บันทึกจากหัวใจหญิงนักสู้

คำบอกเล่าเรื่องความรุนแรงสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง
: เหตุการณ์ประท้วงคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์

บ้านถั่วพู หาดใหญ่

"ไก่"อิสรา เจียมวิทยานุกูล

เช้าที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๕

โอ๋และพจน์ คะ

อดไม่ได้ที่จะส่งต่อ ถ่ายภาพผ่านตัวอักษรมาให้สัมผัส น้อยคนจะได้ยินเรื่องราวโดยตรง หลังจากที่เราตื่นตกใจ กับการฟังสื่อที่เสนอออกมาคล้ายๆ กัน คนที่ออกมาพูดก็ยืนยันว่าตนทำถูก คนอื่นทำแรง ความรุนแรงอยู่ตรงนี้เอง อยู่ตรงที่พยายามให้คนอื่นเชื่ออย่างที่ตัวเองเชื่อ ให้คนอื่นคิดอย่างที่ตัวเองคิด และให้คนอื่นทำ ในสิ่งที่ตัวเองต้องการให้ทำ

ไก่โทรมาคุยที่บ้าน(คืนวันจันทร์ที ๒๓ ธันวา) หลังจากได้รับการประกัน มีประดาคณาจารย์ประมาณ ๔๖ ท่าน อาสาไปประกันตัวให้ แต่เขาต้องการผู้ค้ำประกันเพียง ๑๒ ท่าน ว่าจะเล่ามาให้ฟังแต่ก็ไม่ได้เขียนเสียที จนเมื่อวานนี้ ไก่มาหาที่บ้าน เลยได้นั่งคุยกันสามคน มีพี่ มี Ted (เท็ด เมเยอร์) แล้วก็ไก่ เล่าให้ไก่ฟังแล้วว่า โอ๋และเพื่อนๆ หลายคนทุกข์ร้อนโทรมาถามข่าวคราวว่า "พี่ไก่เป็นอย่างไรบ้าง" แรกๆ ก็ยังไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่ถูกรวบถูกคว้าตัวเข้าไป ได้แต่ดูข่าวทีวี แม่พี่ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย มาดูคุณไก่เรา "พรื้อบ้าง ไปทำพรื้อ ให้เขาเอาตัวไปได้"

แม่พี่ตอนแรกก็ว่า พวกประท้วงนี้ก่อเหตุรุนแรงอีกแล้ว แต่พอป้าสมมิตรผู้อาวุโสสูงสุด ที่ร่วมเดินธรรมยาตรารอบทะเลสาบและลุ่มน้ำ ตั้งแต่ปีแรกบอกว่า "ไก่ก็โดนจับด้วย" แม่ก็พลอยเป็นทุกข์เป็นร้อน ตามข่าวคราวไปด้วยอีกคนด้วยความรู้สึกว่า ไอ้พวกที่ถูกจับไม่ใช่พวกไม่ดีนี้นะ " ไอ้ไก่ นี้ มันดี" ยิ่งมาฟังไก่เล่าว่า "ไก่ก็ไม่ได้ไปทำไหรเขานี้ ยืนอยู่แถวๆ นั้นแหละ คอยต้อนรับโหมวชาวบ้าน เพื่อนบางคนอย่าง สินธุ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เขาตีกันเสร็จแล้ว เข้าไปแลว่ามีใครอยู่บ้าง ตามสำรวจรอบหลัง ตำรวจก็เข้าไปจับตัว ว่าเป็นอุเชนทร์ ขนาดว่าเขาพยายามจะควักบัตรประชาชนให้ดูแล้วว่า ผมไม่ใช่อุเชนทร์ เขาก็ยังลากตัวไป ว่าไม่รู้แหละเอาตัวไปก่อน สินธุถูกจับเพราะเป็นห่วงเพื่อนแท้ๆ ลูกสาวสามขวบที่พ่ออุ้มก็ร้องใหญ่เลย"

เราฟังตอนที่เหตุการณ์คลี่คลายแล้ว ก็พอจะได้หัวเราะกัน คงไม่ใช่หัวเราะความซวยยามหน้าสิ่วหน้าขวานหรอกนะ หรือ การทำตามคำสั่งจากเบื้องบน แต่คนไทยก็เป็นอย่างนี้แหละ หัวเราะไว้ก่อน ยิ้มไว้ก่อน หรือไม่ก็ด่าไว้ก่อน กับความเคราะห์หามยามซวยที่หล่นทับ เหตุการณ์แล้วก็แล้วไป ไม่สนใจที่จะวิเคราะห์วิจัย ที่มาที่ไปมากมายอะไรนัก ตราบเท่าที่เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของตน (ตนหรือคนใกล้ชิดเป็นคนซวย) ศึกวาทะทางสื่อ(โทรทัศน์) จึงเป็นเรื่องรุนแรง ใครพูดก่อน ใครพูดบ่อย ก็ดูเสมือนจะชนะ

ก็พอจะชัดตั้งแต่ต้นแล้วว่า งานนี้เขาเปลี่ยนประเด็นจากทรัพยากรท่อแก๊สเป็นรวบตัวแกนนำเอ็นจีโอ โดยเฉพาะ ก็เป็นคนทำงานเอ็นจีโอทั้งแผง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องปกป้องทรัพยากร ปกป้องบ้านเกิดของชาวบ้าน ไหง กลายเป็นเรื่องเอ็นจีโอ เป็นผู้ร้ายเสียได้ กรณีของสินธุออกจะชัดมากขึ้น ว่าน่าจะมีโพยชื่อตามรวบล่วงหน้าเราเองก็อยากรู้เหมือน ที่ทุกคนตั้งคำถามว่า ใครเป็นฝ่ายเริ่มตีก่อนกันแน่นะงานนี้ มันข้องใจ ไก่บอกว่า "ไก่ยืนอยู่ระหว่างกลาง ตรงรอยปะทะของแผงนายตำรวจและกลุ่มชาวบ้าน ภาพมันเป็นอย่างนี้ กลุ่มชาวบ้านที่มาล่าช้ากว่า กำหนดมากเพราะถูกสะกัดอยู่สองด่าน มาถึงก็เริ่มทำละหมาดกัน (ห่างจากโรงแรมเจบีประมาณ ๓๐๐ เมตร) ก็มีบังหรำอาซาน (สวดเชิญชวนให้ทำพิธีธรรมละหมาด) และขอให้รักษาความความสงบสันติสุข แต่เนื่องจากก่อนทำละหมาดต้องล้างหน้า ล้างมือล้างเท้า น้ำมีจำกัด จึงต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปชำระล้างที่รถบรรทุกน้ำ ส่วนที่ล้างแล้วก็เริ่มละหมาดไปก่อน จึงเสร็จไม่พร้อมกัน ส่วนที่เสร็จแล้ว ก็เริ่มกินข้าวห่อที่พกมา (เกือบสามทุ่ม) บางส่วนก็ยังละหมาดอยู่ บางส่วนก็กำลังเก็บผ้าเตรียมตัวจะกินข้าว ไก่ก็เห็นว่านายตำรวจเองก็แจกข้าวกล่องกินกันเหมือนกัน แต่มีนายตำรวจกลุ่มหนึ่งตั้งเป็นแถว ก็หลายแถวเหมือนกัน มีโล่ห์และกระบองพร้อมเดินดาหน้ากันเป็นแถว หนุนเนื่องกันออกไปนอกที่กั้นแผงเหล็ก เข้าไปในเขตที่กลุ่มชาวบ้านนั่งอยู่ แรกๆไก่ก็คิดว่า เป็นการจัดแถวของประดานายตำรวจ แต่ก็เห็นว่าแถวนายตำรวจหนุนเนื่องขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปชน(เบียด) กลุ่มนักศึกษาที่นั่งอยู่ กำลังแกะก่อข้าวกินข้าวอยู่ นักศึกษาบางคนก็ลุกขึ้นแสดงความไม่พอใจ แล้วหลังจากนั้น ไก่ก็ได้ยินเสียงหวด เสียงมันน่ากลัวมาก บอกไม่ถูกเสียงถี่เสียงของแข็ง เสียงหนักๆ กระทบเนื้อ หวด หวด และหวด อย่างพร้อมเพรียง ไก่ก็อดไม่ได้ วิ่งเข้าไปที่กลุ่มนายตำรวจร้องบอกสุดเสียง "อย่าใช้ความรุนแรงตีชาวบ้าน อย่าตีชาวบ้าน" แต่มันเป็นสถานการณ์ของความบ้าคลั่ง เมามันไปเสียแล้ว

กลุ่มชาวบ้านก็ตกใจ ไก่คิดว่าสักสองนาทีได้ หลังจากนั้นก็อุตลุดไปหมด ห่อข้าวในมือถูกเขวี้ยงข้ามหัว หวือไปหวือมา ชั่วขณะที่ตกใจ แม้แต่โฆษกคือบังหรำ กว่าจะตั้งสติออกไมค์ "พี่น้อง พี่น้องนั่งลง อย่าตี พี่น้องอย่าตี นั่งลง อย่าเขวี้ยง พี่น้องอย่าเขวี้ยงให้นั่งลง พี่น้อง........"

หลังจากนั้น ก็วิ่งหนีกันอุตลุดแตกฉานซ่านเซ็น ไก่ก็รู้ว่าผู้คนแถวนั้นก็เหมือนเหตุการณ์ ๖ ตุลา เปิดประตูให้พวกที่วิ่งหนีเข้าบ้าน แล้วก็ชี้ทางว่าให้ไปทางไหน.... เพื่อนไก่บางคนก็ถูก(นายตำรวจ)ไล่ไป จนถึงตลาดกิมหยง (ห่างจุดเกิดเหตุประมาณหนึ่งกิโล บางคนก็ไล่ตามไปที่โรงเรียนเอ็งเสียง (เกือบครึ่งกิโล)
ไก่เองก็คอยหลบอย่างเดียว ห่อข้าวที่เขวี้ยง ของอะไรที่อยู่ใกล้เขาก็เอามาเขวี้ยง มันเป็นสัญชาตญาณในการปกป้องตัว" เราอดที่จะถามไม่ได้ว่า ในแง่ของการตระเตรียมไม่ให้เกิดความรุนแรง ก่อนที่ชาวบ้านจะออกเดินทางมาประท้วงนี้ ฝ่ายแกนนำชาวบ้านได้ซักซ้อมอะไรกับกลุ่มชาวบ้านที่มาบ้าง เขาก็ตกลงกำชับกันมาว่า

หนึ่งให้ทุกคนตระเตรียมกับข้าวมากินเองสามมื้อ มื้อเย็นวันที่ ๒๐ เอามาเอง ส่วนมื้อเช้ามื้อเที่ยงวันที่ ๒๑ ให้เอาแต่กับข้าวมา ข้าวไม่ต้องเอามา ส่วนกลางจะหุงให้จากตลาดนัดสีเขียว
สองไม่ให้ใครพกอาวุธ
สาม อย่าตีก่อน ใครก็ตามที่ตีก่อนจะให้เขาจับตัวไปไม่ช่วย ชาวบ้านไม่คิดว่าจะมีเหตุรุนแรง เพราะฝ่ายประสานงานได้มีการตระเตรียมกับคนของทางฝ่ายมหาดไทยแล้ว มีรายละเอียดเรียบร้อยว่า จะให้ชาวบ้านไปนั่งจุดไหนอย่างไร ต่อรองกันเรียบร้อยแล้ว ว่าอยู่ด้านหลังของโรงแรมเจบี พวกเขาจึงได้เอาลูกหลาน คนเฒ่า คนแก่มาด้วย เพราะไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องรุนแรง ปกตินี้ชาวบ้านไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไร หากเป็นเวลาที่ต้องทำละหมาดก็จะหยุดทุกอย่าง เพื่อประกอบพิธีกรรมละหมาด......

เมื่อถูกจับตัวไปด้วยกัน 12 คน ไก่เองก็กังวลว่า เขาจะพาเอาตัวไปที่ไหนแน่ เพราะขับรถอ้อมไปโน้นนี้ กว่าจะเอาตัวไปฝากขังที่ค่ายตำรวจชายแดน สงขลา มีอยู่สองห้อง แยกเป็นห้องชายหญิง ก็ดีที่ห้องสะอาดพอควร ไม่ปะปนกับคนอื่นเพราะเป็นลักษณะฝากขัง ตำรวจที่เขาส่งมาคอยดูแลพวกเราก็ดี เป็นคนมีเมตตา
แต่บางครั้ง ก็มีพวกตำรวจที่เข้ามาถามด้วยเจตนาให้เกิดความขุ่นมัวกัน "อ้อ พูดไทยได้นีนะ" "รับเงินต่างชาติมาเดือนละเท่าไหร่" ไก่ก็พยายามบอกน้องๆ ว่า อย่าไปตอบโต้หากเขาถามมาอย่างนั้น แต่ให้ถามกลับในเรื่องทุกข์สุขของพวกตำรวจบ้าง กินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม เพราะพวกเขาก็เหนื่อย ต้องมีงานเพิ่มขึ้นในช่วงนี้

แม้น้องๆ เองบางคน ก็ยากที่จะอดกลั้นอารมณ์เมื่อโดนคำถามทำนองนี้ ไก่เองไม่โกรธ เมื่อเทียบเหตุการณ์รุนแรงเรื่องท่อก๊าซเมื่อครั้งที่แล้ว ไม่ตกใจ แต่รู้สึกว่ามันน่ากลัว มันจริงกับคำว่าม็อบ [mob ฝูงชนที่บ้าคลั่ง] แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม กลุ่มเอ็นจีโอก็มีหลายข่ายงาน งานพัฒนาเอกชนที่ไก่รับผิดชอบ เป็นลักษณะที่ต้องการการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้อง หากเนื้องานเป็นแนวของการอนุรักษ์ รัฐก็ยอมรับ ให้ความร่วมมือ และอาศัยเรา เนื่องด้วยเรามีข้อมูลระดับชาวบ้านและเราทำมานานแล้วอย่างเป็นกระบวนการ อย่างโครงการธรรมยาตรารอบทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำ เราก็ร่วมประชุมกับนายกฯ ทักษิณมา 2-3 ครั้งแล้ว แต่เราก็ต้องมีงานในเนื้อหาของการปกป้องด้วย

วันจันทร์ ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๕

พี่และเพื่อนคือ อาจารย์ตุ่มได้ไปธรรมสวัสดีแม่ชีศันสนีย์ ที่สนามบินหาดใหญ่ ตอน 5 โมงครึ่ง ที่ลงมาคุยกับกลุ่มเยาวชนของศูนย์ศรีเกียรติพัฒน์(พี่หนูพรรณิภา โสติพันธุ์ ประสานงาน) ปรากฏว่า เราไปส่งเก้อ เนื่องจากแม่ชีไปเยี่ยมชาวบ้านที่ลานหอยเสียบอำเภอ จะนะ ในช่วงบ่าย โดยยอมเลื่อนตั๋วเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม เราก็ได้พบท่านอีกครั้ง "เด็กๆ ที่ลานหอยเสียบดูสุขภาพดีทีเดียว" แม่ชีบอกว่า ไปที่นั้นเพื่อคุยเรื่องทุกข์สุข ก็ดีนะ เรา (สังคม) คงไม่เคยได้รับภาพอย่างนี้มาก่อน หัวหน้าเยาวชนเด็กหนุ่มออกมานั่งเล่าร้องไห้ด้วยว่า ไม่ได้คิดว่าจะเอาแม่แก่ พ่อแก่ ผู้หญิงและเด็กๆ ไปได้รับความทุกข์ยาก ถูกตีกระเจิดกระเจิง แต่ตั้งใจว่า ในเมื่อ ครม.สัญจร จะไปต้อนรับและได้ยื่นจดหมายกับมือนายกฯ เอง ไม่ต้องผ่านคนอื่น ไม่ได้คิดว่าจะมีความรุนแรง จึงได้ขนกันไปหมด รู้สึกผิด ที่ได้ทำให้พวกแม่แก่ น้องนุ่ง ลูกหลานลำบาก"

ส่วนแม่แก่วัย 80 กว่าก็มาเล่าให้ฟังว่า "ถูกตี .....ต้องส่งโรงพยาบาล หันไปดูเตียงข้างๆ เป็นนาย(นายตำรวจ) ที่บาดเจ็บมาเหมือนกัน ก็เลยได้คุยกัน นายตำรวจก็ถามว่า "ยายก็แก่แล้ว เติ่นยังไปยุ่งอะไรกับเขาอีก" ....
แม่แก่ก็น่ารักมาก ถามกลับนายว่า "นายก็ได้รับเงินเดือนแล้ว เรื่องอะไรถึงมาตีคนแก่....."

 

วันศุกร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๖
ท่านกิตติศักดิ์ ตัวแทนพระสงฆ์จากกลุ่มเสขิยธรรม และกลุ่มกรรมการโครงการธรรมยาตรา ไปพบปะพูดคุยสาระทุกข์สุกดิบ กับกลุ่มชาวบ้านที่ลานหอยเสียบ

( "ไก่"อิสรา เจียมวิทยานุกูล ผู้ประสานงาน โครงการธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำ และกป.อพช.)
("สุ" สุรัตน์ แซ่จุ่ง ทีมประสานงานโครงการธรรมยาตราฯ และโครงการลุ่มน้ำ )

พี่พร (สุภาพร พงศ์พฤกษ์)


21 มกราคม
บนพื้นฐานของการกระทำภายนอกแล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะแยกแยะว่า การกระทำรุนแรงหรือไม่รุนแรง โดยพื้นฐานแล้วย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นๆ หากว่าเจตนานั้นเป็นด้านลบ แม้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายนอก อาจจะดูสงบราบรื่นและนุ่มนวล แต่ในความรู้สึกลึกๆ แล้ว การกระทำนั้นรุนแรงยิ่งนัก ตรงกันข้ามกับการกระทำและคำพูดที่หยาบคายกระด้าง แต่กระทำด้วยความสัตย์ซื่อและเจตนาด้านบวก โดยแก่นแท้แล้วย่อมเป็นการกระทำที่ไม่รุนแรงหรืออีกนัยหนึ่ง ความรุนแรงก็คือพลังแห่งการทำลายล้าง ความไม่รุนแรงคือการสร้างสรรค์นั้นเอง

31 มกราคม
นักการเมืองต้องการศาสนามากเสียยิ่งกว่าฤาษีที่เข้าเงียบ เพราะหากฤาษีท่านกระทำการใดด้วยเจตนาไม่ชอบท่านก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ยกเว้นตัวท่านเอง แต่หากบุคคลผู้มีอิทธิพล โดยตรงต่อสังคมทั้งสังคมกระทำการด้วยเจตนาร้ายแล้ว ย่อมมีผู้คนมากมายได้รับผลกระทบในทางตรงข้าม

คิดด้วยจิตด้านบวกกับองค์ทะไลลามะ : หนทางสู่ศานติสุข
แปล สุภาพร พงศ์พฤกษ์ สำนักพิมพ์สามสี

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน