ออมทรัพย์ประมงพื้นบ้าน "พลังแห่งบูรณาการชุมชน"

หากชุมชนคือรากฐานของสังคมอย่างที่กล่าวจริง สังคมที่เข้มแข็งยั่งยืนต้องมาจากชุมชนที่เข้มแข็งยั่งยืน จึงจะถูกต้อง ซึ่งชุมชนจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้นั้น การผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน จนสามารถกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาและกำหนดอนาคตของชุมชนตนเองได้คือหัวใจหลักของการพัฒนา แต่ที่ผ่านๆ มา การพัฒนาและการแก้ปัญหาในหลายๆ ด้าน อาทิ ราคาผลผลิตภาคเกษตรต่ำกว่าทุน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สังคมชนบทแตกสลาย เป็นต้น ล้วนถูกกำหนดกรอบคิดและวิธีการแก้ปัญหาจากภายนอกชุมชนและจากส่วนกลาง หรือส่วนนโยบายรัฐบาล โดยผ่านกลไกรัฐเป็นหลักมาตลอด 1 ศตวรรษ ทำให้ชุมชนชนบทไทย เติบโตมาด้วยการบ่มเพาะ ในลักษณะพึ่งพาอุปถัมภ์จนไม่กล้าคิดและตันสินใจเองได้


สุทิน ยังแก้ว
เลขานุการชมรมประมงพื้นบ้านตรัง
กลุ่มออมทรัพย์ประมงพื้นจังหวัดตรังบ้านโซน 3 ซึ่งสมาชิกกว่า 200 คน ( ในจำนวนทั้งหมด 4 โซน ของจังหวัดตรัง คือบ้านน้ำราบ เกาะมุก ควนทุ่งกู่ ต.บางสัก อ.กันตัง และบ้านฉางหลาง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา ) ซึ่งเป็นสมาชิกชมรม ประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ได้รวมตัวกันคิดหาทางแก้ปัญหาต้นตอความยากจน ของชาวบ้านว่า กลุ่มออมทรัพย์ คือ การรวมตัวกันจัดการปัญหาด้านเงินทุนและด้านส่งเสริม อาชีพให้กับสมาชิก ในชุมชน ที่กำลังเผชิญปัญหาผลผลิตขายได้ราคาต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมขาดความอุดมสมบูรณ์ และการถูกรุกรานจากเรืออวนลากอวนรุน เป็นต้น

นายสุทิน ยังแก้ว เลขานุการชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง และเป็นเจ้าหน้าที่ การตลาดให้กับกลุ่มออมทรัพย์โซน 3 ได้ให้รายละเอียดการผลักดันสร้าง กลุ่มออมทรัพย์ประมงพื้นบ้าน แก่ทีมงาน thaingo เมื่อต้นเดือนกันยายน 2545 นี้ว่าการผลักดันให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งได้นั้น ต้องเกิดจากกระบวนการ เรียนรู้ของชุมชนเอง

"เมื่อก่อนนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจ ว่าความสำคัญมันอยู่ตรงไหน อาศัยกระบวนการเรียนรู้ ที่ร่วมกับชาวบ้าน ี้เวลามีปัญหาอะไรเราก็อาศัยหลักคิดเหล่านี้เอง เพื่อมาสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งหมด เพราะชมรมประมงพื้นบ้าน ที่เราทำกันอยู่นี้ มาจากคนที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงๆ อะไร มันเกิดจากการที่เรามานั่งคิดกันว่า ทำอย่างไร ที่จะให้กระบวนการ เรียนรู้เกิดขึ้นในกลุ่มของเรา ทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็รู้ว่า การรวมตัวกันนั้นมันดีอย่างไร การรวบรวมสินค้านั้นดีต่อการต่อรองอย่างไร แต่กับคนอื่นๆ กับชาวบ้านถ้าเราบอกเขาว่าต้องทำอย่างนั้น หรืออย่างนี้ ก็คงจะเข้าระบบเดิม ระบบสั่งการ ซึ่งทำให้ชาวบ้านนั่งรออย่างเดียว

กลุ่มที่นี่เพิ่งเริ่มรวมตัวกันทำงานได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้นเอง จริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่เพิ่มกระบวนการเรียนรู้ในเชิงวิธีการให้เขา เขาจะไม่สามารถจะรู้ได้หรอกครับว่าจะทำอย่างไร เพราะเกือบทุกหมู่บ้านในแถบนี้ที่มีออมทรัพย์ชมรมประมงพื้นบ้าน และชาวบ้านมักจะพูดคล้ายๆ กัน อยู่อย่างหนึ่งว่า "คุณบอกมาเลยว่าจะให้เราทำอย่างไร" นี่คือตัวปัญหาทุกหมู่บ้าน ซึ่งผมก็บอกชาวบ้านเหมือนเสมอว่า "คุณคิดมาเลยว่า ที่คุณต้องการจะเอาทุนไปสนับสนุนนั้น ต้องทำอย่างไร " หมายความว่าชาวบ้านต้องคิดเอง เพราะเป็นเรื่องของเขา เขาต้องเรียนรู้นะครับ เพราะถ้าเขาไม่เรียนรู้จักปัญหาของตัวเอง ใครก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้

ที่นี้ มาคิดต่อว่า แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ขึ้นกับชาวบ้าน ก็ทบทวนจากบทเรียนการต่อสู้ว่า
เมื่อก่อน ปัญหาเรื่องทรัพยากรในทะเล เช่น ปู ปลา ที่ชาวบ้านเคยจับกินจับขายนั้นเกิดหมดไปจากทะเลในบ้านเรา ซึ่งตอนนั้นไม่มีปู ปลา ให้จับขาย ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านเกิดกระบวนเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ปู ปลา กลับคืนมาสมบูรณ์เหมือนเดิม" นายสุทินเกริ่นเริ่มและเปิดเผยถึงกระบวนเรียนรู้ของชาวบ้านอีกว่า

"ผมเคยคุยกับนักวิชาการ และเล่าให้ท่านฟังว่า ชาวบ้านมีการศึกษามีการวิจัย คือความรู้ นะครับ นักวิชการท่านนั้น งงมาก กล่าวว่า ชาวบ้านทำงานวิจัยได้หรือ ผมตอบว่าได้ เช่น เรื่องป่าชายเลนที่ร่อยหรอลง หรือปู ที่พากันจับจนหมดจากทะเลไป นั้น เนื่องจากจับกันมากเกินไป จนปูไม่สามารถจะวางไข่ได้ทันความต้องการ จึงทำให้ก็หมดไป เหล่านี้คือองค์ความรู้ของชาวบ้าน หรือกรณีอวนรุน ที่ผมเองก็เคยพยายามบอกชาวบ้านว่า อย่าให้มีอวนชนิดนี้เข้ามาหาปลาในน่านน้ำบ้านเรานะ ซึ่งพออวนเข้ามาปรากฏว่า ปู ปลา ในทะเลบ้านเราหมด และพออวนออกไปสัก 15 วัน เท่านั้นเอง ปรากฏว่าปู ปลา กลับมีเพิ่มขึ้นอีก ้เยอะมาก "ตรงนี้เองทำให้ได้คำตอบว่า ถ้ากลุ่มอวนรุนไม่เข้ามาในทะเลบ้านเรา เราจะจับปลาได้เยอะอย่างนี้ตลอดไปแน่นอน" จนปัจจุบันนี้การดูแลทะเลระวังภัยอวนรุนได้ขยายไปหลายหมู่บ้านอย่างเอาจริงเอาจัง

อาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนนักว่า แล้วกลุ่มออมทรัพย์มีบทบาทในการดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างไร ตรงนี้อยากอธิบายว่า ตาอวนปูที่ชาวบ้านใช้ดักปู ชาวบ้านก็ต้องมีการกำหนดเหมือนกันว่า จะใช้อวนตาถี่ขนาดเท่าไหร่ เช่น 10 เซ็นติเมตร เป็นต้น เพราะถ้าชาวบ้านทำลายปูตั้งแต่ตัวเล็กๆ ที่ยังไม่โตพอวางไข่ ก็จะทำให้ปูหมดไปได้เหมือนกัน เพราะถูกจับตั้งแต่ยังไม่วางไข่

ผ่านการเรียนมาจนถึงวันนี้ ชาวบ้านเขารู้และเข้าใจแล้วครับว่า ต้องจับอย่างไร จึงจะยั้งยืน เช่น เมื่อไม่นานมานี้ มีขบวนชักลาก อวนรุน มาจาก อ.ทุ่งสง มาลากปูซึ่งลากเอาแม้กระทั่งตัวเล็กๆ ไปเป็นร้อยๆ กิโลกรัม ซึ่งก็คุยกันว่าถ้า มาลากเอากันแบบนี้คงไม่ได้แล้วน่ะ เพราะมันจะหมดแน่ๆ " นายสุทินกล่าวอธิบาย และวิเคราะห์ถึงกระบวนการทำงานของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านว่า เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางที่กดราคาเอาเปรียบมากเกินไป

"ที่นี่ ปูม้าตัวใหญ่ คือสินค้าหลักของชุมชนนะครับ แต่ก่อนที่ยังไม่มีกลุ่มเราถูกพ่อค้าคนกลางมารับซื้อเพียงกิโลกรัมละ 60-70 บาท ซึ่งตอนนี้ผมลองเอาปูไปส่งโรงงานปอกปู แกะเนื้อดู เพื่อลดขั้นตอนพ่อค้าคนกลางปรากฏว่า ได้กำไรดีจนชาวบ้านเริ่มหันมาปอกเอง แกะเนื้อเอง ก็เพิ่มกำไรได้อีกเยอะมาก เพราะอย่างน้อยเราตัดขั้นตอนโรงปอก โรงแกะเนื้อปูได้ ที่เหลือก็แค่บริษัทรับส่งออก แค่นี้ก็ทำกำไรให้ชาวบ้านได้มากแล้ว จึงมาสู่การพยบายามให้กลุ่มทำการปอกแกะเอง ให้ได้ ส่วนผมก็จะทำหน้าที่การตลาด 2 คน กับบังเลีย อย่างปูม้าตัวโต ผมสามารถขายได้ กิโลกรัมละ 105 บาท ส่วนผลกำไรและการกำหนดราคาซื้อนั้น ก็จะมาประชุมกันว่า ต้นทุน ชาวบ้านเท่าไหร่ ควรซื้อเท่าไหร่ กำไรเข้าออมทรัพย์เท่าไหร่ อย่างตอนนี้ กลุ่มออมทรัพย์ซื้อต่อ 95 บาท 10 บาท หักเข้ากลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้น" นายสุทินกล่าวอีกก่อนจะสรุปถึงพลังในการแก้ปัญหาชุมชนว่า

การสร้างพลังชุมชนให้ได้ผล เราต้องรวมตัวกันจริงๆ แล้วปล่อยให้เขาคิดเอง เราทำได้แค่อาศัยประสบการณ์ของเรา เพื่อหาวิธีการว่า ทำอย่างไรให้เขารู้ หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้เขารู้ว่า ทำไม 1+1 = 2 มันถึงได้ 2 ได้มาอย่างไร วิธีการแบบไหน ส่วนได้ มา 2 เราไม่ต้องบอก เราปล่อยให้เขาคิดเองบ้าง เราต้องให้เขาเรียนรู้เองบ้าง อย่างผมไม่เคยทำบัญชีเลยในชีวิต

วันหนึ่งมีชาวบ้านไปเรียกผมตอน 4-5 ทุ่ม ว่าบัญชีที่ผมทำไว้นั้นมันผิด ผมก็ถามว่าผิดยังไง เขาก็ชี้แจงมา ผมก็ตอบว่าผิดก็แก้ไขซินะครับ ตรงนี้เองที่สรุปได้เลยว่า "เขาก็เรียนรู้และเข้าใจได้" นะครับ

ส่วนข้อจำกัดอื่นๆ ในการสร้างพลังชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์หรืออะไร ก็แล้วแต่ ก็คงจะเป็นเรื่องของ "คน" เพราะคนคือตัวการสร้างปัญหา ที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าธรรมชาติ แล้วเข้ามากำหนดทรัพยากร กำหนดสิ่งแวดล้อม ผมว่า คนคิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติทั้งหมด และถ้าเมื่อไหร่สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติดีขึ้น มันจะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นแก่สังคมเอง และการพัฒนาอะไรก็ตามนะครับ เราอย่ามุ่งมั่นพัฒาแต่คนอื่น แต่ต้องพัฒนาตัวเองด้วย ชมรมชาวประมงพื้นบ้านของเราจะย้ำตรงนี้เสมอครับ " นายสุทินกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน