เกลือ !! มหันตภัยชุมชนอีสาน

เกลือเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำรงชีวิตที่สำคัญมาก โดยเฉพาะชุมชนทางภาคอีสานแต่โบราณกาลถือว่าเกลือเป็นสินค้าที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ชุมชนอีสานมีการนำเกลือมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ อย่าง ทั้งปรุงอหาร ถนอมอาหาร เป็นส่วนผสมสมุนไพรและอื่นๆ อีกสารพัด อีกทั้งชุมชนอีสานยังมีวิธีการต้มเกลือที่ชาญฉลาดยิ่งนัก โดยการนำดินที่มีเกลือหนาแน่นมาก มาแช่น้ำให้ละลายเกลือ แล้วนำน้ำไปต้ม ทำให้เป็นกระบวนการลดเกลือในดินได้ไปในตัว และการต้มเกลือยังทำเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนเล็กๆ จึงไม่เป็นภาระของสิ่งแวดที่ต้อง แต่อย่างใด

ปี 2537 มีนายทุนกลุ่มหนึ่งเข้ามากว้านซื้อที่ดินชาวบ้าน ด้วย ข้ออ้างเพื่อจะพัฒนาอุตสาหกรรม ให้ชาวบ้านมีงานทำ ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อ ขายที่ บ้างก็เซ็นรับรองที่ข้างเคียงให้ แต่เมื่อโรงงานเริ่มดำเนินการปรากฏว่า โรงงานนี้ทำการดูดน้ำเกลือจากชั้นใต้ดินขึ้นมาต้ม เพื่อทำเกลือและเพื่อสกัดแร่บางชนิดจากเกลือ อันเป็นส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมกระจก เมื่อเกลือจากใต้ที่มีความเค็มจัดถูกดูดขึ้นมา และการกำจัดหรือจัดการ ไม่ได้รับการตรวจสอบ เหลียวแลและควบคุมจากโรงงานและหน่วยงานรัฐอย่างเพียงพอ จึงทำให้น้ำขม ที่ชาวบ้านเรียกกัน หรือกากเกลือ ที่มีความเข้มของเกลือสูงมาก ถูกปล่อยลงสู่พื้นดิน สู่ไร่นาชาวบ้าน สร้างความเสียหายกับพื้นที่ไร่นากว่า 4 หมู่บ้าน จนชาวบ้านลุกขึ้นเรียกร้อง และประกาศก้องว่า ปัญหานี้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องออกมาแก้ไขหรือหาทาง ออกให้ชาวบ้าน

ย้อนกลับ เมื่อ ปี 2542 กลางเวทีประชุม ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ที่ประชุมได้มีมติย้ายโรงต้มเกลือที่บ้านหนองแวง ออกจากชุมชน และให้คงไว้เฉพาะโรงเกลือที่หนองป่าซาด พื้นที่สาธารณะเก่าของบ้านหนองไร่ แห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มชัดเจน แม้จะมีการชำระค่าเสียหายให้กับชาวนา 3 ราย เนื่องที่นาเสียหายไม่สามารถทำนาได้ อีกทั้งหลังการประชุมครั้งนั้น ทางโรงงานได้มีมาตรการป้องกันเพิ่มอีกคือ ขุดคู่กั้นน้ำขม ขุดบ่อกักน้ำขม แต่ตลอดเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา มาตรการเหล่านี้ไม่ได้รับการใส่ใจทำอย่างจริงจังจากโรงงาน อีกทั้งหน่วยงานรัฐเองก็ไม่เคยลงไปตรวจสอบ หรือประเมินผลแต่อย่างใด

กรกฎาคม 2545 ชาวบ้านเริ่มลุกขึ้นสู้ อีกครั้ง เพื่อยุติขบวนการดูดทรัพยากรที่ทำลายอาชีพ วิญญาณและรากฐานของชุมชน ซึ่งกำลังเดือดร้อนมากขึ้น จากการสำรวจเบื้องต้นของกลุ่มนักศึกษาพบว่า ชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่า 300 ครัวเรือน ใน 4 หมู่บ้าน ในเนื้อที่หลายพันไร่ ทำให้ชุมชนเริ่มมองเห็นภัยมืดที่มากับน้ำ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ เรี่ยวแรงหนึ่งในการเป็นปากเสียงงานพัฒนา ได้ลงพื้นที่บ้านหนองไร่ ต.โคกพา อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เนื่องจาก เหตุการณ์พายุฝนลงหนักทำให้น้ำขมเกลือทะลักลงสู่ที่นา ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชาวนา กว่า 4 หมู่บ้าน คือบ้านหนองไร่ บ้านคอกม้า บ้านโนนค้อและบ้านลุมพุก ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จนมาสู่การเปิดเวทีประชุมของชาวบ้านอีกครั้งว่าจะต้องมีการต่อสู้เคลื่อนไหวและร้องเรียนไปถึงนายสมศักดิ์ แก้วสุทธิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ในเร็วๆ นี้แน่นอน

นางบุญยัง เมืองศรี ชาวบ้านหนองไร่ หนึ่งในสาม ผู้ที่ได้รับความเสียหายจนต้อง ทิ้งที่นากว่า 30 ไร่ เล่าถึงเรื่องราวที่มาที่ไปของการเรียกร้องว่า

"โรงเกลือที่นี่ สร้างและดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ซึ่งมี 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือที่นี่ อีกแห่ง คือที่บ้านหนองแวง ตอนแรกๆ ก็เข้ามากว้านซื้อที่แถวนี้ แต่ไม่ได้บอกหรอกว่า ซื้อทำโรงเกลือ บอกแต่เพียงว่าจะทำโรงงานผลิตสิ้นค้า แล้วก็วิ่งให้ชาวบ้านเซ็นรับรอง ที่ดิน ซึ่งถ้าใครไม่เซ็นให้ จะไม่ให้ทำงานในโรงงาน ชาวบ้านไม่รู้ก็เลยร่วมลงชื่อ เซ็นด้วย หลังนั้นก็ทราบว่าที่เหล่านี้ซื้อเพื่อทำโรงงานต้มเกลือ แรกๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ ทำมาสักระยะหนึ่งเริ่มเห็นผลกระทบ จนชาวบ้านเริ่มลุกขึ้นร้องเรียนและต่อสู้มาเรื่อยๆ

ระยะแรกๆ คือเคลื่อนไหวเอาโรงต้มเกลือที่บ้านหนองแวงออกจากชุมชน เนื่องจากได้รับผลกระทบก่อนและค่อนข้างชัดเจน มาก ครั้งนั้นชาวบ้านชนะ โรงงานจึงถูกปิด แต่ก็ย้ายมารวมกันที่นี่ ที่หนองป่าซาด หลังจากนั้นโรงงานก็เติบโตมาเรื่อยๆ ซึ่งโรงงานที่นี่จะมีหลายเจ้าของมาก ทั้งของนักการเมืองท้องถิ่นและของผู้มีอิทธิพล แต่ที่ใหญ่ที่สุดก็คงเป็นโรงงานศรีชัย รองลงมาคือของโรงงานของนายดาบตำรวจโรจน์ที่อยู่ติดกับที่นาชาวบ้าน

ส่วนที่นี่ในปีแรกๆ ก็ยังไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก ก็เลยไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมา จนเริ่มมีผลกระทบ เช่น เมื่อหลายปีก่อน ข้าวที่ตั้งท้องออกรวงปรากฏว่า รวงข้าวไม่ติดเมล็ด แล้วปัญหาแบบนี้ก็เริ่มลุกลามไปสู่นาชาวนารายอื่นๆ มากขึ้นเเรื่อยๆ จนชาวบ้านได้ไปร้องเรียนกับทางนายอำเภอ จึงมีมาตรการทำคู่กั้นน้ำขมขึ้นมาเล็กๆ และจ่ายค่าเสียหายให้ชาวนาที่ได้รับผลกระทบหนักจริงๆ 3 ราย ที่ไม่สามารถใช้ที่นาทำนาได้อีกแล้ว เนื่องจากดินเค็มจัด ซึ่งมีนาของดิฉันเอง 30 กว่าไร่ ก็ได้รับค่าชดเชย 3 หมื่นบาท แล้วก็นานายพันธ์ 30 กว่าไร่ เช่นกันก็ได้ประมาณ 4 หมื่นบาท และสุดท้ายนานายวีระ ได้ประมาณ 8 พันกว่าบาท นอกนั้นได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย จึงไม่ได้รับค่าเสียหหาย แต่อย่างใด


น้ำเกลือที่ถูกปล่อยลงสู่ที่นา


ส่วนมาตรการที่เขารับปากจะดำเนินการให้ชาวบ้านคือ ใน 1 ปี หรือ 12 เดือน โรงงานจะต้มเกลือเพียง 6 เดือนและ หยุดพัก 6 เดือนในช่วง ฤดูฝน เพื่อมิให้น้ำขมจากการต้มเกลือทะลักไหลลงสู่ที่นา แต่จนถึงวันนี้ ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างที่รับปากชาวบ้านไว้ ส่วนมาตรการขุดคูกั้นน้ำขม ก็ไม่สามารถจะกั้นได้จริงๆ เพราะยังมีน้ำขมไหลลงที่นาชาวบ้าน ตลอดเวลา นาดิฉันนั้นทิ้งไปแล้ว ไปเช่านาที่อื่นทำกิน แต่ที่ยังเรียกร้อง ให้ชาวบ้านลุกขึ้นสู้ เพราะไม่อยากให้ที่นารายอื่นๆ ต้องเป็นเหมือน ของดิฉัน " นางบุญยังเล่าความหลังและเพิ่มอีกว่า

" ถ้าทีมงานไทยเอ็นจีโอ มาตรวจสอบในฤดูแล้ง ก็จะพบว่า ที่นาแถบนี้ จะขึ้นเกลือ ดินจะเหลืองและมีความเค็มสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึงธันวาคม น้ำเริ่มแห้งขอด ยิ่งช่วงเดือนเมษายน-พฤษภา คมความเค็มจะสูงมากที่สุด ในน้ำถ้ามีปลาก็จะตาใสหรือตาบอดหมดเลย เมื่อก่อนมีปลิง มีหอย มีกระชอน แมงดา มีปลาไหล เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไร สักอย่าง วัวควายเองก็ลงเล่นน้ำหรือกินไม่ได้ เพราะมันเค็มจัดมาก คนเองก็ลงไม่ได้ ยิ่งถ้ามีบาดแผล ลงไม่ได้เลยเพราะจะแสบมาก ต้นไม้ แถบนี้ยืนต้นตายไปเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะที่นาพ่อเชย ต้นไม้กว่า 50 ต้น กำลังจะตายหมด ทั้งๆที่ ที่นี่ เคยอุดมสมบูรณ์มากจนใครๆ ก็อิจฉา ว่าที่นี่ ข้าวงามดินดี กุ้งหอยปูปลาเยอะมาก" นางบุญยังเล่าและเผย ความถึงการช่วยแก้ปัญหาของหน่วยงานราชการว่า

"หน่วยงานราชการเองตั้งแต่ ปี 2542 ที่เคยประชุมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรวิชัยครั้งนั้น ก็ไม่มีเข้ามาเหลียวแล ตรวจสอบ หรือวิจัยสำรวจอะไรสักอย่าง เคยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เข้ามาเกี่ยวข้าวเก็บตัวอย่างครั้งเดียว ซึ่งในครั้งนั้นก็เงียบหายไปหมดเลย ส่วนทาง อ.บ.ต. หรือทางเทศบาลอำเภอเอง ที่ชาวบ้านพยายามร้องเรียนไปถึง ต่างฝ่ายต่างก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่พื้นที่ในการดูแลของตน จึงทำให้ชาวบ้านไม่สามารถคาดหวังหน่วยงานรัฐได้เลย

จนชาวบ้านมีการประชุมกันและคิดเตรียมมาตรการเคลื่อนไหวถึงระดับจังหวัดบ้าง โดยจะไปร้องเรียนกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แน่นอนในเร็วๆ นี้ ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านเองก็พร้อมแล้ว ที่จะร่วมขบวนไป เป้าหมายก็เพื่อหยุดโรงงานเหล่านี้ทั้งหมดและ ให้รัฐเร่งฟื้นฟูที่นาที่เสียหายให้กลับคืนมา ส่วนจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการประชุมหารือกันค่ะ " นางบุญยังกล่าว ก่อนจะเล่าถึงทางออกการดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องของตนว่า

"ตอนนี้ก็ได้แต่แก้ปัญหาปากท้องกันไปค่ะ เรื่องทำนาเราก็ไปเช่านาจากคนอื่นๆ ที่เขามีนาเยอะ และทำไม่ไหว หรือทำไม่หมด เราก็ไปขอแบ่งเขาทำ แล้วก็แบ่งผลผลิตที่ได้ให้เขา ซึ่งนาที่ฉันเช่าก็อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 2 กม. ก็ได้ปีละ 300 ถัง หักแบ่งไป 50 ถัง ก็มีข้าวเหลือกินพออยู่ได้ ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องดิ้นรนสู้กันไปค่ะ " นางบุญยังกล่าว


นายเรืองเดช โพธิ์ศรี อดีตนักศึกษาที่ลงพื้นที่ร่วมผลักดันการแก้ปัญหาดินเค็ม ร่วมกับชาวบ้าน และเป็นเจ้าหน้าที่ข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรรรมทางเลือก กล่าว วิเคราะห์ถึงต้นตอปัญหาว่า

"ประเด็นปัญหาโรงเกลือที่เคยลงพื้นที่ศึกษามานั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง อุตสาหกรรมจังหวัดมหาสารคามกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้ประโยชน์ แหละครับ เพราะถ้าพูดถึงกฎหมาย ผมคิดว่าโรงงานเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากว่า ทางโรงงานไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมองแค่ตรงนี้ ก็ผิดกฎหมายแล้ว แต่ก็ถูกปล่อยปละละเลยทั้งจากโรงเกลือและจากหน่วยงานรัฐ มาโดยตลอด ตัวผู้ประกอบการเองก็ถือสิทธิทำบนเนื้อที่ตัวเอง ก็ไม่สนใจเลย

ช่วงปี 2537 2538 และ 2539 ผลกระทบยังไม่ชัดเจนนัก ชาวบ้านจึงไม่ค่อยเดือดร้อนพอที่จะกระตือรือร้น จึง มีเพียงแกนนำชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ ที่พอจะเข้าใจว่า อาจจะเกิดปัญหาอะไรบ้างในอนาคต ได้ออกไปศึกษาข้อมูลจากพื้นที่ต่างๆ ที่มีโรงงานดูดเกลือในพื้นที่ ซึ่งงานนี้ก็โดยความพยายามของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนั้น และโรงเกลือที่เข้าไปศึกษาก็มีหลาย ที่ ทั้งที่ อ.คำม่วง อ.โซ่พิสัย สกลนครและ อ.บ้านดุง อุดรธานี ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เกิดผลกระทบชัดเจนมาก ในพื้นที่รอบรัศมีโรงต้มเกลือไม่ต่ำกว่า 5 กม. ที่ดินใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย เพราะทุกโรงต้มเกลือมีการปล่อยน้ำเกลือลงลำห้วย ทำให้ลำห้วยเค็มจัดจนชาวบ้านก่อกำแพงกั้นหรือทำคู่น้ำป้องกันน้ำเกลือจากลำห้วย ทะลักเข้าไร่นา แต่ในขณะนั้นเราสู้เฉพาะพื้นที่บ้านหนองแวงที่ตั้งอยู่กลางชุมชนเท่านั้น

ช่วงปี 2537 นั้น ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็ได้มาลงพื้นที่ศึกษาปัญหาดินเค็มที่ได้รับผลกระทบจากโรงต้มเกลือ ก็คือที่นี่ ซึ่งก็มาจากบทสรุปการแลกเปลี่ยนปัญหากันระหว่างคณะอาจารย์จาก สถาบันราชภัฏมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคามและกลุ่มเอ็นจีโอ จนได้ข้อสรุปให้มีคณะนักศึกษาลงพื้นที่เก็บข้อมูลและทำงานร่วมกับชาวบ้าน จึงมาสู่การเปิดเวทีชาวบ้านแล้วก็มีการเคลื่อนไหวผลักดันช่วยเหลือชาวบ้านในการเรียกร้องให้แก้ปัญหามาเรื่อยๆ

ช่วงแรกๆ ที่มีการเคลื่อนไหว ก็มีชาวบ้านมารวมกัน ถึง 6 หมู่บ้าน มีบ้านโคกพระ หนองแวง หนองไร่ คอกม้า น้ำก้อ และลุมพุก ซึ่งเป้าหมายตอนนั้นก็คือ ต้องการปิดโรงงานที่อยู่ใจกลางชุมชน คือบ้านหนองแวงออกไปให้ได้ เพราะหลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันแล้วว่า มีผลกระทบกับชุมชนมากจริงๆ ทั้งน้ำเสีย ดินเสีย สุขภาพชาวบ้านแย่ลง แต่ปัญหาที่หน่วยงานรัฐ


นักศึกษากลุ่มคนเหยียบดิน จากสถาบันราชภัฏ มหาสารคาม ขณะประชุมวางแผนงานเก็บข้อมูล
คืออุตสาหกรรมจังหวัดแก้ไข ก็คือปิดโรงเกลือที่หนองแวงจริง แต่ย้ายโรงเกลือหนองแวงมาตั้งที่หนองป่าซาด เป็นที่สาธารณะ ในเขตพื้นที่บ้านหน่องไร่ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอยู่ปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรงเกลือยิ่งขยายตัวมากกว่าเดิม จนทำ ให้ชาวบ้านทนไม่ไหว เพราะตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา นาข้าวชาวบ้าน เสียหายหนักมากขึ้นทุกวัน จนครั้งนี้ชาวบ้านเขาลุกขึ้นเปิดเวที พูดคุยกันเอง ว่า เรื่องนี้ต้องถึงจังหวัดอย่างแน่นอน และผมเข้าใจว่า นี่คงถึงเวลาที่ชาวบ้านเขาพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้แล้วหล่ะครับ" นายเรืองเดชกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน