแม่น้ำสาละวิน มีปริมาณน้ำที่เติมน้ำให้กับมหาสมุทรถึง 53 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที นับเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากเป็นลำดับที่ 40 ของโลก ขณะที่ World Atlast, Encyclopedia Britanica ระบุว่า แม่น้ำสาละวินมีความยาว 1,750 ไมล์ หรือ 2,800 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำสายที่ยาวอันดับที่ 26 ของโลก สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำสาละวิน จะเป็นรองก็แต่แม่น้ำโขงเท่านั้น

กลุ่มชาติพันธุ์และการดำรงชีวิต
สองฟากฝั่งลุ่มน้ำสาละวิน ตั้งแต่ใต้เทือกเขาหิมาลัย ลงมาจนจรดอ่าวเมาะตะมะ นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่มากมาย จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นลุ่มน้ำที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ชนพื้นเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 13 เผ่า เช่น ไต (ไทยใหญ่) ว้า (ลั๊วะหรือละว้า) คะยา (คะเรนนีหรือกะเหรี่ยงแดง หรือบะแว) อาระดัน (ยะไข่) ปะโอ ปะหล่อง (ดาระอั้ง) ปะด่อง อะข่า ลิซู อินเล ฯลฯ เป็นต้น กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ล้วนแต่อยู่รวมกันเป็นสังคม มีการตั้งชุมชน ตามที่ราบเล็กๆ กลางหุบเขา และที่ราบเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน อันเกิดจากแม่น้ำหรือลำห้วยไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน

บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก ครอบคลุมพื้นที่หลายล้านไร่ เป็นเขตที่มีการตั้งชุมชนหนาแน่นที่สุด ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ด้วยการอาศัยปุ๋ยธรรมชาติ จากแม่น้ำสาละวิน ที่นำมาทับถมในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำสาละวินที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยพันธุ์ปลาทำให้เกิดอาชีพการประมงน้ำจืด ทั้งเพื่อการดำรงชีวิต และการค้า นอกจากนี้พื้นที่ของลุ่มน้ำสาละวินในเขตนี้ยังมีการจัดระบบกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดิน โดยเริ่มในสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่า เช่นเดียวกับพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน เช่น ปากแม่น้ำอิระวดี และเจ้าพระยา (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์กะเหรี่ยง ที่เคยอาศัยบริเวณปากแม่น้ำสาละวิน เมื่อปี 2536)

แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคด
แม่น้ำสายใหญ่แทบทุกสาย มักจะเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์มาแต่โบราณ แม่น้ำสาละวินก็เช่นเดียวกับแม่น้ำสายใหญ่อื่นๆ ของโลก ที่มีแหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นสังคมมนุษย์ในปัจจุบัน มีหลักฐานที่กล่าวได้ว่า สาละวินเป็นลุ่มน้ำที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และของโลก จากการค้นพบแห่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในเขตนี้ แหล่งประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จัก ของนักประวัติศาสตร์และมีชื่อเสียงที่สุด คือ "ถ้ำผี" (Spirit Cave) ซึ่งพบอยู่ในพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำสาละวิน บริเวณที่ปัจจุบันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้ำแห่งนี้ Charoenwongsa (1989) กล่าวว่า เป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต จากการท่องเที่ยวล่าสัตว์และเก็บ หาพืชผลในธรรมชาติมาใช้ ชีวิตแบบทำการเกษตร จากการขุดพบเครื่องมือหินกะเทาะ ในชั้นดินที่ 1 ซึ่งมีอายุ 12,000-8,000 ปี มาแล้ว ขณะนั้นยังเป็นการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม และจากหลักฐานที่พบในชั้นดินที่ 2 มีอายุ ระหว่าง 8,000-7,000 ปีที่ผ่านมา ได้พบเครื่องปั้นดินเผา มีการนำเส้นใยจากพืชมาทำเชือกและข่ายจับปลา และยัง ได้นำสิ่งดังกล่าว ไปสร้างลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ นอก จากนั้น ยังพบขวานหินขัดและเศษเหลือของพืชต่างๆ จากการศึกษาของ Gorman (1970) พบว่า มนุษย์สมัยนั้นรู้จักการเพาะปลูกพืชแล้ว เนื่องจากมีการค้นพบพืชตระกูลต่าง ๆ รวมทั้งพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่ถ้ำผีก็ยังออกป่าล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหารด้วย เช่นกัน Charoenwongsa (1989) กล่าวถึงชนิดพืชให้น้ำมันบางชนิด ซึ่งมีพิษที่พบที่ถ้ำดังกล่าวอาจนำมาเพื่อการจุดไฟให้สว่าง ในเวลานั้น ขณะที่ Solheim II (1972) ได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับหลักฐาน ซึ่งพบที่ถ้ำผีว่า เป็นสิ่งแสดงให้ทราบว่า บริเวณดังกล่าว เป็นศูนย์กลางการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการเกษตรกรรม เริ่มแรกสุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนที่จะพัฒนาไป เป็นรูปแบบของการเกษตรอย่างในปัจจุบัน (อ้างในศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:90-91) ในทัศนะของนักวิชาการประวัติศาสตร์แล้ว การค้นพบแหล่งโบราณคดีถ้ำผี ที่ลุ่มน้ำสาละวินนั้น มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ถูกยกเป็นตัวอย่างที่จะลบล้างความเชื่อ เดิมที่ว่า "ดินแดนเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ก่อนนั้น ยังล้าหลัง ต้องอาศัยวัฒนธรรมชั้นสูงจากจีนและอินเดีย ก่อนที่จะยกระดับความเจริญเป็นบ้านเมือง" (กฤช,2536)

นอกจากนั้น ยังมีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันหลายชิ้นที่น่าสน ใจตามแนวเขาริมแม่น้ำสาละวินที่มีหน้า ผาหินปูนและถ้ำหลายแห่ง บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งเหนือเขาสบแงะ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน เป็นที่เก็บซ่อนสิ่งของ และคำภีร์ใบลานจารึกด้วยอักขระมอญ หรือล้านนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ได้ถูกทำลาย โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ นักหาของมีค่า (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:91) จากหลักฐานข้างต้นกล่าวได้ว่า ลุ่มน้ำสาละวินเป็นลุ่มน้ำที่มีคุณค่าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ
ไทยและของโลก ไม่แพ้ลุ่มน้ำอื่นๆ แต่อย่างใด เพียงแต่ว่าบริเวณลุ่มน้ำสาละวินไม่ได้เป็นที่สนใจของนักโบราณคดีมาก เท่าที่ควรซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า การไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่ก็เป็นเพราะในเขตนี้ มีการสู้รับกันมานานเกือบครึ่งศตวรรษ เชื่อแน่ว่าน่าจะมีหลักฐานต่างๆ มากกว่านี้ ถ้านักโบราณคดีได้มีโอกาสศึกษากันอย่างเต็มที่และครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ความหลากหลายของธรรมชาติ ในเขตป่าสาละวินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ตั้งอยู่ติดกับบริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำ หรือทางฝั่งไทย นับแต่จุดที่แม่น้ำสาละวินไหลเป็น พรมแดนไทย-พม่า เป็นสภาพพื้นที่อันต่อเนื่องระหว่างเขตชีวภูมิศาสตร์ย่อยอินโดจีน (Indo-Chinese Subregion) กับพื้นที่ต่อเนื่องจากชีวภูมิศาสตร์สิโนหิมาลายัน หรือ เขตชีวภูมิศาสตร์ย่อยอินเดีย (Sino-Himalayan or Indian Subregion) พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ จึงได้รับอิทธิพลทางด้านการกระจายชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าจากแถบ เทือกเขาหิมาลัย ลงมาตามเทือกเขาสูงที่ขนาบแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง จนบรรจบกับเทือกเขาสูงทางภาคเหนือของไทย เช่น เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาผีปันน้ำตะวันตก (เขาขุนตาล) ชนิดพืชพรรณ และสัตว์ป่าที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จึงคล้ายคลึงกับชนิดพันธุ์ที่พบแถบเทือกเขาหิมาลัย แคว้นอัสสัมของประเทศอินเดีย และประเทศสหภาพพม่า นอกจากนั้นชนิดพืชพันธุ์และสัตว์ป่า อีกส่วนหนึ่งเป็นชนิดที่พบทางอินโดจีนด้วย เช่นกัน (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:42)

ในทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ป่าที่ต่อเนื่องจากป่าแถบลุ่มน้ำสาละวิน ลงไปตามลำน้ำเมย จนจรดปลายเทือกเขาตะนาวศรี ครอบคลุมผืนป่าขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกของไทย ทั้งหมด ซึ่งมีเขตอนุรักษ์ที่มีความสำคัญ ระดับประเทศและระดับโลกหลายแห่ง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อันเป็นเขตมรดกทางธรรมชาติของโลก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง เช่น อุทยานแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติไทรโยค อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ฯลฯ ตลอดจนถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะนาวศรี ที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรก ที่รัฐกะเหรี่ยงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ นักชีววิทยาถือว่า พื้นที่ในเขตนี้ทั้งหมดเป็นเขต ภูมิศาสตร์เดียวกัน Diegnan(1945) เรียกพื้นที่ส่วนที่อยู่ทางด้านตะวันตก ติดชายแดนพม่า ตั้งแต่บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลงมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า "มณฑลอินโดพม่า" (Indo-Burmese Province) ซึ่งถือว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเขต ภูมิศาสตร์ย่อยอินโดจีน (อ้างในศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:42)

ทางด้านพรรณพืช พื้นที่ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน มีสังคมพืชที่มีความแตกต่างจากพื้นที่ส่วนอื่น ของประเทศอยู่ไม่น้อย เป็นแหล่งพันธุกรรมของสังคมพืชมากมายหลายชนิด เป็นแหล่งภูมิพฤกษ์ ที่เป็นตัวแทนภูมิพฤกษ์แบบอินโดเบอร์มา (IndoBurma) ซึ่งปรากฏอยู่ในเมืองไทย พรรณพืชในพื้นที่ส่วนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเทือกเขาหิมาลัยเป็นสำคัญ โดย เฉพาะพันธุ์ไม้เขตหนาว จำนวนมากมายหลายชนิดปรากฏอยู่ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้จากภูมิพฤษ์แบบอินโดมาลายา (IndoMalaya) กระจายขึ้นมาตามเทือกเขาตะนาวศรี บ้างแต่มีประมาณค่อนข้างน้อย พื้นที่ส่วนนี้จึงนับได้ว่า เป็นแหล่งอนุรักษ์พรรณพืชที่สำคัญของสังคมพืชผลัดใบ เขตมรสุม (Monsoon Deciduous forest) (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:25) ส่วนด้านพันธุ์สัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด 20 ชนิด สัตว์ป่าที่หายาก เช่น เสือ โคร่ง เสือไฟ กระทิง และกวางผา มีสัตว์ปีกหรือนก 122 ชนิด เป็นนกที่ประจำพื้นที่ (Resident) จำนวน 108 ชนิด ที่เหลือ 14 ชนิด อพยพเข้ามาในช่วงฤดูหนาว (Winter Visiting) นอกจากนี้ ยังมีนกที่หายากบางชนิดในประเทศไทย แต่สามารถพบได้ในผืนป่าเขตนี้ อาทิ นกยูงไทย เหยี่ยวภูเขา เป็นต้น รวมทั้ง นกน้ำและนกประเภทที่ชอบหากินอยู่ใกล้ ชายน้ำปรากฏอยู่หลายชนิด เช่น นกกาน้ำ นกอ้ายงั่ว และเป็ดหงส์ เป็นต้น ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบรวมกันไม่น้อย กว่า 38 ชนิด ในจำนวนนี้มีเขียดแลว หรือกบภูเขา ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานหายากรวมอยู่ด้วย (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:43-61) สำหรับปลาในแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสาขายังไม่มีรายงานที่ละเอียด มีแต่รายงานที่ทำมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ศูนย์วิจัยป่าไม้(2534) อ้างรายงานของ smith (1945) และ Suvatti (1981) ว่าในบริเวณแม่น้ำสาละวินและลำสาขา มีปลาน้ำจืดมากกว่า 35 ชนิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่และยาวมาก ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านปลาจึงเชื่อว่า จำนวนชนิดปลาที่มีอยู่จริง อาจจะมากถึง 200 ชนิด ปลาที่สำคัญและน่าสนใจก็คือปลาไหลหูดำหรือปลาตูหนา ซึ่งเป็นปลาที่หากินอยู่ตามแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ในช่วงวางไข่ จะว่ายออกไปวางไข่ในทะเล นอกจากพบปลาชนิดนี้ในแม่น้ำสาละวินแล้ว ยังพบในแม่น้ำแม่กะสะของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

เนื่องจากแม่น้ำแม่กะสะไหลลงสู่อ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำเลิง เช่นเดียวกับแม่น้ำสาละวิน (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:67 อ้างจากรายงานของ Smith (1945) และ Suvatti (1981) ปลาอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญก็คือ ปลาสะดือ ซึ่งมีขนาดเท่าปลากรายแต่ไม่มีจุด จัดเป็นปลาที่หายาก พบในแม่น้ำแควน้อย แคว ใหญ่ และแม่น้ำตาปี รวมทั้งแหล่งน้ำจืดบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา เพิ่งมีรายงานล่าสุดว่าพบที่แม่น้ำสาละวินด้วย เช่นกัน (ศูนย์วิจัยป่าไม้,2534:67) ส่วนบริเวณปากแม่น้ำสาละวิน ในปัจจุบันยังมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์เหลืออยู่มาก มีสัตว์ป่าที่สำคัญเช่น นกเงือก และช้างป่า อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตามลำน้ำสาละวินบริเวณปากแม่น้ำ ยังพบว่ามีจระเข้เป็นจำนวนมาก และเคยพบในลำน้ำสาละวินช่วงที่กั้นชายแดนไทยกับพม่า เหนือบ้านแม่สามแลบขึ้นไป (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์กะเหรี่ยง ที่เคยอาศัยบริเวณปากแม่น้ำสาละวิน เมื่อปี 2536)ล

เอกสารอ้างอิง
กฤช เหลือลมัย (2536), "บ้านเชียง ตำนานคนขุดคนของโบราณคดีแอ่งสกลนคร" สารคดี ปีที่ 9 ฉบับที่ 97
(มีนาคม) 93-94.

ศูนย์วิจัยป่าไม้ (2534), รายงานการจัดทำแผนปฏิบัติการเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำสาละวิน.

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน