|
ปิดโรงเกลือกันทรวิชัย
"บทพิสูจน์ความกล้า"อุตสาหกรรม จ.มหาสารคาม
ใต้ผื่นดินอันแห้งผากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในความลึกสัก 300 -1000 เมตร จากชั้นดิน มีการสำรวจพบแหล่งภูเขาเกลือขนาดมหึมา
ซึ่ง"เกลือ" วัตถุดิบปรุงอาหารแต่โบราณกาล มนุษย์ในยุคเก่าก่อน
มีกระบวนการนำเกลือที่ซึมผ่าน จากใต้ดินสู่ชั้นหน้าดินไปละลายกับน้ำ
เพื่อนำน้ำนั้นไปต้มทำเป็นเกลือสินเธาว์ ไว้ประทานในครอบครัว
นั้นคือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการลดความเค็มของดิน โดยเฉพาะในบริเวณ
5 จังหวัด คือ อุดรธานี (แหล่งใหญ่ที่สุด ซึ่งกำลังริเริ่มโครงการขุดเจาะทำเหมืองแร่โปแตส)
นครราชสีมา มหาสารคาม หนองคายและสกลนคร
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงอีกครั้ง
กรณีบ่อสูบน้ำเกลือและโรงต้มเกลือป่าซาดหนา บ้านหนองไร่ ต.โคกพระ
อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเกิดจากความไม่เคร่งครัดและไม่สามารถกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพได้ของหน่วยงานข้าราชการที่รับผิดชอบ
ทำให้กิจการโรงต้มเกลือ ทั้งหมด 16 ราย จำนวนบ่อสูบเกลือ 7 บ่อ
และเตาต้ม 101 เตา ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 สร้างเกิดผลกระทบมากมายกับผู้มีอาชีพอื่นๆ
โดยเฉพาะพื้นที่ของเกษตรกรรายรอบพื้นที่โรงต้มเกลือ ซึ่งหลังจากมีกระบวนร้องเรียน
ผ่านขั้นตอนองค์กรปกครองทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางไปแล้วหลายครั้ง
ตั้งแต่ อบต. อำเภอและจังหวัด แต่ก็ยังไม่มีคำสั่งใดๆ นอกจากการ
เลื่อนเวลา (ปรับปรุงและเพิ่มมาตรการป้องกัน) ซึ่งล้วนเป็นทางออกที่เอื้ออำนวยให้โรงงานต้มเกลือ
สามาถหาช่องทางแก้ไขและสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ อาทิข้อเสนอ
ปิด 6 เดือน ในช่วงฤดูฝนและเปิด 6 เดือน ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากจะเอื้อประโยชน์ให้แล้ว
ในความจริง ก็ไม่สามารถกำกับตรวจสอบให้โรงงานดำเนินการตามข้อเสนออันเป็นทางออก
อย่างเคร่งครัดได้ (จากข่าวเด่นทีมงาน
thaingo ฉบับย้อนหลังเดือนสิงหาคม) จนชาวบ้านทั้ง 4 หมู่
บ้านคือบ้านโนนค้อ บ้านโคกม้า บ้านลุมพุกและบ้านหนองไร่ ได้ทำการเคลื่อนไหว
ร้องเรียนมาแล้วหลายครั้ง และครั้งล่าสุด ตัวแทนชาวบ้านกว่า
70 คน จากทั้ง 4 หมู่บ้าน ได้บุกเข้าไปยื่นหนังสือ ถึงผู้ว่าฯ
โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนายประณีต บุญมี ออกมารับ
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ที่ผ่านมา และมีคำสั่งให้หน่วยงานทั้ง
กรมทรัพยากรธรณีและอุตสาหกรรมจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบความจริงจากคำร้องเรียนว่ามีผลกระทบจริงหรือไม่
แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการว่าควร "ปิดโรงงาน
หรือไม่" และบทสรุปที่มากกว่านั้น คือมีเพียงคำสั่งปิดปรับปรุงอีกครั้ง
ภายในระยะเวลา 1 เดือน เริ่มวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมานี้
ในระหว่างนี้ให้เพิ่มมาตรการโดยสร้างคูกั้นเพิ่มอีก 1 เมตรและสร้างบ่อปูนพร้อมรองพื้นพลาสติกกั้นน้ำเค็ม
ส่วนข้อเสนอชาวบ้านที่เคลื่อนไหวตลอดระยะเกือบ 5 ปี นั้นคือ
ให้สั่งการปิดกิจการโรงเกลือทั้งหมด ในขณะที่นายประณีต กล่าวว่า
"หากลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงว่าสร้างผลกระทบ
ทางจังหวัดจึงจะมีอำนาจ"ปิด" ได้ ทั้งๆ ที่กระบวนการร้องเรียนผลกระทบปัญหาเคลื่อนไหวดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ร่วม 5 ปี แล้ว แต่ก็ยังยืนยันเรื่องการตรวจสอบ
ในขณะที่อุตสาหกรรมจังหวัด นายกำจร ทุ่งวชิรกุล ยืนยันว่า
"การปิดโรงงานจะทำได้ต่อเมื่อ 1.ต้องมีความเสียหายต่อหน้าต่อตา
กรมอุตสาหกรรมจึงจะมีอำนาจสั่งให้ทำการปรับปรุงแก้ไขได้
2.และเมื่อได้รับคำสั่งให้ทำการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ยังเพิกเฉยต่อคำสั่ง
กรมอุตสาหกรรม จึงจะมีอำนาจยกเลิกใบอนุญาตและสั่งปิดกิจการได้
"
ดังนั้นบทสรุป ปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนชาวตำบลโคกพระไม่ใช่เหตุผล
หรือข้อเท็จจริง ตามที่ร้องเรียนมาร่วม 5 ปี ทุ่งนาที่ร้างข้าว
ขยายพื้นที่มากขึ้นทุกๆ ปี ขี้เอียด(กากเกลือ)แผ่วงกว้างไปหลายตารางกิโลเมตร
กลับมีเพียง คำสั่งปรับปรุงพร้อมมาตรการเพิ่ม และตั้งแต่ปี 2544
มิได้ผ่านมา อุตสาหกรรมจังหวัดไม่เคยลงพื้นที่เลย จึงไม่อาจเห็นผลกระทบต่อตาได้
และไม่สามารถสั่งยกเลิกใบอนุญาตหรือปิดกิจการได้ เหล่านี้ คือบทพิสูจน์ว่า
อุตสาหกรรมจังหวัดหรือหน่วยงานรัฐปิดตาตัวเอง เพื่อกั้นอำนาจสั่งการยุบโรงงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
และ ไม่สามารถกำกับกิจการโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงวันนี้ก็ยังไม่มีมาตรการตรวจสอบและในเชิงวิจัยเลยว่า
โรงต้มเกลือที่มีอยู่ 351 ราย ในพื้นที่ 5 จังหวัดนั้น มีผลกระทบอะไรบ้าง
คุ้มค่าหรือไม่กับสภาพแวดล้อมที่สูญเสีย และยิ่งมิต้องพูดถึงการเปิดให้บริษัทจากแคนาดา
สัมปทานเหมืองแร่โปแตสขุดเจาะภูเขาเกลือขนาดมหึมาที่จังหวัดอุดรธานี
เพื่อผลิตปุ๋ย เพราะนั่นจะทำให้แผ่นดินอีสานทุกข์ระทมขึ้นด้วยมหันตภัยสีขาว
ด้วยเหตุนี้ รัฐและนายทุนผู้มักมาก มิควรจะกระหน่ำซ้ำเติมใดๆ
ทั้งสิ้น และล่าสุดชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ใน ต.โคกพระ ประกาศชัดเจนแล้วว่า
หลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต จะรวมตัวกันต่อสู้เคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อเอาคำตอบ
"ปิดโรงงาน" ให้ได้ และทีมงานไทยเอ็นจีโอจะรายงานให้ทราบเป็นระยะ

สภาพข้าวในบางพื้นที่ก็ขึ้นและรอดได้ยาก

กากเกลือที่แห้งกรังตามโคลน ในผื่นนา
ที่ห่างจาก โรงเกลือเกือบ 2 กม.
สรุปผลกระทบตามสภาพปัญหาที่ชาวบ้านได้รับ ( ลงในหนังสือถึงผู้ว่าราชการจัดหวัด
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545)
1 สภาพดิน สภาพดินทรุด ที่บริเวณข้าวโรงเรียน บ้านคอกม้า
และในหน้าแล้ง ดินจะเป็นขุ่ย มองเห็นเป็นเกลือสีขาว ซึ่งจะเค็มจัดมากในฤดูแล้ง
2 สภาพน้ำ พบว่า แห้งลงและใมีรสเค็ม ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
ต้นหญ้าและต้นไม้ ไม่สามารถเติบโตได้ รวมไปถึง สัตว์น้ำด้วย
3 สภาพอากาศ ฝุ่นละอองจากแกลบที่โรงงานต้มเกลือจะเกาะอยู่ตามใบไม้
หลังคา บ้านทำให้ในฤดูฝน เกษตรกรจะไม่สมารถรองรับน้ำไว้ใช้ได้และหลังคาบ้านเรือนผุกร่อนไว
4.พืชผลการเกษตร ชาวบ้านบางพื้นที่เคยทำนาได้ข้าว
ปีละ 400 ถัง เหลือเพียงปีละ 50 ถัง อีกทั้งลักษณะเมล็ดข้าวจำดำและค่อนข้างแตกหักละเอียดคล้ายปลายข้าว
5.สัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลา งู ต้นไม้ ไส้เดือนและสัตว์อื่นๆ
จะค่อยๆ ตาย ตามระดับความเค็ม โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง 6.ดินทรุด
ตามการสัณนิษฐานของชาวบ้านเชื่อว่า การสูบเกลือทำให้เกิดดินทรุด
จากกรณีบ้านปูนหลายหลังของบ้านโคกม้าเกิดการแตกร้าว
|
รายชื่อผู้ได้รับความเสียหาย
บ้านลุมพุก จำนวนผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น 71 ครอบครัว
รวมที่ทำกิน 767 ไร่ ได้รับผลกระทบเสียหาย 401 ไร่ ประมาณค่าเสีย
2,280,000 บาท บ้านโนนค้อ จำนวนผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น
35 ครอบครัว รวมที่ทำกิน 393 ไร่ ได้รับผลกระทบเสียหาย 373
ไร่ ประมาณค่าเสียหาย 3,832,500 ไร่ บ้านหนองไร่
จำนวนผู้เดือดร้อน 60 ครอบครัว รวมที่ดินทำกิน 718 ไร่ ได้รับผลกระทบเสียหาย
466 ไร่ ประมาณค่าเสียหาย 2,092,500 บาท บ้านคอกม้า
จำนวนผู้เดือดร้อน 72 ครอบครัว รวมที่ดินทำกิน 968 ไร่ ได้รับความเสียหาย
723 ไร่ ประเมินค่าเสียหาย 13,713,700 ล้านบาท
รวมทั้งหมด 256 ครอบครัว จากที่ดินทั้งหมด 3,032
ไร่ ได้รับความเสียหาย ทั้งสิ้น 2,096 ไร่ คิดเป็นเงิน 23,037,732
ล้านบาท (จากข้อมูลการเก็บรวบรวมของนักศึกษากลุ่มเหยียบดิน
ราชภัฏมหาสารคามและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม) |

|
รายชื่อผู้ประกอบการกิจการเกลือสินเธาว์
จำนวน 16 ราย (จากภาพซ้าย
โรงงานเกลือขณะกำลังต้ม ถ่ายเมื่อวันที่ 7 พย.45
) |
กลุ่มขอนแก่น
1.นายวีระศักดิ์ สวัสดิ์พานิช
2.นางบุญล้ำ เหล่าสุข
3. นายวิชิต สุทธิธนทรัพย์
4. นายสุนทร ธานีวรรณ
5. นางสาวเมตตา โผภูเขียว
6. นายธีระศักดิ์ กันปัญญา
กลุ่มมหาสารคาม
7.นายสง่า เพชรโรจน์
8. นางมะลิวัลย์ พงษ์หนองพอก
9. นายสมบัติ แสนศักดิ์
10. นายดุสิต ทองล้วน
11 นายเฉลิมพล สุครีพ
12. นายถาวร คำผิว
กลุ่มรายบุคคล
13..นางมะลิวัลย์ ชนะบุญ
14.นายสมพงษ์ ประเสริฐสังข์
16..นายสมเกียรติ โฆมานะสิน
15.นายประสิทธิ์ ตันประเสริฐ
|
ทีมงาน ThaiNGO
รายงาน
(เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย สมัชชาชาวนาชาวไร่อีสานเพื่อรับรองสิทธิที่ดินทำกินและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
(สดท.)
|