เดินตามฝัน คนปั้นดิน

ในขณะที่คนจนเมือง คนไร้ที่อยู่อาศัยหลายหมื่อนครอบครัวกำลังต่อคิวรอคอยบ้านเอื้ออาทร ด้วยความหวังที่ริบหรี่ แต่อีกฟากหนึ่งคือคนจนชนบท หลายแสนหลายล้านครอบครัว ยังไร้บ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในภาคธุรกิจบ้านจัดสรร ที่ถูกทิ้งร้างไม่สามารถ จำหน่ายได้ ราคาปูน ราคาไม้และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ถีบตัวราคาแพงลิ่ว ทำให้ "คนจน" ยังขาดปัจจัยหลักคือบ้าน ที่อยู่อาศัยหลบแดดหลบฝน ทำให้ "บ้านดิน" เกิดเป็นประกายฝันที่เห็นความหวังอยู่ใกล้มือเอื้อมของคนจน

อะไรคือบ้านดิน ! ... บ้านดิน คือบ้านธรรมชาติ คือความเรียบง่าย โดยการนำเอาวัสดุธรรมชาติ คือดิน ที่มีอยู่ทั่วไป และวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ ประโยชน์ ในการก่อสร้างอาคาร หรือที่พักอาศัย เช่น ดินเหนียว หิน ไม้ไผ่ ฟางหรือแกลบ ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร

บ้านดิน จึงถือว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุด ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทั้งในประเทศจีนและในแถบจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย

เล่าขานการกลับมาของ "บ้านดิน" ต้นแบบภูมิปัญญาการสร้างที่อยู่อาศัยแต่ดั้งเดิม เป็นอีกกระแสทางเลือกหนึ่งในการพึ่งตนเองของชุมชน โดยเฉพาะ "ชุมชนมั่นยืน" บ้านดินแห่งแรกในเมืองไทย คือจุดเริ่มต้นการกลับมาเรียบง่ายอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพสังคมที่เสื่อม วิกฤติ คนจน ไร้ที่อยู่อาศัยทับทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อประเมินจากปรากฏการณ์บ้านเอื้ออาทร ตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ด้วยแล้ว บ้านดินคือบ้านเอื้ออาทรในรูปแบบทางเลือก สำหรับคนจน มีคุณค่าทั้งในทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ ความคงทนและ ความเรียบง่าย สวยงามที่สุด จนปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะชนชั้นกลาง เริ่มหันมาเหลียวมองบ้านดินอย่างพิสมัย

"เดินตามฝัน คนปั้นดิน" คือบทสรุปการมองแนวคิดโครงการบ้านดินของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ซึ่งจัดขึ้นที่วัดดอนเลี้ยว ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของกิจกรรม การประสานระหว่างความกลมกลืนของสรรพสิ่ง ในวิถีทางที่สมดุล กับธรรมชาติ กับงานขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม เพื่อให้เกิดการสื่อสารของคนในสังคม บ้านดิน จึงมิใช่แค่เพียงสถาปัตยกรรม การสร้างที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่มีความหมายที่เกี่ยวพัน ระหว่างชีวิตมนุษย์การสืบสานความดี ความงามและการเคลื่อนไหวดำรงอยู่ร่วมกัน ของธรรมชาติ


ครอบครัวนักปั้นบ้านดิน ไพริน พงษ์สุระ (ซ้าย) และ บุญเหลือ เบญจศิล (ขวา)

โครงการค่ายบ้านดิน จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่พยายามเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ ทั้งในทางนัยและทางทักษะประสบการณ์ของคนสนใจ ในแต่ละชุมชน ไพริน พงษ์สุระ เจ้าหน้าที่โครงการบ้านดิน กล่าวเกริ่นถึงแนวคิดและกระบวนการสร้างบ้านดินว่า ก่อให้เกิดความ สัมพันธ์กับงานชุมชนอย่างไร " แนวคิดที่เอาบ้านดินมาใช้ มาจากความต้องการที่จะเอาแนวคิดเดิม มาพัฒนาต่อยอดให้สังคมหันกลับมามอง บ้านดิน เพราะสิ่งเก่าๆ ที่เราเคยอยู่กับมันมาเป็นชีวิตประจำวัน เราได้ละเลยที่จะมอง ทั้ง ๆที่ จริงๆ แล้ว ในอดีตมันมีพัฒนาการมาระดับหนึ่งแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองว่ามันเป็นเรื่องโบราณ ไม่มีคุณค่า แต่บ้านดินมันสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาเก่าแก่ ว่ามันมีค่าให้เราได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ ส่วนหนึ่งดินมันมีความหมายคือมันเรียบง่าย ทุกคนใช้ได้ ทุกคนเป็นเจ้าของ ทุกคนมีสิทธิ์ แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะเอามันมาใช้ประโยชน์ได้ มากกว่าการปลูกต้นไม้ หรือเดินย่ำไปเฉยๆ

อีกอย่าง เรามองเห็นเรื่องการใช้วัสดุในท้องถิ่น ซึ่งในอนาคต บ้านดินมันจะลดทอนระบบการขนส่ง ลดทอนปัญหามลพิษจากการขนส่ง หรือว่า ช่วยเหลือการประหยัดทรัพยากรอื่นๆ อาทิ น้ำมัน ไม้ หรือปูน ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะเห็นว่า ปูนเป็นธุรกิจขนาดเล็กกระจายไปทั่วทุกที่ ชาวบ้านสามารถ เข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ อย่างเพียงพอ แต่ปัจจุบันปูน ไม้ ถูกผูกขาดด้วยเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ เช่นปูนกระจุกอยู่ที่เดียวที่สระบุรี แล้วก็กำหนด ราคาตามอำเภอใจ อีกทั้งยังทำให้เกิดมลพิษขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณโรงปูน ดังนั้นเรา ทำอย่างไรจะให้ ชาวบ้านเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านี้ ว่าภูเขาเป็นของเขาน่ะชาวบ้านต้องช่วยกันดูแล ช่วยกันใช้ประโยชน์ ให้เขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของ เพราะเป็นทรัพยากรในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้าน สามารถจัดการได้ บวกกับเรื่องบ้าน เรื่องการก่อสร้างช่วยกัน ชาวบ้านเขามีอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว

่บ้านดิน จึงเป็นการเอาคนในชุมชนมาร่วมมือกัน ช่วยเหลือกันเสมือนประเพณีเกี่ยวข้าว ที่ลงแขกช่วยกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน หาข้าวหาปลามา ช่วยกันทำงาน มันทำให้เกิดวัฒนธรรม เกิดการเรียนรู้และยังส่งผ่านไปยังเด็กๆ อีกด้วย ซึ่งหากมองสภาพสังคมหรือชุมชนในทุกวันนี้ วิถีชีวิตคนดูทีวีอยู่บ้าน การละเล่น อะไรต่างๆ ก็ไม่มี ความการสัมพันธ์ในชุมชนก็เลยไม่เกิดขึ้นไปด้วย " ไพรินกล่าวอธิบายและย้ำถึง จุดมุ่งหมายการเข้ามาจัดทำโครงการค่ายบ้านดินเพิ่มอีกว่า

"โครงการนี้ เราจัดทำขึ้นมาส่วนหนึ่งก็มุ่งหวัง ให้ชาวบ้านเข้าใจว่า เรายังมีทางเลือกอยู่ ที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ ไม่จำเป็นต้องใช้ปูน สำหรับ การสร้างที่อยู่อาศัย เราสามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง หรือเอาวัฒนธรรมการร่วมแรงกันมาใช้ ซึ่งแนวคิดทั้งหมดก็เพื่อเสนอทางเลือกให้ประชาชน ที่ต้องการที่อยู่อาศัยเท่านั้นเอง ถ้าเขาเห็นคุณค่า ก็เอาไปปรับใช้กับพื้นที่ กับวัฒนธรรมของตัวเอง อย่างน้อยก็เห็นว่า มันอยู่ได้ มันทน มัน ประหยัดเงิน และกว่าจะได้บ้านสักหลังอย่างน้อยๆ มันก็ผ่านกระบวนการคิด กระบวนการทำ ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจขึ้นในการสร้างบ้านดิน

ส่วนที่เลือกพื้นที่จัดค่ายในพื้นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลจนบ้านแตกสาแหรกขาดนั้น ก็เห็นว่า ชาวบ้านต่อสู้มายาวนานมาก จนหลายคนไม่มีบ้านอยู่อาศัย สูญเสียอะไรไปมากมาย และแนวทางนี้มันสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งให้เขาได้ โดยที่เขาไม่ต้องดิ้นรนไปรับจ้าง ในเมือง เพื่อหาเงินมาสร้างที่อยู่อาศัย จึงพยายามเข้ามาช่วยเสริมหนุนให้เขา ในขณะตัวบ้านดินเอง เป็นที่สนใจสำหรับคนชั้นกลางมาก ชาวบ้าน สามารถจับประเด็นนี้เป็นกระแสธุรกิจได้ หรือทำให้เป็นธุรกิจชุมชนขึ้น ก็สามารถเพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวบ้านได้ อีกทางหนึ่ง

แต่ถ้าให้มองกระแสบ้านดิน ที่คนชั้นกลางกำลังเป็นที่ต้องการกันมากขึ้นนั้น สำหรับตนเอง ไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะเข้าไปรับงานก่อสร้าง ตรงนั้น ที่สำคัญ ความสัมพันธ์แบบฉันท์เพื่อน จากการสร้างบ้านดิน มันมีค่ามากกว่าการเอาเงินไปซื้อ เพราะมันก็เหมือนๆ กับเรื่องอื่นๆ ที่คุณ อยากได้อะไรก็เอาเงินไปซื้อ แต่บ้านดินมันคิดขึ้นมาเพื่อให้คนได้ความสัมพันธ์ต่อกัน อีกอย่าง ความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นแบบนายจ้างลูกจ้าง มันทำให้เราทำงานระมัดระวังมาก กลัวนายจ้างไม่พอใจ มันทำให้เกิดความลำบากใจกับการทำงาน และถ้ารับเหมามากๆ ขึ้น โอกาสที่บ้าน จะไม่ได้คุณภาพพังลงง่ายก็มากขึ้น ก็เพิ่มงานจำพวกซ่อมแซมเข้าไปอีก แต่ในความเป็นจริง อีกมุมหนึ่งนั้น บ้านดินนั้นทำง่ายมาก ซ่อมง่ายด้วย ดังนั้น การทำบ้านดินเพื่อความโก้เก๋ มันไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าอยากได้จริงๆ ก็อยากเสนอให้ช่วยมองกลุ่มองค์กรชาวบ้านเป็นหลัก เพื่อให้เขามีรายได้ด้วย ส่วนตัวถ้าติดต่อมา มีเงื่อนไขเดียวที่เราอาจจะไปช่วยคุณ แต่คุณต้องมาร่วมทำด้วย มาเรียนรู้การทำ เพราะบ้านดิน มันมีอะไรมากกว่าการก่อสร้าง มันมองเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องคน เพราะบ้านมันจะมีชีวิตได้มันขึ้นกับคน แล้วบ้านดิน จึงจะเป็นคำตอบให้คุณได้ค่ะ" ไพรินกล่าวสรุป

บุญเหลือ เบญจศิล เจ้าหน้าที่โครงการบ้านดิน อีกคนหนึ่ง เพิ่มเติมเรื่องคุณค่าบ้านดินในมิติต่างๆ ว่า " ประเด็นเรื่องบ้านดิน เป็น ประเด็นใหม่ทางสังคม แต่เป็นประเด็นเก่าในคนรุ่นเก่าๆ ซึ่งถ้าเรามองคุณประโยชน์บ้านดินในมิติต่างๆ ก็จะพบว่า มันมีคุณประโยชน์หลายมิติมาก อาทิ มิติวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

มุกมิติทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับคนที่จะมีบ้านในอนาคต อย่างน้อยๆ ดินมีทั่วไป เพราะถ้าเรามองการสร้างบ้านแบบเดิม มันต้องใช้ดินทราย ถ้าหากใช้มากๆ อาจจะทำให้ตลิ่งพังหรือทรุดลงได้ นั่นยิ่งทำลายแม่น้ำ ลำคลองให้ตื้นเขิน และเมื่อชาวบ้านได้ฟัง ก็เห็นด้วย แต่ถ้ามามองบ้านปูน บ้านไม้ ยิ่งมีมากขึ้น ก็ยิ่งทำลายให้สิ่งเหล่านี้ลดน้อยลง ไป เราจึงพยายามบอกชาวบ้านในเรื่องเหล่านี้ตลอด ส่วนชาวบ้าน เขาจะคิดอย่างไร ตรงนี้อีกเรื่องหนึ่งนะครับ

มองในเชิงต้นทุน ผมอยากบอกว่า ดินประมาณ 1 คันรถ 6 ล้อ นั้นสามารถสร้างบ้านได้ 1 หลัง เช่นที่อาศรมวงศ์สนิท ที่เราเคยทำ มาได้บ้าน หลังหนึ่ง โดยที่ยังมีดินเหลืออยู่ด้วยซ้ำนะครับ ซึ่งถ้าคำนวณเป็นก้อนดิน ก็ใช้ประมาณ 1,000 ก้อน หรือคิดเป็นเงินประมาณ ไม่เกิน 5 พันบาทครับ ขนาดบ้านก็มีห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่นและห้องน้ำ ส่วนแรงงานเราทำกันเองนะครับ ถ้าเป็นพื้นที่ อย่างในกรุงเทพฯ อาจจะต้องเทคานปูน ประมาณ 3 กระสอบเพิ่มไปด้วย เพื่อป้องกันดินทรุด แต่อย่างภาคอีสานนี่ไม่ต้องเลยครับ

ส่วนมิติสังคม นั้น ผมว่าค่อนข้างได้อะไรเยอะมาก จากการทำบ้านดิน โดยเฉพาะกัลยาณมิตร ค่อนข้างได้มากที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้ว อย่างค่าย บ้านดิน นี่มันเหมือนงานอบรม แต่เป็นการอบรมที่มีกิจกรรมการสร้างบ้าน พอชาวบ้านมาช่วยกันทำ ใครมีเรื่องอะไรก็มาคุยแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งจะแตกกต่างจากการอบรมแบบนั่งอยู่บนเก้าอี้ แบบนั้นชาวบ้านจะรู้สึกเหนื่อย และเบื่อมาก อีกอย่างบ้านดินสร้างให้คนเรียนรู้และรู้จักกันเร็วมาก มากกว่าการทำงานสร้างสรรค์ในชุมชน ซึ่งผมเคยทำมาแล้ว เพราะชาวบ้านเขาจะสนุก เมื่อได้มาทำอย่างที่เขาอยากทำและไม่เคยทำ โดย ไม่มีการแบ่งงานกัน ทำให้เขารู้สึกภูมิใจตัวเอง

เรื่องวัฒนธรรมนี่อาจจะอธิบายให้เข้าใจยาก แต่ที่ผมสังเกตเห็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสัมพันธ์ ที่คล้ายๆ กับการลงแขกแต่ดั้งเดิม นั้นเองครับ ซึ่งถ้าทำงานปูนงานไม้แบบเดิม เขาจะคิดเป็นอัตราค่าจ้างแยกเฉพาะตามเนื้องานไป แต่ว่างานสร้างบ้านดินนี้ มีไม่มีค่าจ้างก็มา แล้วเขาไม่มีการ พูดถึงค่าแรงเลย อย่างมากเขาจะพูดแต่เพียงว่า ถ้าเขาจะสร้างบ้านใครจะมาช่วยบ้าง ซึ่งในความจริงเขาจะเวียนกันไปช่วย บ้านคนนี้บ้างคนนั้นบ้าง ก่อเกิดความสัมพันธ์ขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ เยาวชนนี้เขาชอบมาก เขาจะบอกเลยว่า บ้านไหนจะทำบ้านดินบอกน่ะเขาจะไปช่วย ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อว่า มิติเรื่องวัฒนธรรมนี้ค่อนข้างจะมาเร็วมากครับ" บุญเหลือกล่าวก่อนสรุปสั้นๆ ถึงบทบาทการประสานสัมพันธ์ชุมชนลุ่มน้ำปากมูลว่า

"สำหรับที่นี่ซึ่งเป็นพื้นที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบปากมูลทั้ง 98 หมู่บ้าน และมีสถานกานณ์ที่ชาวบ้านขัดแย้งกันอยู่ ผมก็ได้แต่หวังว่า การสร้าง บ้านดินนี้จะสามารถสร้างมิติเรื่องความสัมพันธ์กับกรณีที่ขัดแย้งกันอยู่ ให้ชาวบ้านได้มาพูดคุยทำความเข้าใจกันได้บ้าง เท่านั้นแหละครับ" บุญเหลือกล่าว

หมายเหตุ : บ้านดินมีวิธีการก่อสร้างที่ง่ายและไม่ซับซ้อน โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้อยที่สุด อีกทั้งยังประหยัดพลังงาน ลดการใช้วัสดุจากระบบอุตสาหกรรม และ มีคุณสมบัติเรื่องของการเป็นอาคาร ที่มีลักษณะเป็นผนังฉนวน สามารถป้องกันความร้อนและความหนาวเย็นได้ดี ในส่วนของข้อดีอื่นๆ คือ ราคาถูก และยิ่งถ้าใครมีที่ดินเป็นของตัวเองก็สามารถขุดดินมาสร้างบ้านได้ แถมยังได้บ่อมากักเก็บน้ำ หรือทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา เป็นการสร้างรายได้เสริมให้ตัวเอง และที่สำคัญบ้านดินยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องมีการตัดต้นไม้ และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจที่ได้สร้าง บ้านด้วยตนเอง และสร้างมิตรภาพที่ดีอีกด้วย รูปแบบการสร้างบ้านดินมีหลายรูปแบบอาทิ


แบบที่ ๑.COB คือการนำเอาดินเหนียวกับฟาง(เส้นยาว)
แบบที่ ๒.ADOBE เป็นการนำดินเหนียวผสมกับแกลบหรือฟาง(สั้น) ใส่พิมพ์ทำเป็นก้อนอิฐ นำไปตากแดดให้
แห้ง(ไม่ต้องเผา)
แบบที่ ๓.WATTLE & DAUBT คือการทำโครงไม้หรือไม้ไผ่เป็นเสาและผนังแบบโปร่งไว้ แล้วจึงนำดินเหนียวมาแปะหรืออัดใส่ช่องว่าง
แบบที่ ๔. การนำหินหรือเศษไม้มาก่อเป็นผนังด้วยดินเหนียว
แบบที่ ๕.RAMMED EARTH คือการทำแบบหล่อ (พิมพ์) ผนังตามที่ออกแบบไว้แล้วอัดดินเหนียว เข้าไปให้แน่น
แบบที่ ๖.อิฐดินซีเมนต์ คือ การนำดินเหนียว ทรายผสมกับซีเมนต์และน้ำ(นิดหน่อย)
แบบที่ ๗.SAND BAG การนำกระสอบป่านหรือใยสังเคราะห์มาใส่ดินหรือทราย

ส่วนปัญหาของชาวดินจะเป็นเรื่องของน้ำฝน ดังนั้นการสร้าง จะต้องมีฐานชานที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่บ้านดินจากดินเหนียวจะมีความคงทนต่อปัญหาน้ำเซาะได้ดี และอีกปัญหาหนึ่งคือ ปัญหาแมลง ่ถ้าสร้างบ้านดินแล้วไม่มีคนอยู่แมลงก็จะยุ่งหรืออยู่อาศัยโดยธรรมชาติของดิน


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน