คนเขาพระ"ต้าน"อ่างยักษ์


ป่าบริเวณสันอ่างคลองลำแซง


สวนผลไม้เกษตร 4 ธาตุ บริเวณสันอ่างคลองลำแซง

ความเป็นมาของอ่างเก็บน้ำคลองลำแซงและอ่างเก็บน้ำคลองลำขัน ตามประกาศของสภาตำบลเขาพระ ตามหนังสือเลขที่ 9/2534 ลงวันที่ 16 เมษายน 2534 ได้ใจความว่า มีการยื่นบัญชีรายชื่อผู้ประสงค์จะใช้น้ำจำนวน 935 คน ให้กับทางอำเภอรัตภูมิ สงขลา เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร

ขนาดของอ่างเก็บน้ำคลองลำแซง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา มีขนาด กว้าง x ยาว x สูง 8x846.90x34 เมตร ที่ระดับสันเขื่อน +94.50 ม.(รทก.) ความจุ 5.50 ล้าน ลบ.ม. ส่วนคลองลำแซงมีความกว้าง 6 เมตร ลึก 4 เมตร งบประมาณ 209,300,000 บาท และ อ่างเก็บน้ำคลองลำขัน ตำบลเขาพระ อ.รัตภูมิ มีขนาด ยาว x สูง 621.80x43.50 ม. ที่ระดับสันเขื่อน +153.50 ม.(รทก.) ด้วยงบประมาณ 346 ล้านบาท หลังชาวบ้านได้รับรายงานเรื่องขนาดและตำแหน่งการสร้างอ่างเก็บน้ำ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของชาวบ้านในชุมชนตำบลเขาพระ ในประเด็นต่างๆ อาทิ รายงานความจำเป็นที่แท้จริงของการใช้น้ำ การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงมีชาวบ้านหลายส่วนไม่ทราบ การแก้ปัญหาอพยพชาวบ้านไปที่ไหน อย่างไรรวมทั้งค่าชดเชยด้วย แล้วมีทางเลือกอื่นๆ ให้ชาวบ้านเลือกหรือเสนอไม่ ผลกระทบที่อาจจะเกิดมีอะไรบ้าง และชุมชนได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่หน่วยงานภาครัฐ โดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์นี้ ก็ยังเงียบ โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องการตั้งคณะกรรมการร่วมหลายฝ่ายเพื่อศึกษาผลกระทบ ทำให้องค์กรชาวบ้านตำบลเขาพระ กลุ่มเยาวชน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและองค์กรพัฒนาเอกชน เคลื่อนไหวขอให้รัฐและองค์กรปกครองท้องถิ่น ชะลอการดำเนินโครงการจนกว่าจะมีรายงานการศึกษา ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเพิ่งอยู่ในขั้นตอนการปักหมุดกำหนเขต เท่านั้น

นายเอกชัย อิสระทะ เจ้าหน้าที่ประสานงาน โครงการนำร่องเกษตรกรรายย่อยฯ ภาคใต้ตอนล่าง วิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงของโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและสภาพชุมชนในพื้นที่ตำบลเขาพระ ผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอ ว่า

"พื้นที่ตำบลเขาพระทิศตะวันตกเขาแก้วนั้นติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาโตนงาช้าง อีกฟากหนึ่งติดเทือกเขาบรรทัด ซึ่งตัวตำบลเขาพระนั้นเป็นตำบลที่มีแนวยาว ไปตามร่องเขา ชาวบ้านที่นี่โดยปกติ ก็ไม่มีพื้นที่ทำกินอยู่แล้ว หรือมีแต่ก็๋ไม่มีเอกสารสิทธิ์กัน แม้ว่าจะทำกินมานาน เพราะที่ดินบริเวณนี้เป็นที่เคยให้สัมปทานไม้ หลังสัมปทานไม้แล้วก็ไม่มีใครเข้ามาทำกิน จนชาวบ้านเข้ามาจับจองทำกิน

สภาพในพื้นที่นี้จะมีคลองเยอะมาก อย่างในตำบลเขาพระก็มีคลองลำขันและคลองลำแซง ซึ่งเป็นคลองสาขาของคลองหลักคือคลองรัตภูมิ ที่ไหลลงสู่ฝายท่าชะมวง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่มาก กั้นคลองสายหลัก แล้วไหลลงสู่ทะเลสาบ ที่ปากบาง อ.ควนเนียง ซึ่งจากการที่ผมได้ดูรูปโครงการและแบบก่อสร้างแล้ว ค่อนข้างใหญ่มาก คือสูง 40 เมตร และที่สำคัญในรอบๆ พื้นที่นี้ จะมีโครงการเข้ามาสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดนี้อีกเยอะมาก แนวคิดเบื้องต้นผมคิดว่ารัฐ กำลังเข้าใจว่า การปล่อยน้ำคลองลงทะเลเป็นการสูญน้ำเปล่าๆ ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่รัฐไม่รู้คือการกั้นน้ำนั้น จะทำให้เกิดการหนุนขึ้นมาของน้ำทะเล ซึ่งถ้ากั้นน้ำก็จะเข้ามาลึกกว่าปกติ ดังนั้น ผลดีกับผลเสีย ที่รัฐดำเนินโครงการนี้ขึ้นมานั้น ถ้าศึกษาดูดีๆ จะเห็นว่ามันยังไม่ชัดเจนเลย ผมจึงคิดว่า น่าจะมีการพูดคุยกันให้มากกว่านี้ เพราะที่ผ่านๆ มา เราสร้างสิ่งเหล่ามามากแล้ว" นายเอกชัยกล่าวเกริ่นและอธิบายเพิ่มอีกว่า

"จากรายงานเอกสารการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ( Environmental Impact Assesment ) ซึ่งที่ต้องทำเพราะว่าโครงการทุกโครงการที่ใช้ประมาณกว่า 200 ล้านบาท ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอ่างเก็บน้ำคลองลำขันนี้ใช้งบประมาณกว่า 346 ล้านบาทส่วนคลองลำแซง 209 ล้านบาท โดยให้เหตุผลการดำเนินโครงการอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ คือ 1. เพื่อใช้ในการเกษตร ที่จะได้รับน้ำประมาณ 1 หมื่นไร่ จากต้นฝ่ายท่าชะมวงเป็นหลัก ซึ่งที่ผมเข้าใจว่า ความสูงของสันเขื่อน ถ้าเกิน 15 เมตร เขาไม่เรียกว่าฝายครับ แต่ที่นี่ สูงกว่าทั้งนั้นแต่กลับเรียกว่าอ่างหรือฝายแทบทั้งสิ้น 2.ที่ตำบลเขาพระจะได้รับน้ำกินน้ำใช้ถึง 3 หมู่บ้าน ข้อนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นประโยชน์โดยตรงของคนในพื้นที่ 3. เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งข้อนี้หากให้ผมมองและวิเคราะห์นำเสนอแล้ว ผมคิดว่า พื้นที่แถบเขาพระนั้นสวยงามแล้วโดยธรรมชาติ มีทิวทัศน์งดงามและมีลักษณะพื้นที่ตั้งอยู่ในซอกเขา ส่วนประเด็นเรื่องแหล่งน้ำ ผมคิดว่าทำไมกรมชลประทานไม่คิดเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กบ้าง เช่น สมมติถ้าให้งบประมาณไปครอบครัวละ 5 หมื่นบาทไปแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำของตนเอง ในจำนวนทั้งหมด 1,000 ครอบครัว ที่เชื่อว่าได้ประโยชน์ จากโครงการ ก็ตกประมาณ 50 ล้านบาท ที่เอาไปพัฒนาแหล่งน้ำของตน ซึ่งมันสามารถทำได้ เราเคยนั่งคำนวณกันดูแล้วครับว่า เฉพาะแหล่งน้ำ 3 หมู่บ้าน ในตำบลเขาพระ ที่มีอยู่ก็มีประปาภูเขาใช้อยู่แล้ว แค่รัฐเข้ามาพัฒนาเสริมท่อให้ทั่วถึงมากขึ้น ก็ใช้ได้ครับ

แม้แต่เรื่องการท่องเที่ยว ก็ตาม ในพื้นที่แถบนี้มีน้ำตกเยอะมาก ลำธารก็ใสสวย เต็มไปหมด ผมคิดว่า ตรงนี้มากกว่าที่ควรเข้ามาพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่การทำเขื่อนให้คนมาดูน้ำนิ่งๆ แล้วกินเหล้า ซึ่งก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ทำแล้วจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวได้มากน้อยเพียงใด ดูได้จากเขื่อนทั่วๆไป ในประเทศไทย แต่ถ้ามามองดูการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้างหละครับ ถ้าถามชาวบ้าน ขณะนี้ชาวบ้านเขาต้องการแค่ ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ให้มันดีขึ้นอีกนิดหน่อย ส่วนงบประมาณพัฒนาแหล่งน้ำการเกษตรทั้ง 3 หมู่บ้าน ให้ไปเลย 50 ล้านบาท สำหรับวางท่อส่งน้ำให้ดีขึ้น และอีก 50 ล้านบาท เอาไปพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมแล้ว 150 ล้านบาท เท่านี้ก็มากมายแล้วครับ แล้วกรมชลประทานจะสร้างเขื่อนทำไม

เรื่องอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 โครงการนี้ หากให้เหตุผลว่าเพื่อการเกษตร ผมคิดว่า เมื่อสร้างเสร็จก็ยังใช้การไม่ได้ ยังต้องสร้างคลองส่งน้ำ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งต้องเพิ่มงบประมาณอีกเท่าไหร่ยังไม่รู้ นานแค่ไหน เกษตรกรจึงสามารถใช้ได้ และจะได้ใช้จริงๆ กี่พัน กี่หมื่นไร่กันแน่ ทั้งหมดนี้ ยังไม่ชัดเจนเลยครับ" นายเอกชัยอธิบายพร้อมวิเคราะห์เพิ่มว่า อ่างเก็บน้ำเหล่านี้มีอะไรคาดหวังไว้มากกว่าการเกษตร และการกินใช้ของชุมชน

"โจทก์เชิงซ้อนที่เราไม่ค่อยทราบกันคือ การเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อหนุนเสริมให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีในเอกสารโครงการหรอกครับ แต่ถ้าเราดูแผนที่โครงการจะรู้ได้เลยว่า ทั้งหมดทุกเขื่อนที่กำลังจะก่อสร้างนั้น ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรมยางที่ฉลุง ซึ่งห่างออกไปเพียง 5-6 กม.เท่านั้น และจะมีน้ำหนักชัดขึ้นถ้ามองเปรียบเทียบกับนโยบายของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องนโยบายอุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมยางเดิมใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภา ที่อ.หาดใหญ่ สงขลา แต่ที่นั่นใช้น้ำจำนวนเยอะมาก เพราะมีถังบรรจุคลอรีน มากกว่าการประปาส่วนภูมิภาคหาดใหญ่ ถึง 7 เท่า นั่นคือสัญญาณว่า จะมีนิคมอุตสาหกรรมยางและการใช้น้ำเยอะมาก จึงสรุปได้ว่า การพัฒนาแหล่งน้ำแถบนี้นั้น รัฐซ่อนนัยยะอะไรไว้กันแน่ เพราะถ้าอ้างการเกษตร ประปา หรือแหล่งท่องเที่ยว มันก็มีทางออก ซึ่งชาวบ้านเสนอให้หมดแล้ว นอกจากว่า จะเตรียมน้ำไว้จัดการตาม พ.ร.บ.น้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีวางไว้ครับ

เรื่องการสัมปทานน้ำ ซึ่งตอนนี้มีบริษัท southern water ประมูลจัดเก็บค่าน้ำในอ่างเก็บน้ำแล้ว โดยจ่ายภาษีให้รัฐ ดังนั้น คนที่ใช้น้ำก็ต้องจ่ายค่าน้ำ ซึ่งในที่สุดใครมีอำนาจซื้อครับ ระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ระยะแรกก็อาจจะมีข้อเสนอว่า ให้ชุมชนใช้น้ำได้เท่านั้นเท่านี้ แต่พอผ่านพ้นไปก็อาจจะมีข้ออ้างใหม่ว่า เนื่องจากบริษัทขาดทุน จึงขอเพิ่มค่าบริการ ก็ออกมาทำนองนี้ได้ครับ ดังนั้นสภาตำบล ซึ่งประกอบด้วยหลายๆ ชุมชน หลายๆ พื้นที่ กำลังมองภาพนี้เป็นเพียงภาพของการพัฒนา เป็นการนำความเจริญ นำรายได้เข้ามาสู่ชุมชน โดยไม่มองให้ลึกว่า จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง อย่างเช่น ที่นี่เป็นที่ที่ปลูกผลไม้ได้อร่อยที่สุดในภาคใต้ ทั้ง เงาะ ทุเรียน ลองกอง กระท้อน ฯลฯ อย่างลองกองอายุ 6 ปี ต้นหนึ่ง ขายได้อย่างน้อยๆ 500-600 บาท ไร่หนึ่งกี่ต้น เป็นเงินเท่าไหร่ ที่ต้องถูกน้ำท่วม


สวนสมุนไพร

สวนผลไม้แบบธรรมชาติ

เอกชัย อิสระทะ

แล้วชาวบ้านใช้เงินเท่าไหร่ที่จะต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำกิน และกว่าจะตั้งตัวได้ ไม่นับรวมปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ต้องส่งลูกเรียน สูญเสียศาสนสถาน อาทิ บารายเก่าๆของชาวบ้านมุสลิม วัดเก่าๆ ตลอดถึงผลกระทบที่ทะเลสาบ หากมีการกั้นน้ำเก็บไว้จริงๆ เพราะจะทำให้ทะเลสาบเค็มจากน้ำทะเลหนุน ปลาน้ำกร่อยปลาอร่อยที่สุดในทะเลสาบก็ต้องสูญหาย ที่ผมกล่าวนี้เป็นต้นทุนที่ใครคำนวณได้บ้าง ใครจ่ายครับ โดยเฉพาะองค์ความรู้เรื่องทะเลสาบสงขลามีงานวิจัยยืนยันทิ้งไว้เยอะมาก ตลอด 30 กว่าปี มานี้" นายเอกชัยกล่าว ก่อนจะสรุปถึงสถานการณ์ชาวบ้านที่ยังตื่นตัวปัญหาของชุมชนช้าอยู่มากว่า

"เสียดายที่ชาวบ้านตลอดสายน้ำ คือตั้งแต่ต้นน้ำเขาบรรทัดถึงทะเลสาบ ยังไม่ค่อยตื่นตัวในเรื่องนี้มากนัก และยังไม่ชัดเจนในการเชื่อมโยงประเด็นปัญหาร่วมกัน ส่วนสถานการณ์ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้คือ พยายามยับยั้ง อ.บ.ต.เขาพระ ที่กำลังบรรจุแผนเพื่อทำงบประมาณ เสนอ ครม.ซึ่งชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ได้พยายามคัดค้าน ร้องเรียนให้ชะลอเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาผลกระทบก่อน

ส่วนผมเสนอเหมือนชาวบ้านว่า ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการ มาศึกษาระบบน้ำเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ เชิญ นักวิชาการ เชิญ อบต. กรมชลประทานและตัวแทนชาวบ้าน มาร่วมกันศึกษาปัญหาเรื่องน้ำและการจัดการน้ำ มิใช่การเอาความเดือดร้อนเฉพาะหน้ามาอ้าง แล้วก่อสร้าง โดยไม่มองปัญหาทั้งระบบแล้วร่วมกันจัดการ ทำให้ชุมชนได้พึ่งตนเองและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาตนเอง " นายเอกชัยกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน