เหลียวหน้าแลหลัง "สู่กระบวนทัศน์ใหม่กู้ทะเลสาบสงขลา"
 |
ผื่นผิวน้ำกว่า
1,040 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นทะเลหลวง ทะเลน้อย และทะเลสาบสงขลา มีระบบนิเวศน้ำทั้งน้ำจืด
จากต้นน้ำคือทะเลน้อย น้ำกร่อยทะเลหลวงและน้ำเค็มทะเลสาบสงขลา ที่ในอดีตเคยอุดมสมบูรณ์
จากการว่ายเวียนวางไข่ ทั้งกุ้ง กั้ง ปลา ชนิดต่างๆ นับร้อยๆ ชนิด
หล่อเลี้ยงประชากร
ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือพัทลุง นครศรีธรรมราชและสงขลา |
กว่าล้านคน มีระบบวัฒนธรรม ระบบภูมิปัญญา แหล่งกำเนิดความเชื่อ ทั้งพุทธ
จีน และอิสลาม ในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน มีเครือข่ายทางสังคมในการช่วยเกื้อกูลกัน
จากอดีตที่เคยรุ่งเรืองด้วยกระแสการค้าจากเรือสำเภา เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำอันยิ่งใหญ่แต่อดีต
แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและศิลปะแขนงๆ ต่างมากมาย
ปัจจุบัน ทะเลสาบสงขลา เป็นเพียงพื้นที่ครอบครองสิทธิทำกิน ผืนสุดท้ายที่ต่างคนต่างลุกขึ้นมาเยื้อแย่งครอบครอง
ตักตวงเอา แม้ว่ารัฐจะมีงบประมาณมากมาย มีงานวิจัยลงหลายๆ ครั้ง ในหลายๆ
ปี แต่ก็เยียวยาฟื้นคืนกลับมาไม่ได้ ขาดยุทธศาสตรที่ชัดเจน ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม
และขาดการเอาจริงเอาจังจากหน่วยงานรัฐ นับวันทะเลสาบแห่งชีวิตยิ่งเลวร้ายลงทุกที
ทั่วตลอดผืนน้ำมีการครอบครองกรรมสิทธิ์ การใช้เทคโนโลยีทำการประมงอย่างล้างผลาญ
การบุกรุกป่าทำการเกษตร การใช้สารเคมีกับพืชพาณิชย์ การขุดลอกคูคลองป่าพรุ
ป่าจาก ป่าสาคู ฯลฯ ล้วนต่างมีส่วนร่วมในการลงมือฆ่าทะเลสาบ และที่สำคัญ
นั่นคือการฆ่าวัฒนธรรม ฆ่าสายเลือดผู้ให้กำเนิดชีวิต อันเป็นทุนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของตน
เมื่อวันที่ 19-21 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการสรุปบทเรียนและประสบการณ์ การงานสัมมนาวิชาการ
เรื่อง ทะเลสาบในกระแสการเปลี่ยนแปลง: ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกระบวนทัศน์การพัฒนา"
ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสุนการวิจัย สกว. ณ สถาบันทักษิณคดีศึกษา
จังหวัดสงขลา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานวิจัยและหาข้อเสนออันเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการเยียวยาทะเลสาบ
ศ.นพ.วิจารณ์
พาณิช ที่ปรึกษาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว.กล่าวเปิดงานสัมมนาครั้งนี้ว่า
"เราเพียงทำความเข้าใจประวัติศาตร์ท้องถิ่น วิเคราะห์กระบวนการทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะการจัดการความรู้ เช่นวิธีคิดแบบธุรกิจ ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขัน
ซึ่งเอามองในทางสังคม แม้ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ แต่เราต้องมองโดยเอาชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง
เพราะชาวคือผู้ใช้ การเอาสังคม เอาชาวบ้านเป็นผู้ใช้นี่สำคัญ เพราะผู้ใช้เป็นผู้รู้ในการจัดการ
และเขาจึงต้องเป็นผู้สร้างความคิดในการจัดการ ทั้งปรัลปรุง ดัดแปลง และทดลองใช้
และเหล่านี้คือองค์ความรู้ที่หลากหลาย วิธีคิด วิธีการ เป็นความรู้ในเชิงบูรณาการ
นักวิชาการมักจะสร้างองค์ความรู้มาจากสาขาวิชาการ แล้วก็มักจะใช้ไม่ได้ทันที
ต้องนำมาคิดแปรให้ตรงกับความต้องการ ในขณะที่ชาวบ้านใช้ทรัพยากรอย่างมีบริบท
ผู้ใช้ในที่นี้มีสิทธิที่จะตีความ จัดการอย่างหลากหลาย ทำให้ผู้ใช้มีสติปัญญามากขึ้น
สรรสร้างเพิ่มได้มากขึ้น ดังนั้น การจัดการความรู้คือวงจรของการใช้และสร้างอยู่ตลอดเวลา
ทั้งสร้างก่อน สร้างพร้อม และสร้างหลังปฏิบัติ ผ่านการเชื่อม ที่หลากหลายในการตีความ
"
อ.ยงยุทธ ชูแว่น ผู้ประสานงานโครงการวิจัย กล่าวถึงภาพรวมงานวิจัยทั้งหมด
ว่า " หลังจากเราศึกษาประวัติศาตร์ท้องถิ่นขนาดใหญ่ ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของท้องถิ่น
ในระดับที่กว้างมาก เราดูทั้งความเป็นเอกภาพของทะเลสาบ ข้ามพรมแดนทั้ง 3
จังหวัด ซึ่งถือเป็นหน่วยของวัฒนธรรมรอบลุ่มทะเลสาบ เป็นหน่วยความสัมพันธ์ของชุมชนตลอดรอบๆลุ่มทะเลสาบ
เราดูทุกมิติ เราศึกษากิจกรรมทุกๆ ด้านของประชาชน เท่าที่เรามีนักวิจัย ว่าตลอด
100 ปี ที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง อย่างไร เราเปิดให้ชุมชนชาวบ้านเข้ามีส่วนร่วม
ทุกๆ ขั้นตอน ในจำนวนประชากรล้านกว่าคน รวมการศึกษาถึง 8 กลุ่ม โครงการเพื่อหาคำตอบถึงระบบภูมิปัญญาของชุมชนรอบลุ่มทะเลสาบ
ใช้เวลาถึง 2 ปี สำหรับการวิจัย และมีเป็นวิทยานิพนธ์อีก 5 เรื่อง วิจัยขนาดเล็กอีก
2 เรื่อง คือเรื่องโรคและการบริบาล
ประวัติศาตร์ท้องถิ่น คือวิถีการสำคัญที่จะร้อยเรียง เรื่องราวของชุมชน
ทำให้เรามองเห็นพัฒนาการของชุมชน ว่ามีกระบวนการต่อสู้ ขัดแย้ง สร้างสรรค์อย่างไร
แต่ละยุค แต่ละรุ่น เราจึงกลับไปศึกษารากเหง้าความจริง ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อนำมาเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานที่ต้องแก้ไขปัญหาครับ"

เลิศชาย ศิริชัย |
ดร.เลิศชาย ศิริชัย ผู้วิจัยเรื่องการพัฒนา
การใช้ทรัพยากรประมงพื้นบ้านรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา มองผ่านกลุ่มอาชีพประมงว่า
" ทะเลสาบสงขลามีความเสื่อมโทรมมากซึ่งเราจะเห็นเครื่องมือต่างๆ
มากมาย ในการทำประมงของชาวบ้านรอบทะเลสาบ อีกทั้งรอบๆ ทะเลสาบมีอะไรเยอะมาก
ทำให้มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรม ร้านค้า ชุมชนท้องถิ่น
ล้วนเกี่ยวข้องกับทะเลสาบ
ในอดีตทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งพักเรือ ค้าขาย ทำให้ทะเลสาบสงขลามีลักษณะเฉพาะ
เหมาะสำหรับทำการผลิตต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งไม่มีการผลิตอะไรเป็นหลัก
ตรงนี้มาจากระบบนิเวศที่หลากหลายมากรอบๆ ลุ่มทะเลสาบ |
มีคลองมาก มีป่าหลายรูปแบบ มีน้ำหลายลักษณะ มีสถาบันทางสังคมที่เป็นโครงข่าย
อาทิ สถาบันเกลอ เกลอเล เกลอนา เกลอเขา เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่เกื้อกูลกัน
และทั้งพุทธ จีน อิสลาม ก็อยู่กลมกลืนกันอย่างมีพรมแดนที่ชัดเจน
เมื่อระบบภาษีเข้ามา การตลาดเข้ามา และเทคโนโลยีเข้ามา กระบวนการผลิต การจับสัตว์น้ำ
และการบริโภคตามกระแสก็เข้ามาด้วย ทำให้ฐานอำนาจเดิมในการจัดการทรัพยากร
วางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อาทิ ความเชื่อเรื่องทวด ก็เสื่อมลง
บวกกับการปิดปากคลองกระวะเพื่อกั้นน้ำเค็ม นั่นคือจุดเริ่มต้นความหายนะรอบลุ่มทะเลสาบ
ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ความสมบูรณ์หายไป การตลาดเข้ากำหนดปริมาณการผลิต การใช้ทรัพยากร
เป็นต้น
ถึงที่สุด ต้องยอมรับ การพัฒนา ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ชุมชนที่เคยอยู่ร่วมกัน
กลับแตกออกไปสู่ความขัดแย้ง มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องฟื้นระบบการจัดการทรัพยากรของชุมชนชาวบ้านที่เขาคิดค้นจากการใช้
ร่วมกันเป็นองค์กร วางระเบียบร่วมกันพัฒนาแบบเชิงซ้อนและสัมพันธ์กันครับ"
จากซ้ายไปขวา โกเมศ ทองบุญชู ,วัน ขุนจันทร์,สมคิด
ทองสง.ฉิ้น บัวบาน |
ประมวล มณีโรจน์ นักคิดนักเขียนกลุ่มนาคร
ให้ทัศนะว่า "ชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ใช้เวลาปรับตัวกว่า 3 ทศวรรษ
กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมาสู่การผลิต เพื่อกิน เพื่อใช้และเพื่อขาย แตกต่างจากแต่ก่อนที่เป็นยุค
"ออกปาก" ขอแรงกัน ปัจจุบันการผลิตเพื่อขาย ซื้อกิน ซื้อใช้
การออกปากก็เปลี่ยนเป็นการออกปากจ้าง เพื่อผลกำไร นี่คือปรากฏการณ์ที่เป็นจริงรอบลุ่มทะเลสาบ
" |
สมคิด ทองสง นักคิดนักเขียนกลุ่มนาคร และผู้วิจัยเรื่องอัตลักษณ์คนเคร็งกล่าวว่า
"การวิจัยชุมชนควนเคร็งของเรา เราต้องสำนึกตลอดเวลา เราต้องเคารพคนควนเคร็ง
อย่าเอาวาทกรรมไปใช้ เพราะในอดีตเราทำให้คนควนเคร็งถูกเหยียดหยาม ทำให้คนควนเคร็งเจ็บปวด
ไม่ยอมเผยว่าตัวเองคือใคร ชุมชนและป่าพรุควนเคร็งมีพื้นที่ติดต่อกัน 3 จังหวัด
ทำให้ชุมชนแห่งนี้ดำรงตนด้วยตัวเอง เพราะมีเข้าออก คมนาคมลำบากมาก จึงไกลจากอำนาจรัฐ
จากสภาพกลิ่นเคร็งและเครงโดนมาสู่ เห็นไฟไม่เห็นเคร็ง เนื่องจากป่าควนเคร็งโดนทำลายไปมาก
จากอดีตที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแถบนี้ ปัจจุบันคนเคร็งต้องซื้อแม้กระทั่งกระจูด
จากพังงา ผมถือว่าเป็นยุคที่สิ้นความอุดมสมบูรณ์แล้ว การผลิตก็เพื่อการค้าทั้งสิ้น"
ฉิ้น บัวบาน ตัวแทนภาคประชาชน แสดงทัศนะถึงงานวิจัยว่า " ที่ผ่านๆ
มาชาวบ้านเบื่อนักวิจัยมาก เพราะชาวบ้านไม่เคยได้ใช้งานวิจัยเลย ต่างมาเอาข้อมูลแล้วก็ไป
ทั้งที่งานวิจัย คือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมาก สำหรับเรื่องเนื้อหา
ผมอยากให้เอาลักษณะของพื้นที่และเหตุการณืมาคุยกัน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหา
อย่างพื้นที่ชุมชนทะเลน้อย เป็นป่าพรุเกิดใหม่ ซึ่งแต่ต้นเสม็ดที่หลงเหลือจากไฟไหม้
และอีกอย่างก็คือหญ้าในทุ่ง และพืชน้ำ อีกกระทั่งปัจจุบัน อาชีพชาวบ้านเปลี่ยนไปมาก
มีอาชีพใหม่ อาทิ บริการท่องเที่ยว เกิดขึ้นมารอบๆ ลุ่มทะเลสาบ และที่สำคัญโครงการพัฒนาหลายๆ
โครงการมันส่งผลกระทบมาก เครื่อมือประมงก็ผุดมากขึ้น น้ำจากโรงงานก็ปล่อยลงทะเลสาบ
มีถนนตัดเข้ามามากมาย ทำให้น้ำไลเวียนไม่ได้ คลองก็เหลือน้อยระบายน้ำได้ไม่กี่คลอง
แต่ชาวบ้านต่างเชื่อนี่คือการพัฒนา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ นั่นน่าเป็นห่วงมาก
"
| 
ชุมชนใหม่ที่รุกเข้าไปถึงริมรอบทะเล
โพงพางและการจับจองเป็นพื้นที่ทำกินบนผืนน้ำในทะเลสาบ
|
โกเมศ ทองบุญชู ตัวแทนภาคประชาชน " เราอย่าลืมว่า
ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีฝ่ายต้นน้ำ อย่าคิดว่าจะมีน้ำไหลลงทะเลสาบ และถ้าไม่มีป่าพรุควนเคร็ง
ก็ไม่มีที่กักเก็บน้ำ ไว้ปรับระดับน้ำทะเล เราก็ลำบากเช่นกัน สังคมไทยไม่เคยเหลียวหลังแลหน้าไปดูกันเลย
ตั้งแต่ 2504 ที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนถึง 2546 ประเทศนี้แทบไม่เหลืออะไรเลย
อาจจะเหลือก้แค่องค์ความรู้และภูมิปัญญา แต่ทรัพยากรไม่เหลือแล้วครับ
ทุ่งหัวไทร ทุ่งระโนด เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์มากในอดีต เป็นนาข้าวกว้างใหญ่
พอปี 2518 พันธุ์ข้าว กข.7 เริ่มเข้ามา พันธุ์ใหม่รัฐแจกให้ เปลือกบางน้ำท่วมทีเสียหายมาก
ปี 2525 กข.25 เข้ามาอีก พันธุ์นี้ทำให้ชาวนาในลุ่มน้ำปากพนังไม่มีข้าวในฉางเลย
แต่ไปอยู่ที่โรงสีคนจีน ปี 2528 ข้าวสุพรรณบุรี เข้ามา ตามด้วย ปทุมธานี
|
จนถึงวันนี้ ชาวนาจำชื่อพันธุ์ข้าวดั้งเดิมตัวเองไม่ได้แล้ว นี่คือความเปลี่ยนแปลงจากรัฐ
บวกกับมีการพัฒนาแบบขุดลอกชลประทาน น้ำจากป่าพรุที่เก็บกักน้ำ ไว้ไหลออกหมด
เมื่อเจอไฟป่าก็ไหม้เสียหายหมด พวก อบต. ก็ขุดซอย ลอกคลอง ขยายถนน เต็มไปหมด
ยิ่งทำให้น้ำไหลเร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการลุ่มน้ำปากพนัง ขยายคลองระบายออกทะเลอ่าวไทย
ยิ่งดึงน้ำออกป่าพรุเร็วยิ่งขึ้น
ผมจึงเชื่อว่าประวัติศาตร์ชุมชน คือเครื่องมืออย่างดีในการสร้างจิตสำนึกชุมชน
อย่างน้อยถ้าเราไม่ทราบอดีต ไม่รู้ปัจจุบันแล้ว เราจะร่วมกำหนดอนาคตได้อย่างไร
"
วัน ขุนจันทร์ ปราชญ์ชุมชนตะโหมด พัทลุง " ผมอยากพูดให้มันตรงประเด็น
ว่าการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบสงขลา สู่กระบวนทัศน์ใหม่ ผมคิดว่านักวิจัยคนจะช่วยวิจัยค้นหาเหตุ
เรื่องการขุดลอก ห้วย หนอง คลอง บึง ส่งผลได้เสีย อันไหนมากกว่ากัน ผมอยากรู้
ย้อนรอยไปเมื่อ 40 ปี ทรัพยากรยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ยังหากินกับป่าได้อยู่
สิ่งเหล่านี้คือทุนทางสังคม เพราะมีป่า ก็มีน้ำ มีสายน้ำก็มีปลา อุดมสมบูรณ์ทั้งระบบ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะแรกๆ เน้นแต่เรื่องวัตถุ น้ำท่วมก็ขุดลอก เมื่อขุดลอก
เศษไม้ วัชพืชก็สูญสิ้น ก็ไม่มีรากไม้คอยดูดซับ น้ำก็หมดไป ปลาก็หมดไป เข้าฤดูการทำนาก็ลำบาก
ต้องทำ ทำนบ ทำฝ่าย ก็ต้องเอารัฐเข้ามาเกี่ยว มาทำคลอง ทำทำนบ ทำฝ่าย อีก
และการทำก็ทำตามแบบแผนของรัฐ ไม่เอาแนวทางชาวบ้านเลย เมื่อปิดน้ำ มีส่วนหนึ่งที่ได้
ก็มีส่วนหนึ่งไม่ได้ ยิ่งต่อมามีการทำเขื่อนเพิ่มเข้ามาอีก ป่าไม้ก็ไม่รู้เหลือเท่าไหร่กี่ปีๆ
ก็ เหลือ 25 % เจ้าหน้าที่รัฐขีดเส้นลากอย่างเดียว มีภูเขาก็ขีดหน้าเขา แต่ไม่เคยเข้าไปดูเลยว่าหลังเขานั้นมีชาวบ้านตัด
ถาก ทำกินไปเท่าไหร่แล้ว ทำลายไปเท่าไหร่แล้ว การแก้ปัญหาทะเลสาบก็เช่นกัน
เราต้องมองให้ถึงต้นเหตุของปัญหานั่นคือ บนเขามีต้นน้ำ
ยิ่งเรื่องสารเคมีจากการเกษตรที่ไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งเป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก
จากกลุ่มต้นน้ำก็จะไหลลงสู่ทะเลสาบ ดังนั้น ชาวเขา ชาวป่า ชาวนา ชาวเล ต้องมองร่วมกัน
ในการคิดเห็นต่อปัญหาแล้วร่วมมือกัน อย่างป่าชุมชนทำมาตลอดและถ้าจัดการให้ดี
ทำไมเราไม่มาสนใจ ตอนนี้มีอ่างเก็บน้ำเกิดขึ้นในป่าหลายแห่ง ซึ่งมันผิดเพี้ยน
ไม่รู้เขาทำไม เพราะอะไร "มันเหมือนเอาป่าไปไว้ในทะเล เอาทะเลไปไว้ในป่า"
ทุกโครงการของรัฐมันผิดเพี้ยนไปแล้ว"
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
3 กรกฎาคม 2546
|