|
เสียงคนคลอง"นั่งร้องไห้"

เมื่อเสียงคนคลอง"นั่งร้องไห้"
กลางแดดจ้าในเดือนเมษายนที่ร้อนระอุทั้งไอแดดและอากาศที่อับอ้าวชื้นเหงื่อ
ริมชายทะเลด้านอ่าวไทยปากพนัง-หัวไทร แม้จะแว่วเสียงลมทะเลพัดดังหวี่หวิว
กระทบฝั่งซาซัดก็มิอาจจะทอนความร้อนนั้นได้ แต่ความร้อนของแดดกล้า ก็ไม่เคยแผดเผาผิวกายและผิวใจ
ชายหนุ่มร่างกำยำผิวสินิล วัยย่างเข้า 39 ปี อย่าง"สรินทร์ สุวรรณรัตน์"
ได้เลย ตั้งแต่วัยเยาว์ที่ลืมตาดูโลกเขาเห็นคลองใสๆ หน้าบ้านแห่งนี้มาตลอด
และตั้งแต่วัยเยาว์นั้นเองเขาก็ได้เคียงข้างพ่อออกหาปลา ผ่านมา 39 ปี ตามอายุของเขา
เขายังจำได้ดีถึงวันวาน อันแสนสุข สุรินทร์เริ่มเล่าให้เราฟังด้วยอาการขวยอายว่า
ถ้านับตำนานนักจับปลามาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ เขามั่นใจว่าเขาเป็นมือระดับต้นๆ
ถึงความฉมังเก่งกาจในการจับปลา หรือดูแหล่งปลาชุม เพราะสุรินทร์ถนัดทั้ง
ไซ ชุด ทงเบ็ดหรือลงอวนลงข่าย เขาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยการจับปลาในคลองสายนี้
มาหลายปีหลังจากวางมือจากการเลี้ยงกุ้งเพราะขาดทุน สุรินทร์รู้จักชีวิตการจับปลาและชำนาญทั้ง
3 สภาพน้ำ คือ เค็ม กร่อย และจืด ที่ล้วนมีสัตว์น้ำแตกต่างกัน
กลางบ่ายแดดจัดจ้าของ วันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา สุรินทร์ สุวรรณรัตน์ พ่อลูกน้อยซึ่งกำลังจะมีสมาชิกคนที่
3 อุ้มลูกยืนยิ้มต้อนรับเราด้วยสีหน้าอิดโรย ได้ยอมปริปากเล่าถึงชีวิตตนเองว่า
"ถ้าถมคลองนี้ไป ผมไม่รู้จะทำอะไรกินอีกแล้ว" สุรินทร์กล่าว ขณะหันเบื้องหน้าสู่คลองหน้าบ้าน
ซึ่งกำลังแห้งขอดลงตามฤดูกาล "คลองนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อู่ปลาผม มาแต่เด็กจำความได้
อยากกินอะไรลงคลองก็ได้กิน" นั้นคือบางคำจากปากสุรินทร์ ชายร่างกำยำเผยออกมา
"กุ้งไม่ได้เลี้ยงแล้ว งานก็ไม่มีรับจ้าง ปลาในคลองก็กำลังจะถูกถมทำชลประทานแบบลอย"
อีกคำหนึ่งของเขา
สุรินทร์ สุวรรณรัตน์ กับลูกชายคนรอง |
สุรินทร์ สุวรรณรัตน์ เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตตนเองที่ผูกพันกับสายน้ำเล็กๆ
ที่ดูเหมือนไร้ค่าในสายตาการพัฒนาจากรัฐ ว่า "ผมกับแฟนเป็นคนที่นี่
เกิดที่นี่ เราแต่งงานกันเมื่อหลายปีก่อน เรามีลูกสองคน คนหนึ่งอายุ
3 ขวบ อีกคน ขวบกว่า และกำลังจะคลอดในอีก 2-3 เดือนหน้า อีกคน เมื่อก่อนผมเลี้ยงกุ้ง
แล้วก็จับปลา หากุ้งขายด้วย แล้วก็รับจ้าง ต่อมาผมหยุดเลี้ยงกุ้งแล้วหันมาหาปลา
หากุ้ง ในริมคลองนี้ อย่างเดียว ก็ยังมีกินถูไถไปบ้าง เพราะค่าใช้จ่ายหลักๆ
ก็ค่านมลูก ส่วนค่าอาหารอื่นๆ ไม่ต้องซื้อเลย จับเอาในคลองอยากกินอะไรก็หาเอา
ซึ่งวันนี้ถ้าโครงการชลประทานนี้ลง ผมไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรจะทำมาหากิน
แล้ว " สุรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเครือเศร้า
"ในวัยเด็กๆ ที่ผมจำความได้ ผมก็เห็นคลองสายนี้แล้ว
ผมออกไปหาปลากับพ่อกับเพื่อนๆ เราหาปลา เราเล่นน้ำ ด้วยกัน ที่นี่มีทั้งกุ้ง
กั้ง ปูแสม ปูดำ โดยเฉพาะกุ้งนั้นเยอะมาก ทั้งกุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วย
กุ้งกุลาดำ ซึ่งในแต่ละฤดูกาล เราจะหาไม่เหมือนกัน บางวันผมหาได้
เดือนละหมื่นกว่าบาท
|
อย่างปี 2543 ผมจำได้แม่นมาก ผมลงไซลันดักปลาไหล กับดักชุดปลาช่อนได้กว่า
250 กก.ตลอดเวลา 2-3 เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 25-30 กก.ตกรายได้ก็ประมาณวันละ
200-300 บาท เพราะในช่วงน้ำจืดหนุนขึ้นมาจากคลองใหญ่ หรือคลองหัวไทร เออล้นดันเข้าน้ำคลอง
จะนำปลาเข้ามาด้วยเยอะมาก ทำให้ชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงน้ำจืด มีปลากิน มีรายได้กันมากครับ
การจับปลาของเราเริ่ม จากช่วงน้ำเค็มในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมช่วงนี้น้ำจะเค็ม
เพราะน้ำทะเลหนุนก็จะจับปูดำ ปูแสม กัน ซึ่งถ้าจับได้มาก รายได้ก็ดีด้วย
แต่ตอนนี้ปูหายากขึ้นมาก พอเข้าช่วงน้ำกร่อย มิถุนายนถึง กรกฎาคมก็จะเป็นช่วงน้ำกร่อย
ช่วงนี้กุ้งจะเยอะมาก ตัวโตๆ ด้วย มีทั้งกุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วยหางแดง ปลากด
ปลานิล ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทำเงินแน่นอนที่สุด วิธีการจับก็แบบดั้งเดิมคือ
ลอยอวน ดักไซ ทอดแห หรือใครเก่งๆ ก็จับมือเปล่าเลยครับ ช่วงปลายปีตั้งแต่
พฤศจิกายนถึงธันวา-มกรานี้ จะเป็นช่วงน้ำจืดจากคลองใหญ่หนุนขึ้นมา ก็จะมีปลาน้ำจืดขึ้นมามากทั้งปลาช่อน
ปลานิล ปลากด ปลาดุก ปลาไหล เราจะลงไซลัน ดักชุด ทงเบ็ดกันสนุกมาก เพราะในชุมชนเรา
ที่ทำมาหากินกับการจับปลาในคลองเล็กๆ สายนี้ กว่า 20 ครัวเรือนครับ "
สุรินทร์กล่าวด้วยสีหน้าระรื่น

ลงไซปลา |

กับเบ็ดทงและดักชุดคู่ใจ |
โครงการชลประทานน้ำเค็มบ้านบ่อคณฑี ได้วางแปลนถมคลองสาธารณะเพื่อเป็นสถานที่กักเก็บน้ำเค็ม
ให้ชาวบ้านผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในเขตตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร นครศรีธรรมราช
ตามโครงการจัดการน้ำเค็ม-น้ำจืด ในลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งโครงการชลประทานน้ำเค็มบ้านบ่อคณฑีเป็นเพียงโครงการย่อย
ที่จะกำหนดโซนเลี้ยงกุ้ง ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้านบางส่วนใน ตำบลขนาบนาก
อำเภอปากพนัง ได้ความเดือดร้อน ไม่มีแหล่งน้ำและคลองระบายน้ำจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
และยังทำลายฐานอาหารอันยาวนานของชุมชนอีกด้วยเพราะคลองธรรมชาติแห่งนี้เป็นแหล่งอาหาร
อันอุดมสมบูรณ์ที่ชาวบ้านกว่า 20 ครัวเรือนประกอบอาชีพจับปลาในคลอง และรวมทั้งชุมชนอื่นๆ
อีกหลายๆ ชุมชนที่ร่วมใช้สอยด้วย โครงการชลประทานนี้มีขนาดกว้าง 8 เมตรยาว
4 ก.ม.เพื่อกักเก็บน้ำเค็มจากทะเลให้กับพื้นที่เลี้ยงกุ้งฝั่งตำบลเกาะเพชรกว่า
2,000 ไร่ และจากการร้องเรียนของชาวบ้านผู้เดือดร้อน ซึ่งดำเนินไปแล้ว ตั้งแต่การทำหนังสือถึง
องค์การบริหารส่วนตำบลขนาบนาก ผู้จัดการโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีฯ ประมงจังหวัด และบริษัทสี่แสงการโยธา ทุกหน่วยงานต่างก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนถึงแนวทางการแก้ปัญหา
ตลอดจนบ่ายเบี่ยงในการหาทงออกอยู่เรื่อยมา
พิเคราะห์บทสรุปผลกระทบ 6 ประเด็นหลัก ที่ชาวบ้านพยายามทำหนังสือร้องเรียนไปนั้นคือ
1.
เป็นทางระบายน้ำ และสูบน้ำเข้าเพื่อการเลี้ยงกุ้งของชาวบ้านหมู่ 9 ตำบลขนาบนาก
อ.ปากพนัง มาช้านานนับสิบปี
2.เป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงและรายได้ทั้งหลักและเสริมของชุมชน เพราะคูคลองแห่งนี้เชื่อมต่อกับคลองหัวไทร
ซึ่งเป็นคลองสายหลัก ทำให้มีสัตว์น้ำหลากหลายชนิดขึ้นมาสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชนที่อาศัยริมคลองและ
ก่อให้เกิดรายได้และอาชีพเสริมแก่ชุมชน
3.เป็นแหล่งน้ำสำรอง เพราะระบบการดึงน้ำทะเลขึ้นมาเลี้ยงกุ้ง
ตามโครงการจัดการน้ำเค็ม กำหนดให้นั้น เป็นแนวทางการเลี้ยงที่ไม่ถูกต้อง
เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งให้ได้ผลดีนั้นต้องใช้น้ำที่มีความเค็มต่ำหรือกร่อย
อีกทั้งถ้าระบบการสูบน้ำทะเลขึ้นมาของโครงการเกิดขัดข้อง ไม่สามารถดำเนินการได้จริง
ชาวบ้านก็ยังมีแหล่งน้ำสำรองสำหรับเลี้ยงกุ้งได้อีกด้วย
4. เป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดไว้ผสมน้ำเค็มสำหรับเลี้ยงกุ้ง
ตามข้อ 3 เพราะสภาพความเค็มของน้ำทะเลนั้นมีค่ากว่า 40 ppt ซึ่งเป็นสภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้ง
เพราะสภาพความเค็มที่เหมาะสมจริงๆ คือ อยู่ที่ 10-15 ppt ดังนั้นโครงการชลประทานนี้
มองข้ามข้อเท็จจริงอันเป็นภูมิรู้ของชาวบ้าน ที่พยายามร้องเรียนเสมอมา
5.เป็นเส้นทางคมนาคมของเรือ เนื่องจากในช่วงฤดูฝน
อันเป็นฤดูมรสุม น้ำท่วมบ่อยครั้ง ทำให้ถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ชาวบ้านจะใช้คลองสายนี้เป็นเส้นทางสัญจร
บันทุกสิ่งของอุปโภคบริโภคโดยทางเรือ
6.ช่วยจรรโลงประเพณี และวัฒนธรรมชุมชน เนื่องจากคลองเป็นที่หาอาหารมาตั้งแต่อดีต
ทำให้ชุมชนมักเกื้อกูลกัน ยามได้ กุ้ง หอย ปู ปลา มาก็จะมีการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเป็นรากฐานอันดีของชุมชน
ซึ่งรากฐานที่เกื้อกูลของชุมชนมาจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น
7.เป็นการหลงเหลือทรัพยากรให้ลูกหลานได้เห็น ได้ใช้
ได้ดำเนินวิถีชีวิตอันเรียบง่ายเพราะ"คูคลองมิใช่เป็นเพียงสายน้ำที่ว่างเปล่าเท่านั้น
แต่เป็นสายน้ำที่ซุกซ่อน ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ค้ำจุนชีวิตและชุมชน การหาอยู่
หากินให้ยั่งยืนของชุมชนสืบทอดกันมาช้านาน" ดังนั้นการทำลายคูคลองที่ร้อยเกี่ยววิถีชีวิต
คือการทำลายชุมชน
บทสรุปของโครงการพัฒนาจึงเป็นเพียงวาทกรรมที่กล่อมใจชาวบ้านให้เคลิ้มหลับ
แล้วลืมข้อเท็จจริงอันงดงามของชุมชนตนเอง และยิ่งหน่วยงานรัฐดื้อรั้นที่จะดำเนินการเท่าใด
การล้มสลายของชุมชนและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายพอเพียง ก็มากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับพระราชดำรัสของในหลวง
ที่ย้ำถึงเศรษฐกิจพอเพียงเสมอมา
พ่อกระจ่าง ทองคำ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง วัย 60 ปี จากตำบลขนาบนาก
อำเภอปากพนัง และเป็นแกนนำชาวบ้านผู้เดือดร้อน กล่าวถึงโครงการนี้ว่า "โครงการชลประทานน้ำเค็มในพื้นที่ตำบลเกาะเพชร
อ.หัวไทร ซึ่งมี หมู่ 4 และหมู่ 6 ของตำบลเกาะเพชรนั้นติดกับเขต หมู่ 9 ตำบลขนาบนาก
อ.ปากพนัง โดยมีถนนและคูคลองที่ชาวบ้านหมู่ 9 ขุดขึ้นทำถนนเป็นเขตกั้น ขุดเมื่อ
พ.ศ.2511 จึงกลายเป็นคูริมถนน และคูนี้ยังกลายเป็นกำแพงกั้นน้ำเค็มในฤดูที่น้ำเค็มทะลักเข้ามามาก
ต่อมาคลองนี้ก็กลายเป็นทางสัญจรไปมาของชาวบ้านที่ใช้เรือหางยาวในอดีตของ
ทั้งสองอำเภอ คือหัวไทรและปากพนังอีกด้วย ต่อมา พ.ศ.2545 ก็มีโครงการชลประทานน้ำเค็มแบบลอยเหนือดินขึ้นโดย
แปลนของเขาคิดกันไว้คือถมคลองแล้ว ก่อกำแพงสูงขึ้นเหนือดินเพื่อกักเก็บน้ำเค็ม
สำหรับส่งไปให้คนเลี้ยงกุ้ง ฝั่งหัวไทร เป็นการถมลงไปบนท่อของชาวบ้านฝั่งปากพนังอีกฟากหนึ่งของคลองที่เลี้ยงกุ้งเช่นกัน
ทำให้ชาวบ้านฝั่งปากพนังไม่สามารถดึงมาเลี้ยงและปล่อยกลับลงคลองได้ เพราะคลองนี้จะทะลุแม่น้ำปากพนัง
ดังนั้นน้ำจืด- น้ำเค็มที่ขึ้นลงจากแม่น้ำปากพนังจะถึงคลองนี้ด้วย โครงการชลประทานจึงทำให้เกษตรกรปากพนังใช้คลองแห่งนี้ไม่ได้
เพระถูกถมปิดหมดเลยครับ
| การต่อสู้ตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา
ชาวบ้านก็คุยกับทางบริษัท เพื่อขอคัดค้านมาโดยตลอด แต่ทางบริษัท สี่แสงการโยธา
ซึ่งเป็นบริษัทที่รับเหมาก่อสร้าง ก็ไม่ฟังเสียงเรียกร้องของชาวบ้านเพื่อพยายามเสนอทางออก
ชาวบ้านเสนอไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ทั้งกับบริษัท กับหน่วยงานราชการ
เฉพาะร้องเรียนกับทางราชการก็ 5-6 ครั้ง แล้วครับ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีการร่วมกันหาทางออก
ขณะที่ทางบริษัทก็ยืนยันจะถมคลองนี้ ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มก็ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จนมีคณะกรรมการสิทธิฯ ลงมาดูพื้นที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ชาวบ้านเองกำลังรอคอยอยู่ว่า
ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เขาจะมีคำตอบให้ชาวบ้านอย่างไร หลังจากไปคุยกับนายบรรหาร
ศิลปอาชา เจ้าของบริษัทสี่แสงการโยธาแล้ว ส่วนอีกทางหนึ่งที่ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือด้วยคือ
ทางศาลปกครองซึ่งยื่นที่จังหวัดสงขลา และศาลปกครองก็มีหมายการให้ชาวบ้านไปให้การเพิ่มเติม
|

กระจ่าง ทองคำ |
ว่าชาวบ้านต้องกำหนดผู้ที่ตนฟ้องร้องให้ชัดเจน เนื่องจากในหนังสือร้องเรียนนั้น
ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า จะฟ้องใครระหว่างบริษัทหรือกรมประมง และหลังจากชาวบ้านได้ร่วมกันประชุมหารือกันเมื่อเร็วๆ
นี้ ก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะฟ้องกรมประมงเพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ครับ
ซึ่งตอนนี้ก็รอแต่คำตอบความคืบหน้าจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ว่าท่านจะมีทางออกอย่างไร
เพราะคณะกรรมการสิทธิฯ มีอำนาจแค่ไกล่เกลี่ย ก่อนที่ชาวบ้านจะเดินทางไปให้การเพิ่มเติมกับศาลปกครอง
ชาวบ้านอยากให้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ทำงานให้สิ้นสุดก่อน ว่าผลออกอย่างไร
ถ้าออกมาดีไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านก็ยุติ แต่ถ้าไม่ดีชาวบ้านก็จะเดินหน้าต่อถึงศาลปกครองแน่ครับ"
พ่อกระจ่างกล่าวย้ำ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
11 เมษายน 2546
|